ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

จากแดนสวรรค์ชั้นฟ้า สู่เมืองมนุษย์สุดโสมม

ชื่อตอน : จากแดนสวรรค์ชั้นฟ้า สู่เมืองมนุษย์สุดโสมม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 564

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จากแดนสวรรค์ชั้นฟ้า สู่เมืองมนุษย์สุดโสมม
แบบอักษร

2 

จากแดนสวรรค์ชั้นฟ้า สู่เมืองมนุษย์สุดโสมม 

                “จงปลดปล่อยข้า!! กล้าดียังไงถึงเอาข้ามากักขังเช่นนี้”  

                เสียงกู่ก้องร้องตะโกนดังไปทั่วแผ่นดินอันเวิ้งว้าง เทพหนุ่มนามเวทิศเดินงุ่นง่านไปมา ปากก็สบถทำหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่เลิก สายตาเกรี้ยวกราดมองโซ่ที่ล่ามข้อเท้าตัวเองไว้อย่างหงุดหงิดระคนสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นภายหลังจากสิ้นท่าให้กับน้ำจัณฑ์เมื่อราตรีที่ผ่านมา จำไม่ได้เลยสักนิดว่าเหตุใดตนถึงมาจบลงที่นี่ 

                ณ ดินแดนเปลี่ยวร้างแห่งนี้ ไร้ซึ่งร่องรอยของความมีชีวิตชีวา ตรงที่ที่เวทิศยืนอยู่คือแผ่นศิลาสีน้ำตาลไหม้ มันร้อนระอุราวกับข้างใต้เต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโหม โดยรอบบริเวณรายล้อมด้วยต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยว และแสงสุรีย์สีแสดที่กำลังแผดเผาให้ทุกสิ่งเหมือนต้องตายซ้ำตายซ้อน เบื้องบนคือท้องฟ้าสีเทาหม่นที่ไร้การเคลื่อนไหวของเงาเมฆา  

                เวทิศไม่รู้จักดินแดนแห่งนี้ พยายามเค้นสมองหาคำตอบอย่างหนักหน่วงว่าลักษณะทางกายภาพเช่นนี้มันคือที่ไหนกันแน่ ทว่าความสงสัยก็ไม่ได้รับการไขให้กระจ่างเสียที และอีกหนึ่งประการที่น่าแปลกใจ เหตุใดอาภรณ์บนเนื้อตัวของเขาถึงเหลือเพียงกางเกงขายาวตัวเดียว กลายเป็นว่าเทพหนุ่มรูปงามอยู่ในสภาพอวดกล้ามเนื้อหนั่นแน่นช่วงบน ผิวกายจากที่ปกติขาวผ่องพอถูกเปลวความร้อนที่ค่อนข้างรุนแรงลามเลียจึงเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น 

                “หรือจะเป็นฝีมือเจ้าทัตเทพ” เวทิศเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฝีเท้าที่กำลังเดินวนไปมาหยุดชะงักในขณะใช้สมองประหวัดถึงภาพเหตุการณ์เมื่อราตรีที่ผ่านมา  

                ‘ช่างไร้มารยาทเสียจริง เจ้าเมามายไร้สติในงานครบรอบวันเกิด ๖๒๐ ปีของข้าเนี่ยนะ’ เทพทัตเทพผู้เป็นเจ้าของงานเลี้ยงกอดอกหรี่ตามองเทพหนุ่มเจ้าสำราญนามเวทิศที่นั่งคอพับคออ่อนบนเก้าอี้สีทอง โดยมีภูติสาวซึ่งบรรดาศักดิ์ต่ำชั้นกว่าคอยให้บริการเครื่องดื่ม บ้างก็ลูบไล้สัมผัสตามมัดกล้ามของเทพผู้ถูกน้ำจัณฑ์ครอบงำเพื่อหวังปลุกความกำหนัดในตัวบุรุษ เมื่อถูกทัตเทพปรายตาไล่พวกนางจึงหยุดเสียงหัวเราะใสๆ และพากันถอยหลบฉากออกไป  

                เวทิศครางเสียงอู้อี้ไม่เป็นภาษา พยายามเปิดเปลือกตาหนักอึ้งเพื่อมองหน้าคู่สนทนา และถึงแม้ภาพจะเลือนรางแต่โสตประสาทของเขาก็ยังสามารถบอกได้ชัดเจนว่าน้ำเสียงนี้เป็นของเทพตนใด  

                ‘โอ๊ะโอ ขอประทานอภัยเจ้าภาพงานด้วย ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ข้ายังไม่มีโอกาสกล่าวแสดงความยินดีเลย เพราะเหล่าภูติสาวที่เจ้าเชิญมาคืนนี้ช่างต้องตาต้องใจเหลือเกิน’ 

                เวทิศกล่าวพร้อมชันตัวลุกขึ้นอย่างลำบาก แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จแม้จะอยู่ในท่ายืนเอียงกระเท่เร่ก็ตาม ในสายตาของทัตเทพมีแต่ความสมเพชระอาใจ เวทิศกับเขาอายุอานามเท่าๆ กัน ทว่าไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปกี่สิบกี่ร้อยปี เวทิศก็ยังคงเป็นเทพหนุ่มเจ้าสำราญดังเดิม มีสุราและนารีเป็นเพื่อน เบือนหน้าหนีความสัมพันธ์ระยะยาว ทำตัวกระด้างกระเดื่องไม่เห็นหัวหรือเสียเวลาใส่ใจความรู้สึกใคร พฤติกรรมเช่นนี้ทัตเทพมองว่าสมควรถูกลงโทษให้สันดานเปลี่ยนเสียบ้าง  

                 ‘ข้าขอให้...เจ้ามีความสุขกายสบายใจ ตายแล้วไม่ต้องเกิดมาพบกับข้าอีก หวังว่าปีหน้า....ข้าคงไม่ต้องมางานเลี้ยงวันเกิดเจ้าอีกแล้วนะ ฮ่าๆ อาจจะเป็นงานอำลาอาลัย....เอื๊อก กับการ...จากไปของเจ้า’ อวยพรเสร็จเวทิศก็ชูแก้วสีทองโห่ร้องไชโยให้กับเจ้าภาพ โดยไม่คิดสนใจเหล่าทวยเทพที่ต่างส่ายหน้าระอาให้เขา บ้างก็กระซิบกระซาบประณามนิสัยเสียของเวทิศที่ไม่ยอมแก้เสียที ในขณะที่เจ้าภาพงานอย่างทัตเทพกลับระบายยิ้มไม่ถือสาอะไร หากแต่ใครได้มองดวงตาสีเข้มคู่นั้นคงแอบสะท้านไหวไปถึงทรวงใน เพราะมันแฝงไปด้วยแววมาดร้ายกึ่งหยามหยัน  

                 ‘เอาเป็นว่าข้าไม่ขอรับคำอวยพรของเจ้าล่ะกัน’ 

                 ‘เจ้านี่ช่างไร้มารยาทเสียจริง’ เสียงยานครางกล่าวพร้อมกับนิ้วมือเรียวที่กวัดแกว่งไปมา ‘ข้าให้อะไรก็รับๆ ไปเถอะน่า’ 

                 ‘ถ้าเช่นนั้นหากข้าจะมอบของบางอย่างแก่เจ้า เจ้าจะรับไว้หรือไม่’ ดวงตาแฝงนัยเจ้าเล่ห์ของทัตเทพหรี่มองเวทิศที่อยู่ในสภาพแทบไร้สติเพราะฤทธิ์สุรา  

                ‘ของอะไร’ เวทิศย้อนถาม เมื่อยืนโอนเอนจนรู้สึกไม่ไหวจึงทรุดนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม 

                ‘ของขวัญเนื่องในวันเกิดของข้าที่จะมอบแด่เจ้าไง รับรองว่าเทพนิสัยเสียอย่างเจ้าจักต้องจดจำมิรู้ลืม’ จากน้ำเสียงเรียบเรื่อยเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมและกลั้วหัวเราะ จากนั้นทัตเทพก็ร่ายคาถาเสกแก้วสีทองขึ้นมาสองแก้วก่อนส่งให้เวทิศ ซึ่งรายนั้นก็รับไปโดยไม่มีการถามไถ่ให้เสียเวลา  

                ‘ดื่ม!’ กลับกลายเป็นเวทิศเสียเองที่เป็นคนกล่าวพร้อมกระดกหมดในคราวเดียว และเพียงไม่ถึงครึ่งเสี้ยววินาทีใบหน้าหล่อเหลาดั่งรูปปั้นสำริดก็คอพับคออ่อนในบัดดล ทัตเทพยิ้มเย็นก่อนโยนแก้วในมือของตนทิ้งโดยไม่สนใจจะดื่มแต่อย่างใด 

 

                “ใช่แล้ว! ต้องเป็นเพราะไอ้เจ้าทัตเทพแน่ๆ” เวทิศแค่นเสียงเจ็บใจที่พลาดท่าเสียทีให้เทพคู่ปรับจนได้ ก่อนเงยหน้ามองแผ่นฟ้าอึมครึมเบื้องบน “ทัตเทพ! ข้ารู้นะว่าเจ้าได้ยิน จงปรากฏตัวเดี๋ยวนี้ มาคุยกันให้รู้เรื่อง”  

                “ท่านนี่พูดมากจริงๆ” เสียงก้องกังวานมาพร้อมกับลมอื้ออึงที่พัดหมุนวนประชิดเทพหนุ่ม เวทิศยกมือป้องใบหน้าพยายามหรี่ตามองผ่านพายุขนาดย่อม ก่อนปรากฏเป็นใบหน้าของบุรุษรุ่นพ่อในอาภรณ์สีดำสนิท ดวงตาวาวโรจน์ ใบหน้าดูเหนื่อยหน่ายระอาใจ  

                “เจ้าเป็นใคร” เวทิศกวาดสายตาสำรวจบุรุษตรงหน้า ซึ่งเขาแน่ใจว่าไม่เคยพานพบมาก่อน  

                “ข้าชื่อฉันทัช เป็นนายนิรบาล” บุรุษชุดดำแนะนำตัวพร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อย เผยอรอยยิ้มตามมารยาทแต่แววตายังคงความเยียบเย็นน่าเกรงขาม 

                “ยมทูตจากนรกงั้นเหรอ”  

                “ถูกต้องแล้วท่านเทพเวทิศ”  

                “ท่านจับเรามาที่นี่ทำไม ต้องการอะไร อย่าให้หลุดไปได้นะจะบี้ให้ตายคามือเลย” เทพหนุ่มเจ้าอารมณ์ชี้หน้ายมทูตอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น ทว่าบุรุษชุดดำนอกจากไม่สะทกสะท้านแล้วยังส่งยิ้มไม่รู้สึกรู้สมกลับไปให้  

                “ข้าไม่ใช่คนที่จับท่านมา ข้ามาที่นี่ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น” 

                “หมายความว่าไง” 

                “ท่านลืมไปแล้วเหรอว่าเทพที่ทำความผิด หากไม่โดนเนรเทศจากแดนฉิมพลีก็จะถูกส่งตัวให้ยมทูตจัดการ” ยมทูตฉันทัชอธิบายอย่างใจเย็น ตรงข้ามกับเทพหนุ่มที่ขมวดคิ้วมุ่น ความคั่งแค้นยังไม่จางหายจากใบหน้าหล่อเหลา 

                “หมายความว่าข้าทำความผิดงั้นรึ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” 

                “แน่ใจเหรอท่านเวทิศ ลองตรึกตรองดูอีกทีสิว่าความผิดของท่านคืออะไร มิเช่นนั้นท่านจะถูกส่งตัวมาแดนลงทัณฑ์ได้อย่างไร”  

                เทพหนุ่มถอนหายใจหงุดหงิด กลอกตาครุ่นคิดอยู่นานสองนานก่อนได้คำตอบว่า 

                “ข้าไม่เคยทำอะไรผิด” 

                “หึ! ท่านนี่มั่นใจจังเลยนะว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์” ใบหน้าคมคร้ามของยมทูตยิ้มตาหยีจนปรากฏริ้วรอยเส้นเล็กๆ บริเวณหางตา เขาส่ายหน้าไปมาก่อนเฉลยให้ฟัง “ท่านทำผิดกฎสวรรค์ ข้อหาเสพสังวาสกับสตรีที่มีคู่ครองแล้ว” 

                “หือ? ใครกัน” จากใบหน้าคร่ำเครียดแปรเปลี่ยนเป็นตกใจระคนสงสัย เวทิศเป็นเทพหนุ่มรูปงาม เป็นที่หมายปองของเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ และเขาเองก็มีนิสัยเจ้าสำราญ การหว่านเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามถือเป็นงานอดิเรกที่เกือบได้เลื่อนขั้นเป็นงานประจำ แต่ถึงจะเจ้าชู้แพรวพราวแค่ไหนเขาก็ไม่เคยยุ่งกับสตรีที่มีพันธะ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเวทิศพยายามหลีกเลี่ยงเทพีที่สมรสแล้ว เขาไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน

                “นางชื่อภวิตา เป็นน้าสะใภ้ของท่านทัตเทพ” 

                พอได้ยินคำเฉลยเวทิศก็นิ่วหน้าไปอีกครู่ใหญ่ ราวกับพยายามค้นหาจากเศษเสี้ยวความทรงจำว่าสตรีนามภวิตาคือใคร ก่อนร้องอ๋อออกมายาวยืด ตามด้วยการเหยียดยิ้มมุมปากเมื่อนึกภาพใบหน้านวลนั้นออกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นมีศักดิ์เป็นน้าสะใภ้ของทัตเทพ มิน่าล่ะ ภวิตาถึงพยายามทอดสะพานให้เขาและเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน เพราะมีแผนการส่งเขามาแดนลงทัณฑ์นี่เอง 

                “หลุดออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่จะตามไปจองล้างจองผลาญให้วอดวายทั้งตระกูลเลย คอยดู!” เวทิศคำรามเสียงต่ำ แผ่นอกหนั่นแน่นกระเพื่อมตามแรงหายใจแห่งความโกรธแค้น  

                “เอาล่ะ ถึงอย่างไรท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีมลทิน ฉะนั้นก็ต้องรับกรรมในสิ่งที่กระทำไว้” 

                “แต่ข้าโดนกลั่นแกล้งนะ ถ้าท่านปล่อยข้าไป ข้าสัญญาว่าจะไปตามหาหลักฐานและส่งตัวทัตเทพมาแดนลงทัณฑ์แทน” 

                “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เทพตนใดที่ถูกส่งมายังแดนลงทัณฑ์ย่อมไม่สามารถกลับไปเมืองสวรรค์ได้ เว้นแต่ว่าได้รับการลงโทษแล้วเท่านั้น” 

                “แต่...” 

                “ถึงแม้ท่านจะทุ่มเถียงคอเป็นเอ็นว่าถูกใส่ร้ายก็ไม่มีประโยชน์อันใด ก้มหน้ารับกรรมเถอะ โทษของท่านข้าดูแล้วก็ไม่มีอะไรยากนะ เหมือนเป็นการพักร้อนเสียมากกว่า” ยมทูตฉันทัชเอ่ยขัดเทพหนุ่มอารมณ์บูดที่ตั้งท่าจะเถียง 

                “พักร้อนบ้าบออะไรกัน ท่านต้องการจะสื่ออะไร” เวทิศหรี่ตาถาม ความกรุ่นโกรธยังคงไว้ในสีหน้า  

                “ไปคุยกันที่ปากทางไปปรโลกเถอะ ตรงนั้นอากาศเย็นสบายเผื่อจะช่วยเกลาอารมณ์ท่านให้ดีขึ้นบ้าง” ฉันทัชไม่เปิดโอกาสให้เทพหน้าบูดออกความเห็น เขาร่ายมนตร์ปลดโซ่ตรวนและพาหายวับไปยังดินแดนที่กล่าวถึง 

                เวทิศพ่นลมหายใจด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้นในระดับหนึ่งเมื่อคลื่นไอเย็นยะเยือกตรงเข้ามาปะทะผิวกาย ชโลมอาบความร้อนที่เขาเพิ่งเผชิญมาให้มลายหายไป เวทิศกวาดสายตามองแผ่นหินศิลาเหลือบน้ำเงินที่ทอดยาวไปอีกหลายเมตร บริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยวมืดมีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงที่ติดตั้งตามผนังสำหรับส่องนำทาง ที่ตรงนี้คือปากทางปรโลก เป็นโถงทางเดินที่ทอดไปสู่ประตูสีเงินยวง เบื้องหน้าคือนายทวารหน้าถมึงทึงถืออาวุธปลายแหลมไว้ในมือ ยืนนิ่งขนาบข้างประตูทั้งสองด้าน มีกลุ่มวิญญาณประปรายยืนอออยู่ตรงหน้าประตูคล้ายกำลังเจรจาขอผ่านไปยังอีกภพภูมิหนึ่ง ในขณะที่วิญญาณบางดวงนั่งกอดเข่าหน้าสลดอยู่ริมโถงทางเดิน  

                “เอาล่ะ เรามาคุยธุระของเรากันต่อเถอะ” ฉันทัชเรียกความสนใจจากเทพหนุ่มที่กำลังกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณเวทิศทอดถอนใจอย่างจนแต้ม นัยน์ตาคมดุแลมาทางฉันทัชอย่างหงุดหงิด “ไม่ว่ายังไงข้าก็ต้องรับโทษทัณฑ์ให้ได้เลยใช่ไหม” 

                “ถูกต้อง เพราะท่านถูกขับไล่จากสวรรค์แล้ว ทางเดียวที่จะกลับขึ้นไปบนแดนฉิมพลีได้คือก้มหน้ารับโทษทัณฑ์” 

                “และหากข้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น” 

                “ท่านก็ต้องอยู่ที่นี่ นั่งจับเจ่ากับวิญญาณแถวนี้เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี เมื่อนั้นจึงสามารถกลับขึ้นสวรรค์ได้” 

                “บ้ากันไปใหญ่แล้ว” เวทิศคำรามโกรธเกรี้ยว 

                “เอาน่า ฟังบทลงโทษก่อน ข้าว่ามันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลยนะ” 

                เวทิศหรี่ตามองอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นิยามคำว่าไม่ร้ายแรงของยมทูตมันอยู่ในระดับไหนกัน เขาเป็นผู้ลงทัณฑ์นี่นาคงเห็นความเจ็บปวดเป็นเรื่องสนุกอยู่แล้ว ถึงได้พูดแบบนั้นออกมาได้  

                “บทลงโทษของท่านประกอบด้วยภารกิจสองประการ คือภารกิจจากสวรรค์และจากผู้เป็นนายนิรบาลอย่างข้า โดยของสวรรค์มีใจความหลักคือต้องการให้ท่านเรียนรู้ที่จะรัก เพราะพื้นเพนิสัยของท่านนั้นเห็นสตรีเป็นแค่เครื่องบำบัดความใคร่ หกร้อยกว่าปีที่ผันผ่านไปท่านไม่เคยอยู่ในความสัมพันธ์ระยะยาวเลย ทางสวรรค์จึงต้องการให้ท่านได้รู้จักความรักสักครั้ง เป็นความรักในแบบที่ท่านมีให้ผู้อื่น ไม่ใช่การรักแต่ตัวเอง” 

                เทพหนุ่มผู้ถูกคาดโทษได้แต่เงียบฟัง ใช่ว่าเวทิศไม่อยากรู้จักความรัก แต่ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเขาพยายามสานสัมพันธ์ระยะยาวกับเทพีบนสวรรค์แล้ว ทว่าสุดท้ายหัวใจมันกลับรู้สึกว่างเปล่าราวกับเทน้ำใส่แก้วแต่ไม่เคยมีหยดน้ำอยู่ในนั้นเลย 

                “ในเมื่ออยู่สวรรค์มาหกร้อยกว่าปียังไม่มีใครเติมเต็มใจท่านได้ ผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์จึงมีบัญชาให้ท่านลงไปยังโลกมนุษย์แดนดินแห่งอารมณ์ โสมม และน่ามหัศจรรย์ในเวลาเดียวกัน” 

                “ให้ข้าลงไปโลกมนุษย์และให้รักกับมนุษย์เนี่ยนะ! เผ่าพันธุ์จิตใจสกปรก ไม่เอาด้วยหรอก” เวทิศย่นจมูกพลางส่ายศีรษะไปมา 

                “แหม ก้มดูตัวเองบ้างเถอะ ท่านก็จิตใจมากไปด้วยราคะไม่ต่างจากมนุษย์เท่าไหร่เลย ท่านไม่เคยลงไปที่โลกไม่ใช่เหรอ ไม่แน่นะว่าที่นั่นอาจทำให้ความรู้สึกนึกคิดของท่านเปลี่ยนไปตลอดกาล” นายนิรบาลเผยยิ้มที่แฝงไปด้วยเล่ห์กล เวทิศได้แต่ตวัดมองตาขุ่นเขียว  

                “ไม่มีทางหรอก” 

                “เอาละๆ คืออย่างนี้นะ ท่านกามเทพแนบตัวเลือกมนุษย์ที่ท่านมีโอกาสตกหลุมรักสูงมาด้วย ซึ่งเป็นผู้ที่มีชะตาผูกพันกับท่านเวทิศอย่างเท่าๆ กัน แต่เมื่อเลือกแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใจได้อีกนะ” ซึ่งนี่เป็นข้อความกำชับจากกามเทพ เพราะด้วยความที่เวทิศขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้มากสตรี บทลงทัณฑ์นี้จึงออกแบบมาเพื่อกำราบพฤติกรรมของเขาโดยเฉพาะ  

                “แค่ทำใจให้ตกหลุมรักมนุษย์เท่านั้นก็เป็นอันว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ถูกต้องไหม?” เวทิศถาม

                “ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ในเมื่อท่านถูกส่งมาที่นรกก็ต้องทำภารกิจของนรกด้วย ซึ่งเมื่อข้าได้เห็นใบหน้าสตรีที่ท่านกามเทพต้องการให้ท่านเลือก ข้าก็นึกออกทันทีว่าภารกิจจากนรกควรให้ท่านทำอะไร”  

                สองทูตจากต่างดินแดนสบตากันอย่างหยั่งเชิง ในขณะที่เวทิศรอคอยคำตอบจากยมทูตอย่างใจจดจ่อ แต่อีกฝ่ายกลับคลี่ยิ้มมีเลศนัย 

                “อย่ามัวร่ำไรท่านจะพูดอะไรก็รีบพูดมาเถอะ เสียเวลา” 

                ก่อนที่ฉันทัชจะเอื้อนเอ่ยอะไร เขาหายวับไปดึงวิญญาณหนึ่งดวงที่ยืนเหม่อลอยสีหน้าครุ่นคิดเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย  

                “นี่คือดวงวิญญาณที่ข้าเพิ่งไปรับมาก่อนหน้านี้ไม่กี่นาที เขาไม่สามารถผ่านประตูปรโลกได้เหตุเพราะความจำเสื่อม ไม่อาจตอบคำถามนายทวารว่าตายเพราะอะไร สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เพราะวิญญาณดวงนี้ตายผิดธรรมชาติ สิ้นชีพก่อนอายุขัยจริงไปนานนับสิบปี” 

                “แล้วยังไง” 

                “ข้าจะให้ท่านลงไปโลกมนุษย์โดยใช้ร่างของวิญญาณตนนี้เป็นที่พักพิงสิงสู่เพื่อทำภารกิจที่ข้าจะมอบให้ นั่นก็คือหามูลเหตุที่แท้จริงของการตายให้ได้ ถือเสียว่าเป็นการช่วยสงเคราะห์ดวงวิญญาณความจำเสื่อมที่น่าสงสาร” 

                “และหากข้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้นกับดวงวิญญาณนี้” เวทิศหรี่ตาถามอย่างไว้เชิง 

                “หากไม่ทำดวงวิญญาณนี้ก็ต้องเร่ร่อนอยู่บนโลกมนุษย์จนกว่าจะถึงเวลาที่อายุขัยจริงดับลง ซึ่งบุรุษผู้นี้มีอายุขัยเดิมอยู่ที่ห้าสิบสองปี แต่เขาเสียชีวิตก่อนตั้งยี่สิบปี”  

                เวทิศถอนหายใจยาวเฟื้อย ภารกิจที่ได้รับมอบหมายฟังดูง่ายดายราวปอกกล้วยเข้าปาก แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลยสักนิด นอกจากต้องทำใจเรียนรู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในระยะยาวแล้ว เขาต้องรับบทนักสืบวิเคราะห์เหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับชายคนนี้ เวทิศหรี่ตาสำรวจดวงวิญญาณที่เอาแต่นิ่งเงียบ เค้าหน้าหล่อคมบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน เรียวคิ้วเข้มสมบุรุษขมวดกันเป็นปม ส่วนรูปร่างนั้นถือว่าดูดีมากเลยทีเดียว หากเวทิศต้องสิงสู่เพื่อใช้ร่างนี้ทำภารกิจก็ถือว่าไม่เลวเท่าไรนัก แม้ว่าจะดูดีน้อยกว่าร่างเทพของเขาก็ตาม   

                “เจ้าตายได้ยังไงไหนเล่ามาสิ” 

                ยมทูตหน้าเหวอไม่คิดว่าเทพหนุ่มจะเล่นถามจากดวงวิญญาณเอาดื้อๆ เช่นนี้ ในขณะที่ฉันทัชกำลังจะเอ่ยปราม ดวงวิญญาณก็ชิงแทรกขึ้นเสียก่อน เค้าหน้าหล่อเหลามีแต่ริ้วรอยสับสนและเคร่งเครียด 

                “ไม่รู้เลยครับ ผมจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองชื่ออะไร” 

                “ให้มันได้อย่างนี้สิ” เวทิศเบนสายตาฉุนเฉียวมาทางฉันทัชทันทีที่ได้รับคำตอบจากดวงวิญญาณ “ท่านจะให้ข้าใช้ร่างของมนุษย์ที่ความจำเสื่อมเพื่อตามหาสาเหตุการตายงั้นเหรอ มันยุติธรรมแล้วหรือ?”

                “ถ้าไม่ยากมันก็ไม่เข้มข้น ไม่สนุกน่ะสิ อยู่ทำภารกิจบนโลกไปนานๆ น่ะดีแล้ว เผื่อว่าดินแดนแห่งนั้นจะสอนอะไรท่านได้บ้าง” 

                “แต่ว่า...” 

                “เอาน่า เดี๋ยวข้าจะช่วยสงเคราะห์ทำให้บาดแผลตามร่างไร้ลมหายใจของพ่อหนุ่มคนนี้สมานไวขึ้นเพื่อจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของท่านบนโลกมนุษย์”  

                “ถูกต้อง ถือซะว่าท่านช่วยเขาเพื่อสั่งสมบุญบารมีให้ตัวเองก็แล้วกัน ได้ไถ่โทษแถมยังได้บุญอีกต่างหาก” ฉันทัชปลอบด้วยรอยยิ้มบางๆ  

                “อืม ข้าตกลงทำก็ได้” ใบหน้าหล่อเหลาพยักหงึกหงักอย่างขอไปที พลางสบถสาบานในใจว่าหากเขาเสร็จสิ้นภารกิจจากทางโลกเมื่อไหร่จะรีบกลับไปเด็ดปีกทัตเทพทันที รายนั้นจ้องเล่นงานเขามานมนานเหตุเพราะความริษยาเนื่องจากนางฟ้าหลายตนที่ทัตเทพหมายปองล้วนยอมพลีกายถวายแด่เวทิศ ความริษยานั้นนำพาให้ทัตเทพคิดแผนลอบกัดเวทิศเสมอมา กระทั่งวันที่ความประสงค์นั้นบรรลุผลถีบส่งเทพรูปงามลงมาสู่แดนลงทัณฑ์ได้สำเร็จ  

                “ให้มันได้อย่างนี้สิ” ยมทูตฉันทัชตบมือฉาดเมื่อเกลี้ยกล่อมเทพหน้าบูดสำเร็จ ก่อนเบนสายตาไปทางวิญญาณหนุ่มที่ยังคงปั้นหน้างุนงงไม่เลิก “เจ้าไปได้แล้ว เร่ร่อนอยู่แถวนี้แหละ คอยฟังข่าวดีจากท่านเทพเวทิศก็พอ เขาต้องหาสาเหตุการตายของเจ้าได้แน่” 

                “ขอบใจท่านทั้งสองมาก” แม้ดวงวิญญาณของบุรุษผู้นั้นยังฉงนสนเท่ห์ต่อเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้น แต่ก็พยักหน้ายิ้มให้ด้วยแววตาซาบซึ้ง ก่อนเดินหายไปอีกมุม  

                “เอาล่ะ นี่คือสตรีสองนางที่มีชะตาพันผูกกับท่าน” ฉันทัชร่ายมนตร์เรียกภาพถ่ายของหญิงมนุษย์ทั้งสองให้ปรากฏต่อหน้าเวทิศ “ซึ่งท่านต้องเลือกเพียงคนเดียวเท่านั้นเพื่อสานสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย และเมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยน ไม่ว่ายังไงท่านก็ต้องเรียนรู้ความรักจากมนุษย์ตนนั้นให้ได้” 

                เวทิศกอดอกจ้องมองภาพตรงหน้า ดวงตาสีมรกตกลอกไปซ้ายซีขวาที สีหน้ายังเจือด้วยความหงุดหงิดปนรำคาญ “หน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน” 

                “ก็เป็นฝาแฝดไงล่ะ คนนั้นชื่อคติยาเป็นพี่สาว ส่วนคนน้องชื่อคีติกาเป็นน้องสาว” 

                เวทิศครางตอบรับในลำคอจ้องมองภาพนิ่งนั้นเนิ่นนานราวกับต้องการส่องทะลุให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดภายในก้นบึ้งจิตใจของทั้งสอง บุคลิกภายนอกของฝาแฝดคู่นี้ดูงดงามบาดตาแบบไม่มีใครน้อยกว่าหรือมากกว่า ดวงหน้ารูปไข่ปราศจากริ้วรอยไฝฝ้า เรียวคิ้วได้รูปตลอดจนสันจมูกโด่งรั้นดูรับกับโครงหน้าราวกับเป็นผลงานที่พระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้าง ทั้งผิวพรรณก็ขาวผ่องเป็นยองใย หากจะมองหาความต่างคงเป็นแววตาที่ซ่อนความลุ่มลึกไม่เหมือนกัน แฝดพี่ดูราบเรียบและเปิดเผย รังสีแห่งความโอบอ้อมอารีถูกฉายออกจากแววตาคู่นั้นทั้งหมด ซึ่งผู้หญิงคนนี้ทำให้เวทิศหวนนึกถึงเทพีบนสวรรค์ที่มีบุคลิกลักษณะเช่นนี้ พวกนางอ่อนหวานแฝงความอ่อนแอ ยามใดที่ต้องการทอดสะพานให้บุรุษก็จะค่อยๆ ชำเลืองมอง ส่งสายตาให้อย่างเหนียมอาย ซึ่งเวทิศไม่ค่อยปลื้มเท่าไร แต่ถามว่าหากโดนทอดสะพานแล้วเล่นด้วยไหม เขาก็พร้อมกระโจนเข้าใส่ทันที  

                “เลือกนานจังล่ะท่าน” ยมทูตส่งเสียงเตือน 

                “อะๆ ข้าเลือกคนนั้น แฝดผู้น้อง ชื่ออะไรนะ” 

                “คีติกา” ฉันทัชตอบ “ว่าแต่คิดดีแล้วใช่ไหม ท่านไม่สามารถเปลี่ยนใจได้แล้วนะ” 

                เวทิศไม่เลือกคติยาเพราะท่าทีของนางทำให้นึกถึงเทพธิดาบนสวรรค์ ซึ่งหลายร้อยปีที่ผ่านมาเวทิศเคยพยายามสานสัมพันธ์แบบระยะยาวด้วยแล้ว แต่เหมือนมันมีเส้นบางๆ มาขวางกั้นทำให้ทุกอย่างพลันหยุดชะงัก ราวกับว่านางฟ้าเหล่านั้นไม่อาจเติมเต็มหลุมดำในใจเขาได้ ในขณะเดียวกันเหล่านางพรายหรือภูติสาวที่ต่ำศักดิ์กว่ากลับทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น แต่แม้พวกนางจะเต็มไปด้วยเสน่ห์เล่ห์แพรวพราวและแววตาที่เร่าร้อนแค่ไหน ทว่ามันก็เป็นเพียงความรู้สึกในเชิงกามราคะมากกว่าความลึกซึ้งในทำนองรักใคร่  

                แฝดผู้น้องคีติกานั้นให้ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างนางฟ้าและนางพราย แววตาของหล่อนทั้งยั่วยวนและลุ่มลึก ในขณะเดียวกันก็เยือกเย็นดุจน้ำลึกในมหาสมุทรที่ไร้การกระเพื่อม ดูน่าค้นหาราวกับปริศนาที่ต้องค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละชั้น  

                “ตกลงตามนั้น ข้าเลือกคีติกา นางสวย แพรวพราวและดูฉลาดเฉลียว” 

                “เมื่อท่านปลงใจเช่นนั้นข้าก็ขออวยพรให้โชคดี” ยมทูตทำท่าจะร่ายมนตร์ส่งเทพหนุ่มลงไปโลกมนุษย์ แต่เหมือนฉุกคิดเรื่องสำคัญได้จึงค้างมือไว้กลางอากาศ “อ้อ! ข้าลืมบอกไปว่าทันทีที่ท่านเข้าไปอยู่ในร่างมนุษย์ ท่านจะไม่สามารถใช้พลังเวทต่างๆ ที่เป็นของเทพสวรรค์ได้” 

                “ว่าไงนะ!” เวทิศตั้งท่าโวยวายทันที 

                “และอีกหนึ่งข้อห้ามที่สำคัญ ห้ามเสพสังวาสกับสตรีนางใดในเมืองมนุษย์จนกว่าเรื่องทุกอย่างจะคลี่คลาย” 

                “บ้าไปแล้ว แล้วคีติกาล่ะก็เป็นข้อยกเว้นด้วยหรือ”  

                “ใช่ แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือคีติกาท่านก็ไม่สามารถเสพเมถุนกับนางได้” ฉันทัชยิ้มกริ่มคล้ายเป็นยิ้มเยาะสะใจเสียมากกว่า เวทิศทำปากขมุบขมิบอย่างขัดใจ เค้าหน้านั้นส่อแววอยากอาละวาดเต็มทน “แล้วข้ามีเวลาแค่ไหนสำหรับไขปริศนาการตายของมนุษย์ผู้นั้น” 

                “ไม่มีกำหนดเส้นตาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านเองว่าต้องการให้เรื่องนี้สิ้นสุดในเวลาอันสั้น หรือยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ” 

                “เออ ให้มันได้อย่างนี้สิ” 

                “เอาล่ะ ถือว่าเราคุยกันเรียบร้อยแล้วนะ พร้อมไปเที่ยวเมืองมนุษย์หรือยัง” 

                “ตอบว่าไม่พร้อมได้ไหมล่ะ ข้ามีทางเลือกมากงั้นสิ” เทพหนุ่มแค่นเสียงเยาะ นึกสมเพชตัวเองที่พลาดท่าให้กับทัตเทพจนต้องพลัดพรากจากสวรรค์ลงไปคลุกคลีในเมืองโสมมของมนุษย์  

                คอยดูเถอะ! เขาจะกลับมาแก้แค้นเจ้าเทพบ้านั่นแน่นอน จงกู่ก้องโห่ฉลองกับชัยชนะไปเถิด ถึงทีเขาเมื่อไหร่อย่ามากอดเข่าอ้อนวอนล่ะกัน 

.............  ............ ............. 

                เสียงวิ่งขึ้นบันไดดังตึงตังสนั่นบ้านแบบคลาสสิกผสมกลิ่นอายสไตล์ยุโรปตะวันตก ก่อนตามมาด้วยเสียงบานประตูปิดลงฉับอย่างแรง ร่างแบบบางสาวเท้ายาวๆ ไปนั่งกอดเข่าอยู่มุมมืดข้างหัวเตียง เนื้อตัวมอมแมมสั่นระริกพอๆ กับสายตาที่ไหววูบเคล้าไปกับหยาดน้ำใส ริมฝีปากบางซีดเซียวคอยพร่ำท่องอยู่คำเดียวว่า  

                “ไม่จริงๆ ๆ ๆ” คีติกาสะอื้นไห้ตัวโยนซุกใบหน้ากับอ้อมแขนของตัวเอง เล็บมือทั้งสองข้างก็คอยจิกเนื้อแขนด้วยความเครียดขึ้งที่สุมอยู่ในอก พลันภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ก็ลอยกลับมาให้หลอนหัวใจเล่น 

                ในมโนภาพคีติกาเห็นตัวเองกรีดร้องขอความช่วยเหลือ สองเท้าที่ยืนบนรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ววิ่งจ้ำอ้าวออกไปตามผืนดินที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งและเศษวัชพืชที่คอยเกาะเกี่ยวแข้งขา ทางข้างหน้าเปล่าเปลี่ยวและมืดสลัว ยังดีที่มีแสงจันทร์นวลกระจ่างพอส่องให้เห็นภาพรำไร หญิงสาวตั้งหน้าวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต หอบเอาความกลัวระดับรุนแรงที่กัดกร่อนหัวใจหนีไปด้วย และไม่ว่าจะหันกลับไปมองข้างหลังครั้งใดก็มักพบชายฉกรรจ์สี่คนที่ยังขยันสาวเท้าตามมาอย่างไม่ลดละ ปากก็ร้องตะโกนจาบจ้วงว่าให้เธอยอมเป็นเมียพวกมันเสียดีๆ  

                หล่อนกลัวจับจิต ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมราวกับสวรรค์รู้เห็นว่าบาดแผลที่ฝังอยู่ในใจหล่อนคืออะไร แต่ก็ยังใจร้ายสร้างสถานการณ์เดิมๆ ให้เกิดขึ้นกับหล่อนซ้ำอีก  

                คีติกาวิ่งต่อด้วยความเร็วที่สุดในชีวิต แม้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายกำลังกัดกร่อนสติให้พร่าเลือนอยู่ก็ตาม พอสะดุดขอนไม้ล้มลงหล่อนก็หยัดกายลุกขึ้นแทบจะทันที จากนั้นก็จ้ำอ้าวไปต่อ ทางเบื้องหน้าที่แสงจันทร์นวลส่องให้เห็นคืออาคารทรุดโทรมหลังหนึ่ง คีติกาไม่คิดตรึกตรองให้มากความ หล่อนวิ่งเข้าไปหาที่หลบด้านในทันที สาวสวยในชุดเดรสสีแชมเปญโชว์ขาเรียวสวยและผิวไหล่นวลเนียนเร้นกายอยู่หลังถังสีน้ำเงินใบใหญ่ หล่อนตัวสั่นงันหงกพนมมือสั่นเทาแนบอก นึกภาวนาขอให้ตัวเองรอด หล่อนวิ่งออกมาตัวเปล่า โทรศัพท์มือถือก็ไม่ทันได้ฉวยติดตัวมาด้วย  

                ‘ช่วยกันหาดิ มันอยู่ไหนวะ กูก็เห็นมันวิ่งเข้ามาในนี้นี่หว่า’ เสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยสั่งการ คีติกายกมือปิดปากตัวเองไม่ยอมให้เสียงแห่งความกลัวเล็ดลอดออกไป น้ำตายังคงทำงานได้ดีไม่มีทีท่าหยุดไหล เธอกลัวเหลือเกิน...ขอร้องล่ะปาฏิหาริย์ ขอให้เธอรอดจากค่ำคืนอันตรายนี้ด้วยเถิด 

                ผ่านไปหลายนาทีที่คนร้ายยังคงกระจายตัวเพื่อค้นหาหญิงสาว แต่สำหรับคีติกาที่คุดคู้ซ่อนกายอยู่มันช่างยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์  

                ‘ว่าไงจ๊ะน้องสาว อยู่นี่นี่เอง’ 

                ‘กรี๊ด! อย่าเข้ามานะ’ คีติกาถดกายหนีลนลาน มือเล็กคว้าเศษไม้เศษเหล็กได้ก็ขว้างใส่ชายผู้นั้นทันที ‘ปล่อยฉันไปเถอะ แกอยากได้อะไรบอกฉันมาเลย เอาเงินไหม กี่แสนกี่ล้านดีฉันให้ได้นะ’ 

                ‘เงินน่ะได้มาเยอะแล้ว แต่สาวๆ สวยๆ แบบนี้ยังไม่เคยนอนกอดด้วยเลย มาให้พี่เสพสมอารมณ์หมายสักครั้งเถอะนะจ๊ะถือว่าทำบุญ’ 

                ‘ไม่! กรี๊ด!’ คีติกากรีดร้องเสียงหลงเมื่อถูกกระชากข้อเท้าเข้าหาร่างบุรุษ แขนสองข้างของเธอถูกชายคนอื่นๆ ล็อกไว้หนาแน่น หญิงสาวพร่ำขอความเมตตาปากสั่น น้ำหูน้ำตาไหลเป็นทาง ทว่าราวกับจิตสำนึกของกลุ่มโจรพวกนั้นถูกปิดกั้นไม่เหลือช่องว่างใดๆ แล้ว มีเพียงแววตาหิวกระหายและฝ่ามือเย็นเยียบที่ลูบไล้ปลีน่องตลอดจนท่อนแขนสองข้างของเธอ 

                ‘หยุดนะไอ้พวกเวร!’ เสียงตะโกนจบลงพร้อมด้วยท่อนไม้ที่ฟาดใส่กลุ่มคนร้ายไม่ยั้ง ต่างฝ่ายต่างรัวหมัดใส่กันท่ามกลางหญิงสาวที่ถดกายหนีจ้าละหวั่นปากก็ร้องให้ปล่อยตัวเธอ สายตาคู่สวยหลุบต่ำไม่ยอมเงยมองสิ่งใด สองมือสั่นเทาเอาแต่กุมขมับคร่ำเครียด  

                “น้ำหนาวๆ” 

                “อย่าทำฉันๆ ๆ กรี๊ด!!” 

                คนที่ทำสติหล่นหายในห้วงภวังค์ถูกฝ่ามือหนาเขย่าร่างเรียกสติ เมื่อเห็นว่าน้องสาวยังคงร่ำร้องเหมือนไม่ต้องการรับรู้สิ่งใดเขาจึงเลื่อนมือมาดึงแขนทั้งสองข้างของหล่อนออกจากขมับ  

                “น้ำหนาวนี่พี่เอง พี่เหนือไง ไม่เป็นไรแล้วนะ น้องอย่าคิดถึงเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นอีกเลย” 

                “พี่...พี่เหนือ” คีติกาเงยหน้ามองผ่านม่านน้ำตา เอ่ยเสียงละล่ำละลัก คณณัฐ์ดึงน้องสาวมากอดอย่างห่วงใย มืออีกข้างก็ลูบไล้เรือนผมสีดำไปมาหวังคลายความทุกข์ร้อน 

                “กลัว หนาวกลัว ฮือๆ” 

                “พี่อยู่ตรงนี้นะ ไม่มีใครทำอะไรน้องแล้ว” สัมผัสอันแข็งแกร่งเปรียบดั่งเกราะกำบังที่คลุมซ้อนร่างน้องสาว ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผสานความห่วงใยอย่างแรงกล้าจึงทำให้คีติกาเริ่มคลายความหวาดหวั่น กระนั้นเสียงสะอึกสะอื้นก็ยังคงแว่วมาให้ได้ยิน คณณัฐ์เป็นห่วงคีตีกาจับใจ นึกขอบคุณที่หล่อนเรียกแท็กซี่แล้วตรงกลับบ้าน เขาคิดว่าเธอจะเตลิดหายไปไหนแล้วเสียอีก สีหน้าพรั่นพรึงแววตาที่ไหวระริกเช่นนี้คณณัฐ์ไม่ได้เห็นจากคีติกามานานนับสิบปีแล้ว  

                “โธ่ ลูกเอ๋ย” น้ำเสียงเอ็นดูมาพร้อมกับร่างของสตรีวัยชราที่เดินเข้ามาในห้องนอนของหลานสาว มือเหี่ยวย่นลูบไล้แผ่นหลังบางที่ยังอยู่ในอ้อมกอดพี่ชาย  

                “คุณยาย” คีติกาเอ่ยเรียกเสียงแหบแห้งแต่ยังไม่ผละออกจากคณณัฐ์ นาทีนี้หล่อนนึกอยากให้ไออุ่นแห่งการปกป้องนี้คงอยู่ตลอดกาล ด้วยภาพหลอนที่เกิดขึ้นมันยังตราตรึงในใจไม่เลือนหาย 

                “เวรกรรมอะไรถึงเกิดเรื่องแบบนี้ น้ำหนาวของยายบุญดีเหลือเกินที่รอดมาได้ ขวัญเอยขวัญมานะลูกนะ” พรรำไพละมือจากแผ่นหลังของหลานสาวก่อนหันไปพยักหน้ากับสาวใช้ที่ยืนถือถาดใบเล็กรออยู่ตรงประตู “ยายเอายาคลายเครียดของยายมาให้ คืนนี้หนูจำเป็นต้องใช้ กินยาซะนะลูก” 

                คีติการับยาเม็ดจากสาวใช้แล้วกรอกใส่ปากโดยไม่ร่ำไร อะไรก็ตามที่ทำให้ตื่นจากฝันร้ายได้ หล่อนก็ยินดีรับไว้ทุกประการ  

                “ไปนอนที่เตียงดีกว่านะ” คณณัฐ์ดึงน้องสาวให้ลุกขึ้น ประคองร่างแบบบางพาไปนอนบนเตียง คีติกาปฏิบัติตามอย่างว่างง่ายพลางดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นคลุมร่างทันที ผู้เป็นพี่ชายปาดน้ำตาจากแก้มใสก่อนยิ้มให้บางเบา “อาบน้ำก่อนไหมเรา” 

                คนบนเตียงส่ายหน้าระรัว “ไม่ค่ะ หนาวอยากหลับ ไม่อยากทำอะไรให้สมองตื่นตัว หนาวไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว” 

                “โอเค งั้นก็ไม่ต้องคิดแล้ว” 

                “พี่เหนือช่วยอยู่ในห้องนี้จนกว่าน้ำหนาวจะหลับได้ไหมคะ” คนบนเตียงขอร้องเสียงเครือ พี่ชายตัวโตยิ้มรับอย่างยินดี 

                “ได้สิ พี่จะอยู่ข้างๆ เรานี่แหละ นอนเถอะ” 

                “งั้นยายไปก่อนนะ นอนหลับฝันดีนะลูกนะ” หญิงชราในชุดนอนสีขาวพยักหน้าให้หลานชายที่นั่งอยู่ข้างเตียง “ฝากน้องด้วยนะเหนือ” 

                “ครับ คุณยายไปนอนเถอะ ดึกมากแล้ว”  

                คล้อยหลังหญิงชราและสาวใช้ชายหนุ่มก็เบนสายตากลับมายังร่างบางที่นอนตะแครงหลับตาปี๋ สองมือเล็กกุมไว้แนบอก เธอดูอ่อนแอจนน่าสงสาร เห็นสภาพน้องสาวคนเก่งเช่นนี้คณณัฐ์พลอยรู้สึกสะท้านใจอย่างบอกไม่ถูก ใครต่อใครต่างขนานนามให้คีติกาคือต้นแบบของหญิงแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนตัวจริงเสียงจริง บุคลิกภายนอกของเธอเข้มแข็ง กล้าได้กล้าเสีย ซึ่งบางครั้งทำให้เธอดูเป็นคนเย็นชาจนถูกมองว่าค่อนข้างกระด้างกระเดื่อง แต่ใครเลยจะรู้ว่าความแข็งกร้าวเหล่านี้มันคือสัญชาตญาณการปกป้องตัวเองต่างหาก เป็นหนึ่งในกลไกที่ผู้หญิงคนนี้จงใจสร้างขึ้นเพื่อห่อหุ้มตัวเองเพราะไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอ 

ความคิดเห็น