ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปาฏิหาริย์ที่ไม่ควรเกิด

ชื่อตอน : ปาฏิหาริย์ที่ไม่ควรเกิด

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปาฏิหาริย์ที่ไม่ควรเกิด
แบบอักษร

1 

ปาฏิหาริย์ที่ไม่ควรเกิด 

                “หมอเสียใจด้วยครับ คนไข้เสียชีวิตแล้ว”

                “ไม่จริง! ฉันไม่เชื่อ ลูกฉันยังไม่ตาย คุณหมอคุณต้องช่วยลูกฉันนะ...ลองพยายามอีกครั้งสิ ได้โปรดเถอะ” ร่างอวบอั๋นของสตรีวัยกลางคนกรีดร้องร่ำไห้ปริ่มขาดใจ ขาสองข้างพลันไร้เรี่ยวแรงและทำท่าจะทรุดฮวบลงกับพื้น โชคดีที่มหาธนบุตรชายคนโตรุดมาประคองมารดาไว้

                “หมอพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว เสียใจด้วยจริงๆ ครับ” นายแพทย์ธาดาผู้รับหน้าที่เวรแพทย์ฉุกเฉินประจำค่ำคืนนี้กล่าวเสียงเครียด ก่อนหันไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รออยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินด้วย สักพักเจ้าหน้าที่สอบสวนก็เบนสายตามาทางญาติผู้เสียชีวิต

                “การตายของคุณมหากุลเป็นการตายที่ผิดธรรมชาติ เบื้องต้นผมคงต้องส่งให้แพทย์นิติเวชประเมินก่อน และอาจมีการชันสูตรโดยละเอียด ผมจึงอยากแจ้งให้ทางญาติผู้เสียชีวิตทราบถึงความจำเป็นในข้อนี้....”

               ถ้อยคำต่อมาที่พรั่งพรูจากริมฝีปากของเจ้าหน้าที่ตำรวจวัยกลางคนไม่อาจลอยเข้าหูคีติกาหรือน้ำหนาวอีกต่อไป ราวกับโสตประสาทเต็มไปด้วยลมอื้ออึงที่หมุนวนจนไม่ได้ยินสรรพเสียงใดๆ หญิงสาวชะโงกหน้ามองผ่านอ้อมกอดมารดาไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังแจ้งความจำนงแก่หญิงวัยกลางคน พร้อมกับเสียงร่ำร้องเจียนขาดใจโดยมีมหาธนบุตรชายคนโตประคองร่างมารดาไว้มั่น 

                “ไม่จริงๆ ๆ” คีติกาพร่ำท่องบอกตัวเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาซ้ำๆ ดวงตาคู่สวยส่ายล่อกแล่กไปมาพร้อมกับศีรษะได้รูป หล่อนอยากฟังในสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอ่ย ทว่าตอนนี้ราวกับระบบประมวลผลตลอดจนโสตประสาททั้งหลายปิดสวิตช์การทำงานลงชั่วคราว น้ำหูน้ำตาไหลรวมมากับคราบเครื่องสำอาง ความกลัว ความเสียใจ ทุกความรู้สึกมากมายกำลังไหลเอ่อในใจหล่อนจนเกินจะรับไหว

                “ชู่ว ทำใจดีๆ นะลูก” กนกลักษณ์กอดปลอบคีติกาผู้เป็นลูกสาวไว้แนบอก ร่างเล็กสั่นเทิ้มราวกับลูกนกตกน้ำ มือเหี่ยวย่นของมารดาลูบไล้เรือนผมอย่างอ่อนโยนราวกับใช้เป็นมนตร์บรรเทาความทุกข์ร้อน ปลายเล็บนิ้วชี้ของคีติกาเกาขรูดกับหว่างนิ้วโป้งไปมาจนเกิดรอยถลอกแดงปื้น กระทั่งคณณัฐ์ผู้เป็นพี่ชายต้องเข้ามาฉวยมือบางไปกุมไว้เพราะเกรงว่าเธออาจทำตัวเองเจ็บได้

                “ไม่เป็นไรนะน้ำหนาวพี่อยู่ตรงนี้แล้ว” คณณัฐ์พูดปลอบ

               คติยาหรือน้ำหนึ่งชำเลืองผ่านม่านน้ำตามองภาพมารดาและพี่ชายที่ปลอบขวัญน้องสาวฝาแฝดด้วยความห่วงใย ในขณะที่เธอคือผู้สูญเสียโดยตรงแต่กลับไม่มีใครเคียงข้าง ไม่มีแม้แต่มือที่เอื้อมมาบีบหัวไหล่ หล่อนทรุดฮวบลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ ร่ำร้องจนเสียงสะอื้นขาดห้วง ร่างไร้ลมหายใจที่ตำรวจต้องการนำไปชันสูตรคือคู่หมั้นของเธอเอง ความสูญเสียที่ร้ายกาจนี้ทำหัวใจคติยาแตกละเอียดยับเยินไม่มีชิ้นดี

               คีติกาทอดสายตาไปยังพี่สาวฝาแฝดที่สะอื้นไห้ตามลำพัง ความรู้สึกมากมายตลอดจนฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กำลังไหลเวียนชวนมึนงงอยู่ในมโนภาพ จนคีติกาแทบอยากกรีดร้องให้ลั่นโรงพยาบาล ทว่าสติฝ่ายดียังคงยับยั้งไว้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนกับโลหิตภายในร่างกายกำลังต่อสู้ให้เธอปั่นป่วนอยู่ก็ตาม

               น้องสาวฝาแฝดสูดลมหายใจลึกสุดปอด ปิดเปลือกตาลงเพื่อประคองสติสัมปชัญญะให้มั่นคง เธอพยายามข่มก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เต้นกระหน่ำจนพลอยทำสองมือเล็กของเธอสั่นตามไปด้วย กระทั่งคิดว่าสภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นระดับหนึ่งแล้วคีติกาจึงผละจากอ้อมกอดของมารดาตรงไปหาคติยาพี่สาวฝาแฝดที่นั่งพับเพียบร้องไห้สะอึกสะอื้นบนพื้นกระเบื้อง

                “พี่หนึ่งช่วยตั้งสติแล้วมาคุยกันหน่อย”

                “ไว้ค่อยคุยกันที่บ้านไม่ได้เหรอน้ำหนาว” ผู้เป็นพี่สาวเงยมองคีติกาด้วยสายตาปวดแปลบและแวบหนึ่งเหมือนปนเปกับความโกรธเกลียด แต่คติยาก็รีบหลุบตาลงราวกับไม่อยากให้น้องสาวรับรู้

                “ต้องคุยตอนนี้ ลุกขึ้น!” คีติกาฉุดแขนคติยาให้ยืนขึ้นพลางลากไปยังบันไดหนีไฟ แม้มารดาส่งเสียงเอ่ยถามไล่หลังว่าจะไปไหนกันแต่ก็ไร้คำตอบใดๆ จากสองฝาแฝด

               คีติกาผลักพี่สาวมาที่บันไดหนีไฟจากนั้นก็ปิดประตูทันที พร้อมสอดส่ายสายตาว่ามีใครตามมาหรือไม่ นิ้วเรียวปาดคราบน้ำตาที่เปรอะไปกับเครื่องสำอางก่อนหันมาทางพี่สาวที่ยังคงมีเสียงสะอื้นเล็กๆ

                “เรื่องที่เกิดขึ้นพี่จะไม่บอกใครใช่ไหม...โดยเฉพาะตำรวจ” คีติกาจ้องร่างพี่สาวที่ยังก้มหน้างุด เมื่อเห็นฝ่ายนั้นเบือนสายตาหนีไปอีกทางเธอจึงจับแขนคติยาและออกแรงบีบอย่างลืมตัว “พี่อย่าเงียบแบบนี้นะ พี่คิดจะบอกตำรวจจริงๆ ใช่ไหม”

                “ปล่อยก่อน พี่เจ็บ” คติยาแกะมือน้องสาวออกซึ่งคีติกาไม่ยอมปล่อย เพียงแค่คลายออกเบาๆ เท่านั้น

                “พี่จะหักหลังฉันเหรอ” แม้ดวงตาของคีติกาวาวโรจน์แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือเจือด้วยความหวั่นกลัว เธอจ้องพี่สาวเขม็งอย่างคาดคั้น คติยาปาดน้ำตาแล้วยิ้มขืนมองหน้าน้องสาวตรงๆ

                “น้องพูดคำว่าหักหลังก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะน้ำหนาว หักหลังมันฟังดูเหมือนกับเราร่วมมือกันกระทำความผิด ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่ พี่แค่ตกกระไดพลอยโจน มันเป็นอุบัติเหตุ” ตอนนี้คติยาปวดหนึบไปหมด คล้ายกับหัวใจถูกเชือกรัดรึงแน่นหนาและผูกถ่วงไว้กับก้อนหินให้ดำดิ่งสู่ความมืดอันธกาล

                “จะยังไงก็ช่างตอนนี้เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว และหนาวจะไม่ยอมให้พี่กระโดดว่ายน้ำหนีไปคนเดียวหรอก” คีติกาออกแรงบีบต้นแขนเล็กอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มวาววาบเป็นเชิงข่มขู่ คติยาได้แต่กลืนน้ำลายแล้วพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ซ้ายก็คนรัก ขวาก็น้องสาวที่คลานตามกันมา ทางเลือกที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่มีอะไรดีขึ้นอีกแล้ว เธอสูญเสียเขาไปตลอดกาลแล้วนี่

                “หนาวรู้ว่าพี่เสียใจ แต่เรื่องนี้มันไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอกนะ” คีติกาค่อยๆ ปล่อยมือจากแขนของพี่สาว “คนที่ตายไปแล้วจะสำคัญมากกว่าคนที่ยังอยู่ได้ยังไง จริงไหม? พี่จะเห็นผู้ชายที่ตายไปแล้วดีกว่าน้องสาวฝาแฝดไม่ได้ แม้เขาจะเป็นคู่หมั้นของพี่ก็ตาม”

               น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาช่างเย็นชาราวกับคนพูดสูญเสียต่อมรับความรู้สึกไปชั่วขณะ ยิ่งคติยาเงยมองหน้าน้องสาวตรงๆ ก็ยิ่งสะท้านทรวง ดวงตาคู่นั้นแฝงเร้นด้วยความเยียบเย็นอย่างบอกไม่ถูก

                “หนาวรู้ว่าพี่กำลังด่า กำลังโกรธ กำลังเกลียดในความเห็นแก่ตัวของหนาวอยู่ แต่หนาวต้องขอโทษจริงๆ ที่การตายของพี่กุลครั้งนี้มันไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม”

                “พี่ไม่ได้ด่าและไม่ได้โกรธเกลียดอย่างที่เธอเข้าใจ แต่พี่แปลกใจที่เธอยังสามารถตั้งสติได้ดีขนาดนี้” พี่สาวไล่สายตาราบเรียบมองน้องสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยไม่ได้แฝงเจตนาดูหมิ่นแต่อย่างใดเพียงแค่สงสัยเท่านั้น “ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงน้ำหนาวเมามากไม่ใช่เหรอ”

                “คงเพราะอะดรีนาลีนมันพลุ่งพล่านจนดับฤทธิ์แอลกอฮอล์ไปหมด เรื่องตื่นเต้นที่เกิดขึ้นเลยทำให้หนาวสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง” คีติกาตอบราบเรียบสายตามองเหม่อไปยังผนังสีขาว เธอเป็นคนเมาง่ายแม้รู้ดีว่าไม่เคยมีครั้งไหนไม่พ่ายให้กับฤทธิ์เมรัย แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยินยอมกลืนมันลงสู่กระเพาะอาหารทุกครั้งที่มีงานสังสรรค์

               ทว่าครั้งนี้มันแตกต่างจากทุกครั้งที่เธอเคยเมา สมองเธอปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจเต้นเร็วและถี่ แถมมือก็สั่นเทาเล็กๆ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นอยู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คีติกาปลีกตัวจากงานเลี้ยง เพราะเมื่อใดก็ตามที่รู้ตัวว่าเมาเธอจะรีบพาตัวเองออกไปจุดนั้นทันที 

               คีติกาสูดลมหายใจลึกพลางส่ายหน้าเพื่อสลัดความคิดอื่นใดทิ้งไป แล้วจับมือพี่สาวมากุมไว้ “หนาวเสียใจด้วยนะกับความสูญเสียของพี่ ทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน และมันก็จะเป็นความลับที่รู้แค่เฉพาะเราสองคนเท่านั้น”

               คติยาพยักหน้าด้วยความรู้สึกที่ยังสับสนอลหม่าน อยากฝืนยิ้มให้น้องสาวชื่นใจแต่ก็ทำได้ยากยิ่งเมื่อใบหน้าของมหากุลผู้ชายที่เธอรักลอยวนเวียนกลับมาในมโนสำนึก ผู้ชายคนเดียวที่เธอมอบหัวใจให้เสมอมาทำไมถึงจากไปรวดเร็วเช่นนี้ ทุกอย่างมันผิดคาดไปหมด ใจเธอจวนจะขาดอยู่แล้ว

               คติยาปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเยือนข้างแก้มทิ้งแล้วกุมมือตอบน้องสาว “นาทีนี้น้ำหนาวสำคัญที่สุด ก็เรามีสายเลือดเดียวกัน เป็นฝาแฝดกันนี่เนอะ”

                “ขอบคุณนะพี่หนึ่งที่ช่วย....”

               ไม่ทันที่คีติกาจะได้เอ่ยจนจบประโยค ประตูบันไดหนีไฟก็ถูกผลักผัวะพร้อมกับร่างของมหาธนที่ส่งสายตาจ้องเขม็งมายังสองสาว

                “แอบมาคุยอะไรกันลับๆ ล่อๆ” ชายหนุ่มผู้ประกาศตัวเป็นเพศที่สาม ไล่สายตาแดงก่ำมองสองฝาแฝดสลับกันไปมาอย่างจับผิด

                “เปล่าค่ะ แค่พาพี่สาวมาปลอบใจ” คีติกาเป็นฝ่ายตอบ เวลาปกติมหาธนก็ไม่ชอบขี้หน้าเธออยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เธอมีส่วนทำให้มหากุลเสียชีวิต ผู้เป็นพี่ชายอย่างเขาคงยิ่งทวีความเกลียดขี้หน้าเธอเข้าไปใหญ่

                “อย่าให้รู้นะว่าที่น้องชายฉันตายเป็นฝีมือพวกเธอ” สายตาดูหมิ่นเกลียดชังยังคงไล่มองสองพี่น้องไม่เลิก โดยเฉพาะคีติกาที่โดนมองแรงกว่าใคร เพราะมหาธนไม่ชอบหน้าเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

                “ทำไมพี่ธีร่าพูดแบบนี้ล่ะคะ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังกล่าวหากันอยู่” จากความนอบน้อมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นจ้องกลับอย่างไม่ลดละ คีติกาผู้ไม่เคยยอมใครมองชายหนุ่มตรงหน้าราวกับเสือที่จ้องจะสังหารเหยื่อ

                “ใช่! ฉันกำลังกล่าวหาเธอ เธออยู่ในเหตุการณ์ที่น้องชายฉันตาย” มหาธนเหยียดริมฝีปาก ดวงตาที่บอบช้ำจากการร้องไห้ยังคงมองสบคีติกาด้วยความชัง “หึ! อย่าให้รู้นะว่าที่น้องชายฉันตายมีสาเหตุมาจากเธอสองคนที่ตบตีแย่งผู้ชายคนเดียวกัน”

                “พี่ธีร่าคะ ได้โปรดเถอะค่ะมันไม่มีเรื่องอะไรอย่างที่พี่คิดเลยนะคะ เราทั้งสองเสียใจต่อการจากไปของพี่กุลไม่ต่างจากพี่หรอกนะคะ” คติยาอธิบายอย่างใจเย็น พลางมือข้างหนึ่งก็ใช้ดึงแขนน้องสาวที่ทำท่าจะปรี่ไปเอาเรื่องชายหนุ่ม

                “ทำตัวมีพิรุธ พากันมาคุยสองต่อสองในที่ลับตาคนแบบนี้จะให้คิดว่าไงล่ะ พวกเธอสองพี่น้องก็ชอบผู้ชายคนเดียวกันอยู่แล้วนี่ โดยเฉพาะเธอน้ำหนาว...” มหาธนเบนสายตามาทางคีติกาที่จ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออยู่ก่อนแล้ว

                “น้ำหนาวทำไมเหรอคะพี่ธีร่า” คีติกาถามเสียงกดต่ำอย่างไม่พอใจ

                “ก็เธอมันจ้องจะแย่งคู่หมั้นของพี่สาวตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้วนี่ ร้ายๆ แรงๆ เย็นชาและเกรี้ยวกราดแบบนี้มีแววของฆาตกรมากเลยนะ”

                “เก็บปากไว้ร้องไห้ฟูมฟายที่น้องชายตายเถอะค่ะ อย่าให้ต้องมีสีแดงไหลจากมุมปากเลย” นับว่าคีติกายังเห็นแก่กาลเทศะจึงได้แต่กำหมัดไว้ข้างกายไม่ปล่อยใส่ใบหน้าที่กำลังเบ้ปากเหยียดหยัน

                “หึ! ปากดีอย่างหล่อนระวังตัวไว้เถอะ สักวันหางคงโผล่”

                “น้ำหนาวเข้าใจดีนะคะว่าที่พี่ธีร่ามาเกรี้ยวกราดใส่กันแบบนี้เพราะเสียใจที่พี่กุลตาย ก็เลยอยากหาแพะรับบาป หาใครสักคนเพื่อรับผิดชอบ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุนะคะ มองจากดาวอังคารดูก็รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้พี่กุลตายทั้งนั้นแหละค่ะ ช่วยตั้งสติด้วยนะ”

                “พอแล้วน้ำหนาว” คติยาดึงแขนน้องสาวที่กำลังร้อนเป็นไฟ ก่อนหันไปทางมหาธนที่นัยน์ตาเริ่มวูบไหวเพราะสิ่งที่คีติกาพูดมาก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เขาเสียใจที่น้องชายด่วนจากไปไวเช่นนี้ ความไม่อยากยอมรับความจริงจึงทำให้ส่วนลึกในใจพาลพาโลหาใครสักคนเพื่อรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

                “หนึ่งขอโทษแทนน้ำหนาวด้วยนะคะ ตอนนี้ทุกคนกำลังอยู่ในภาวะไม่มั่นคง เราต่างเสียใจ....”

                “ขะ คุณหมอคะ...คุณหมอ ชีพจรคนไข้กลับมาแล้วค่ะ!”

               เสียงโวกเวกโวยวายที่เกิดขึ้นบริเวณโถงทางเดินขัดจังหวะคติยาที่กำลังพูดอยู่ ทั้งสามชีวิตจึงก้าวออกมาจากบันไดหนีไฟ เมื่อมองไปยังที่มาของเสียงร้องตกใจก็พบพยาบาลสาวสองคนกำลังวิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องฉุกเฉิน ปากก็ตะโกนเรียกหานายแพทย์

                “เกิดอะไรขึ้น!” เจ้าหน้าที่ตำรวจกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางห้องฉุกเฉิน คติยาจึงดึงน้องสาวให้กลับไปหามารดาซึ่งนั่งอยู่ข้างคณณัฐ์

                “โอ๊ย! ทำไมมันเจ็บแบบนี้” เสียงทุ้มร้องโอดโอยในขณะเดินกุมศีรษะออกมาจากห้องฉุกเฉิน พยาบาลชายหญิงต่างวิ่งวุ่นตามร่างนั้นออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

               แต่คนที่ตกใจกว่าใครเพื่อนคงหนีไม่พ้นคีติกาและคติยาที่อ้าปากค้าง ฝีเท้าพลันชะงักกึกราวกับถูกตรึงให้นิ่งงันอยู่กับที่ ร่างกายชาวาบแข็งทื่อ หัวใจพลันเต้นกระหน่ำจนแทบทะลุออกนอกอก

                “พี่...พี่กุล” คติยาเอ่ยเสียงแหบแห้ง ความตระหนกยังคงอยู่ในสีหน้าที่ซีดเผือด แต่ไม่มากเท่าน้องสาวที่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองภาพชายหนุ่มแทบไม่กะพริบตา

                “เจ้ากุล” มหาธนเองก็ตรึงสายตาไว้ที่น้องชายอย่างตื่นตะลึง ก่อนค่อยๆ ขยายรอยยิ้มเต็มวงหน้าด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นเต็มอก

                “ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้ๆ ๆ” คีติกาพร่ำท่องกับตัวเอง ดวงตาคู่สวยล่อกแล่กและเบิกกว้าง บัดนี้เธอรู้สึกว่ามือไม้กลับมาสั่นระริกเป็นเจ้าเข้าอีกแล้ว

                “กุล...กุลลูกแม่” นางภีมพิมลผู้เป็นมารดาเดินมาคว้าท่อนแขนของบุตรชาย ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างลงความเห็นว่าสิ้นใจไปแล้ว

               ชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากความตายก้มมองหญิงวัยกลางคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจระคนตกใจ ก่อนเบนสายตามองไปรอบกายอย่างงุนงง สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ผู้คนแปลกตาที่ไม่เคยพบ ทุกอย่างช่างน่าพิศวงไปเสียหมด ร่างสูงที่สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนในละแวกนั้นพลันหยุดสายตาไว้ที่สองฝาแฝด รอยยิ้มบางเบาค่อยๆ ผุดขึ้นมา จากนั้นชายหนุ่มก็สาวเท้าตรงไปยังสองสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่

                “คีติกา” ชายหนุ่มหยุดยืนประจันหน้าหญิงสาวพร้อมยิ้มแต้ดีใจราวกับเด็กน้อยที่ได้รับของขวัญจากซานตาคลอส และวินาทีต่อมาเขาก็ทำในสิ่งที่ทุกคนต้องตะลึงพรึงเพริด โดยเฉพาะคติยา

               ชายหนุ่มสวมกอดคีติกาแน่นในขณะที่หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อ ใบหน้าตื่นตะหนกระคนไปกับความงุนงง นาทีนี้เธอแทบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการหายใจต้องทำยังไง

                “ตัวจริงเธอสวยกว่าที่คิดอีกนะ” ชายหนุ่มผละออก จ้องมองใบหน้านวลที่ดวงตายังเบิกโพลง หญิงสาวค่อยๆ ขยับกายออกห่างจากเขาอย่างเชื่องช้า

                “พี่กุลคะ” คติยาที่ยืนอยู่ข้างๆ น้องสาวเอ่ยเรียกชายหนุ่มบ้าง เธอที่มีฐานะเป็นถึงคู่หมั้นแต่เขากลับไม่ปรายตามองมาเลย จะบอกว่าเขาอาจสับสนเพราะเธอกับน้องสาวมีใบหน้าละม้ายคล้ายกันก็ไม่อาจอ้างได้เต็มปากเต็มคำ เพราะเมื่อครู่เขาเอ่ยเรียกชื่อคีติกาอย่างชัดเจน

               ชายหนุ่มผู้ฟื้นจากความตายแลมองคติยาเพียงแวบเดียวก่อนหันกลับมาทางคีติกาที่กำลังขยับฝีเท้าก้าวถอยหลัง นัยน์ตากลมโตเจือด้วยหยาดน้ำและไหวระริกไปมา

                “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้” คีติกาพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้างามส่ายไปมาเชื่องช้า

                “เป็นไปได้สิ ฉันกลับมาหาเธอโดยเฉพาะเลยนะ...คีติกา”

               ร่างอรชรมองสบเขาด้วยความพรั่นพรึง ริมฝีปากบางสั่นระริก หล่อนฟังคำว่า ‘คีติกา’ แล้วรู้สึกสะท้านทรวงชอบกล คล้ายกับเขาตั้งใจย้ำชัดคำนั้นให้หล่อนสลักลึกหวนนึกถึงความผิดมหันต์ที่เผลอพลั้งทำไปโดยไม่ตั้งใจ แม้ดวงตาของชายหนุ่มปราศจากแววมุ่งร้ายใดๆ ก็ตาม ตรงกันข้ามมันกลับเต็มไปด้วยความเสน่หาอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ความหวาดหวั่นของคีติกาไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ

                “ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ!” หญิงสาวไม่อาจใช้สมองคิดตรึกตรองใดๆ ได้อีก เธอสะบัดศีรษะ ร้องโวยวายแล้ววิ่งออกไปจากโรงพยาบาล ชายหนุ่มหมายจะรั้งเธอไว้แต่คว้าได้เพียงอากาศ พอทำท่าจะสาวเท้าตามไปก็ถูกบุรุษพยาบาลออกแรงฉุดไว้

                “คุณฟื้นได้ไงเนี่ย ทำท่าจะไม่รอดตั้งแต่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วนี่” เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตรงมาหาเขาพร้อมกับแพทย์เวรฉุกเฉิน เค้าหน้าดำคล้ำเต็มไปด้วยความพิศวง จ้องพิจารณาชายหนุ่มที่คราบเลือดยังเปรอะเปื้อนเต็มเสื้อเชิ้ตสีขาว ส่วนศีรษะนั้นมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่

                “อย่างไรก็ตามผมคงต้องขอตรวจร่างกายคุณอย่างละเอียดก่อน โดยเฉพาะสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง” นายแพทย์ธาดากล่าวกับชายหนุ่มผู้รอดจากเงื้อมือมัจจุราชอย่างปริศนา ก่อนหันไปพยักพเยิดกับบุรุษพยาบาลให้พาชายหนุ่มไปยังห้องตรวจ

                “ขอบคุณปาฏิหาริย์ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์” นางภีมพิมลพนมมือไหว้ปรกๆ ปล่อยน้ำตาแห่งความปรีติยินดีออกมาอีกครั้ง แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมหัศจรรย์พันลึกแค่ไหน หล่อนก็ไม่สนใจวิเคราะห์หาความ ประเด็นสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่มีค่ามากที่สุดคือลูกชายของหล่อนได้รับโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

                “มหัศจรรย์มากเลยนะคะคุณแม่” มหาธนสวมกอดมารดาด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเช่นกัน จากคราแรกที่คิดว่าได้สูญเสียน้องชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลพิพัศเกียรติไปแล้ว ทว่าสุดท้ายทุกอย่างมันกลับเป็นแค่ฝันร้าย

               คติยาหรือน้ำหนึ่งยืนงงมองเหตุการณ์แวดล้อมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ดั่งคลื่นทะเลในช่วงมรสุมที่สาดซัดใส่เธอไม่หยุดหย่อนจนสมองเต็มไปด้วยเสียงอึงอล ได้แต่พร่ำถามตัวเองในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นไปได้อย่างไร มหากุลตายไปแล้วแท้ๆ ร่างของเขาไร้ลมหายใจไม่ไหวติง หนำซ้ำพอฟื้นขึ้นมาสายตาที่ส่งให้เธอกลับมีแต่ความว่างเปล่าราวกับคนแปลกหน้าที่ยังไม่เคยแนะนำตัวต่อกัน เขาเฉยเมยกับเธอในขณะที่สองเท้าวิ่งมาสวมกอดน้องสาวของเธอ

                “ทำไมถึงเป็นแบบนี้” คติยารำพึงกับตัวเองในขณะที่สายตางงงวยทอดมองไปยังประตูห้องฉุกเฉินที่ชายหนุ่มถูกพาตัวเข้าไป ด้วยอะไรบางอย่าง จะเรียกว่าลางสังหรณ์ก็ไม่ผิดอะไร คติยารู้สึกว่าการกลับมาของมหากุลครั้งนี้คงจับมือมาพร้อมกับความวุ่นวายไม่ต่างจากปริศนากล่องใหญ่ที่หล่นตุ้บลงมาจากฟากฟ้า

                “ไม่เป็นไรแล้วนะลูก” กนกลักษณ์แตะไหล่บางของบุตรสาวที่กำลังยืนเหม่อ ดวงตายิ้มจนปรากฏรอยตีนกาเปรียบดั่งหยดน้ำที่รินรดกลางอกคติยา แม้จะเป็นความอาทรในตอนที่สถานการณ์คลี่คลายลงแล้วก็ตาม แต่คติยาก็ยินดีรับไว้ด้วยใจที่เปี่ยมสุข อย่างน้อยมารดาก็ไม่ทอดทิ้งความรู้สึกของลูกสาวคนโตเสียทีเดียว

                “เหมือนฝันมากเลยค่ะคุณแม่ จากฝันร้ายชวนผวากลับกลายเป็นฝันดีอย่างน่าประหลาด” คติยายิ้มตอบกลับมารดา กนกลักษณ์ดึงลูกสาวมาปลอบขวัญ

                “แม่ไม่อยากเชื่อเลยว่าตากุลจะฟื้นขึ้นมาจากความตาย” หญิงวัยกลางคนผละออกพลางลูบใบหน้าคติยาด้วยความห่วงใย

                “งั้นคุณแม่อยู่เป็นเพื่อนน้ำหนึ่งก่อนนะครับ เหนือจะไปดูยายหนาว ไม่รู้ว่าสติเตลิดเปิดเปิงไปไหนแล้ว” คณณัฐ์เอ่ยด้วยสายตากังวล

                “เหนือไปเถอะ ฝากดูน้ำหนาวด้วย น้องคงช็อกมาก”

                “ครับคุณแม่ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมโทร.หานะครับ”

               มารดาพยักหน้าและมองตามหลังลูกชายที่สาวเท้ายาวๆ ออกไป ในบรรดาบุตรทั้งสามคนของหล่อนก็มีคีติกานี่แหละที่ทั้งน่าห่วงใยและน่าภาคภูมิใจในขณะเดียวกัน ลูกสาวคนเล็กถือกำเนิดมาพร้อมพรสวรรค์รอบด้านเปรียบดั่งเพชรเม็ดงามที่ไม่ต้องผ่านการเจียรไนก็สวยงามต้องตาต้องใจ เสียก็ตรงสภาพจิตใจที่น่ากังวล ด้วยปมในวัยเยาว์ที่ยังคงฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนในบ้านกุลฤทธารู้ดีถึงปัญหาด้านนี้ของคีติกาจึงพยายามประคบประหงมและเลี้ยงดูอย่างตามใจเสมอมา

               ญาติผู้ป่วยจากทั้งสองตระกูลพากันไปเฝ้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน รอลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะนางภีมพิมลที่กุมมือแนบอกพลางเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวาย ริมฝีปากไร้สีก็เฝ้าถามบุตรชายคนโตว่าผ่านไปกี่นาทีแล้ว

                “ผ่านมาครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะคุณแม่” มหาธนตอบ เขาเองก็ร้อนใจเช่นกัน ลุกๆ นั่งๆ ไปชะเง้อมองประตูห้องฉุกเฉินอยู่หลายครั้งหลายคราแล้ว

                “คุณป้าทำใจเย็นๆ ก่อนเถอะนะคะ หนึ่งเชื่อว่าพี่กุลต้องปลอดภัยค่ะ” ว่าที่ลูกสะใภ้กล่าว

                “หนูน้ำหนึ่งเชื่ออย่างนั้นจริงๆ เหรอจ๊ะ” ภีมพิมลยอบกายนั่งข้างคติยา เค้าหน้าเต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่ว่าจะพยายามคิดในแง่ดีอย่างไรแต่ความสบายใจกลับไม่แผ้วพานมาเยือนเลย

               คติยาเอื้อมไปกุมมือเหี่ยวย่นตามวัยของภีมพิมลพลางยิ้มบางเบาอย่างให้กำลังใจ “หนึ่งเชื่อค่ะว่าพี่กุลต้องปลอดภัย ปาฏิหาริย์ที่ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงก็ยังเกิดขึ้นแล้ว และมันจะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีกล่ะคะ”

                “ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ แม่พิมลสูดลมหายใจลึกๆ ก่อนนะ นั่งคอยตรงนี้แหละไม่ต้องเดินไปเดินมาให้เมื่อยหรอก” กนกลักษณ์เอ่ยกล่อมอีกราย ก่อนเหลือบไปทางมหาธนที่ชะเง้อชะแง้มองผ่านประตูกรุกระจกฝ้าของห้องฉุกเฉิน “ธีร่าก็เหมือนกัน มานั่งนี่มา ทำใจให้เย็นชื่นกันก่อนเถอะ”

               มหาธนยอมเดินมานั่งข้างมารดาตามเสียงเรียกของกนกลักษณ์ เมื่อพิจารณาแล้วว่ากระวนกระวายไปก็ไม่ช่วยให้หมอทำงานไวขึ้น และก่อนที่ใครจะทันได้เอื้อนเอ่ยวาจา นายแพทย์ธาดาก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ใบหน้าเปื้อนยิ้มพอเป็นพิธีแต่แววตาเคียดขึ้งจนญาติๆ ที่เฝ้ารออดกังวลตามไม่ได้

                “ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้างคะ” ภีมพิมลรีบรุดจากเก้าอี้ไปหานายแพทย์วัยห้าสิบปีทันที

                “หลังจากที่ตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้วเนี่ย หมอก็อยากให้กลับบ้านไปเลยนะครับ” นายแพทย์พูดติดตลก แต่ครู่ต่อมาก็ถอนหายใจหนักหน่วง

                “หมายความว่าน้องชายดิฉันหายเป็นปกติไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอย่างงั้นเหรอคะ” มหาธนเอามือทาบอกถามไถ่ด้วยความงุนงง

                “จะว่าอย่างงั้นก็ได้ครับ คือแผลฟกช้ำทางด้านร่างกายไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงเลยครับ แม้กระทั่งกระดูกสันหลังส่วนคอที่ถึงจะตรวจเพียงผิวเผินก็ดูเหมือนเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว ราวกับไม่มีร่องรอยว่าก่อนหน้านี้เสียชีวิตเพราะคอหักเลยครับ จะมีก็แต่สมองนี่แหละครับที่น่าเป็นห่วง” นายแพทย์รุ่นใหญ่ส่ายหน้าระอาเมื่อนึกถึงฤทธิ์เดชที่ชายหนุ่มแผลงในห้องฉุกเฉิน กว่าจะยอมให้ตรวจดีๆ ก็เล่นเอาพยาบาลเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนี้ยังตรวจไม่แล้วเสร็จด้วยซ้ำ แต่นายแพทย์ธาดาจำต้องออกมาก่อนเผื่อญาติๆ อาจสามารถช่วยเกลี้ยกล่อมคนไข้ได้บ้าง

                “คุณหมอหมายความว่าไงคะ” คติยาถามอย่างไม่เข้าใจ

                “คือเท่าที่หมอดูอาการ คนไข้อยู่ในภาวะสูญเสียความทรงจำน่ะครับ เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อตัวเอง แต่มีอยู่คนเดียวที่เขาจดจำได้แม่นยำซึ่งก็คือ...”

                “คีติกา! คีติกาอยู่ไหน” ร่างสูงที่คุณหมอเรียกว่า ‘คนไข้’ เดินพรวดพราดออกมาจากห้องตรวจ กวาดสายตาไม่เป็นมิตรมองผู้คนที่ยืนอออยู่รอบกาย

                “นั่นแหละครับคือคนเดียวที่เขาจำได้” นายแพทย์ธาดาตอบพลางปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดตามหน้าผาก คนไข้รายนี้ทั้งฤทธิ์เยอะทั้งโวยวายเก่ง เรียกได้ว่าถามหาความร่วมมือได้ยากยิ่ง

               เมื่อญาติๆ ได้ฟังคำตอบของนายแพทย์ใหญ่ต่างอึ้งงันไปตามๆ กัน สายตาหลายคู่หันมาจับจ้องที่คติยาราวกับเข้าใจความนัยโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยหาความ หญิงสาวสะอึกในใจพลางผลักความเจ็บแปลบให้หลบไปอยู่ลึกสุดมุม ก่อนคลี่ยิ้มที่คล้ายกับบอกว่า ‘ไม่เป็นไรเลย’

                “อย่างน้อยพี่กุลก็ยังมีหนึ่งเรื่องที่สามารถจดจำได้นะคะ” รอยยิ้มของคติยาช่างดูเศร้าจับใจจนมารดาวาดแขนโอบไหล่บางไว้

                “คีติกาอยู่ไหน เธอไม่ใช่คีติกาใช่ไหม เธอชื่ออะไรนะ” ร่างของมหากุลจี้ถามเอาความกับคติยา สีหน้าเคร่งขรึมจนหญิงสาวอึกอักคล้ายหาเสียงตอบคำถามไม่เจอไปชั่วขณะ

                “น่ะ...น้ำหนึ่งค่ะ น้ำหนึ่ง คติยา” หล่อนพยายามส่งยิ้มให้เขา แววตาหวานหยดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสับสนคู่นั้น แอบหวังเล็กๆ ว่าเขาจะจำเธอได้บ้าง

                “อ้อ ใช่ แล้วคีติกาอยู่ไหน”

               สีหน้าที่พยักลงหงึกหงักคล้ายว่ายังเหลือความทรงจำเกี่ยวกับคติยาในใจทำให้หญิงสาวรู้สึกปริ่มในอก แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว

                “น้องกลับบ้านไปแล้วค่ะ” คติยาตอบ

                “ฉันจะไปหาเธอ” ร่างของมหากุลพูดจบก็ทำท่าจะพรวดพราดออกไปแต่ถูกคุณหมอและมหาธนรั้งเอาไว้

                “แกจะไปหายายนั่นทำไม คู่หมั้นแกอยู่ตรงนี้ทั้งคนนะ” มหาธนรั้งแขนน้องชายไว้มั่น มหากุลเบือนกลับมามองด้วยสายตาที่หรี่ลงเล็กน้อย “คุณเป็นใคร”

               มหาธนหน้าเหวอ มือแกร่งนั้นพลันเลื่อนหลุดจากแขนน้องชาย “พี่ชายที่แกเคารพรักก็ยังจำไม่ได้เหรอกุล” ผู้เป็นพี่ถามอย่างเลื่อนลอย แม้เข้าใจดีว่าเป็นเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การที่น้องชายจดจำได้แค่ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ มันทำให้เขาปวดแปลบและรู้สึกหงุดหงิดพิลึก  

                “คนไข้จำใครได้บ้างครับ ผู้คนที่แวดล้อมคุณอยู่ตรงนี้ ลองมองหน้าพวกเขาดีๆ สิครับ” นายแพทย์อาวุโสเลียบๆ เคียงๆ ถามหวังวินิจฉัยชายหนุ่ม เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีเลย

               มหากุลกวาดสายตาดุปนรำคาญมองใบหน้าผู้คนที่ยืนล้อมเขาอยู่ ก่อนส่ายศีรษะอย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลานึกนาน “จำไม่ได้สักคน”

                “โธ่ กุลลูกแม่” ภีมพิมลเอื้อมมือลูบแผ่นหลังมหากุลพลางสะอื้นเบาๆ

                “เอาอย่างงี้ดีไหมครับ ยังไงคืนนี้คนไข้แอดมิดเพื่อดูอาการก่อน หมออยากให้เอ๊กซเรย์โดยละเอียดทั้งกระดูกและสมอง จะได้วินิจฉัยถูกว่าคุณสูญเสียความทรงจำแบบไปข้างหน้าหรือแบบย้อนหลัง หมออยากเช็กกระดูกสันหลังส่วนคอให้ละเอียดด้วย แม้ดูคร่าวๆ อาจปกติดีก็ตาม แต่หมออยากวิเคราะห์ให้ละเอียดกว่านี้” นายแพทย์ธาดาพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง อันที่จริงหากเป็นไปได้เขาอยากทำทั้งเจาะเลือด จับชายหนุ่มเข้าเครื่องสแกนอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดคนที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ และที่น่าพิศวงงงงวยกว่านั้นคือชายหนุ่มดูแข็งแรงเป็นปกติ เดินเหินได้อย่างคล่องแคล่ว ดูได้จากการสะบัดตัวหนีการเกาะกุมของพยาบาลและบุรุษพยาบาลเมื่อครู่

                “ไม่เอาอะ! ไม่อยู่ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น อยากเจอคีติกา เข้าใจไหมว่าอยากเจอคีติกา” ชายหนุ่มโพล่งออกไปเสียงดัง จากนั้นก็ทำท่าจะผละออกไปอีกรอบ แต่ครั้งนี้คติยาก้าวมาขวางหน้าเสียก่อน

                “ตอนนี้น้ำหนาวอยู่ในภาวะที่ไม่พร้อมเจอใครทั้งนั้นค่ะ น้องยังช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภาพจิตใจย่ำแย่มาก พี่กุลให้เวลาน้ำหนาวหน่อยนะคะ” เธอพยายามกล่อมพลางจับต้นแขนของชายหนุ่มเป็นเชิงให้ใจเย็น “เอาอย่างงี้ไหมคะ คืนนี้พี่กุลแอดมิดก่อน พรุ่งนี้หากน้ำหนาวอาการดีขึ้นหนึ่งจะพาน้องมาเจอพี่กุลเองค่ะ”

               คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ “น้ำหนาวคือใคร”

               ไม่เพียงคติยาที่อึ้งกับคำถามของชายหนุ่ม ญาติๆ ตลอดจนนายแพทย์ธาดาก็ขมวดคิ้วพลางพยายามวิเคราะห์อาการของเขาไปด้วย

                “น้ำหนาวก็คือคีติกาไงคะ” คติยาตอบ อดแปลกใจไม่ได้ที่เขาจำได้เพียงชื่อจริงของน้องสาว

                “เชื่อหนูน้ำหนึ่งเถอะนะลูก คืนนี้นอนดูอาการที่โรงพยาบาลก่อน ให้คุณหมอตรวจเช็กอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วพรุ่งนี้แม่จะชวนหนูน้ำหนาวมาหา” นางภีมพิมลช่วยพูดอีกแรง มหากุลถอนหายใจยกใหญ่พร้อมกลอกตามองบนใส่นายแพทย์ธาดาที่ยืนยิ้มอย่างลุ้นตาม

                “ก็ได้ๆ แต่พรุ่งนี้ต้องได้เห็นหน้าคีติกานะ เธอเป็นคนเดียวที่มีความหมายต่อฉันบนโลกบนใบนี้” มหากุลจำยอมตกลงแล้วเดินตามนายแพทย์ไปอีกทาง โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดที่เขาทิ้งไว้นั้นเป็นดั่งใบมีดที่ทิ่มแทงหัวใจคติยาจนเป็นแผลพรุน ทำนบน้ำตาที่หล่อนสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บความเสียใจเมื่อครู่ไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป พอคล้อยหลังร่างสูงและเหลือเพียงหล่อนกับมารดา คติยาก็ปล่อยน้ำตาออกมาอย่างสุดจะกลั้น หล่อนคงทรุดฮวบลงกับพื้นหากไม่มีมือของกนกลักษณ์ประคองไว้

                “ทำไมถึงเป็นแบบนี้คะคุณแม่ ฮือๆ”

                “ใจเย็นๆ นะลูก บางทีมันอาจเป็นเรื่องของสมองที่ซับซ้อน พี่เขาสูญเสียความทรงจำ หนูต้องให้เวลาพี่เขาหน่อยนะน้ำหนึ่ง แม่รู้ว่าหนูเสียใจมาก”

                “คนที่เขาจำได้คนเดียวกลับเป็นน้ำหนาว แต่หนู....หนูเป็นคู่หมั้นของเขานะคะ” คติยาทุบอกตัวเองอย่างรวดร้าว สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร หากมหากุลจำได้แค่นั้นสู้ให้จำใครไม่ได้เลยจะดีกว่า แบบนี้มันทำใจหล่อนเจ็บจนแทบคลั่ง

               ทำไมปาฏิหาริย์ถึงเป็นเช่นนี้ ส่งเขาคืนมาจากมฤตยูเพื่อให้กลับไปหาคนรักเก่างั้นเหรอ? ช่างทำร้ายจิตใจคติยาได้อย่างเลือดเย็นเหลือเกิน

ความคิดเห็น