ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

55/เศษขยะที่ไร้ค่า [แสงไฟในรันเวย์]

ชื่อตอน : 55/เศษขยะที่ไร้ค่า [แสงไฟในรันเวย์]

คำค้น : ตอนที่55

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2563 19:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
55/เศษขยะที่ไร้ค่า [แสงไฟในรันเวย์]
แบบอักษร

รันเวย์ Part  

“เวย์วันนี้ไปกินข้าวร้านเพลินกันดีกว่าแนนอยากกินปลากะพงสามรสจัง” 

“โทษทีนะแนนวันนี้ผมว่าจะไปกินข้าวกับน้าอ้อมน่ะ” เมื่อปลายสายเงียบไป เอกสารตรงหน้าจึงถูกผมผลักออกแล้วเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่อย่างเหนื่อยล้า 

“ใจคอเวย์จะไม่ชวนแนนไปด้วยเหรอ ตั้งแต่พ่อเวย์เสียรู้สึกว่าเวย์ไม่ค่อยพาแนนไปเจอครอบครัวเลยนะ ขนาดวันที่น้องฟ้ารับปริญญาหรือช่วงที่น้องฟ้ากับป้าแววมาพักอยู่ที่บ้านตั้งหลายวัน เวย์ก็ยังไม่ชวนแนนไปเที่ยวหาสักครั้ง นี่ถ้าตอนที่เวย์รับปริญญากับขึ้นบ้านใหม่น้องฟ้าเวย์ไม่ชวนแนนกับครอบครัวไปด้วย แนนคงคิดว่าเวย์ไม่คิดจะคบจริงจังอะไรแน่ อีกไม่กี่เดือนเราจะไปเรียนต่อด้วยกันแล้วนะทำไมแนนถึงรู้สึกว่าช่องว่างของเรามันเริ่มห่างเหินขึ้นทุกทีล่ะ” 

“หือ? ห่างเหินยังไงในเมื่อแนนกับผมก็อยู่ห้องเดียวกันเจอหน้ากันทุกคืนนี่นา อย่าคิดมากสิถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอวางสายก่อนงานกำลังยุ่งน่ะ อ้อคืนนี้ผมค้างที่บ้านไว้เจอกันเย็นพรุ่งนี้แล้วจะไปรับที่ทำงานนะ” ไม่ใช่กลัวว่าแนนจะออกอาการวีนแตกเหมือนตอนมัธยมต้น เพราะตั้งแต่กลับมาคบกันอีกรอบเธอไม่มีอาการอย่างนั้นให้ผมเห็นสักครั้ง  

อาจเป็นเพราะว่าเราต่างคนต่างเติบโตและเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัวล่ะมั้ง ครั้งนี้เราถึงคบกันได้อย่างสบายใจและยาวนานมาแรมปีโดยไม่มีเรื่องอะไรมาจุกจิกกวนใจ แต่เรื่องที่แนนท้วงติงเมื่อกี้จะว่าไม่มีมูลเลยก็ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่พ่อเสียไปผมก็ไม่เคยพาแนนไปบ้านน้าอ้อมอีกจริง ๆ  

จะมีก็แค่วันรับปริญญากับวันขึ้นบ้านใหม่บ้านสวนจันทบุรีที่ผมพาแนนกับครอบครัวแนนไปด้วย และครั้งนั้นน้องชายผมก็แสดงทีท่าออกมาอย่างชัดเจนมากกว่าเดิมว่ามันต่อต้านแฟนผมคนนี้ ผมถึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ทั้งคู่ได้เจอกันไม่งั้นมีหวังได้ปวดหัวแน่ พอคิดถึงน้องชายมือก็ควานหาโทรศัพท์ต่อสายไปหาคนบ้านสวนทันที  

“คิดถึงเหรอถึงโทรมาบ่อยจังฟ้าบอกแล้วให้กลับมาอยู่ด้วยกันก็ไม่มา เป็นไงล่ะอยากเป็นหนุ่มเมืองกรุงก็ต้องทนกับความเหงาไปเถอะ” 

“หึหึ พี่ยังไม่ได้พูดว่าคิดถึงสักคำนะ ว่าแต่ทำอะไรอยู่กลับบ้านเกือบอาทิตย์แล้วเอารูปรับปริญญาแปะฝาบ้านรึยัง” มีเสียงฟึดฟัดมาตามสาย จับใจความได้ว่าพอกลับถึงบ้านไอ้น้ำก็จัดการแปะหลากหลายรูปเข้ากับฝาผนังเรียบร้อยแล้ว ฟังจากน้ำเสียงที่เอ่ยถึงเพื่อนของผมดูเหมือนว่ากำแพงใจน้องชายจะอ่อนไหวลงไปเยอะ อย่างว่าแหละไอ้น้ำถึงขั้นยอมเดินไปตายตามคำเชิญชวนของไอ้ฟ้า ถ้าเจ้าตัวยังใจแข็งอยู่ไหวก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว 

“ตั้งแต่ฟ้ากลับจันท์พี่เวย์ได้ไปเที่ยวหาน้าอ้อมมั่งปะ” 

“จะไปเย็นนี้แหละน้าอ้อมโทรมาชวนไปกินข้าวถามทำไมล่ะ” 

“ก็ไม่ทำไมหรอกแต่น้องฟ้าฝากของไว้ให้พี่เวย์ที่บ้านน้าอ้อมอะ ของที่น้องฟ้าคิดว่ามันต้องสำคัญกับพี่เวย์แน่ถ้าพี่เวย์ไม่ถือทิฐิจนหูหนวกตาบอดอะนะ พี่เวย์ตอนที่น้องฟ้าอยู่ในทะเลรู้ไหมว่าคนที่น้องฟ้าคิดถึงคนแรกก็คือพี่เวย์ น้องฟ้าเอาแต่ด่าตัวเองที่คิดสั้นจนหลงลืมพี่เวย์ไป ถ้าน้องฟ้าไม่อยู่พี่เวย์จะเป็นยังไงชีวิตต่อไปจะอยู่อย่างสุขใจได้ไหม  

“แต่พอน้องฟ้าได้กลับมาหาพี่เวย์อีกครั้งสิ่งที่น้องฟ้าอยากทำที่สุดก็คือทำให้พี่เวย์มีความสุขจริง ๆ สักที น้องฟ้าอยากเห็นพี่เวย์มีความสุขบ้าง” คำพูดออดอ้อนจากน้องชายมีผลต่อฝีปากของผมให้เปิดกว้างเป็นรอยยิ้มขึ้นมา พร้อมกับลุกขึ้นเดินไปเอื้อมมือลูบไล้รูปภาพของน้องชายอย่างรักสุดหัวใจ น้องชายที่ผมสัญญาว่าจะปกป้องคุ้มครองดั่งองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิง  

“แค่รู้ว่าน้องฟ้ามีชีวิตที่ดีใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเหมือนทุกวันนี้พี่ก็มีความสุขแล้ว ว่าแต่ฝากอะไรไว้ที่น้าอ้อมล่ะหวังว่าคงไม่เล่นอะไรแผลง ๆ นะ โตจนมีลูกมีผัวถ้าเล่นแผลง ๆ สิ้นปีนี้พี่จะไม่ไปเคานต์ดาวน์ด้วยเลย” 

“เหอะ! ใครมีผัวไม่ทราบบ้านหลังนี้ไม่มีใครมีผัวนอกจากมีแค่ต้นส้มโอเตี้ย ๆ กับคนขับรถคนสวนคนใช้หรือจะอะไรก็แล้วแต่จะเรียกแต่ไม่ใช่ผัวแน่นอน ขี้เกียจคุยด้วยละออกไปดูปลาที่บ่อดีกว่า” เมื่อสายถูกตัดไปผมก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ แม้จะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระฟัดกระเฟียด แต่ผมรู้หรอกว่าน้องชายหน้าสวยของผมคงกำลังหน้าตาแดงก่ำอยู่แน่ 

สายตาตัวเองจ้องมองสบตากับดวงตาของพ่อ ป่านนี้ผู้ชายในรูปคงได้อยู่กับแม่อย่างเป็นสุขแล้วล่ะ แต่พ่อจะบอกแม่ในสิ่งที่ผมฝากบอกบ้างหรือเปล่านะเรื่องที่ว่าผมจะดูแลขอบฟ้าให้ดีที่สุด  

“แม่ครับผมคิดถึงแม่มากนะครับ ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันมากแค่ไหน ผมจะเข้มแข็งและอดทนต่อไปเพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้น้องแทนพ่อกับแม่เอง ผมขอสัญญาครับ”  

 

“ทานเยอะ ๆ นะเวย์ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่วันเวย์ซูบลงรึเปล่าเนี่ยหรือว่าทำงานหนัก น้าบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องเร่งรีบไม่ต้องกดดันตัวเองงานทุกอย่างไม่มีอะไรให้เวย์ต้องเป็นห่วงหรอก” 

“ก็ไม่ได้โหมงานอะไรมากหรอกครับน้าอ้อม ผมแค่เคลียร์งานในส่วนของพ่อที่ต้องสานต่อให้เสร็จเรียบร้อยก่อนไปแค่นั้น น้าอ้อมล่ะวันนี้ได้ยินว่าไปเหมาของเล่นอะไรมาเยอะแยะหรือจะเอาไปถมที่ที่จันท์ หึหึ” ภายในห้องครัวของบ้านหลังใหญ่นี้มีผู้หญิงท่าทางใจดีกำลังส่งค้อนให้ผมอย่างจัง  

แม้ว่าเธอจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของผมแต่บนโลกนี้ผมมีคนที่เคารพนับถือเหลือไม่กี่คนแล้ว เธอจึงเป็นหนึ่งคนสำคัญคนที่ผมพร้อมรับฟังและยกย่องเธอราวกับเป็นแม่คนหนึ่ง เนื้อปลาสีขาวไม่มีแม้แต่เศษของก้างให้ต้องกังวลใจถูกเธอตักมาวางไว้ใส่ในจานผม แต่ท่าทีเหมือนผ่อนคลายนั้นผมรู้สึกว่าเธอมีความกังวลบางอย่างปะปนแฝงอยู่ไม่ใช่น้อย 

“น้าอ้อมมีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า” 

“นิดหน่อยจ้ะแต่เวย์ไม่ต้องเครียดนะน้าว่าสุดท้ายแล้วเรื่องที่น่าเป็นห่วงมันต้องจบลงด้วยดี ว่าแต่ที่บริษัทเป็นยังไงบ้างล่ะ” นี่คือการเจาะจงเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาอย่างตั้งใจของน้าอ้อม และผมก็ไม่คิดดื้อรั้นไปบีบคั้นอะไรนอกจากพูดคุยในเรื่องที่น้าอ้อมสบายใจจะสนทนาแทน เราคุยกันไปตักกับข้าวให้กันไปด้วยเจตนาจะรักษาวันเวลาของอีกฝ่ายไว้ให้ยาวนานที่สุด เพราะเราสองคนต่างรู้ดีว่าการจากไปของคนที่เรารักมันน่าเศร้าใจมากแค่ไหน  

“พ่อกินฉู่ฉี่ปลาทูสิครับฝีมือน้าอ้อมไม่เคยตกจริง ๆ แน่ะผมรู้ว่าพ่อก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะขืนเรากินไม่หมดน้าอ้อมคงไม่ทำให้เราสองคนกินอีกเป็นอาทิตย์เลยมั้ง” เนื้อปลาทูจากปลายช้อนผมถูกวางไว้บนจานที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ แม้ตอนนี้ ณ ที่แห่งนี้จะเหลือแค่ผมกับน้าอ้อมสองคนแต่เรายังคงจดจำถึงใครบางคน เรายังทำราวกับว่าบ้านหลังนี้ยังไม่มีใครเคยจากไป และจานสามใบน้ำสามแก้วก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมตลอดไปโดยที่เราไม่คิดจะปรับเปลี่ยนอะไรเลย 

 

แกรก! เมื่อแสงสว่างติดพรึ่บในห้องนอนพร้อมกับไอเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เริ่มทำงาน สองขาพาตัวเองเดินดุ่มไปที่เตียงด้วยหวังว่าจะเอนหลังพักสายตาสักนิด แต่แล้วก็ต้องหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงตัวเองสายตาจับจ้องไปยังเตียงนอนนิ่ง ๆ ทั้งปลอกหมอนสีขาวผ้าห่มสีขาวมีลวดลายเป็นลายปักของด้ายสีเขียวอ่อนสีน้ำตาลเป็นรูปต้นไม้ ถัดจากนั้นคือด้ายสีเทาปักไว้ราวกับถนนเส้นหนึ่ง ปลายทางขอบถนนเป็นด้ายสีขาวไล่เรื่อยขึ้นไปเป็นสีฟ้าอ่อน ไม่บอกก็รู้ว่ามันคือท้องฟ้าสีใสมีสีควันบุหรี่ปักแซมเป็นก้อนเมฆ  

มือขวาผมกระชากผ้าห่มออกมาจนเห็นผ้าปูที่นอนลวดลายเดียวกัน แตกต่างกันเพียงแค่ว่าลวดลายบนผ้าปูนั้นเป็นลายที่เกิดจากการวาดมือและใช้สีแต่งเติมแทนการปักเหมือนผ้าห่มกับปลอกหมอน มือที่กำผ้าห่มอยู่สั่นระริกขึ้นมาอย่างหาเหตุผลไม่ได้ แม้แต่ลมหายใจยังติดขัดอึดอัดไปหมด

ก๊อก ๆ แกรก! “อ้อ เห็นแล้วเหรอน้าว่าจะขึ้นมาบอกสักหน่อย” 

“น้าอ้อมหมายถึงผ้าปูที่นอนชุดนี้เหรอ แล้วเอามาจากไหนล่ะผมไม่คุ้นตาเลยนะหรือเพิ่งซื้อมาใหม่ครับ” ผ้าห่มในมือที่ผมกำแน่นถูกโยนไว้กลางเตียงโดยไม่ให้คุณค่าสักนิด แต่ตัวเองกลับทรุดนั่งที่ขอบเตียงเพื่อหันมาสนทนากับเจ้าของบ้านที่เดินตามผมขึ้นมาอย่างแปลกใจ น้าอ้อมตั้งใจจะทำอะไรวะอีกอย่างผมไม่ถูกชะตากับผ้าลวดลายพวกนี้ด้วยสิ

“ก่อนกลับจันท์น้องฟ้าเขาฝากไว้น้าเลยเอามาปูให้เวย์นอนน่ะ น้าชอบลวดลายของมันนะถึงจะดูเหมือนขาดอะไรไป ดูว่างเปล่าเกินไปแต่น้าชอบความตั้งใจของคนทำ ไม่รู้ว่าต้องใช้ความอดทนความพยายามมากเท่าไหร่ถึงจะปักลายพวกนี้เสร็จ แต่ทำไมถึงไม่ยอมปักเสาไฟสักต้นให้เป็นแสงไฟนำทางเพื่อไม่ให้ถนนเส้นนี้มันดูเคว้งคว้างมากนักนะ”

พรึ่บ! “นี่คือของที่ฟ้าฝากไว้เหรอครับงั้นผมคงไม่ปลื้มมันนักหรอก ไม่รู้ว่านอนไปจะคันไหมเพราะคนทำคงทั้งคันทั้งร่านน่าดู หึหึ” ผมรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นอนราวกับถูกไฟร้อนจี้ก้นให้นั่งไม่ได้ ในเมื่อมันไม่น่าใช้มือทั้งสองก็รีบทำการดึงทึ้งทั้งปลอกหมอนผ้าปูผ้าห่ม แล้วโยนไว้กลางห้องอย่างไม่ไยดีสักนิด ที่ทำอย่างนี้เป็นเพราะรู้ถึงที่มาของมันดีที่มาซึ่งมีแต่ความสกปรกเน่าเหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน  

แปะ! “ทำไมถึงเป็นคนใจร้ายแบบนี้นะ น้าไม่เคยสอนให้เวย์ทำลายสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจนี่นา ไม่สงสารคนทำหน่อยเหรอกว่าจะปักแต่ละเข็มบนผ้าไม่รู้ว่าถูกเข็มตำมือไปแล้วกี่ครั้ง ไหนมานั่งคุยกับน้าหน่อยซิ” ฝ่ามือเนียนนุ่มของน้าอ้อมตีแปะใส่ท่อนแขนผมไม่ถึงกับแรงมากแต่ก็ไม่เบาเหมือนกัน วาจาหลายคำที่น้าอ้อมพูดออกมาไม่ได้สะกิดต่อมเห็นใจให้ผมคล้อยตามสักนิด แต่ก็ยอมทรุดนั่งบนเตียงตามคำเชื้อเชิญของน้าอ้อมโดยดีเช่นกัน  

“น้องแนนใช่คนที่เวย์จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับเขาจริง ๆ เหรอ”

“ถึงไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่ผมก็คิดว่าใช่ครับ และถ้าต่อไปมันมีเหตุให้ไม่ใช่เราก็จะพยายามปรับตัวเข้าหากันให้ถึงที่สุด”

“แล้วคนที่เวย์เคยรักตอนม.ปลายล่ะครูติวเตอร์คนนั้นน่ะเวย์ลืมเขาหมดหัวใจแล้วจริงเหรอ ตอนนั้นเวย์มีความสุขมากนี่นาถึงไม่พูดออกมาแต่น้าก็รู้ว่าลูกชายคนนี้ของน้ากำลังมีความรัก และเป็นความรักที่เขาทุ่มเทให้ไม่ใช่น้อย แล้วตอนนี้ความรู้สึกพวกนั้นมันหายไปไหนหมดล่ะ

“แววตากระตือรือร้นจะไขว่คว้าหาความสุขมันจางหายไปไหน ทำไมตอนนี้ดวงตาคู่นี้ถึงไม่มีความต้องการค้นหาความสุขเลยสักนิด” ปลายคางผมถูกปลายนิ้วของน้าอ้อมแตะให้เงยหน้าขึ้นมาพูดจากัน แววตาปรานีกำลังจ้องมองผมอยู่ สายตาเอื้ออาทรปนเวทนาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน้าอ้อมกำลังสงสารผม สงสารในเรื่องที่ผมไม่คิดจะกลับไปคิดถึงอีกแล้ว

“เรื่องที่จบไปแล้วผมไม่เคยคิดจะถอยหลังกลับไปไขว่คว้าหรือเสียเวลาให้ความใส่ใจอะไรอีก เพราะมันไม่มีเหตุผลแม้แต่ข้อเดียวให้ผมต้องเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระหรอกครับ”

“น้าเชื่อว่าทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันเวย์ไม่คิดจะเสาะหาถึงเหตุผลเหล่านั้นบ้างเหรอ ไม่คิดต่อสู้เพื่อตามหาความจริงสักนิดเหรอ บางทีมันอาจคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปและเวย์อาจจะพบกับความสุขที่แท้จริงก็ได้นะ”

“แต่ทุกวันนี้ผมก็มีความสุขมากพอแล้วและเมื่อมันดีอยู่แล้วผมก็ไม่ต้องการให้มันพังลงอีก น้าอ้อมอย่าพูดให้ผมไขว้เขวเลยเพราะมันจะไม่มีวันเป็นอย่างที่น้าอ้อมกับฟ้าต้องการ ขอบคุณในความหวังดีนี้แต่ผมขอปฏิเสธที่จะรับเอาไว้นะครับ” สตรีตรงหน้าผมไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ มีเพียงแค่ความอ่อนโยนจากฝ่ามือของเธอที่ลูบลงบนหัวผมเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไป

เมื่อประตูห้องถูกปิดสนิทลงผมถึงได้ผลุนผลันเดินไปหอบเศษผ้าไร้ราคาบนพื้น แล้วโยนทิ้งลงจากระเบียงห้องนอนให้มันอยู่กับความเปียกชุ่มและจมอยู่กับความเหน็บหนาวจากไอเย็นของช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

อย่างที่ผมบอกน้าอ้อมเอาไว้ว่าอะไรก็ตามที่ผ่านการเหยียบย่ำจากผมไปแล้ว ผมจะไม่มีวันถอยหลังหันไปเก็บมันกลับมาใช้อีก เศษผ้าพวกนี้คงเป็นสิ่งเดียวกับที่น้องชายผมหอบกล่องสีขาวของใครสักคนมาให้ในวันรับปริญญา และของสิ่งนี้ก็ถูกผมเหยียบย่ำให้กลายเป็นแค่เศษขยะในนาทีนั้นเช่นกัน แล้วทำไมผมต้องให้ความสำคัญกับเศษขยะที่ไร้ค่าด้วยล่ะ?

 

แสงไฟ Part  

“วันนี้ถ้าจะใช้แรงงานผมไฟต้องทำกับข้าวเลี้ยงผมนะ” 

“แต่คุณภัทรเป็นคนอาสามาส่งไฟเองนี่นา เฮ้อ! ไม่ต้องทำหน้าจ๋อยเลยไฟจะทำข้าวซอยเผื่อก็ได้ แต่ถ้าคุณภัทรจะกินจุเหมือนทุกทีต้องเป็นคนหิ้วของทุกอย่างเองนะ ไฟต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกหลายตังค์เพราะงั้นคนจ่ายเงินถึงได้สิทธิ์เดินตัวปลิว” วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นวันที่คุณทหารหนุ่มมารับผมตั้งแต่เก้าโมงเพื่อไปซื้อของในเมืองด้วยกัน มาถึงโรงเรียนแต่เช้าแบบนี้สงสัยคุณภัทรคงขับรถมาตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ล่ะมั้ง 

“อย่าว่าแต่หิ้วของให้เลยถ้าไฟไม่ดุสักคำผมจะเป็นคนจ่ายให้ทุกบาททุกสตางค์ก็ได้ เฮ้ย ๆ อย่าเพิ่งคิ้วขมวดสิผมไม่ได้บอกว่าจะเป็นคนจ่ายตังค์ให้ทุกอย่างนะ เฮ้อ คนเป็นครูคิดแต่เรื่องศักดิ์ศรีทุกวินาทีเหมือนกันหมดทุกคนไหมเนี่ย” ชายในชุดนอกเครื่องแบบเอาแต่ยืนเกาหัวอยู่ข้างรถ ในขณะที่ผมเองก็เอาแต่ยืนกอดอกมองหน้าเขาอย่างไม่วางตาเหมือนกัน 

“คุณภัทรมาก้อร่อก้อติกไฟนานเท่าไหร่แล้วนะ” 

“หือ? ทำไมอยู่ ๆ ถึงถามล่ะ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาประเด็นมันอยู่ที่ว่าทำไมไฟถึงลืมเรื่องของผมกับไฟได้ล่ะหรือมันไม่สำคัญเลย น่าน้อยใจชะมัดผมอุตส่าห์ทำเรื่องขอมาประจำการอยู่ที่ค่าย KK ตั้งนานกว่าจะได้รับการอนุมัติ ผมต้องโทรไปขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าเก่าที่ออกจากราชการไปแล้ว แถมโดนบ่นจนหูชาเลยนะพี่โอ้ถึงยอมหาเส้นสายให้น่ะ  

“ความพยายามทั้งหมดนี้ผมทำเพื่อที่จะได้อยู่ปกป้องครูแสงไฟแสงสว่างของชาติแต่กลับถูกละเลยซะได้ เฮ้อ! ” ชายหนุ่มหน้าตาดูดีเทียบเท่าได้กับดาราหลายคนบ่นออกมาเสียงดัง แต่หลายประโยคนั้นทำให้ผมหัวเราะออกมาจนได้ 

“ตกลงว่าดิ้นรนเองหรือให้อดีตหัวหน้าช่วยผลักดันกันแน่เนี่ย แล้วไปกวนคนที่ออกจากราชการไปแล้วทำไมไม่เกรงใจเขาเหรอ เอ้า เดินตามมาสิครับหรือคุณภัทรจะยืนน้อยใจต่อก็ได้นะเดี๋ยวไฟไปซื้อของเอง”  

“ไปด้วย! ไม่ต้องคุยเรื่องพี่โอ้ได้ไหมเพราะผมกำลังย้ำเตือนความจำให้ครูไฟฟังชัด ๆ อีกที พวกผมขึ้นไปที่หมู่บ้านช่วงเดือนกรกฎาเมื่อปีก่อน อืมหนึ่งปีกว่าแล้วแต่เหมือนเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อวานเลยเนอะ ไม่ใช่สิเหมือนว่าผมเพิ่งมานั่งรอครูไฟที่สถานีรถไฟเมื่อวานนี้เองมากกว่า” จู่ ๆ ฝ่ามือของชายชาติทหารก็คว้ามือผมไปจับไว้หน้าตาเฉย แม้ว่าที่นี่จะเป็นกาดหลวงสถานที่ซึ่งมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินไปมาขวักไขว่ แต่ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะไม่มีความเขินอายแม้แต่น้อย  

และประโยคบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขามาอยู่สถานีรถไฟในวันที่ผมเข้ากรุงเทพ เพื่อไปแสดงความยินดีกับลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายในช่วงตุลาคมปีที่แล้ว นั่นเป็นสิ่งย้ำเตือนว่าเวลาแรมปีที่ผ่านมานี้เขาก็ยังคงความเสมอต้นเสมอปลายกับผมเหมือนเดิม ความตั้งใจจะชักมือกลับมาถึงถูกละเลยและปล่อยให้มือตัวเองอยู่ในอุ้งมือของเขาโดยไม่ถอยหนีอีกแล้ว 

“คืนนี้ไปเดินท่าแพดีไหมเผื่อมีอะไรใหม่ ๆ จะได้ซื้อติดมือไปให้เด็ก ๆ ไง” 

“อืมก็ดีเหมือนกันไฟต้องหาซื้อของขวัญให้เอฉื่อด้วยสิ ผู้ปกครองของน้องส่งรายการมาให้ครูใหญ่ไฟเห็นมีรายการของเล่นเสื้อผ้าเป็นแถวเชียว เอ๊ะ ซื้อไส้อั่วไปฝากครูใหญ่ด้วยดีกว่า” เมื่อผมชักมือออกจากการเกาะกุมแล้วเดินปรี่เข้าไปสั่งกับข้าวกับปลากับแม่ค้า คนเดินตามมาเลยได้แต่บ่นพึมพำไปตามประสา แต่พอถึงเวลาจ่ายเงินแบงก์สีเทาก็ถูกยื่นตัดหน้าผมโดยเจ้าของเงินไม่คิดจะรอรับเงินทอนสักนิด จ่ายปุ๊บรับของปั๊บแล้วเดินหนีไปดูกะละแมเฉยเลย 

“เพิ่งรู้ว่าเป็นรั้วของชาติแล้วจะรวยจนใช้เงินทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ขนาดนี้ นี่เงินทอนรับไปด้วยสิครับ” 

“ผมไม่ได้รวยขนาดนั้นหรอกแต่แค่คิดว่าเดี๋ยวไฟก็รับมาเองแหละ ซื้อกะละแมไปฝากเด็ก ๆ ด้วยดีไหมหักเงินที่ผู้ปกครองของน้องเอฉื่อไง ฮ่า ๆ ๆ” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่คนจอมบงการก็ชี้ไม้ชี้มือเอากะละแมสารพัดสีและผมต้องเป็นฝ่ายกะจังหวะดี ๆ เพื่อเป็นคนยื่นเงินให้แม่ค้าเสียเอง ก็เงินทอนเขานั่นแหละ 

“ว่าแต่ไฟไม่รู้จริงเหรอว่าใครเป็นคนอุปการะน้องเอฉื่อน่ะ”

“ไม่รู้สิไฟไม่เคยคุยกับเขาสักครั้งต้องครูใหญ่นู่นรู้ดีครูใหญ่เป็นคนจัดการให้หมดตั้งแต่แรก มาครับไฟช่วยถือยังต้องซื้อของอีกเยอะคุณภัทรไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้หิ้วของนะ” ถุงหลายใบถูกผมยื้อแย่งมาจากผู้ชายในเสื้อเชิ้ตลายทางสีน้ำเงินสลับขาว ขาเพรียวซ่อนตัวอยู่ภายใต้กางเกงยีนตัวฟิตสีดำรองเท้าผ้าใบสีเดียวกัน ผมเริ่มยาวเกินกว่าจะเรียกว่าหัวเกรียนได้แล้วสินะ

“ถ้าครูไฟจะมองขนาดนี้ผมว่าเอาขนมปังมาจิ้มตาครูไฟกินได้เลยนะ เพราะมันหวานฉ่ำจนผมคิดว่าตัวเองถูกล่วงละเมิดทางสายตาแล้วเนี่ย อะให้ช่วยถือก็ได้ไม่ใช่เพราะหนักนะแต่เป็นเพราะว่ามืออีกข้างของผมจะได้ว่างเพื่อจับมือครูไฟไงล่ะ” ว่าแล้วมือข้างเดิมก็คว้ามือผมไปจับไว้ ท่ามกลางผู้คนมากมายในกาดหลวงไม่รู้ว่ามีใครจ้องมองเราด้วยสายตาแบบไหนบ้าง แต่ถ้าคนที่จับมือผมเขาไม่กริ่งเกรงต่อสายตาใคร ผมก็จะไม่หวั่นไหวต่อการดูถูกดูแคลนจากใครเช่นกัน

 

“ปีนี้น่าจะหนาวกว่าปีก่อนไหมเนี่ย ขนาดนี่เพิ่งจะหกโมงกว่าเองนะ”

“เรียกว่าตั้งหกโมงเย็นดีกว่าครับ ว่าแต่ตกลงคุณภัทรจะนอนที่นี่จริง ๆ เหรอ” หลังจากที่หอบหิ้วข้าวของจากในเมืองกลับมาถึงโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่ทหารหนุ่มกลับงอแงไม่ยอมกลับลงไปในเมืองซะงั้น คืนนี้เลยเป็นอันว่าผมต้องแบ่งที่นอนให้กับเขาอย่างเสียไม่ได้

“ทำไมเหรอ อย่าบอกนะว่าไฟกลัวผมจะชวนทำอะไรแผลง ๆ น่ะ หึหึ”

แปะ! “ไม่ต้องมาหึหึเลยไฟเปล่ากลัวอะไรสักหน่อยไฟก็มีเพื่อนผู้ชายที่นอนด้วยกันบ่อยไป ยัง ยังไม่หยุดยิ้มกรุ้มกริ่มใส่ไฟอีกนะ นอนที่แปลว่านอนหลับไม่ใช่หลับนอนครับ นี่ครับที่นอน หมอนมุ้งคุณภัทรกางเป็นไหมหรือต้องให้ไฟกางมุ้งให้” ด้วยความที่บ้านพักของผมเป็นแค่บ้านไม้ยกพื้นสูงโล่ง ที่นอนหมอนมุ้งจึงถูกจัดให้อยู่ริมสุดติดกับหน้าต่าง  

ด้านหลังเป็นที่สำหรับทำครัว กลางตัวบ้านมีแค่ราวเสื้อผ้ากับโต๊ะญี่ปุ่นกั้นไว้กับที่นอนทำให้เหลือพื้นที่เล็กน้อยตรงหน้าประตู แต่นั่นก็คิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับให้คุณทหารเขานอนได้นะ

“อ้อ ถ้าคุณภัทรจะเข้าห้องน้ำรีบไปเข้าตอนนี้เลยนะครับดึก ๆ ไฟไม่ลงไปเป็นเพื่อนนะบอกไว้เลย แต่ถ้าจะเอาสะดวกหน่อยก็ห้องน้ำที่โรงเรียนเลยครับไกลนิดแต่สะดวกกว่าที่บ้านไฟเยอะ”

“ไฟไม่ต้องห่วงเรื่องความสะดวกสบายอะไรหรอก อย่าลืมสิว่าผมเคยกินนอนอยู่ในป่านะไม่มีหลังคาคุ้มแดดคุ้มฝนก็ผ่านมาแล้ว เรามาคุยกันเรื่องที่นอนดีกว่าถ้าไม่กลัวผมจะทำอะไรแผลง ๆ แล้วทำไมไม่ให้ผมนอนตรงโน้นด้วยล่ะ ในเมืองเมื่อคืนก็ทีหนึ่งแล้วทำไมต้องแยกห้องนอนด้วย นอนโรงแรมคนเดียวไม่กลัวผีบ้างรึไง” ดูแล้วแขกคนนี้จะงอแงกว่าที่คิดเพราะใบหน้าของเขากำลังง้ำงอหนักหนา ไหนจะท่าทางชี้ไม้ชี้มือไปทางที่นอนผมอย่างเอาแต่ใจนั่นอีก

แต่ผมก็ใช่จะใส่ใจในท่าทีของเขานะเพราะสองไม้สองมือของผมกลับให้ความสนใจกางมุ้งให้เขาอย่างขะมักเขม้น มากกว่าจะหันไปต่อความยาวสาวความยืดกับเด็กเอาแต่ใจคนนั้น เด็กเอาแต่ใจงั้นเหรอ? ชั่วขณะหนึ่งบางภาพบางเรื่องราวเมื่อนานมาแล้วของเด็กหัวเกรียนเพราะเรียนรด. นิสัยเอาแต่ใจของบางคนกลับไหลวนมาให้คิดถึงอย่างห้ามไม่ได้ ถึงได้ละมือจากงานแล้วเดินไปนั่งที่หน้าบ้านแทน

“ไม่เอาเวย์ไม่นอนบนโซฟาหรอกนะหัวเด็ดตีนขาดยังไงเวย์ก็ไม่นอน!” 

“ถ้างั้นไปนอนห้องรับแขกโอเคไหม เลิกทำหน้าบึ้งได้แล้วเวย์จะจบม.6อยู่วันสองวันนี้แล้วทำไมถึงงอแงเอาแต่ใจเป็นเด็กหกขวบนักเนี่ย” 

“เออเวย์มันเอาแต่ใจเวย์มันนิสัยงอแงเหมือนเด็กแต่เด็กคนนี้มันก็รักเมียมากปะวะ มากจนขาดสติได้กับทุกเรื่องที่เป็นเรื่องเมียอะ หมับ! ขอนอนด้วยนะไฟเวย์คิดถึงเวย์รักเมียของเวย์ที่สุดในโลกเลยรู้ไหม ถ้าวันไหนเมียทิ้งเวย์เวย์ต้องกลายเป็นไอ้บ้าไอ้เลวไอ้ชั่วทำร้ายใครต่อใครอย่างไม่มีเหตุผลแน่” 

“ไฟ ไฟครับ แสงไฟ!” 

“เฮ้ย! อะ เอ่อ คุณภัทรตะโกนทำไมเนี่ย บ้านก็หลังแค่นี้เองตะโกนซะดังไปถึงบ้านพ่อหลวงแล้วมั้ง” จะไม่ให้ตกใจได้ไงเพราะตัวเองกำลังหลงผิดคิดไปถึงเรื่องในอดีตอย่างที่ไม่ควรได้คิด แต่จู่ ๆ กลับมีเสียงเรียกหาจากผู้ชายตรงหน้าและเพราะมองเห็นสายตาเป็นห่วงของเขา คนคิดไม่ดีคิดถึงคนอื่นทั้งที่อยู่กับเขาอย่างผมถึงต้องกลบเกลื่อนความละอายใจครั้งนี้ แล้วหมุนตัวเดินหลบหน้าจากสายตาจับผิดของคุณภัทรไปทางระเบียงหน้าบ้าน  

“มืดแล้วออกมานั่งบริจาคเลือดให้ยุงเหรอครับหรือกำลังหลบหนีอะไรรึเปล่า” 

“เปล่าหนีแค่กำลังรู้สึกผิดกับคุณภัทรต่างหากล่ะ แต่ไม่ต้องถามว่าเรื่องอะไรนะเพราะไฟไม่อยากย้อนเวลากลับไปคิดถึงเรื่องที่ไม่อยากคิดถึงอีกแล้ว” เพราะหมู่บ้านของเราอยู่ท่ามกลางหุบเขาและทัศนียภาพรอบข้างยังคงเป็นผืนป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์อยู่ อีกทั้งตอนนี้ก็เข้าฤดูหนาวแล้วทำให้เวลาหกโมงกว่ามืดมิดไวกว่าเดิม  

แสงไฟเริ่มถูกเปิดตามบ้านแต่ละหลัง ในทุกครั้งที่เห็นแสงไฟผมก็อดรู้สึกขอบคุณคนที่ดำเนินเรื่องให้หมู่บ้านนี้มีแสงสว่างจากไฟฟ้าไม่ได้ ได้ยินจากครูใหญ่ว่าเขาคนนั้นเป็นคนเดียวกันกับที่อุปการะเอฉื่อด้วยสิ เพราะงั้นสักวันหนึ่งผมอาจจะได้เจอกับผู้ที่นำแสงสว่างมาให้หมู่บ้านนี้ก็ได้ 

“เชื่อไหมว่าหลายปีก่อนที่นี่ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้เลยนะ ตกค่ำทีไรตะเกียงเจ้าพายุคืออาวุธคู่กายของผมตลอด ที่โรงเรียนอีกเราไม่มีอาคารเรียนแข็งแรงเหมือนที่อื่น ไม่มีโรงอาหารใหญ่ ๆ ไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำดี ๆ ใช้กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสถานที่แห่งนี้ก็ได้รับในสิ่งที่ไม่เคยมีเข้ามา ห้องสมุดห้องน้ำที่คุณภัทรเห็นน่ะเป็นฝีมือของเด็กนักศึกษาวิศวะเลยนะ  

“ทุกสิ่งรอบข้างกำลังเปลี่ยนไปตอนนี้มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็จริง แต่หากวันหน้าการเปลี่ยนแปลงที่มีจะนำไปสู่ความย่ำแย่ หรือจะมีเรื่องเลวร้ายบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นผมก็จะไม่กล่าวโทษใครหรืออะไรทั้งนั้น แต่ผมจะยอมรับและอยู่กับมันให้ได้” ทุกเรื่องราวที่บอกเล่าให้คุณภัทรได้ฟัง ผมคิดว่ามันคือเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นมา ณ หุบเขาแห่งนี้ สิ่งดีงามที่สร้างรอยยิ้มให้กับเด็ก ๆ ชาวบ้านรวมถึงตัวผมเอง 

“ทุกการเปลี่ยนแปลงที่หมายถึงผม ผมสัญญาได้ว่าถ้ามันเป็นความเลวร้ายผมก็จะทำร้ายใจไฟให้น้อยที่สุด ทุกหนทางที่ผมเลือกเดินผมจะเอาความสุขของไฟเป็นที่ตั้งเท่านั้น จุ๊บ” เพราะเราทั้งคู่ต่างกำลังนั่งห้อยขาที่ระเบียงในช่วงเวลาของอากาศเย็นสบาย เพราะเสียงจิ้งหรีดเรไรขับกล่อมให้ความมืดมิดนี้ไม่วังเวงน่าหวาดกลัวแต่กลับกลายเป็นความอ่อนหวาน เปลือกตาผมถึงยอมปิดสนิทลงในจังหวะที่ริมฝีปากของคนข้างตัวโน้มมาแตะกับปากผมเบา ๆ  

ภาพรอยยิ้มของใครบางคนในจิตใต้สำนึกกำลังรางเลือนลงไปทุกที และในเร็ววันนี้ผมเชื่อว่ารอยยิ้มของเขาจะจางหายไปจากใจผมอย่างหมดสิ้นแน่นอน

 

***มันยากที่จะพบกับความหวังในยามที่เราตั้งความหวังเอาไว้สูง 

มาแล้วฟางมาช้าแต่มานะเออ ใครรอน้ำตาพี่เวย์คงต้องรอเก้อไปอีกตอนนะคะ พี่เวย์จะลืมหูลืมตาได้ในตอนที่57  

ฟางเขียนตอนพิเศษทั้งหมด9ตอนจบหมดแล้ว ตอนนี้ส่งให้น้องเช็กคำผิดอยู่ค่ะ  

วันนี้ฟางรีบมารีบไปขอบคุณสำหรับกำลังใจดี ๆ คำอวยพรดี ๆ คำทักทายดี ๆ ที่มีมาตลอดนะคะ วันจันทร์หน้าฟางมาไม่ได้จะไปอยู่กับเพื่อนมีเรื่องต้องคุยกันยาวเรื่องเครียดของเพื่อนแหละจะมาในวันอังคารนะคะมาแน่นอน ขอให้มีวันหยุดที่มีความสุขนะคะ 

#หนังสือจากมหาสมุทรสิ้นสุดที่ขอบฟ้ายังเปิดจองอยู่เรื่อย ๆ นะคะ สอบถามได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36ค่ะ 

ความคิดเห็น