facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 22 เผยเสน่ห์ปลายจวัก (1)

ชื่อตอน : บทที่ 22 เผยเสน่ห์ปลายจวัก (1)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 เผยเสน่ห์ปลายจวัก (1)
แบบอักษร

ทุกคนเดินตามอยู่ด้านหลังฉู่อ๋องและชวีหลิงเอ้า ไม่ต้องใช้เกี้ยวก็เดินจากลานด้านหน้ามาถึงเรือนรุ่ยหลินของกู่เหล่าไท่จวิน แต่ยามที่ชวีหลิงเอ้าจะนำฉู่อ๋องเดินเข้าไปในห้องหลักของเรือนรุ่ยหลินนั้นจู่ๆ ฉู่อ๋องก็ผ่อนฝีเท้าลง ช่วงเอวที่เมื่อครู่ยังยืดตรงพลันงุ้มค่อมเล็กน้อย ยิ่งกว่านั้นเขายังไอเสียงดังใส่ทางตำแหน่งของห้องอุ่นสองสามคำรบ เสียงที่แลดูไร้เรี่ยวแรงเล็กน้อยค่อยๆ พูดกับชวีหลิงเอ้าว่า "แก่แล้ว ใช้การไม่ได้แล้ว เพิ่งเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็หอบจนกลายเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็ยังสู้คนหนุ่มคนสาวอย่างพวกเจ้าไม่ได้จริงๆ" 

ชวีหลิงเอ้าเห็นฉู่อ๋องพูดเช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกขบขัน แต่ใบหน้ายังคงเคารพนอบน้อมเช่นเดิม เขาพูดตามวาจาของฉู่อ๋องต่อไปว่า "ท่านอ๋องน่ะยิ่งสูงวัยยิ่งแข็งแรง นึกถึงเมื่อปีนั้นที่ท่านอ๋องกับอดีตฮ่องเต้กรีธาทัพออกรบ ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล คนรุ่นหลังเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้และยังเคารพเลื่อมใสท่านอ๋องอย่างสุดแสน หากไม่มีพวกท่านอ๋องหลั่งเลือดกรำศึก คนรุ่นหลังไหนเลยจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้ได้" 

ฉู่อ๋องเห็นชวีหลิงเอ้าพูดจากใจจริงอย่างน่าฟังยิ่งจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ แต่กลับไม่เปลี่ยนท่าทางเดินเหินไม่ค่อยสะดวกที่ทำอยู่ในตอนนี้ หลังจากนั้นก็ไออีกสองสามคำรบ ชี้ไปที่ห้องหลักพลางเอ่ยปาก "พวกเรารีบเข้าไปกันเถิด อย่าให้ฝ่าบาทกับเหล่าไท่จวินรอนาน" 

ชวีหลิงเอ้าพยักหน้าทันที ประคองฉู่อ๋องเข้าไปในห้องหลักด้วยตนเอง ถึงแม้คนอื่นๆ จะเข้าไปในห้องหลักแล้ว แต่ก็มิได้เข้าไปในห้องอุ่นเพราะยังไม่ได้ถูกเรียก จึงรอคอยอยู่ด้านนอก 

เสียงไอของฉู่อ๋องเมื่อครู่ดังเข้าไปถึงห้องอุ่นตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนที่อยู่ด้านในล้วนรอคอยการมาถึงของเขา ยิ่งกว่านั้นฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้ยังรับสั่งให้คนเตรียมที่นั่งเบาะนุ่มรออยู่อีกด้าน 

"กระหม่อม…แค่กๆ…กระหม่อมถวายบังคมฝ่าบาท…แค่กๆ…" พอเข้ามาในห้องอุ่นฉู่อ๋องก็รีบคุกเข่าถวายบังคมอวี้เฉียนตี้ แต่ยามนี้เสียงไอของเขากลับรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก กว่าจะพูดจบประโยคหนึ่งต้องหยุดพักอยู่หลายครั้ง อีกทั้งเสียงหอบระหว่างพูดยังรุนแรงยิ่ง คล้ายกับหายใจหายคอไม่ค่อยทัน 

ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้เห็นฉู่อ๋องต้องการจะทำความเคารพตนอย่างงกๆ เงิ่นๆ จึงเสด็จลงมาจากที่นั่งตำแหน่งประธานทันที ทรงประคองฉู่อ๋องที่ย่อตัวลงครึ่งหนึ่งขึ้นด้วยพระองค์เอง ตรัสอย่างสัตย์ซื่อจริงใจ "ฉู่อ๋องไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก ตอนอดีตฮ่องเต้ยังมีพระชนม์ชีพก็ทรงอนุญาตให้เจ้ามิต้องคุกเข่าถวายบังคม พอมาถึงเราจะสั่งให้เจ้าคุกเข่าคารวะได้ที่ไหนกัน หนำซ้ำฉู่อ๋องยังไอรุนแรงถึงเพียงนี้ ไม่สบายใช่หรือไม่ ต้องการให้เราเรียกหมอหลวงมาตรวจรักษาหรือไม่" 

ฉู่อ๋องถูกพยุงไว้จึงไม่อาจถวายบังคม แต่จารีตระหว่างกษัตริย์และขุนนางไม่อาจละทิ้ง เขาจึงส่ายหน้า ยืนกรานจะคุกเข่าลง พอถวายบังคมโดยเสร็จสิ้นสมบูรณ์จึงถูกชวีหลิงเอ้าประคองขึ้นยืนอีกครั้ง จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างพึงพอใจและซาบซึ้ง "ขอบพระทัย…ฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม…กระหม่อมอายุมากแล้ว…เมื่อก่อนตอนกรำศึกอยู่ในสนามรบก็ได้รับบาดเจ็บ…ถึงแม้ตอนนี้วสันตฤดูอบอุ่นบุปผาบานสะพรั่ง…แต่สุดท้ายก็ยังคงหนาวเหน็บอยู่บ้าง…โรคเรื้อรังเหล่านี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่เหมันตฤดู…ล้วนเป็นโรคคนแก่ทั้งนั้น…ลำบากฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วง" 

พูดจบฉู่อ๋องก็เริ่มไอขึ้นมาอีก มือซ้ายของเขาควักผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีเทาฝุ่นผืนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้ออย่างสั่นเทา มองทุกคนแวบหนึ่งด้วยสายตาขออภัยเล็กน้อย จากนั้นปิดริมฝีปากทั้งสองแล้วไอขึ้นมาอย่างรุนแรง 

"ฉู่อ๋องไม่เป็นไรจริงๆ หรือ ข้าคิดว่าเรียกหมอหลวงมาตรวจชีพจรหน่อยดีกว่า เช่นนี้ฝ่าบาทกับข้าจะได้วางใจ อย่างไรฉู่อ๋องก็มีความดีความชอบจากการศึก ตรากตรำสร้างคุณูปการใหญ่หลวงเพื่อแคว้นซีฉู่ พวกเราจะปล่อยให้ขุนนางผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินเจ็บป่วยแต่ไม่รักษาได้เยี่ยงไร" ไทเฮาทอดพระเนตรเห็นฉู่อ๋องไอจนทั้งหน้าแดงเถือกจึงตรัสด้วยความพะวงพระทัยทันที 

ทว่านางไม่เอ่ยเสียยังดีกว่า พอพูดจบฉู่อ๋องก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งเบาะนุ่มอีกครั้ง ประสานมือคำนับด้วยสองมือสั่นเทา เคราขาวเหนือริมฝีปากสั่นระริก กล่าวว่า "กระหม่อมขอบพระทัยในความหวังดีของไทเฮา…เพียงแต่…นี่ล้วนเป็นโรคเรื้อรัง…ไม่หนักหนาสาหัส…ไม่ต้องรบกวนหมอหลวงในวังดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" 

พูดจบฉู่อ๋องก็หันไปทางกู่เหล่าไท่จวินผู้เป็นเจ้าของวันเกิดในวันนี้ กล่าวอวยพรจากใจจริง "น้องกู่เอ๋ย…พวกเราเองก็มิได้พบหน้ากันมาหลายปี…วันนี้เป็นวันดีของเจ้า…พี่ฉู่อย่างข้าคนนี้ก็อยากมาขอดื่มเหล้ามงคลที่จวนเจ้า…น้องโปรดอย่าได้ถือสา" 

กู่เหล่าไท่จวินจะถือสาได้อย่างไร พอคิดถึงเมื่อครั้งอดีตฮ่องเต้ยกทัพพิชิตใต้หล้า จวนฝู่กั๋วกงก็คอยติดตามอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ จึงมีมิตรไมตรีกับฉู่อ๋องอยู่หลายส่วน 

ทว่าหลังจากเสร็จสิ้นเรื่องครั้งนั้นฉู่อ๋องก็ไม่มีความสนใจในงานราชกิจอีกต่อไป แต่กลับตั้งอกตั้งใจทำตัวเป็นท่านอ๋องผู้ว่างงาน วันๆ เอาแต่ปิดประตูไม่รับแขกและค่อยๆ ห่างเหินกับตระกูลใหญ่ทั้งหลายในเมืองหลวง 

วันนี้เขาสามารถมาอวยพรวันเกิดได้ ในใจกู่เหล่าไท่จวินย่อมยินดีปรีดายิ่งนัก 

เมื่อเห็นว่าบัดนี้ฉู่อ๋องถูกโรคเก่ารุมเร้ากายา ในใจของกู่เหล่าไท่จวินก็รู้สึกอาดูรเล็กน้อย พอนึกถึงว่าพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาปีนั้นบัดนี้ค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ จะไม่ทำให้หวนนึกถึงวันวานได้อย่างไร 

"พี่ฉู่ ร่างกายท่านเป็นเช่นนี้ วันนี้ยังมาอวยพรน้อง น้องอดปลาบปลื้มใจไม่ได้จริงๆ พวกเราไม่ได้พบกันมาหลายปี แต่ท่านยังจำวันเกิดน้องได้ ช่างมีน้ำใจไมตรียิ่งนัก แต่ท่านก็ต้องดูแลสุขภาพร่างกายตนเองบ้าง อย่าอวดดีเตะถ่วงเวลาเยียวยารักษา" กู่เหล่าไท่จวินพลันเอ่ยออกมาจากจิตใจ แค่ฟังเสียงของนางก็รู้ว่าความห่วงหาอาทรที่มีต่อฉู่อ๋องเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน แต่วาจาของนางกลับแลกมาด้วยการไอโขลกที่รุนแรงยิ่งขึ้นของฉู่อ๋อง เขาใช้มือขวาทุบอก สีหน้าท่าทางทุกข์ทรมาน 

ชวีหลิงเอ้าเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รีบรับถ้วยชาที่สาวใช้ส่งมาให้ ส่งไปถึงข้างปากของฉู่อ๋องด้วยตนเอง ส่วนมืออีกข้างก็ลูบแผ่นหลังฉู่อ๋องเบาๆ เพื่อให้เขาหายใจสะดวก 

ฉู่อ๋องดื่มชาไปสองสามอึกอย่างทุลักทุเลแล้วโบกมือให้ชวีหลิงเอ้าเป็นการบอกว่าให้ยกออกไป หลังจากหอบหายใจเฮือกถึงได้เอ่ยขึ้น "ฝ่าบาทก็ทรงเห็น ร่างกายทรุดโทรมของกระหม่อมแม้อยากจะรับใช้ชาติแต่ก็คงไม่มีโอกาสแล้ว ตอนนี้ก็หลงเหลือเพียงชื่อเสียงนิดๆ หน่อยๆ ทำให้ฝ่าบาทกับไทเฮาต้องหัวเราะแล้ว" 

ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้เห็นเขาถ่อมตัวเช่นนี้ก็รีบรับสั่งกับหลิวกงกงที่อยู่ข้างพระวรกาย ตรัสเสียงก้องกังวาน "นำโสมภูเขาจากเขาฉางไป๋ซานที่ได้รับบรรณาการมาเมื่อปลายปีที่แล้วจากคลังหลวงมาสองต้น ส่งไปที่จวนฉู่อ๋อง ให้ฉู่อ๋องบำรุงรักษาร่างกายให้ดี" 

ฉู่อ๋องได้ยินเช่นนี้ บนใบหน้าก็ปรากฏแววซาบซึ้งตื้นตัน ลุกขึ้นคำนับโดยไม่สนการทัดทานของฮ่องเต้และไทเฮา 

ไทเฮาทอดพระเนตรเห็นฉู่อ๋องเคร่งครัดในจารีตถึงเพียงนี้ ทั้งยังเห็นเขาไอโขลกรุนแรงมาก จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้เขาได้ผ่อนคลายสักครู่ จากนั้นมองไปทางชวีหลิงเอ้าพลางตรัสถาม "น้องรอง ข้าให้ไปพาเมิ่งเอ๋อร์เข้ามามิใช่หรือ คนไปไหนเสียล่ะ" 

เมื่อครู่ชวีหลิงเอ้ากำลังปรนนิบัติฉู่อ๋องจึงหลงลืมอวิ๋นเชียนเมิ่งไปชั่วขณะ ยามนี้เห็นไทเฮาตรัสถึงจึงกล่าวยิ้มๆ "เฉินอ๋อง อัครเสนาบดีฉู่ และเมิ่งเอ๋อร์ล้วนรออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ฝ่าบาทกับไทเฮาทรงประสงค์เรียกเข้าเฝ้าพร้อมกันเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" 

ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้ทอดพระเนตรไทเฮาแวบหนึ่ง เห็นไทเฮาแย้มพระสรวลให้เขาเล็กน้อยจึงตรัสอย่างสบายพระทัยเช่นกัน "เชิญเข้ามาให้หมดเถิด วันนี้เป็นงานเลี้ยงครอบครัว ไม่มีกฎข้อบังคับมากมายถึงเพียงนั้น ให้ทุกคนผ่อนคลายกันสักหน่อย อย่าเคร่งครัดในจารีตระหว่างกษัตริย์กับขุนนางมากเกินไปเลย" 

ชวีหลิงเอ้าได้ยินฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้ตรัสเช่นนั้นจึงค้อมตัวถอยออกไปอย่างนอบน้อม ไม่นานนักกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็เดินตามหลังเขาเข้ามาในห้องอุ่น 

แม้ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้ตรัสว่าให้ผ่อนคลายสักเล็กน้อย แต่จะมีคนกล้าผ่อนคลายจริงๆ เสียที่ไหนกัน 

หากเรื่องนี้ถูกคนมีเจตนาร้ายเห็นเข้า ต่อไปถูกคนยกมาพูดถึง นั่นมิใช่การขุดหลุมฝังศพตนเองหรอกหรือ 

กลุ่มคนเหล่านั้นต่างเดินเข้ามาถวายบังคมอย่างพินอบพิเทา หลังจากนั้นก็ไปยืนอยู่ข้างกายญาติของแต่ละคนตามรูปแบบของงานเลี้ยงครอบครัว 

เฉินอ๋องมาอยู่ข้างกายหลินเหล่าไท่จวิน แน่นอนว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งถูกกู่เหล่าไท่จวินดึงไปนั่งลงด้วยกัน อวิ๋นเสวียนจือยืนอยู่เงียบๆ อีกด้านโดยลำพัง ส่วนฉู่เฟยหยางไปยืนข้างกายฉู่อ๋อง 

ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้ทอดพระเนตรเห็นฉู่เฟยหยางมาถึงจึงทรงอดบ่นมิได้ "อัครเสนาบดีฉู่ เจ้าต้องเป็นห่วงเป็นใยฉู่อ๋องให้มากๆ เราว่าสุขภาพร่างกายของฉู่อ๋องชวนให้คนไม่วางใจจริงๆ" 

ฉู่เฟยหยางได้ยินก็ก้มหน้ามองฉู่อ๋องที่ไอไม่หยุด นัยน์ตาที่หลุบลงครึ่งหนึ่งฉายแววเหนื่อยใจวาบผ่านอย่างรวดเร็ว ยื่นมือใหญ่ออกไปตบหลังฉู่อ๋องแรงๆ กล่าวด้วยความห่วงใย "ช่วงนี้ท่านปู่คงจะถูกลมและความเย็นน่ะพ่ะย่ะค่ะ หากร่างกายไม่สู้ดี วันหลังอย่าออกจากจวนอ๋องจะดีกว่า" 

ฉู่อ๋องเดิมทีก็ใบหน้าแดงก่ำอยู่แล้ว ยามนี้ถูกฉู่เฟยหยางออกแรงตบเช่นนี้ เกรงว่าใบหน้าชรานั้นคงจะคั้นโลหิตออกมาได้แล้ว ซ้ำเห็นหลานรักของตนจะกักบริเวณตนเองอีก เขาจึงรีบเงยหน้ามองฉู่เฟยหยางทันที ถลึงตาใส่ฉู่เฟยหยางในมุมที่ไม่มีคนมองเห็น ทว่าคำพูดที่ออกจากปากกลับเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ "หลานไม่ต้องเป็นห่วงสุขภาพของปู่หรอก ขอแค่เจ้าแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทอย่างเต็มที่ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝ่าบาทด้วยความจงรักภักดีก็ถือเป็นวาสนาของปู่แล้ว ส่วนปู่น่ะหรือ คนเราพอแก่ตัวลง ถึงแม้ร่างกายจะเทียบกับแต่ก่อนมิได้ ทว่าการออกมาเดินยืดเส้นยืดสายบ่อยๆ สูดอากาศบริสุทธิ์ถึงจะเป็นเคล็ดช่วยให้อายุยืนยาวนะ" 

เพิ่งจะสิ้นเสียงพูด ฉู่หนานซานก็รู้สึกว่าแรงบนแผ่นหลังของตนหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ ตบจนร่างทั้งร่างของเขาแทบจะคะมำไปข้างหน้าได้ ในใจอดไม่ได้ที่จะแอบด่าฉู่เฟยหยางว่าไม่รู้จักเคารพผู้อาวุโส 

ทว่าชวีหลิงเอ้าที่อยู่อีกด้านกลับเก็บเรื่องราวทั้งหมดนี้เข้าสู่สายตา แม้จะขบขันกับวิธีการอยู่ร่วมกันของปู่หลานคู่นี้ แต่กลับทนเห็นฉู่หนานซานถูกฉู่เฟยหยางรังแกไม่ได้จริงๆ จึงเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยเสียงเบา "ให้สาวใช้มาปรนนิบัติท่านอ๋องเถิด อัครเสนาบดีฉู่เชิญนั่ง" 

ส่วนฉู่เฟยหยางกลับมองฉู่อ๋องที่ยามนี้ไอโขลกจนพูดจาไม่ออกขึ้นมาจริงๆ อย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาจึงหยุดมือ นั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายฉู่หนานซาน 

กระทั่งถึงตอนนี้ไทเฮาถึงได้มีช่องว่างตรัสถามอวิ๋นเชียนเมิ่ง "เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้นที่เรือนด้านหน้าหรือ ข้าได้ยินฉวีกงกงรายงานว่ามีคุณหนูบุตรสาวขุนนางตกน้ำ ส่วนเจ้ากรมอาญากลับสงสัยว่าเจ้าเป็นคนทำ ซ้ำในมือยังมีหลักฐานและพยานด้วย เมิ่งเอ๋อร์ ข้าเห็นเจ้าเติบโตมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ข้าย่อมเชื่อใจเจ้า แต่หากเจ้าเป็นคนทำจริงๆ ข้าจะไม่ให้ท้ายเด็ดขาด หากมีคนใส่ร้ายป้ายสีเจ้า ข้ากับฝ่าบาทจะเป็นธุระจัดการแทนเจ้าเอง" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นไทเฮาตรัสถึงเรื่องนี้จึงรีบลุกขึ้นเดินไปตรงกลางห้อง คุกเข่าให้เหล่าคนที่อยู่บนที่นั่งตำแหน่งประธานทันที กล่าวอย่างน้อยอกน้อยใจทว่าแข็งกร้าว "ฝ่าบาทและไทเฮาโปรดให้ความเป็นธรรมด้วยเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันวิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวให้ใต้เท้าซูฟังแล้ว แต่ใต้เท้าซูกับซูฮูหยินเอาแต่ใส่ร้ายหม่อมฉัน ยิ่งไปกว่านั้นยังให้บุตรสาวรองเจ้ากรมอาญาพูดจาไร้สัมมาคารวะดูหมิ่นมารดาของหม่อมฉัน ไทเฮา ฝ่าบาท แค่หม่อมฉันถูกใส่ร้ายก็ยังไม่อาจกล้ำกลืนเรื่องนี้ลงไปได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมารดาผู้ให้กำเนิดตนเองถูกหมิ่นด่าต่อหน้าผู้คน ขอไทเฮากับฝ่าบาททรงตัดสินด้วยความยุติธรรม คืนความบริสุทธิ์ให้หม่อมฉันและมารดาด้วยเพคะ" 

พูดจบอวิ๋นเชียนเมิ่งก็โขกศีรษะให้ไทเฮาและฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้สามคำรบอย่างหนักแน่น 

คนที่อยู่ภายในห้องได้ยินวาจานี้ก็พากันมองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่ง เห็นเพียงยามนี้นางสองตาแดงเรื่อ หยาดน้ำที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาดื้อรั้นไม่ยอมไหลรินลงมา ทว่าริมฝีปากทั้งสองของนางกลับสั่นระริก เห็นได้ว่าได้รับความคับข้องหมองใจอย่างถึงขีดสุด ดูแล้วชวนให้คนเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน 

ไทเฮาตรัสด้วยความสะเทือนพระทัย "ฝ่าบาท หร่วนซูเฟยมารดาของท่านก็สิ้นเพราะคลอดบุตรยาก คล้ายคลึงกับสภาพของเมิ่งเอ๋อร์ วันนี้พอย้อนคิดดู ใจของแม่ก็ทรมานมากเหมือนกัน แต่พวกเจ้าล้วนเป็นคนจิตใจงามมีความกตัญญู ทุ่มเทตอบแทนต่อคนที่มีบุญคุณกับตนเองอย่างแท้จริง แม่ย่อมปลาบปลื้มยินดีอย่างหาที่สุดมิได้ แต่ไม่รู้ว่าคุณหนูรองเจ้ากรมอาญาที่เติบโตท่ามกลางครอบครัวที่มีพร้อมทั้งบิดามารดา เหตุใดจิตใจถึงได้ชั่วร้ายเหลือเกิน อายุแค่นี้ก็ยังไม่ยอมปล่อยไปแม้กระทั่งคนตาย สตรีไร้ศีลธรรมเช่นนี้หากไม่ลงโทษให้หนักๆ ในวันข้างหน้าคุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลายรวมไปถึงประชาชนทั่วไปจะไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างหรือ พอถึงตอนนั้นแคว้นซีฉู่ยังจะมีหน้าเรียกตนเองว่าแว่นแคว้นแห่งแบบแผนจารีตได้อีกหรือ จะไม่ให้พวกหมานอี๋* หัวเราะเยาะเอาได้อย่างไร" 

"แค่กๆๆๆ" ยามนี้ฉู่อ๋องเริ่มไอขึ้นอีกครั้ง ฉู่เฟยหยางเห็นเช่นนั้นก็คิดจะยื่นมือไปตบหลังเขา แต่กลับเห็นร่างกายของฉู่อ๋องเบี่ยงหลบอย่างแนบเนียน กล่าวอย่างเข้าอกเข้าใจทันที "ฝ่าบาท ไทเฮา เด็กน้อยไร้มารดาผู้นี้น่าสงสารเสียจริง เฟยหยางของพวกข้าก็ไม่มีมารดามาตั้งแต่เล็ก บิดาของเขาก็งานยุ่งรัดตัว ลำบากเจ้าเด็กคนนี้ต้องถูกเลี้ยงอยู่ข้างกายข้ามาโดยตลอด กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ตบแต่งภรรยา ต่อไปหากข้าล่วงพ้นหนึ่งร้อยปี* จะให้ข้าเอาหน้าที่ไหนไปพบบรรพบุรุษสกุลฉู่เล่า" 

ทุกคนไม่คิดว่าฉู่อ๋องจะดันเอ่ยปากขึ้นในตอนนี้ แต่ในวาจาธรรมดาๆ นี้กลับแฝงด้วยความไม่ชอบมาพากล รู้สึกน่าสนใจขึ้นมาชั่วขณะ ทุกคนตั้งอกตั้งใจรอดูว่าการตัดสินครั้งนี้จะคลี่คลายลงเช่นไร 

ส่วนฉู่เฟยหยางกลับขมวดหัวคิ้วเบาๆ กับวาจาของฉู่อ๋อง ในใจแอบก่นด่าปู่ตนเองอย่างอดไม่ได้ อยู่ดีไม่ว่าดีก็พูดเรื่องที่ตนยังไม่ได้แต่งภรรยาออกมา หากคิดว่าจวนอ๋องไร้ชีวิตชีวาจริงๆ ล่ะก็ ไยต้องเอาแต่จับตาหลานชายของตนเองด้วยเล่า สู้เอาเวลาไปคิดวางแผนเพื่อตัวเขาเองเสียยังดีกว่า 

ฉู่อ๋องคล้ายกับรับรู้ถึงความคิดของฉู่เฟยหยาง สองมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านคู่นั้นกลับกดลงบนตัวฉู่เฟยหยาง มองอีกฝ่ายด้วยแววตารักใคร่เอ็นดูเปี่ยมล้น คิดจะเอ่ยวาจาแต่กลับไออย่างรุนแรงไม่หยุด 

วาจาของฉู่อ๋องทำให้เกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมขึ้นในใจทุกคน โดยเฉพาะในใจของคนสกุลชวีต่างเชื่อมั่นไปแล้วว่าซูหยวนผู้นี้เห็นว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งไร้มารดาคุ้มครองจึงรังแกเด็กสาวอย่างโจ่งแจ้ง 

ยามนี้ไทเฮาตรัสขึ้นอีกครา "ตำหนักในกำลังจะจัดงานคัดเลือกสาวงาม ชื่อของคุณหนูเจ้ากรมอาญาผู้นั้นถูกส่งไปแล้ว แต่ครั้งนี้เกิดเรื่องเสื่อมเสียต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้ คุณหนูซูคงไม่อาจเข้าวังได้แล้ว" 

ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้เองก็ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้มากเกินไปจึงผงกพระเศียรให้ไทเฮา ตรัสกับอวี๋กงกงที่อยู่ข้างพระวรกาย "ประกาศราชโองการของเราออกไป รองเจ้ากรมอาญาอบรมสั่งสอนบุตรธิดาไม่เข้มงวด ทำให้ธิดาตนใส่ร้ายคุณหนูสกุลอวิ๋น เดิมควรลงโทษสถานหนัก แต่วันนี้เป็นวันดีของกู่เหล่าไท่จวิน เราผ่อนหนักให้เป็นเบา ลงโทษหักเบี้ยหวัดครึ่งปี พร้อมกันนั้นลงโทษให้คุณหนูสกุลสิงคัด 'บัญญัติสตรี' หนึ่งร้อยจบ ส่วนเจ้ากรมอาญา เขามีฐานะเป็นถึงเจ้ากรมแต่กลับไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ไม่สืบหาความจริงให้กระจ่างก็ใส่ร้ายผู้อื่น ลงโทษหักเบี้ยหวัดหนึ่งปี ถอดป้ายชื่อของคุณหนูสกุลซูที่ถูกส่งเข้าไปในวังออก ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจเข้าร่วมการคัดเลือกสาวงามได้อีก" 

ครั้นเห็นเรื่องราวได้ข้อสรุปแล้ว อวิ๋นเชียนเมิ่งก็ยอบกายคำนับทุกคน แล้วจึงถอยออกจากห้องอุ่นไป 

 

เพิ่งจะก้าวออกจากเรือนรุ่ยหลินก็ถูกคนกอดเอาไว้เต็มรัก กลิ่นหอมสดชื่นแผ่กำจายมาจากด้านหลัง มุมปากอวิ๋นเชียนเมิ่งย้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ เอ่ยปากเสียงเบา "ท่านพี่ ท่านเริ่มแกล้งเมิ่งเอ๋อร์อีกแล้ว" 

เมื่อถูกเดาได้ว่าเป็นใคร ชวีเฟยชิงกลับยังคงตื่นเต้นดีใจเหมือนเดิม จูงมืออวิ๋นเชียนเมิ่งพลางเดินไปช้าๆ ทว่ารอยยิ้มทางหางตากลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ "เมื่อครู่ข้าได้ยินจากข้างนอกแล้ว เจ้ากรมอาญาผู้นั้นสมควรถูกลงโทษจริงๆ บุตรสาวแบบนั้นยังจะกล้าส่งเข้าวังอีก กลัวว่าคงจะอยู่ในนั้นได้ไม่เกินสามวันกระมัง!" 

พูดจบจมูกเล็กสวยงามของชวีเฟยชิงก็อดย่นเล็กน้อยไม่ได้ สีหน้านางเวลานี้น่ารักเป็นหนักหนา 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว จึงจูงชวีเฟยชิงเดินตรงไปยังเรือนทิงอวี่ 

ขณะที่กำลังเดินผ่านเฉลียงทางเดินอันคดเคี้ยววกวน กลับเห็นหรงอวิ๋นเฮ่อที่ผมขาวทั่วทั้งศีรษะนั่งอยู่บนตั่งไม้ข้างเฉลียงทางเดิน แม้มิได้เอ่ยวาจาใดๆ แต่ภายใต้แสงอาทิตย์เส้นผมสีขาวนั้นช่างเตะตายิ่งนัก ทำให้อวิ๋นเชียนเมิ่งกับชวีเฟยชิงมองแวบเดียวก็เห็นทันที 

ตอนนี้แน่ชัดว่าหรงอวิ๋นเฮ่อเองก็เห็นทั้งสองเช่นกัน จะให้หนีไปไหนก็ไม่ได้ ทั้งสองจึงจำต้องเดินเข้าไปทักทาย 

"อวิ๋นเชียนเมิ่งแห่งจวนอัครเสนาบดีคารวะคุณชายหรงเจ้าค่ะ" 

"ชวีเฟยชิงแห่งจวนฝู่กั๋วกงคารวะคุณชายหรงเจ้าค่ะ" 

หรงอวิ๋นเฮ่อกลับไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ แต่ยามนัยน์ตาคู่นั้นเห็นว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งยืนอยู่ตรงหน้าโดยไร้รอยขีดข่วนก็วางใจลงเล็กน้อย พยักหน้าเบาๆ ทันที ไม่รอให้ทั้งสองจากไปก็เป็นฝ่ายหนีไปก่อน 

"เป็นคนแปลกประหลาดขนานแท้!" ชวีเฟยชิงมองแผ่นหลังหรงอวิ๋นเฮ่อที่ไกลออกไป บ่นอุบอิบเสียงเบา 

อวิ๋นเชียนเมิ่งยิ้มๆ แต่ไม่เอ่ยวาจา เนิ่นนานผ่านไปถึงค่อยพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "บางคนรูปโฉมงามราวกับหยกแต่จิตใจดุจเดรัจฉาน ทว่าบางคนแม้เกิดมาพร้อมเรื่องน่าเสียดายแต่กลับเป็นคนจิตใจดีงาม ท่านพี่อย่าตัดสินคนแค่ที่รูปลักษณ์ภายนอกนะเจ้าคะ" 

ชวีเฟยชิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เผยแววฉงน คว้าตัวเมิ่งเอ๋อร์มาใกล้พร้อมกับถามย้ำ "เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ ข้าได้ยินว่าเหล่าไท่จวินสกุลหรงเป็นคนรักสันโดษยิ่ง คุณชายหรงผู้นี้ก็ถูกเลี้ยงดูข้างกายเฉินเหล่าไท่จวินมาตั้งแต่ยังเล็ก ด้านอุปนิสัยใจคอก็เลยคล้ายคลึงกับเฉินเหล่าไท่จวินผู้นั้นมากทีเดียว เมื่อครู่พอเห็นพวกเราก็ไม่พูดอะไรสักคำเลยด้วย" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นนางอยากรู้อยากเห็นถึงเพียงนี้จึงพยักหน้าเบาๆ กล่าวช้าๆ "นิสัยสันโดษก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคนไม่ดีนี่นา คนที่เอาแต่แย้มยิ้มทั้งวันพวกนั้นต่างหากถึงจะน่ากลัวจริงๆ ต่อไปท่านพี่ก็อย่าถูกรูปลักษณ์ภายนอกหลอกเข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นคนที่จะเสียเปรียบก็คือตัวท่านพี่เองนะเจ้าคะ" 

ชวีเฟยชิงเห็นนางพูดจาฉะฉานมีเหตุมีผลจึงจดจำเอาไว้ในใจ พยักหน้าอย่างหนักแน่น จากนั้นทั้งสองคนก็เดินจูงมือกันไปยังเรือนทิงอวี่ 

ทว่าทั้งสองเพิ่งจะจากไป เงาร่างสูงเพรียวก็เดินออกมาจากหลังภูเขาจำลองในสวนดอกไม้ จดจ้องเงาร่างสีม่วงนั้นอยู่เป็นนานจนไม่อาจตื่นจากภวังค์ ภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่องผมยาวสีขาวเงินพร่างพราวระยับราวกับหิมะ 

 

* หมานอี๋ เป็นคำที่ชาวจีนเรียกชนกลุ่มน้อยในเชิงเหยียดหยาม โดยคำว่า 'หมาน' แปลว่าป่าเถื่อน โหดร้าย 

* ในภาษาจีน คำว่า 'ตาย' ถือเป็นคำไม่เป็นมงคล จึงประมาณอายุขัยของคนไว้ที่ร้อยปี คำว่า 'ร้อยปี' จึงมีนัยว่าชั่วชีวิต และใช้สำนวน 'หลังล่วงพ้นหนึ่งร้อยปี' แทนความหมายว่าตาย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว