facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 21 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (2)

ชื่อตอน : บทที่ 21 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (2)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21 ใจคิดร้ายต่อผู้อื่นไม่ควรมี (2)
แบบอักษร

เจียงมู่เฉินเย็นชาเหมือนเช่นที่ผ่านมา ดวงตาทั้งสองข้างเหลือบมองเจ้ากรมอาญาซูหยวนอย่างเยียบเย็นแวบหนึ่งแต่ไม่เอ่ยวาจาใดๆ ร่างกายยังคงขวางอยู่หน้าซูฮูหยินเหมือนเดิม 

ส่วนฉู่เฟยหยางกลับยกมุมปากน้อยๆ รอยโค้งงดงามสมบูรณ์แบบทำให้คุณหนูที่อยู่ในงานแอบเทใจให้เขาทันที แต่ตัวเขากลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว กวาดตามองระหว่างซูหยวนกับเจียงมู่เฉินแวบหนึ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทประดุจแต่งแต้มด้วยสีน้ำมันกลับแฝงด้วยเกล็ดหิมะท่ามกลางรอยแย้มยิ้ม ทำให้ซูหยวนสั่นสะท้านทั้งกายและใจเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงเอ่ยถามเบาๆ อย่างไม่ยี่หระของฉู่เฟยหยางดังขึ้นข้างหู "ใต้เท้าซูเข้มงวดกับกฎระเบียบและการอบรมสั่งสอนคนในครอบครัวเสียจริง และไม่ดูว่าที่นี่คือสถานที่ใด ถึงกับให้ท้ายภรรยาทำร้ายผู้อื่น ท่านก็รู้ว่าหากฝ่าบาททรงทราบเรื่องนี้เข้า จุดจบของท่านจะเป็นเยี่ยงไร ไม่ต้องให้ข้าเตือน ในฐานะที่ใต้เท้าซูเป็นเจ้ากรมอาญาคงจะรู้ดีอยู่แก่ใจ วิธีลงโทษหนึ่งพันหนึ่งวิธีของกรมอาญานั้นน่าสนุกยิ่งนัก" 

ซูหยวนรู้สึกเพียงว่าเสียงของฉู่เฟยหยางไม่ดังมาก น้ำเสียงนุ่มละมุน แต่เหตุใดเหงื่อเย็นถึงผุดซึมออกมาจากแผ่นหลังเขาเป็นชั้นๆ ยิ่งไปกว่านั้นซูหยวนร่วมงานในราชสำนักด้วยกันกับอัครเสนาบดีฉู่ย่อมรู้ถึงความเก่งกาจของฉู่เฟยหยาง ปกติใบหน้ามักจะประดับรอยยิ้ม แต่ฉู่เฟยหยางที่เข้าสู่สนามรบกลับเป็นแม่ทัพหน้าเย็น ความสามารถในการฆ่าคนโดยไม่กะพริบตาแม้แต่เจ้ากรมอาญาที่ทรมานผู้กระทำผิดคดีร้ายแรงอยู่เป็นประจำอย่างตนเองเห็นแล้วยังร่างสั่นเทิ้มรุนแรง 

อวิ๋นเชียนเมิ่งฉวยโอกาสนี้เอ่ยถามอย่างเฉยชา "บ้านเดิมของท่านแม่ข้าก็คือจวนฝู่กั๋วกง ท่านโหวของที่นี่ถึงจะเป็นท่านลุงที่แท้จริงของข้า ไม่ทราบว่าใต้เท้าซูแห่งจวนสกุลซูกลายเป็นลุงของข้าตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าท่านลุงอีกสองท่านของข้าที่แยกบ้านออกไปจากจวนตั้งแต่ปีก่อนนั้นเปลี่ยนแซ่ของบรรพบุรุษหลังจากแยกตัวเป็นอิสระ ไม่ยินดีเป็นลูกหลานสกุลชวี? จุดนี้ทำให้ข้าสับสนงุนงงจริงๆ ใต้เท้าซูโปรดพูดอธิบายให้ละเอียด จะได้ให้ฮูหยินและคุณหนูที่อยู่ในงานเปิดหูเปิดตาสักครา" 

ซูหยวนไม่คิดว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งจะไม่ไว้หน้าตนต่อหน้าผู้อื่นถึงเพียงนี้ ยิ่งกว่านั้นยังเหน็บแนมตนต่อหน้าธารกำนัล รอยยิ้มบนใบหน้าจึงหายวับไปทันใด แปรเปลี่ยนเป็นท่าทางเหี้ยมเกรียมแทน ความเกลียดชังในดวงตามากพอจะทำให้อวิ๋นเชียนเมิ่งตายได้แปดรอบสิบรอบ "ในเมื่อคุณหนูอวิ๋นไม่ยอมรับความสัมพันธ์ฉันลุงหลานระหว่างเจ้ากับข้า เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าคุณหนูเหมือนกัน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องที่บุตรสาวข้าตกน้ำวันนี้ ข้าจะไม่ยอมเลิกราแต่โดยดีเด็ดขาด! คุณหนูอวิ๋นผลักคนตกน้ำ มีเจตนาพยายามฆ่า สมควรรับโทษประหาร! พอถึงเวลาเผชิญหน้ากับพยานและหลักฐาน ไม่รู้ว่าคุณหนูอวิ๋นยังจะแข็งกร้าวเช่นนี้อยู่หรือไม่" 

ตอนนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายมีการเตรียมการเอาไว้อย่างชัดเจน ในใจพลันรู้สึกขบขัน หัวใจสงบนิ่งยิ่งนัก ทว่าจู่ๆ ก็เอ่ยปากกับคนโดยรอบด้วยเสียงดังขึ้น "วันนี้ฮูหยินและคุณหนูทุกท่าน อัครเสนาบดีฉู่ เฉินอ๋องล้วนอยู่ในงาน ขอทุกท่านเป็นประจักษ์พยานแก่เชียนเมิ่ง ข้าอยากจะเห็นนักว่าพยานและหลักฐานที่ใต้เท้าซูพูดถึงคืออะไรถึงได้มั่นอกมั่นใจเช่นนี้" 

พูดจบอวิ๋นเชียนเมิ่งก็สาวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าว ไม่ต้องการการปกป้องจากฉู่เฟยหยางและเจียงมู่เฉิน นางยืนอยู่ตรงหน้าซูหยวนด้วยตนเอง นัยน์ตาที่แฝงด้วยความแน่วแน่เต็มเปี่ยมคู่นั้นจ้องตรงไปยังซูหยวน รอให้เขานำหลักฐานออกมา 

ซูหยวนไหนเลยจะกลัวเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เขายิ้มเย็นเยียบให้อวิ๋นเชียนเมิ่ง ทันใดนั้นก็หยิบหยกประดับลายบุปผาสีม่วงชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อกว้าง หยกประดับชิ้นนั้นใช้เส้นด้ายสีม่วงอ่อนร้อยเข้าด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นเครื่องประดับที่สตรีสวมใส่ไว้ที่ข้างเอว 

สายตาของทุกคนมองไปยังอวิ๋นเชียนเมิ่งทันที วันนี้นางก็สวมชุดกระโปรงสีม่วงเช่นกัน เสียงโจษจันค่อยๆ ดังขึ้นในทันใด ดูเหมือนมุ่งร้ายต่ออวิ๋นเชียนเมิ่งยิ่งนัก 

ทว่าซูหยวนไม่รู้ว่าชาติที่แล้วอวิ๋นเชียนเมิ่งคือหัวหน้าหน่วยคดียาเสพติด ในสายตานางละครปาหี่เด็กน้อยพรรค์นี้เป็นเรื่องน่าขำขันเสียจริงๆ จึงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมทว่ากลับยิ้มแย้มไม่พูดไม่จา ปล่อยให้ทุกคนซุบซิบนินทาแต่เจ้าตัวเอื่อยเฉื่อยสบายใจ 

กลับเป็นซูหยวนที่ในดวงตาฉายแววตะลึงงันวาบผ่าน คิดไม่ถึงว่าแม้ความตายจะมาเยือนศีรษะ แต่อวิ๋นเชียนเมิ่งก็ยังเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อนถึงเพียงนี้ ถึงกับใช้ความเงียบงันมาต่อกรกับตน จึงเอ่ยปากอย่างเต็มไปด้วยแววคาดคั้น "คุณหนูอวิ๋นจำหยกประดับชิ้นนี้ได้สินะ แต่ไม่ทราบว่าหยกของคุณหนูอวิ๋นถูกกำแน่นอยู่ในมือของบุตรสาวข้าได้อย่างไร ลูกสาวข้าคงจะดึงมาจากบนร่างคุณหนูตอนที่ถูกผลักลงน้ำกระมัง" 

พอวาจานี้โพล่งออกมา เรือนด้านหน้าก็พลันมีเสียงดังเกรียวกราว พวกฮูหยิน คุณหนู คุณชายสูงศักดิ์เหล่านั้นพากันมองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่ง หวาดกลัวราวกับเห็นหญิงงามอสรพิษก็ไม่ปาน 

นัยน์ตาที่เย็นชามาแต่ไหนแต่ไรของเฉินอ๋องก็กวาดมองอวิ๋นเชียนเมิ่งแวบหนึ่งเช่นกัน ส่วนฉู่เฟยหยางก็ยิ่งจับจ้องอวิ๋นเชียนเมิ่ง ในดวงตาฉายแววใคร่รู้ คงจะคาดหวังรอคำแก้ตัวต่อจากนี้ของอวิ๋นเชียนเมิ่งมากทีเดียว 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองดูหยกประดับที่เปล่งประกายมันขลับท่ามกลางแสงอาทิตย์ชิ้นนั้น ทั้งยังเห็นท่าทางในใจมีไม้ไผ่* ของซูหยวน ทว่าไม่เอ่ยแก้ตัว กลับพูดต่อไปว่า "พยานเล่า?" 

ซูหยวนผงะอึ้งเล็กน้อย ไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของอวิ๋นเชียนเมิ่งเท่าไรนัก แต่เห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ อย่างนางยังคงปากแข็งมาจนถึงตอนนี้ กลัวว่าไม่เห็นโลงศพคงจะไม่หลั่งน้ำตา จึงจะช่วยให้ใจอยากรู้ของอวิ๋นเชียนเมิ่งได้สมปรารถนา เอ่ยเสียงก้องไปทางด้านหลัง "คุณหนูสิง เชิญออกมาเถิด" 

สิงจินเตี๋ยที่เมื่อครู่วิ่งตะบึงออกไปจากเรือนฮ่วนซีเพื่อแต่งหน้าแต่งตัว ยามนี้ค่อยๆ เดินออกมาจากหลังประตูโค้งบานหนึ่งโดยที่อาภรณ์จัดแต่งเรียบร้อย แต่งหน้าวิจิตรประณีต ขณะเดียวกันปากก็ยังมิได้หยุดพัก บนใบหน้าที่มองดูอวิ๋นเชียนเมิ่งมีแต่ท่าทางราวจะกำจัดเภทภัยเพื่อราษฎร "ข้าเป็นพยานได้ อวิ๋นเชียนเมิ่งผลักพี่เยวี่ยร่วงตกน้ำจริงๆ ฮูหยินทุกท่าน พวกท่านถูกอวิ๋นเชียนเมิ่งหลอกแล้ว สตรีผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิต แค่พูดคุยกับพี่เยวี่ยไม่ถูกคอกันก็เกิดความริษยา จ้องหาโอกาสทำร้ายชีวิตผู้อื่น จิตใจของนางชั่วร้ายถึงเพียงนี้ ทำให้ลูกผู้หญิงอย่างข้ารู้สึกหวาดกลัวจริงๆ" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองดูสิงจินเตี๋ยที่เก่งในทางชอบทำให้เสียเรื่องปรากฏตัวออกมา รู้สึกเพียงว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง พร้อมทั้งเห็นว่าหากซูหยวนกำจัดตนไปไม่ได้คงจะไม่ยอมเลิกราแต่โดยดี จึงไม่อ่อนข้อให้อีกต่อไป ยิ้มเย็นพลางมองไปทางสิงจินเตี๋ย เอ่ยถามกลับ "ตอนที่คุณหนูซูตกน้ำ คุณหนูสิงก็ไม่ได้อยู่ที่เรือนฮ่วนซีแล้ว หรือว่าคุณหนูสิงมีตาทิพย์หูทิพย์หรืออย่างไร ถึงได้ยินบทสนทนาระหว่างข้ากับคุณหนูซูได้ อีกทั้งยังมองเห็นรายละเอียดตอนคุณหนูซูตกน้ำได้ด้วย ข้าไม่ยักรู้ว่าแคว้นซีฉู่ของพวกเราได้ให้กำเนิดอัจฉริยบุคคลอย่างคุณหนูสิงเช่นนี้ หากพาไปออกทัพจับศึก แคว้นซีฉู่ของพวกเราคงจะไม่มีทางปราชัยเป็นแน่" 

คำกระทบกระเทียบเสียดสียกหนึ่งทำให้ใบหน้าเล็กๆ ภายใต้เครื่องประทินโฉมของสิงจินเตี๋ยเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว ใบหน้าทั้งดวงดุร้ายขึ้นมาทันใด กระทืบเท้าเร่าๆ ชี้ไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งพร้อมก่นด่า "อวิ๋นเชียนเมิ่ง! ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าลงมือทำร้ายผู้อื่นอย่างโหดเหี้ยม แต่ตอนนี้กลับเล่นแง่ไม่ยอมรับผิด ใช้วิธีการต่ำทรามของคนถ่อยพรรค์นี้ เสียทีที่เจ้ายังเป็นคุณหนูใหญ่จวนอัครเสนาบดี เสียทีที่มารดาของเจ้าเป็นคุณหนูจวนฝู่กั๋วกง ช่างชวนให้คนพานดูถูกไปถึงบ้านเดิมของมารดาเจ้าจริงๆ!" 

ไม่รู้ว่าสิงจินเตี๋ยพอถูกดูแคลนแล้วสมองช้าลงหรืออย่างไร ตอนเอ่ยวาจาไม่รู้จักกาลเทศะเลยแม้แต่นิดเดียว สักแต่จะชี้หน้าอวิ๋นเชียนเมิ่งด่าจวนฝู่กั๋วกง ทันใดนั้นทุกคนพลันเก็บสายตามองดูละครสนุกค่อยๆ พากันถอยหลังสองสามก้าวเพื่อมิให้กลายเป็นปลาที่ติดร่างแห 

ครั้นวาจาสิงจินเตี๋ยหลุดออกจากปาก ซูหยวนก็ร้องในใจว่าแย่แล้ว 

แม้ว่าสกุลซูกับจวนฝู่กั๋วกงไม่ได้ญาติดีกันเท่าไรเหตุเพราะบุตรสาวทั้งสอง แต่หลายปีมานี้ล้วนพยายามวางเฉยไม่ยุ่งเกี่ยวกัน วันนี้พอถูกสิงจินเตี๋ยปั่นป่วน เกรงว่าเรื่องแก่งแย่งชิงดีระหว่างคุณหนูจะยกระดับกลายเป็นปัญหาระหว่างสองจวน และเมื่อดูจากที่วันนี้ฮ่องเต้อวี้เฉียนตี้เสด็จมาอวยพรวันเกิดที่จวนฝู่กั๋วกงด้วยพระองค์เอง นี่หมายความว่าจวนฝู่กั๋วกงได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ไม่ใช่ผู้ที่สกุลซูเล็กๆ จะสามารถวิ่งเข้าปะทะใส่ได้จริงๆ 

พอคิดเช่นนี้ท่าทางวางโตของซูหยวนเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลดเลือนลงเล็กน้อย ในดวงตามองไปทางเฉินอ๋องอย่างแฝงความพะวง ทว่าอีกฝ่ายท่าทีเรียบเฉยเยือกเย็นมาโดยตลอด ทำให้เขาคาดเดาความคิดของเฉินอ๋องไม่ออก 

ทว่าวาจาของสิงจินเตี๋ยกลับทิ่มแทงเข้าที่หัวใจของอวิ๋นเชียนเมิ่ง ความเจ็บปวดที่มาโดยกะทันหันเช่นนี้ราวกับซึมลึกเข้าสู่ไขกระดูก เป็นความเจ็บปวดที่แค่ถูกคนพูดสะกิดเข้าเพียงเล็กน้อยก็จะท่วมท้นอย่างไร้ขีดจำกัด 

อวิ๋นเชียนเมิ่งย่อมรู้ดีว่านี่เป็นความคิดคะนึงและความเคารพรักซึ่งมีต่อมารดาที่เจ้าของร่างคนก่อนหลงเหลือเอาไว้ในร่างกาย เก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ แต่วันนี้ เพราะเรื่องของตนกลับทำให้อวิ๋นฮูหยินที่เสียชีวิตไปแล้วถูกหมิ่นเกียรติเช่นนี้จึงพาให้อวิ๋นเชียนเมิ่งโทสะท่วมท้นหัวใจทันที บรรยากาศอ่อนโยนที่เดิมทีรายล้อมรอบกายถูกทำลายลงโดยพลัน ความเย็นเยียบหนาวเหน็บเสียดกระดูกพุ่งตรงออกมาปะทะเข้าใส่สิงจินเตี๋ยที่อยู่ตรงหน้า อีกทั้งเสียงของอวิ๋นเชียนเมิ่งตอนนี้ก็ราวกับแฝงเกล็ดน้ำแข็งเจือหิมะ เย็นเฉียบยิ่งนัก 

"คุณหนูสิงเกิดในตระกูลที่มีขนบมารยาท ย่อมรู้จักการเคารพมารดาผู้อื่น ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแม้จะไม่ได้ประสูติแต่ไทเฮา ทว่ากลับทรงเคารพมีมารยาทต่อไทเฮา ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีของบุตรกตัญญู แต่คุณหนูสิงมีครบทั้งบิดามารดา ชาติตระกูลดีงาม แต่กลับไม่เข้าใจหลักการนี้ ตกลงว่าเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนของที่บ้านคุณหนูสิงไม่เข้มงวด หรือว่าเดิมคุณหนูสิงก็เป็นคนยโสโอหังอยู่แล้ว แม้แต่ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่เคารพเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นทุกท่านที่อยู่ในงานคงจะเข้าใจกระจ่าง รองเจ้ากรมสิงบิดาของคุณหนูสิงเป็นผู้ใต้บัญชาของใต้เท้าซู ใต้เท้าซูหาคนผู้นี้มาเป็นพยาน ในใจจะมีความยุติธรรมให้พูดถึงได้แม้แต่เพียงนิดอย่างนั้นหรือ หรือไม่กลัวว่าผู้อื่นจะคิดว่าใต้เท้าซูสมคบคิดหาประโยชน์ส่วนตน มีเจตนาวางแผนก่อกบฏ" 

วาจาที่อวิ๋นเชียนเมิ่งพูดกังวานมีพลัง แต่ก็แฝงด้วยความน้อยอกน้อยใจและเข้มแข็งเล็กน้อย โดยเฉพาะยามพูดถึงชวีรั่วหลีที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั่วทั้งร่างยิ่งถูกปกคลุมด้วยความโศกศัลย์ พลันทำให้ฮูหยินและคุณหนูเหล่านั้นนึกถึงชาติกำเนิดอันน่าเวทนาของนาง ค่อยๆ พากันใช้สายตาตำหนิติเตียนจ้องไปยังสิงจินเตี๋ย ส่วนบรรดาบุรุษหนุ่มที่อยู่อีกด้านก็ยิ่งส่งเสียงให้กำลังใจ 

สิงจินเตี๋ยเคยเห็นภาพสถานการณ์เช่นนี้เสียที่ไหนกัน ทุกคนอยากจะแล่เนื้อเถือหนังนางทั้งเป็นใจจะขาด ทำให้นางตกใจเสียขวัญจนนั่งแปะลงกับพื้น สองขาเตะมั่วซั่ว สองมือตบตีเปะปะ สุดท้ายก็ร้องไห้เสียงดังขึ้น 

เมื่อครู่อวิ๋นเชียนเมิ่งเพิ่งจะโยนเหาใส่หัวเขาและทำให้เขาหน้าซีดเผือดเช่นเดียวกัน ซูหยวนทำได้เพียงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ยกหยกประดับในมือขึ้นสูง เดินวนรอบลานด้านหน้าหนึ่งรอบให้ทุกคนเห็นรูปร่างของหยกประดับในมือเขาชัดๆ แล้วจึงกลับมายืนหน้าอวิ๋นเชียนเมิ่งอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยซักถาม "ขอให้คุณหนูอวิ๋นพูดเรื่องหยกประดับนี้ดีกว่า ข้าคิดว่าบุตรสาวของข้าคงไม่หยิบของติดตัวคุณหนูอวิ๋นไปโดยไม่มีสาเหตุกระมัง ถ้าหากตอนนี้คุณหนูอวิ๋นยอมรับผิด ข้าก็จะให้แล้วกันไป มิเช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าขอตัดญาติขาดมิตรกัน" 

ยามนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งโกรธถึงขีดสุดจนกลับกลายเป็นแย้มยิ้ม เพียงแต่รอยยิ้มแผ่ไปไม่ถึงก้นบึ้งของดวงตา นัยน์ตาที่แฝงด้วยเกล็ดน้ำแข็งคู่นั้นมองซูหยวนอย่างเยียบเย็น กล่าวอย่างแจ่มแจ้งกระจ่างชัด "ใต้เท้าซูเป็นเจ้ากรมอาญาของราชสำนักจริงๆ หรือ อาศัยแค่หยกชิ้นเดียวก็ตัดสินว่าข้าเป็นฆาตกรได้ หากเป็นเช่นนี้จริง เช่นนั้นข้าก็ขอถกเหตุผลกับใต้เท้าอย่างชัดๆ สักครา ข้อหนึ่ง วันนี้เป็นงานครบรอบวันเกิดของกู่เหล่าไท่จวิน จวนฝู่กั๋วกงผู้คนไปมาขวักไขว่ คุณหนูและฮูหยินทุกท่านล้วนแต่งกายออกงานอย่างเลิศหรูอลังการ หากหนึ่งในนั้นไม่ระวังเผลอทำเครื่องประดับหรือผ้าเช็ดหน้าอะไรร่วงหล่นยามเดินเหินก็เป็นเรื่องที่พบเห็นกันได้ทั่วไป ข้อสอง นี่ก็เป็นเรื่องที่ฮูหยินและคุณหนูทุกท่านล้วนเห็นกันทั่ว ตอนคุณหนูซูตกน้ำ เชียนเมิ่งก็พยายามช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง ยิ่งกว่านั้นยังคิดจะคว้าตัวคุณหนูซูเอาไว้ไม่ให้ตกน้ำ ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เชียนเมิ่งเองก็ไม่ระวังคว้าผ้าคาดเอวของคุณหนูซูจนหลุด ในทางกลับกัน เพื่อเอาชีวิตรอดคุณหนูซูย่อมคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวนางที่สุดเอาไว้ เช่นสิ่งของบางอย่างบนตัวข้า นี่ก็เป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลสามารถตรวจสอบได้ ข้อสาม ใต้เท้าซูมีฐานะเป็นขุนนางฝ่ายนอกย่อมไม่สามารถเข้าไปยังเรือนฮ่วนซีที่สตรีพักได้ แต่ท่านกลับไม่สืบหาข้อเท็จจริง อาศัยแค่ฟังคำพูดเรื่อยเปื่อยก็ตัดสินว่าเชียนเมิ่งเป็นฆาตกร ช่างชวนให้คนเสียขวัญโดยแท้ ภายภาคหน้าหากคนสกุลซูมีเภทภัยยังจะมีใครกล้ายื่นมือช่วยเหลืออีกเล่า คิดว่าผู้อื่นล้วนไม่กลัวใต้เท้าซูแว้งกัดอย่างนั้นหรือ ข้อสี่ ใต้เท้าซูเพิ่งจะพูดว่าจะไว้หน้าไม่ป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป แต่ที่นี่ยามนี้มีคนยืนอยู่มากมาย เชียนเมิ่งอดทนแล้วอดทนอีกไม่อยากจะทำให้ชื่อเสียงของคุณหนูซูเสียหาย แต่ใต้เท้าซูกลับทำให้เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่โต ท่านพูดกลับไปกลับมาเช่นนี้ศักดิ์ศรีของขุนนางอยู่ที่ใด ไม่จำเป็นต้องให้เชียนเมิ่งอธิบายกระมัง" 

ซูหยวนเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งบีบจนตนหมดหนทางเช่นนี้จึงรู้สึกอับอายขายหน้าจนหมดสิ้น เท้าข้างหนึ่งของเขาเตะลงบนหลังซูฮูหยิน ดุด่าอย่างโกรธเกรี้ยว "นังสารเลว ไม่สอบถามเรื่องราวให้กระจ่างก็ใส่ร้ายผู้อื่น เจ้าจะให้น้องสาวยืนอยู่ในจวนอัครเสนาบดีต่อไปได้อย่างไร" 

ซูฮูหยินถูกสามีของตนปฏิบัติเช่นนี้จึงตกใจจนขวัญกระเจิง หมอบคลานกับพื้นพยายามขอร้องวิงวอน แต่ต่อให้ตอนนี้นางน่าสงสารแค่ไหนก็ไม่มีผู้ใดสงสาร 

ยามนี้เองในเรือนด้านในกลับมีคนผู้หนึ่งเดินออกมา เป็นท่านโหวแห่งจวนฝู่กั๋วกงชวีหลิงเอ้าที่ทั่วร่างกำจายกลิ่นอายสูงศักดิ์ เมื่อเขาเห็นหลานสาวที่ไม่ได้พบกันมานาน นัยน์ตาซื่อตรงคู่นั้นก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ กล่าวเสียงนุ่มนวล "ให้เมิ่งเอ๋อร์ต้องคับข้องหมองใจแล้ว ฝ่าบาทกับไทเฮาทรงรับสั่งเรียกเจ้าเข้าไปแน่ะ" 

"ฮ่องเต้น้อยก็มาหรือ? ท่านโหว ขอประทานโทษจริงๆ ท่านอ๋องเช่นข้ามาสายแล้ว" ยามนี้ชายชราอายุราวๆ หกสิบปีผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากประตูใหญ่ของจวนฝู่กั๋วกง เขาสวมชุดชินอ๋องสีม่วงอมแดง ทั้งยังเรียกตนเองว่า 'ท่านอ๋อง' ทำให้อวิ๋นเชียนเมิ่งสนใจใคร่รู้ฐานะของเขาขึ้นมาทันใด 

"ผู้น้อยคารวะฉู่อ๋องขอรับ ท่านอ๋องมาเยือนก็ถือเป็นเกียรติแก่จวนฝู่กั๋วกงยิ่ง เรียกว่ามาสายที่ไหนกันขอรับ" ชวีหลิงเอ้าจำผู้ที่มาใหม่ได้ ใบหน้าพลันประดับรอยยิ้มจริงใจพร้อมเข้าไปต้อนรับ เขาซึ่งมีฐานะเป็นถึงโหวกลับค้อมประสานมือคำนับชายชราที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อครู่ 

ทุกคนได้ยินคำเตือนสติของชวีหลิงเอ้า พร้อมกันนั้นเห็นชวีหลิงเอ้าต้อนรับคนผู้นี้อย่างให้เกียรติถึงเพียงนี้ ในใจก็พลันตะลึงพรึงเพริด ทุกคนล้วนคิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เห็นมังกรเทพเห็นเศียรไม่เห็นหางอย่างฉู่อ๋อง จึงพากันทำความเคารพอย่างนอบน้อมตามชวีหลิงเอ้า "คารวะท่านอ๋อง ขอให้ท่านอ๋องอายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี!" 

ครั้นฉู่อ๋องผู้นั้นได้ยินได้เห็นทุกคนคำนับแสดงความเคารพก็หัวเราะฮ่าๆ กล่าวอย่างเบิกบาน "ทุกคนไม่ต้องเกรงอกเกรงใจถึงเพียงนี้หรอก ข้ามาวันนี้ก็แค่อยากขอดื่มสุรามงคลของเหล่าไท่จวินสักจอก" 

พูดจบนัยน์ตาที่แฝงประกายระยิบระยับของฉู่อ๋องคู่นั้นก็กวาดมองฉู่เฟยหยางที่อยู่อีกด้านอย่างเฉยชา แต่นอกจากเศษเสี้ยวแววประหลาดใจที่ได้เห็นฉู่อ๋องในทีแรกแล้ว ตอนนี้ฉู่เฟยหยางก็กลับคืนสู่ท่าทีปกติ 

"เช่นนั้นก็ขอเชิญท่านอ๋องตามผู้น้อยเข้าไป หากท่านแม่เห็นท่านมาอวยพรวันเกิดจะต้องดีใจมากแน่ๆ ขอรับ" ชวีหลิงเอ้าส่งสายตาให้อวิ๋นเชียนเมิ่งให้นางรีบตามตนเองมา จากนั้นจึงต้อนรับฉู่อ๋องไปยังเรือนรุ่ยหลินอย่างอ่อนน้อม 

ฉู่เฟยหยางเห็นฉู่อ๋องเข้าไปยังเรือนด้านในของจวนฝู่กั๋วกงทั้งอย่างนี้ ในใจก็ไม่วางใจอยู่บ้าง จึงขยับกายตามเข้าไป 

ยามนี้เจียงมู่เฉินยิ่งทนดูฉู่เฟยหยางกับอวิ๋นเชียนเมิ่งอยู่ด้วยกันตามลำพังไม่ได้ เหลือบตามองซูหยวนที่ทำตัวขายหน้าอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วเดินไปเรือนด้านในโดยไม่พูดไม่จา 

"เจ้าหลิง จวนฝู่กั๋วกงของพวกเจ้านี่มีชีวิตชีวาดีจริงๆ ไหนเลยจะเปล่าเปลี่ยววังเวงเหมือนจวนฉู่อ๋องของข้า แม้แต่เงาสตรีสักคนยังไม่มี" ตลอดทางที่เดินมา บ่าวรับใช้รูปร่างเจ้าเนื้อเหมือนหยางอวี้หวนหรือผอมเพรียวอย่างเจ้าเฟยเยี่ยน* มีให้ฉู่อ๋องมองดูจนพูดไม่หยุด หางตายังไม่ลืมที่จะแอบเหลือบมองฉู่เฟยหยางที่อยู่ด้านหลัง 

ทว่าสายตาของฉู่เฟยหยางกลับอยู่บนร่างอวิ๋นเชียนเมิ่ง ในดวงตามีแต่แววสืบเสาะอย่างลึกล้ำ 

ชวีหลิงเอ้าได้ยินเช่นนั้นจึงพลันเหงื่อตกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าวันนี้ฉู่อ๋องมาเยือนมีธุระสำคัญอันใด เห็นเขาสบายอารมณ์เช่นนี้กลับทำให้ชวีหลิงเอ้าไม่รู้ว่าควรจะต่อคำอย่างไร 

"ฉู่อ๋องยิ่งสูงวัยยิ่งแข็งแรง หากคิดว่าจวนอ๋องไม่มีชีวิตชีวาก็รับบ่าวสาวงดงามสักหลายคนก็ได้ ทั้งเสริมความมีชีวิตชีวา ทั้งยังสืบทอดลูกหลานได้อีกด้วย" สายตาหลบๆ ซ่อนๆ ของฉู่อ๋องไหนเลยจะรอดพ้นดวงตาของฉู่เฟยหยาง ยามได้ยินฉู่อ๋องเอ่ยเรื่องนี้ออกมาภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน ฉู่เฟยหยางก็โต้กลับอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ 

ฉู่อ๋องคล้ายกับไม่ได้ยินคำเสียดสีเหน็บแนมของฉู่เฟยหยาง ดวงตายิ้มหรี่ทั้งสองข้างมองไปบนร่างอวิ๋นเชียนเมิ่งซึ่งเดินตามอยู่อีกด้านทันที รู้สึกเพียงว่าแม่นางน้อยยิ่งมองใกล้ๆ ก็ยิ่งสะสวยเรียบร้อย กลิ่นอายสุขุมฉลาดเฉลียวบนร่างยิ่งทำให้ฉู่อ๋องพึงพอใจยิ่ง จึงดึงชวีหลิงเอ้าที่ขวางกลางระหว่างทั้งสองออกมา ขยับเข้าไปข้างกายอวิ๋นเชียนเมิ่ง ถามเสียงเบา "ยายหนู เจ้าหมั้นหมายกับผู้ใดไว้แล้วหรือไม่" 

ตั้งแต่อวิ๋นเชียนเมิ่งมาที่ยุคโบราณก็ยังไม่เคยพบเจอคนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเห็นว่าฉู่อ๋องผู้นี้แม้จะมีฐานะสูงส่งแต่กลับเรียบง่ายเป็นมิตร โดยเฉพาะนัยน์ตาวาววับเป็นประกายคู่นั้นมีเพียงรอยยิ้มไร้ซึ่งแผนร้ายใดๆ จึงตอบกลับไปเบาๆ "เรียนท่านอ๋อง ยังเจ้าค่ะ" 

ฉู่อ๋องคล้ายกับพึงพอใจในคำตอบของอวิ๋นเชียนเมิ่งมากจึงพยักหน้าติดๆ กัน พูดคำว่า 'ดี' ติดๆ กันสามคำ หลังจากนั้นก็ดึงชวีหลิงเอ้าที่ถูกเขาเบียดไปอยู่อีกด้านเดินไปข้างหน้า เอ่ยถามเสียงก้อง "ท่านโหว ฐานะวงศ์ตระกูลของจวนอ๋องข้าไม่ถือว่าต่ำต้อยกระมัง" 

ทีแรกชวีหลิงเอ้าคิดว่าฉู่อ๋องเพียงแค่ถามไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น แต่พอยามนี้เห็นในดวงตาอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเอาจริงเอาจัง หัวใจทั้งดวงพลันชะงักค้าง คิดได้ว่าปีนี้ฉู่อ๋องอายุเกินหกสิบแล้ว แต่เมิ่งเอ๋อร์เพิ่งจะถึงวัยออกเรือน ในใจแอบร่ำร้องว่าแย่แล้วทันที 

ฉู่เฟยหยางที่อยู่อีกด้านกลับมุ่นหัวคิ้วเบาๆ ส่วนเฉินอ๋องยิ่งมองอวิ๋นเชียนเมิ่งด้วยแววตาซับซ้อนมากกว่าเดิม 

 

* ในใจมีไม้ไผ่ เป็นสำนวน หมายถึงมีการเตรียมการพร้อมสรรพก่อนลงมือทำ 

* เปรียบเปรยถึงความงามที่แตกต่างกันไปของผู้หญิง หยางอวี้หวน หรือที่คนไทยรู้จักในนามหยางกุ้ยเฟยคืออัครชายาในพระเจ้าถังเสวียนจง ซึ่งความงามในสมัยราชวงศ์ถังนิยมหญิงเจ้าเนื้อ ส่วนเจ้าเฟยเยี่ยนคืออัครมเหสีคนที่สองของพระเจ้าฮั่นเฉิงตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น มีทรวดทรงองค์เอวผอมเพรียวตามแบบฉบับนางร 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว