facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (2)

ชื่อตอน : บทที่ 18 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (2)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (2)
แบบอักษร

เรือนเฟิงเหอยามนี้กลับมีเสียงโหยไห้สะอึกสะอื้นดังออกมา 

ซูชิงฟื้นขึ้นมาในวันถัดไปแล้วเห็นห้องนอนของตนเองถูกคนอื่นขนของออกไปถึงสองในสามส่วน ทันใดนั้นพลันล้มนั่งลงหน้าประตูห้องลับด้วยความลนลาน สองมือตบพรมแล้วปล่อยเสียงร่ำไห้ 

"ฮูหยิน ท่านเศร้าโศกเกินไปไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านอย่าลืมสิว่าในท้องของท่านยังมีนายน้อยอยู่" ในใจแม่นมหวังเองก็รู้สึกย่ำแย่เช่นกัน นางคุกเข่าข้างกายซูชิง มือหนึ่งดึงซูชิงไว้ อีกมือลูบหน้าอกซูชิงเบาๆ ให้นางหายใจสะดวก 

ทว่าซูชิงในตอนนี้ไหนเลยจะฟังวาจาเหล่านี้เข้าหู นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งจะชั่วช้าได้ถึงขั้นนี้ ขนของออกไปจากเรือนเฟิงเหอของนางจนแทบจะไม่เหลืออะไร แค่คิดว่าทรัพย์สมบัติมหาศาลที่ตนเองแอบเก็บซ่อนมาสิบกว่าปีถูกคนอื่นช่วงชิงไป ซูชิงก็รู้สึกอึดอัดทรมานเหมือนว่าโลหิตในร่างตนเองถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น 

ส่วนอวิ๋นรั่วเสวี่ยที่เข้ามาในตอนนี้กลับแอบอยู่หน้าประตูห้องนอนมองดูมารดาร้องไห้คร่ำครวญโดยไม่รักษาภาพลักษณ์แม้แต่น้อย ในใจรู้สึกผิดอยู่มาก 

ทีแรกนางคิดว่าสินเดิมของชวีรั่วหลีก็เหมือนๆ กับคนธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อวานหลังจากนางเห็นสมบัติล้ำค่าที่กองพะเนินเต็มลานบ้านด้วยตาตนเอง อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็อยากจะโขกศีรษะตายใจจะขาด 

ทรัพย์สมบัติล้ำค่าควรเมืองเหล่านี้เดิมทีก็เป็นของนาง แต่บัดนี้กลับถูกนางคนชั่วอวิ๋นเชียนเมิ่งใช้แผนสกปรกช่วงชิงไป อวิ๋นรั่วเสวี่ยโมโหจนอยากจะพุ่งไปเรือนฉี่หลัวให้ปลาตายตาข่ายขาด* กับอวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตนเองได้สูญเสียทรัพย์สินก้อนใหญ่ไปแล้ว ไม่อาจล่วงเกินอวิ๋นเชียนเมิ่งในช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ได้อีก ไม่อย่างนั้นโอกาสที่จะได้ร่วมงานครบรอบวันเกิดของกู่เหล่าไท่จวินซึ่งแลกมาด้วยสินเดิมก็จะสูญเปล่า 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยหดตัวอยู่ข้างประตู เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดรอบหนึ่ง ถึงแม้ในใจจะเสียใจไม่หยุด แต่บัดนี้เรื่องราวก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะแย่งชิงสินเดิมกลับมาจากมืออวิ๋นเชียนเมิ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน มิสู้ทุ่มเทความสนใจให้กับงานเลี้ยง หาสามีที่ถูกใจที่จะทำให้ทุกคนอิจฉาตาร้อน พอถึงตอนนั้น คอยดูแล้วกันว่านางจะเล่นงานอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างไร 

พอคิดได้เช่นนี้ ในดวงตาอวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ผุดแววลำพองใจอย่างห้ามไม่อยู่ ทว่ากลับถูกซูชิงที่บังเอิญหันหน้ากลับมาเห็นเข้าเต็มตา ซูชิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นทันใด ถลาเข้าไปตรงหน้านางโดยที่นางยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก่อนเงื้อมือซ้ายขึ้นสะบัดใส่ใบหน้าของอวิ๋นรั่วเสวี่ย 

เสียง 'เพียะ!' ดังลั่น นางตบอวิ๋นรั่วเสวี่ยจนมึนงง และตบจนน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาซูชิงไหลรินลงมาเช่นกัน 

ซูชิงชี้ไปยังทิศทางของประตูใหญ่พลางตะคอกเสียงดัง "ไป! เจ้าไสหัวไปซะ!" 

ในหัวอวิ๋นรั่วเสวี่ยพลันขาวโพลน มองสีหน้าดุร้ายของซูชิง ในใจนึกกลัวขึ้นมาในชั่วพริบตา ตอนนี้นางอยู่ในจวนอัครเสนาบดีก็ไม่ได้เป็นที่รักใคร่ของทุกคน หากแม้แต่ซูชิงก็ไม่ต้องการนาง เช่นนั้นสภาพของนางในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แค่จินตนาการเอาก็รู้แล้ว 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยคุกเข่าลงด้วยปฏิกิริยาตอบสนองโดยแทบจะไม่ต้องคิดมาก กอดสองขาของซูชิงไว้พลางร้องโหยหวนเสียงดัง "ท่านแม่ ทำไมท่านทำแบบนี้! ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะอวิ๋นเชียนเมิ่งขุดหลุมล่อให้ข้ากระโดดลงไป ท่านจะโทษข้าได้อย่างไร ข้าก็แค่อยากหาคนดีๆ สักคนให้ตนเอง ต่อไปจะได้ช่วยเหลือน้องชายได้ ท่านแม่เจ้าคะ ท่านไล่ข้าไปไม่ได้นะ ข้าเป็นลูกสาวแท้ๆ ของท่านนะ ท่านทำแบบนี้มิใช่ทำให้คนใกล้ทุกข์ ศัตรูสุขหรือไร ถ้าอวิ๋นเชียนเมิ่งรู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเราแม่ลูกร้าวฉาน ไม่แน่อาจจะหัวเราะเยาะพวกเราอยู่ก็ได้!" 

ทว่าซูชิงในวันนี้กลับใจแข็งแล้ว ไม่ว่าอวิ๋นรั่วเสวี่ยจะร่ำไห้วิงวอนอย่างไร แววตาแน่วแน่ของนางก็ไม่แปรเปลี่ยน 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยถูกอวิ๋นเชียนเมิ่งหลอกใช้เพราะความเห็นแก่ตัว นางถึงกับไม่คำนึงถึงบุญคุณที่ตนเลี้ยงดูนางมานานหลายปี การหักหลังอย่างโจ่งแจ้งนี้แทบจะทำร้ายซูชิงยิ่งกว่าการสูญเสียสินเดิมไปเสียอีก 

ตอนนี้ซูชิงไม่อยากเห็นหน้าอวิ๋นรั่วเสวี่ยอีกต่อไป หวังเพียงแค่ให้นางอยู่ให้ไกลจากตนเอง หวังว่านางจะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าตนเองอีก และหวังว่าความโง่เขลาของอวิ๋นรั่วเสวี่ยจะไม่กีดขวางอนาคตของลูกในครรภ์คนนี้ 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยกลับไม่ยอมปล่อยมือ ไม่ว่าสีหน้าซูชิงจะคิดแตกหักเพียงไร ไม่ว่าสีหน้าซูชิงจะเยียบเย็นเพียงไร นางรู้ว่าหากปล่อยมือ ตนเองก็จะกลายเป็นเด็กไม่มีแม่เหมือนกับอวิ๋นเชียนเมิ่ง นางไม่ยินยอมให้เป็นแบบนั้น ทุกอย่างก่อนหน้านี้ล้วนมีซูชิงคอยคิดวางแผนให้ หากต่อไปเหลือเพียงนางตัวคนเดียว นางก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร มิหนำซ้ำตอนนี้ในจวนยังมีฮูหยินผู้เฒ่าที่เห็นนางขัดหูขัดตา ใครจะรู้ว่าหากตนเองไร้ซึ่งการคุ้มครองจากมารดา ฮูหยินผู้เฒ่าจะหาคู่ครองธรรมดาๆ ให้นาง จับนางแต่งออกไปอย่างลวกๆ หรือไม่ 

พอคิดเช่นนี้อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ร่ำไห้น้ำตาเป็นสายฝน แนบใบหน้าชิดกับต้นขาซูชิงโดยไม่สนภาพลักษณ์ ส่ายหน้าพลางร้องเสียงดังไม่ยอมปล่อยมือ พานให้ซูชิงพลันมุ่นหัวคิ้ว ส่งสายตาให้แม่นมหวังลากอวิ๋นรั่วเสวี่ยออกไป 

อย่างไรเสียแม่นมหวังก็เห็นอวิ๋นรั่วเสวี่ยมาตั้งแต่ยังเล็ก แม้คุณหนูรองจะดื้อด้านไม่ฟังเหตุผลอยู่บ้าง แต่ในใจแม่นมหวังก็ยังคงเอ็นดูนาง ตอนนี้จะให้แม่นมหวังมองดูความผูกพันฉันแม่ลูกของซูชิงกับอวิ๋นรั่วเสวี่ยแตกหักไปต่อหน้าต่อตา ในใจแม่นมหวังไม่ยินดียิ่ง จึงลองพูดขอความเมตตาแทนอวิ๋นรั่วเสวี่ย 

"ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูอายุยังน้อย ตั้งแต่เล็กก็เติบใหญ่ภายใต้การปกป้องของท่าน ย่อมไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายใดๆ แต่อวิ๋นเชียนเมิ่งนั้นไม่เหมือนกัน เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ในจวนอัครเสนาบดี หลายปีมานี้นางเก็บงำเขี้ยวเล็บไว้อย่างลึกล้ำ ถึงกับหลอกลวงพวกเราทุกคน จวบจนวันนี้ถึงได้โผล่หางจิ้งจอกออกมา ความใสซื่อของคุณหนูรองเมื่อเทียบกับความร้ายลึกของคุณหนูใหญ่ก็ย่อมต้องตกเป็นรองเป็นธรรมดา หากคุณหนูใหญ่จะหลอกใช้คุณหนูรอง นั่นแทบจะเป็นเรื่องง่ายดุจพลิกฝ่ามือ ถ้าวันนี้ท่านตัดความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกกับคุณหนูรอง ท่านคิดหรือเจ้าคะว่าคุณหนูใหญ่จะไว้ไมตรีกับคุณหนูรอง กลัวว่าพอถึงตอนนั้นคุณหนูรองคงตกที่นั่งลำบากแล้ว คนที่จะปวดใจก็คือฮูหยินเองนะเจ้าคะ" 

ซูชิงถูกแม่นมหวังพูดโน้มน้าวเป็นชุด หัวใจที่แต่เดิมแน่วแน่ก็เริ่มสั่นคลอน 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยเห็นมีคนพูดแทนตนจึงปล่อยซูชิงออกแล้วพุ่งไปหาแม่นมหวังทันที ร่ำไห้น้ำหูน้ำตาไหลพร้อมตะโกนร้อง "แม่นมๆ นอกจากท่านแม่แล้วท่านรักเสวี่ยเอ๋อร์ที่สุด ท่านช่วยข้าพูดขอร้องทีสิ ครั้งนี้ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ท่านย่ากับอวิ๋นเชียนเมิ่งร่วมมือกันเล่นงานข้า ข้ารู้จักเล่ห์กลมากมายถึงเพียงนั้นเสียที่ไหน หนำซ้ำยังทำให้ท่านแม่เดือดร้อนอีก หากรู้แต่แรกว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งไม่มีเจตนาดี ข้าก็คงโกนผมบวชชีไปแล้ว ไม่รบเร้าให้ท่านแม่มอบสินเดิมให้นางหรอก แม่นม ข้าสำนึกผิดแล้ว ขอร้องท่านช่วยพูดทีสิ ท่านแม่ยังตั้งครรภ์อยู่ จะเกิดโทสะเพราะข้าไม่ได้ แม่นม เสวี่ยเอ๋อร์ขอร้องท่าน…" 

พูดถึงตอนสุดท้าย อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก สองมือกอดเอวแม่นมหวังไว้แน่น ออกแรงแนบตนเองชิดอ้อมกอดแม่นมหวัง เหมือนอยากจะฝังตัวบนร่างอีกฝ่ายจะแย่แล้ว 

แม่นมหวังเห็นนางร้องไห้อย่างเศร้าเสียใจถึงเพียงนี้ หัวใจก็ยิ่งอ่อนยวบ ช่วยพูดโน้มน้าวซูชิงต่อไปว่า "ฮูหยิน คุณหนูรองเป็นสายเลือดของท่านนะเจ้าคะ ท่านหักใจทอดทิ้งนางไว้ไม่เหลียวแลได้หรือเจ้าคะ" 

ซูชิงถูกแม่นมหวังพูดชักจูงก็อดใจอ่อนไม่ได้ นางประคองอวิ๋นรั่วเสวี่ยขึ้นมาทันที กล่าวอย่างปวดใจ "เสวี่ยเอ๋อร์ เรื่องเมื่อครู่เป็นความผิดของแม่เอง แม่ไม่ควรระเบิดโทสะเอากับเจ้า ต่อไปไม่อนุญาตให้เจ้าก่อเรื่องเช่นนี้อีกนะ มิเช่นนั้นในจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้ก็จะไม่มีที่ให้พวกเราแม่ลูกยืนอีกแล้ว" 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยเห็นซูชิงให้อภัยตนในที่สุด จึงเปลี่ยนจากร้องไห้กลายเป็นแย้มยิ้มทันใด กอดซูชิงเอาไว้ไม่ยอมปล่อยอย่างออดอ้อน 

 

จี้ซูอวี่พอกลับจากจวนอัครเสนาบดีก็ไปยังเรือนรุ่ยหลินของกู่เหล่าไท่จวินทันที 

ยามนี้กู่เหล่าไท่จวินทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว กำลังนั่งรอจี้ซูอวี่อยู่ในห้องอุ่นด้วยความกระวนกระวาย 

เห็นจี้ซูอวี่ที่ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมาได้ แม้แต่น้ำชาสักอึกกู่เหล่าไท่จวินก็ลืมให้นางดื่ม เร่งรีบถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 

จี้ซูอวี่เห็นกู่เหล่าไท่จวินเคร่งเครียดถึงเพียงนี้ก็รู้ว่าในใจนางเป็นห่วงอวิ๋นเชียนเมิ่งมาก จึงไม่ปล่อยให้กู่เหล่าไท่จวินต้องรอนาน เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียดหนึ่งรอบ 

หลังจากกู่เหล่าไท่จวินฟังจบ ใบหน้าทั้งดวงก็โมโหจนแดงก่ำ มือที่สวมกำไลมรกตสีเขียวสดตบโต๊ะไม้ประดู่อย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น พาให้สาวใช้ในห้องอุ่นแต่ละคนตกใจจนไม่กล้าเปิดปาก 

"เดรัจฉานใจไม้ไส้ระกำพวกนี้! ตอนแรกข้ายกไข่มุกในอุ้งมือให้แต่งกับอวิ๋นเสวียนจือ แต่เขาก็ทำงามหน้ายิ่ง ลุ่มหลงซูชิงจากจวนสกุลซูผู้นั้น อีกทั้งหลีเอ๋อร์เพิ่งแต่งเข้ามาได้เป็นวันที่สองก็รับซูชิงเข้ามาในจวนทันที เรื่องเหล่านี้พวกเราไม่เอ่ยถึงแล้ว หลีเอ๋อร์เองก็จากไปหลายปีดีดัก แต่ดูสิว่าพวกเขาปฏิบัติต่อหลานสาวของเราอย่างไร ตั้งแต่เล็กก็ไม่มีมารดา บิดาก็เป็นคนไม่ได้ความ ย่าคนนั้นก็ยิ่งเป็นพวกรังแกคนดีหวาดเกรงคนชั่ว เห็นทรัพย์สมบัติดุจชีวิต ซ้ำในจวนยังมีซูชิงที่อยากจะรีบๆ กำจัดเมิ่งเอ๋อร์ทิ้งไปเสีย คนพวกนี้จิตใจโหดเหี้ยมกับเด็กสาวคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ พวกเขาสู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้เสียด้วยซ้ำ! เมื่อวานหากไม่ใช่เพราะเมิ่งเอ๋อร์หมดหนทางจริงๆ คงจะไม่มาหาพวกเราหรอก เห็นได้ว่าคนพวกนี้บีบคั้นหลานสาวข้าจนถึงขั้นไหน" กู่เหล่าไท่จวินยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ นางที่หลายปีมานี้ไม่เคยร้องไห้ แต่ตอนนี้ยามพูดถึงชีวิตที่ผ่านมาของอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับขอบตาแดงก่ำ 

จี้ซูอวี่เห็นอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ก็นึกถึงท่าทางละโมบเสแสร้งของฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นยามอยู่ที่เรือนเฟิงเหอเมื่อวานขึ้นมา จึงอดสงสารอวิ๋นเชียนเมิ่งไม่ได้ ก้มหน้าหลั่งน้ำตาตามกู่เหล่าไท่จวิน 

"ท่านแม่ยังมีเรื่องที่ไม่รู้! เมื่อวานฮูหยินผู้เฒ่าฝั่งนั้นพูดเองว่ารับลูกๆ ของท่านอาเมิ่งเอ๋อร์กลับจวนอัครเสนาบดีมาด้วยกัน คงจะวางแผนคิดหาหนทางให้เด็กพวกนั้นน่ะเจ้าค่ะ ก่อนออกมาเมิ่งเอ๋อร์ก็บอกข้าอีกว่าฮูหยินผู้เฒ่าฝั่งนั้นคิดจะฉวยโอกาสใช้งานครบรอบวันเกิดหกสิบปีของท่านครั้งนี้หาคู่ครองดีๆ ให้บุตรสาวของครอบครัวบุตรชายคนรองเจ้าค่ะ" 

เสียง 'เพล้ง' ดังขึ้น กู่เหล่าไท่จวินปัดถ้วยชาข้างมือตกแตก ก่นด่าว่า "ให้นางฝันกลางวันไปเถอะ! ถึงกับใช้จวนฝู่กั๋วกงของข้าเป็นแท่นเหยียบให้สกุลอวิ๋นของนาง? นางคิดว่าอวิ๋นเสวียนจือเป็นอัครเสนาบดีก็สามารถไก่และสุนัขพลอยขึ้นสวรรค์* ได้หรือ ปีนั้นหากมิใช่เพราะเกาะชายกระโปรงของรั่วหลี อาศัยแค่จอหงวนคนใหม่เพิ่งจะออกจากเตาอย่างอวิ๋นเสวียนจือเพียงผู้เดียว คิดจะเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงก็แทบจะเป็นเหมือนคนโง่นอนละเมอแล้ว! ข้าอยากจะเห็นนักว่าลูกคิดรางแก้วของนางจะล้ำเลิศเพียงใด! เดี๋ยวคอยดูข้ากระชากลูกคิดนางให้หมดเกลี้ยงเถอะ!" 

ในขณะที่เอ่ยวาจา บนร่างกู่เหล่าไท่จวินก็แผ่กำจายกลิ่นอายที่แตกต่างจากความสนิทสนมน่าใกล้ชิดในยามปกติราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั่วร่างแผ่รังสีเคร่งขรึมน่ายำเกรง บารมีของฮูหยินเก้ามิ่งขั้นหนึ่งชั้นเอกพลันแผ่กระจายออกมาจากภายในเนื้อแท้ของกู่เหล่าไท่จวินในชั่วพริบตานั้น 

ถึงแม้จี้ซูอวี่ไม่อยากให้กู่เหล่าไท่จวินเกิดโทสะ แต่พวกสกุลอวิ๋นก็รังแกผู้อื่นหนักเกินไปแล้ว ถึงกับวางแผนเหยียบหัวจวนฝู่กั๋วกง แม้แต่คนที่อัธยาศัยดีอย่างจี้ซูอวี่ก็อดโมโหตามไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกู่เหล่าไท่จวินที่กระทำการเด็ดขาดรวดเร็วมาตั้งแต่สมัยสาวๆ 

ยามนี้คนที่สามารถจัดการกับฮูหยินผู้เฒ่าจวนสกุลอวิ๋นได้ก็มีแต่กู่เหล่าไท่จวินผู้นี้เท่านั้น 

ด้วยเหตุนี้จี้ซูอวี่จึงไม่เสียใจที่เล่าทุกอย่างให้กู่เหล่าไท่จวินฟัง เพราะนางเองก็อยากจะให้กู่เหล่าไท่จวินกระชากความโอหังของฮูหยินผู้เฒ่าคนนั้นออกมาเสียบ้าง 

 

ยามจี้ซูอวี่เดินออกไปจากห้องอุ่นของกู่เหล่าไท่จวินก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว เดิมคิดจะกลับไปพักในเรือนตนสักครู่หนึ่ง ทว่ากลับเห็นชวีฉางชิงและชวีเฟยชิงที่สีหน้าโกรธแค้นยืนอยู่นอกหน้าต่างห้องอุ่น ดูท่าว่าเด็กสองคนนี้คงจะได้ยินบทสนทนาระหว่างตนกับกู่เหล่าไท่จวินหมดแล้ว 

ทั้งสองเห็นมารดาของตนเดินออกมาก็ปรี่เข้าไปรับทันที ชวีเฟยชิงนิสัยค่อนข้างเปิดเผยตรงไปตรงมา ยามนี้จึงขอบตาแดงก่ำไปเรียบร้อยแล้ว ดึงแขนเสื้อของจี้ซูอวี่พลางกล่าวด้วยเสียงสะอื้นฮัก "ท่านแม่ ที่จวนอัครเสนาบดีเมิ่งเอ๋อร์ผ่านวันคืนเช่นนี้มาหรือ เหตุใดคนที่นั่นถึงดุร้ายเสียยิ่งกว่าหมาจิ้งจอกบนภูเขา ทั้งยังแล้งน้ำใจถึงเพียงนี้ โชคดีที่น้องเมิ่งเอ๋อร์เข้มแข็ง หากเป็นข้าเกรงว่าคงได้แต่แอบร้องไห้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน" 

จี้ซูอวี่เห็นชวีเฟยชิงร้องไห้ฟูมฟายขึ้นมาจึงพลันตลกขบขัน นิ้วมือจิ้มจมูกงามของบุตรสาว กล่าวหยอกล้อ "ชีวิตของเจ้าดีกว่าน้องเมิ่งเอ๋อร์ของเจ้ามากนัก รอบตัวเจ้ามีกู่เหล่าไท่จวิน ท่านพ่อ พี่ชายที่รักเจ้า ตั้งแต่เล็กเจ้าก็ได้อยู่ดีกินดี แต่เมิ่งเอ๋อร์ต้องมีชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอดมาตั้งแต่เด็ก นานวันเข้านิสัยของเด็กคนนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งยิ่งกว่าที่พวกเราจินตนาการไว้ ถึงแม้นี่จะเป็นเรื่องดี แต่ก็ทำให้คนสงสารเช่นกัน" 

ได้ยินจี้ซูอวี่พูดมาเช่นนี้ ชวีเฟยชิงก็พยักหน้าแรงๆ สูดจมูกพลางกล่าวอย่างหงุดหงิดโมโห "จวนอัครเสนาบดีนั่นมิใช่ที่ที่คนอยู่ได้จริงๆ ท่านแม่ มิสู้ให้น้องมาอยู่จวนฝู่กั๋วกงไม่ดีกว่าหรือ บ้านเราไม่ใช่ว่าเลี้ยงเมิ่งเอ๋อร์ไม่ไหวสักหน่อย" 

"น้องเล็ก!" ตอนนี้เองชวีฉางชิงที่นิ่งเงียบอยู่อีกด้านกลับตวาดเสียงต่ำอย่างกะทันหัน ทำให้ชวีเฟยชิงตกใจจนไปหลบหลังมารดา ตบอกพลางต่อว่าต่อขาน 

"พี่ใหญ่ ท่านทำอะไรเนี่ย ข้าตกใจแทบตาย มีอะไรพูดดีๆ ไม่เป็นหรือ ไยต้องทำให้ตกอกตกใจด้วย!" 

แต่ครั้งนี้จี้ซูอวี่กลับยืนอยู่ข้างบุตรชาย ดึงตัวชวีเฟยชิงที่อยู่ด้านหลังเข้ามา เขกศีรษะเล็กๆ ของนางเบาๆ ก่อนจะกำชับอย่างระมัดระวัง "เฟยเอ๋อร์ วาจาบางอย่างไม่อาจพูดมั่วซั่ว! น้องเมิ่งเอ๋อร์ของเจ้ามีบิดามีท่านย่า จะออกจากสกุลของตนมาพึ่งพาสกุลของท่านตาได้ที่ไหนกัน ถ้าทำแบบนั้น อย่าว่าแต่คนภายนอกจะพากันคาดเดาไปต่างๆ นานาเลย ต่อให้เป็นอาเขยของเจ้าเองก็คงไม่ตกลงแน่ เจ้าต้องรู้ว่าแม้พวกเรามองเป็นเรื่องเล็กๆ แต่โลกภายนอกไปจนถึงราชสำนักมักจะปลุกปั่นเรื่องราวไปพัวพันถึงกิจการบ้านเมือง พอถึงตอนนั้นคงก่อกลิ่นเหม็นคาวให้จวนฝู่กั๋วกงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย" 

ชวีเฟยชิงเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักความห่วงใย ไหนเลยจะเคยประสบอันตรายเช่นนี้ เมื่อได้ยินจี้ซูอวี่วิเคราะห์แบบนี้ถึงได้รู้สึกว่าหนทางเบื้องหลังช่างลึกล้ำยิ่งนัก ส่วนวิธีคิดแก้ปัญหาของตนเองก็เรียบง่ายเกินไปจริงๆ พลันรู้สึกอับอายจนก้มหน้าแลบลิ้นแล้วยืนอยู่อีกด้านไม่ปริปากใดๆ อีก 

ทว่ายามนี้ชวีฉางชิงกลับเอ่ยปากขึ้น นัยน์ตาลึกล้ำของเขายังคงสงบสุขุมเหมือนเคย แต่แววตาที่เป็นประกายน้อยๆ นั้นปรากฏความห่วงใยที่มีต่อสภาพชีวิตของอวิ๋นเชียนเมิ่ง "หรือว่าไม่มีหนทางอื่นแล้ว" 

จี้ซูอวี่มองบุตรชายที่นางภาคภูมิใจคนนี้ ทว่ากลับถอนหายใจเบาๆ อย่างอดไม่ได้ 

แม้ฉางชิงจะหนักแน่นเป็นผู้ใหญ่ มีอัจฉริยภาพด้านการปกครองรวมถึงการยกทัพจับศึก แต่เพราะเติบโตขึ้นในค่ายทหารตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่คุ้นเคยกับการต่อสู้แย่งชิงในวงศ์ตระกูลใหญ่ ยามนี้พอเอ่ยถึงปัญหาพรรค์นี้กลับเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนของเขาเช่นกัน 

"ต้องบอกว่าพำนักถาวรคงเป็นไปไม่ได้ แต่การไปมาหาสู่ระหว่างเครือญาติยังคงทำได้ ให้เมิ่งเอ๋อร์มาพักสักครึ่งปีก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ตอนนี้สถานการณ์ในจวนอัครเสนาบดีนั้นพิเศษ หากเมิ่งเอ๋อร์จากมา เกรงว่าคนถ่อยพวกนั้นจะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายขึ้นมาอีก" จี้ซูอวี่พูดเสียงต่ำ ทว่ากลับเห็นบรรดาบุตรของตนหัวคิ้วขมวดมุ่นจึงอดขำไม่ได้ นางปลอบใจพวกเขาว่า "มีข้ากับเหล่าไท่จวินอยู่ เชื่อว่าพวกเขาไม่กล้าก่อเรื่องร้ายแรงหรอก พวกเจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลใจเกินไป ข้าเชื่อว่าด้วยความฉลาดปราดเปรื่องของเมิ่งเอ๋อร์จะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ได้แน่ๆ" 

พูดจบจี้ซูอวี่ก็เบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา ดึงตัวชวีเฟยชิงพลางพูดคุยกับนางว่าระยะนี้งานฝีมือพัฒนาขึ้นหรือไม่ ชวีเฟยชิงพลันอับจนคำพูดทันใด กอดแขนมารดาของตนพร้อมพูดหยอกล้ออย่างออดอ้อน สองแม่ลูกหัวเราะร่าเดินจากไปพร้อมกัน 

ส่วนชวีฉางชิงที่ยืนอยู่ที่เดิมกลับมีท่าทางครุ่นคิด มองดูภาพความผูกพันฉันแม่ลูกอันลึกซึ้งของมารดากับน้องสาวก็นึกถึงอวิ๋นเชียนเมิ่งที่ไม่มีมารดามาตั้งแต่เด็ก สงสารญาติผู้น้องคนเล็กที่มีวาสนาได้พบหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้งคนนั้นขึ้นมา 

แต่ชวีฉางชิงก็รู้เรื่องที่น้องสาวไม่รู้มาบ้าง 

จวนอัครเสนาบดีน่าจะมีอันตรายห้อมล้อมรอบด้านเสียยิ่งกว่าที่มารดาพูดเมื่อครู่ เพราะก่อนหน้านี้ตนเองเข้าเมืองหลวงมารายงานภารกิจแล้วบังเอิญได้ยินมารดาพูดว่าเมิ่งเอ๋อร์ไหว้วานมารดาให้กำจัดมือสังหารที่ดักซุ่มอยู่ระหว่างทางให้นาง หาไม่แล้วเมิ่งเอ๋อร์คงประสบกับแผนลอบสังหารโฉดชั่วของซูชิงไปแล้ว 

คนของจวนฝู่กั๋วกงอย่างพวกเขาเคยได้รับความคับข้องหมองใจอย่างนั้นที่ไหนกัน 

ดวงตาทั้งสองข้างของชวีฉางชิงหรี่ลงน้อยๆ สีหน้าย้อมด้วยแววอันตรายอย่างห้ามไม่อยู่ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวกำเป็นหมัดโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้สึกตัว 

 

* ปลาตายตาข่ายขาด เป็นสำนวน แปลตรงตัวว่าถ้าปลาไม่ตาย ตาข่ายก็ต้องขาด หมายถึงสู้กันให้ถึงที่สุดให้ตายกันไปข้างหนึ่ง 

* มาจากสำนวน 'เมื่อคนบรรลุเต๋า ไก่และสุนัขก็พลอยขึ้นสวรรค์' หมายถึงเมื่อคนหนึ่งได้ดีมีอำนาจก็มักพาเพื่อนฝูงญาติพี่น้องเข้ามามีส่วนร่วมกับอำนาจด้วย 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว