facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 17 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (1)

ชื่อตอน : บทที่ 17 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (1)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 ป้าหลานผนึกกำลังร่วมกันชิงสินเดิม (1)
แบบอักษร

"ท่านป้าสะใภ้มาแล้ว ท่านพ่อ เชิญท่านป้าสะใภ้เข้ามาได้หรือไม่เจ้าคะ เมิ่งเอ๋อร์ไม่ได้พบท่านป้าสะใภ้มานานแล้ว" อวิ๋นเชียนเมิ่งร้องขอบิดาด้วยความระมัดระวังเต็มเปี่ยม 

อวิ๋นเสวียนจือมองซูชิงที่แอบส่ายหน้าให้เขาอย่างลับๆ แวบหนึ่ง แล้วนึกถึงที่พึ่งพิงอย่างจวนฝู่กั๋วกง คิดไตร่ตรองครั้งแล้วครั้งเล่าถึงพยักหน้า สั่งออกไปข้างนอกว่า "เชิญฮูหยินท่านโหวเข้ามาได้" 

จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนทันที โค้งกายให้ฮูหยินผู้เฒ่า "ท่านแม่ ลูกอยู่ที่นี่คงไม่สะดวก ขอตัวกลับก่อนนะขอรับ" 

ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รู้ว่าชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญจึงพยักหน้าให้อวิ๋นเสวียนจือ ปล่อยให้เขากลับไป 

พออวิ๋นเสวียนจือออกไป เดิมฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่นึกว่าอวิ๋นเสวียนจือเพิ่งจะก้าวออกไปยังไม่ทันคล้อยหลัง จี้ซูอวี่ก็ก้าวเข้ามาในเรือน ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจำต้องพักเรื่องนี้ไว้ก่อนชั่วคราวแล้วปรับสีหน้าท่าทางเพื่อต้อนรับจี้ซูอวี่ 

"หลานสะใภ้คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ" พอจี้ซูอวี่เข้าห้องมาก็มองอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง หลังจากนั้นก็เดินไปหาฮูหยินผู้เฒ่าอย่างกระตือรือร้น โอภาปราศรัยอย่างสนิทสนม 

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นจี้ซูอวี่ที่มีฐานะเป็นถึงฮูหยินท่านโหววางตัวนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าตนก็พลันหน้าชื่นแย้มยิ้มขึ้นทันใด ก่อนจะดึงจี้ซูอวี่ให้นั่งลงข้างกายตน ทั้งสองพูดคุยสนทนากันอย่างสนิทชิดเชื้อ 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นจี้ซูอวี่มาได้ทันเวลาจึงอดผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าผ่อนคลายขึ้นหลายส่วน 

ตอนนี้ในดวงตาซูชิงไม่มีแววลำพองใจเช่นเมื่อครู่อีกแล้ว นัยน์ตาที่ยิ้มจางๆ นั้นแฝงด้วยความมุ่งร้ายอย่างลึกล้ำถึงขีดสุด อยากจะทิ่มแทงจี้ซูอวี่ที่โผล่มากะทันหันให้กลายเป็นโพรงใจจะขาด 

"ฮูหยินผู้เฒ่า หลายปีมานี้ร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่ เหล่าไท่จวินของพวกเรารอคอยจะได้พบกับท่านตั้งแต่เมิ่งเอ๋อร์ไปรับท่านกลับมาจวนอัครเสนาบดีเลยนะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันครบรอบวันเกิดของเหล่าไท่จวิน แต่ท่านใจร้อนยิ่ง กลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่าจากเมืองหลวงไปหลายปีจะไม่คุ้นเคยกับลมฟ้าอากาศที่นี่ สั่งข้าว่าพอทานอาหารเย็นแล้วให้นำรังนกและโสมคนเหล่านี้มามอบให้ ยังมีปะการังเลือด* อีกสองกระถาง บอกว่าดีต่อคนเฒ่าคนชราน่ะเจ้าค่ะ นางสั่งให้ข้าย้ายออกมาจากห้องอุ่นของนาง นี่เป็นของบรรณาการ มีทั้งหมดแค่สิบต้นเท่านั้น ไทเฮาทรงห่วงใยเหล่าไท่จวินก็เลยคัดมาสองต้นมอบให้จวนโหว" ด้วยฐานะสูงศักดิ์ของจี้ซูอวี่ ตอนนี้ซูชิงจึงไม่กล้าเร่งเร้า ทั่วทั้งห้องได้ยินเพียงแค่เสียงของจี้ซูอวี่ผู้เดียว 

พอนางมาถึงก็บอกจุดประสงค์ในการมาอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังนำของกำนัลล้ำค่าออกมา จึงปิดปากฮูหยินผู้เฒ่าได้โดยพลัน ทำให้นางคิดอุบายชิงสินเดิมของชวีรั่วหลีไม่ได้ 

วาจาของจี้ซูอวี่เพิ่งจะสิ้นคำ สาวใช้หลายคนจากจวนโหวก็ถือประคองของบำรุงนานาชนิดเข้ามาให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้ชมดูทีละอย่างๆ ของบำรุงเหล่านั้นสีสันเยี่ยมยอด ขนาดได้สัดส่วน ล้วนแต่เป็นอาหารชั้นเลิศทั้งสิ้น 

จวบจนฮูหยินผู้เฒ่าดูของเหล่านี้เสร็จสิ้น สาวใช้ทั้งแปดคนจึงยกไม้กระถางสูงเท่าครึ่งตัวคนเข้ามาสองกระถาง จี้ซูอวี่เดินเข้าไปเปิดผ้าแพรต่วนสีแดงที่คลุมทับบนปะการังเลือดต้นหนึ่งไว้ด้วยตนเอง ภายในห้องพลันสว่างโชติช่วง ปะการังสีเลือดที่สูงเท่าเอวคนเปล่งประกายเจิดจรัสภายใต้แสงเทียนสาดส่อง ทำเอาฮูหยินผู้เฒ่ากับซูชิงตะลึงจนอ้าปากค้าง 

จี้ซูอวี่เห็นว่าจุดประสงค์ของนางลุล่วงจึงให้พวกสาวใช้คลุมผ้าแพรต่วนปิดไว้ แล้วกลับไปนั่งข้างฮูหยินผู้เฒ่าอีกครั้ง กล่าวยิ้มๆ "ฮูหยินผู้เฒ่าพอใจหรือไม่เจ้าคะ เหล่าไท่จวินท่านเป็นคนตรงไปตรงมา กับคนที่ชอบล่ะก็แทบจะทุ่มเทประเคนให้ แต่กับคนที่ไม่ชอบก็อยากจะแล่เนื้อเถือหนังใจจะขาด เหล่าไท่จวินกับฮูหยินผู้เฒ่าถูกคอกันที่สุด จึงรีบเร่งสั่งให้หลานนำของมามอบให้กลางดึกเช่นนี้ ขอฮูหยินผู้เฒ่าอย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ" 

ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไหนเลยจะกล้ารังเกียจ 

จี้ซูอวี่ได้เอ่ยวาจาอย่างชัดเจนกระจ่างแจ้งแล้วว่าเหล่าไท่จวินให้เกียรติตนถึงได้ส่งของดีขนาดนี้มาให้จวนอัครเสนาบดี นอกจากนั้นปะการังเลือดนี้ยังเป็นของล้ำค่าหายาก คนอื่นแค่ได้เห็นแวบเดียวก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างล้นพ้นแล้ว แต่นางกลับได้มาเปล่าๆ ถึงสองต้น กลัวว่าคงจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจวนอื่นๆ ในเมืองหลวงอิจฉาตาร้อนตายสิไม่ว่า 

ฮูหยินผู้เฒ่าคิดได้เช่นนั้นดวงตาก็พลันลุกวาว ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นเส้นตรงเมื่อนางยิ้ม นางดึงมือจี้ซูอวี่พลางกล่าวด้วยความดีอกดีใจ "นี่คือน้ำใจของเหล่าไท่จวิน ที่จริงข้าคิดว่ามันเลอค่ามากเกินไปไม่กล้ารับเอาไว้ แต่ฮูหยินกล่าวชัดเจนแจ่มแจ้งเช่นนี้แล้ว ข้าก็ขอหน้าหนารับเอาไว้ก็แล้วกัน ส่วนงานครบรอบวันเกิดของเหล่าไท่จวิน ข้าจะต้องไปร่วมฉลองด้วยเป็นแน่ หลังจากฮูหยินท่านโหวกลับไปแล้วรบกวนขอบคุณเหล่าไท่จวินแทนข้าด้วย" 

เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่ารับสิ่งของไว้ จี้ซูอวี่จึงกวาดตามองในห้องแวบหนึ่ง เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งยืนนิ่งอยู่อีกด้าน จึงกวักมือให้นางมาตรงหน้า ดึงมืออวิ๋นเชียนเมิ่งเข้ามาหาพร้อมกับสำรวจดูอย่างละเอียดลออ ใจที่ห่วงกังวลถึงค่อยๆ วางลง กล่าวยิ้มๆ ทันทีว่า "ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าได้เห็นเป็นเรื่องตลกเลยนะเจ้าคะ ครั้งนี้หลานขอเหล่าไท่จวินรับหน้าที่นี้ก็เพราะมีเหตุผลส่วนตัว ข้างกายเมิ่งเอ๋อร์ไร้มารดา ป้าสะใภ้อย่างข้าคนนี้จึงสงสารเวทนายิ่งนัก ก็เลยใช้โอกาสนี้มาเยี่ยมเยียน" 

ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มพลางฟังจี้ซูอวี่พูดจ้อ แน่นอนว่าต้องแสดงให้เห็นว่าย่าอย่างตนก็เป็นห่วงเป็นใยหลานสาวเช่นกัน นางรีบเอ่ยชมอวิ๋นเชียนเมิ่งกับจี้ซูอวี่ทันที "ฮูหยินไม่รู้หรอกว่าเมิ่งเอ๋อร์ว่าง่ายเอาใจใส่ผู้อื่นเพียงไร ข้ามาอยู่ได้หลายวันแล้ว แม่หนูนี่ก็มาคารวะแต่เช้าตรู่ทุกวันไม่เคยขาด ทั้งยังห่วงใยดูแลน้องสาวที่เพิ่งมาอยู่ด้วยกัน อย่าว่าแต่ฮูหยินเลย แม้แต่ย่าอย่างข้าก็รักใคร่เอ็นดูเหลือเกิน" 

จี้ซูอวี่ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าพูดถึงน้องสาวที่เพิ่งมาอยู่ด้วยคนนั้น ประกายแปลกๆ ก็วาบผ่านในดวงตา มองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างพะวงแวบหนึ่ง แต่เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งส่งสายตาให้นางวางใจ จี้ซูอวี่จึงมิได้ซักไซ้ต่อ แต่แสร้งทำเป็นถามฮูหยินผู้เฒ่ากลับด้วยความประหลาดใจ "ฮูหยินผู้เฒ่า ขอพูดเรื่องที่หลานไม่ควรพูดสักหน่อยเถิดนะเจ้าคะ นี่เป็นที่พำนักของอี๋เหนียง เหตุใดคุณหนูลูกภรรยาเอกอย่างเมิ่งเอ๋อร์ของพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ซ้ำตอนนี้ยังเป็นกลางดึกกลางดื่น หากข่าวคราวแพร่กระจายออกไป เกรงว่าจะเสียหายต่อชื่อเสียงของเมิ่งเอ๋อร์นะเจ้าคะ" 

จี้ซูอวี่เอ่ยวาจาอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา แต่ในน้ำเสียงกลับเจือความแข็งกระด้างที่ไม่ค่อยจะมีให้เห็น กอปรกับตัวนางเองฐานะสูงส่ง ยิ่งทำให้คนฟังมีความรู้สึกกดดันบางอย่าง 

ฮูหยินผู้เฒ่าคิดไม่ถึงว่าจี้ซูอวี่จะถามเช่นนี้ ใบหน้าชราพลันรู้สึกอับอาย ในใจอดไม่ได้ที่จะเริ่มต่อว่าอวิ๋นเสวียนจือและซูชิง 

ทว่ายามนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งคล้ายกับรู้สึกได้ว่าท่านย่าของตนกำลังเข้าตาจน จึงแก้ตัวแทนด้วยท่าทางหนักอกหนักใจ "ท่านป้าสะใภ้ เดิมทีท่านย่าเองก็ไม่รู้ว่าถูกซูอี๋เหนียงเชิญมาเพราะเรื่องใดเหมือนกันเจ้าค่ะ" 

เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของจี้ซูอวี่พลันบูดบึ้งเล็กน้อย สายตาคมปลาบดุจมีดกรีดพุ่งไปยังซูชิงที่อยู่อีกด้าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา "ข้าไม่ยักรู้ว่าอี๋เหนียงในจวนวางตัวใหญ่โตถึงเพียงนี้ ถึงกับเชิญฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูใหญ่ให้มาหาได้ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวังไปทูลถามไทเฮาว่าตอนนี้อี๋เหนียงเป็นใหญ่แล้วใช่หรือไม่" 

ซูชิงถูกจี้ซูอวี่รุกฆาตถึงเพียงนี้ สีหน้าจึงย่ำแย่ขึ้นมาทันใด นางรีบคุกเข่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าก่อนร้องวิงวอน "ฮูหยินผู้เฒ่า บ่าวมิได้คิดจะอวดดี ขอฮูหยินผู้เฒ่าให้ความเป็นธรรมด้วยเจ้าค่ะ" 

ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ไม่อยากให้เรื่องนี้ลุกลามไปกันใหญ่ต่อหน้าจี้ซูอวี่ ไม่อย่างนั้นหากลุกลามไปจนถึงไทเฮาแล้วล่ะก็ คนที่เคราะห์ร้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นอวิ๋นเสวียนจือเป็นแน่ นางจึงจำต้องปั้นหน้าพูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานกับจี้ซูอวี่ "ฮูหยินโปรดระงับโทสะ ข้าจะต้องสั่งสอนบ่าวไพร่พวกนี้แน่นอน ไม่ปล่อยให้เมิ่งเอ๋อร์ได้รับความขุ่นข้องหมองใจเป็นอันขาด" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นฮูหยินผู้เฒ่ารักใคร่เอ็นดูตนเองถึงเพียงนี้ ขอบตาก็พลันแดงก่ำ คว้ามือจี้ซูอวี่มากุมไว้พลางร้องขอ "ท่านป้าสะใภ้ เมิ่งเอ๋อร์มิได้รับความขุ่นข้องหมองใจเลยเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้อย่าได้โมโหไปเลย จะได้ไม่เสียสุขภาพ ไม่อย่างนั้นเมิ่งเอ๋อร์จะปวดใจนะเจ้าคะ" 

จี้ซูอวี่ถูกเมิ่งเอ๋อร์เกาะกุมมือทั้งสองข้าง ทั้งเห็นนางท่าทางน่าเวทนายิ่ง จึงทอดถอนใจก่อนจะเอ่ยปาก "ป้าสะใภ้รู้แล้ว แต่ตกลงเป็นเรื่องใดกันแน่ที่ทำให้เจ้าต้องวิ่งมากลางดึกเช่นนี้" 

ได้ยินจี้ซูอวี่ยิงคำถามนี้อีกครั้ง หัวใจของซูชิงก็เต้นระรัวขึ้นมาทันที แต่ด้วยฐานะของนางต่ำต้อย ไม่มีสิทธิ์เอ่ยปาก ทำได้เพียงบิดขยำผ้าเช็ดหน้าในมืออย่างแรง หวังเต็มหัวใจว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะยับยั้งไว้ได้ 

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจะถูกจี้ซูอวี่ทำให้ตกใจเสียขวัญ ยังจะกล้าห้ามมิให้อวิ๋นเชียนเมิ่งตอบอีกได้อย่างไรกัน 

เวลาเดียวกันนั้นเองอวิ๋นเชียนเมิ่งกับจี้ซูอวี่กลับลอบมองสีหน้าท่าทางของฮูหยินผู้เฒ่าและซูชิงอยู่ตลอด พวกนางเข้าใจความคิดในหัวของคนอีกคู่หนึ่งดี ทำให้ในดวงตาของพวกนางรื้นรอยยิ้มมีความสุขออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงฉลาดเฉลียวของอวิ๋นเชียนเมิ่งกล่าวขึ้นช้าๆ "ท่านป้าสะใภ้ ซูอี๋เหนียงบอกว่าจะคืนสินเดิมของท่านแม่ให้เมิ่งเอ๋อร์เจ้าค่ะ ถึงได้ส่งคนไปเชิญท่านย่ากับเมิ่งเอ๋อร์มา" 

จี้ซูอวี่ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในใจยังคงมีคำถาม "พูดอย่างนี้แสดงว่าสินเดิมของชวีรั่วหลีอยู่ในมือซูอี๋เหนียง ซูอี๋เหนียงถือดีอะไรมายึดครองสินเดิมของฮูหยินภรรยาเอกนานหลายปีขนาดนี้" 

ครั้นซูชิงได้ยินคำถามที่แฝงด้วยแววข่มขู่ในความอ่อนโยนของจี้ซูอวี่ หัวใจก็พลันสะดุ้งเฮือก ทำได้เพียงพูดแก้ตัวเสียงแผ่วเบา "ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ นี่เป็นสิ่งที่ฮูหยินของพวกเราไหว้วานบ่าวไว้ก่อนสิ้นใจเจ้าค่ะ ให้บ่าวมอบแก่คุณหนูหลังจากคุณหนูถึงวัยออกเรือน ที่บ่าวเชิญทุกคนมาวันนี้ก็เพราะอยากมอบทุกอย่างให้คุณหนูเจ้าค่ะ" 

ทว่าคำแก้ตัวของซูชิงมิได้รับการยอมรับจากจี้ซูอวี่ นางแค่นน้ำเสียงเย็นชาใส่แรงๆ หนึ่งคำรบ "คำสั่งเสียก่อนตาย? เจ้าเป็นใครกันชวีรั่วหลีถึงได้มอบของสำคัญเช่นนี้ให้เจ้า เจ้าคิดว่าจวนฝู่กั๋วกงของเราเป็นคนตายหรือไร หรือว่ากลัวบ้านเดิมจะยักยอกของของลูกสาวตนเอง" 

ครั้นวาจานี้โพล่งออกไป แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกได้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ แต่ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่สะดวกใจจะออกหน้าขอร้องจี้ซูอวี่ จึงวางสายตาไปบนร่างอวิ๋นเชียนเมิ่ง หวังว่านางจะพูดวาจาดีๆ สักสองสามประโยคเพื่อช่วยให้เหตุการณ์ตรงหน้านี้คลี่คลายลงได้บ้าง 

อวิ๋นเชียนเมิ่งสบตาฮูหยินผู้เฒ่าและเข้าใจความหมายดี นางเขย่าแขนจี้ซูอวี่อย่างระมัดระวังพร้อมเอ่ยอย่างหนักแน่น "ท่านป้าสะใภ้ อย่างไรซูอี๋เหนียงก็ยังเป็นอนุของท่านพ่อ พวกเราสนใจแต่สินเดิมของท่านแม่ก็พอ ท่านอย่าได้มีโทสะเพราะคนไม่สำคัญเลยเจ้าค่ะ เพียงเท่านี้เมิ่งเอ๋อร์ก็ปวดใจยิ่งนักแล้ว" 

จี้ซูอวี่ถูกนางก่อกวนจนหมดปัญญา ความเย็นเยือกบนใบหน้าก่อตัวขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ได้แต่ยื่นมือจิ้มหน้าผากอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างอารมณ์ดีและขบขัน กล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายใจ "เจ้านี่จริงๆ เลย" ก่อนที่นางจะเบนสายตาออกแล้วกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าจริงจัง "ฮูหยินผู้เฒ่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในบ้านของจวนอัครเสนาบดี คนนอกอย่างข้าไม่ควรสอดมือ แต่ว่าใครใช้ให้เมิ่งเอ๋อร์ไม่มีมารดาตั้งแต่เด็กเล่า หากข้าไม่ดูแลนางเหมือนบุตรสาวแท้ๆ ก็ไม่มีใครรักใคร่สงสารนางจริงๆ ในเมื่อวันนี้ข้าพบเจอเรื่องนี้เข้า ข้าก็จะถือวิสาสะจัดการเรื่องนี้ ส่วนอี๋เหนียงที่ก่อเรื่องวุ่นวายพวกนั้นก็รอให้ท่านอัครเสนาบดีจัดการเอาเองเถิด ไม่ทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าคิดเห็นเป็นเช่นไร" 

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นจี้ซูอวี่พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ทั้งยังเห็นว่านางจัดการแค่เรื่องสินเดิมเท่านั้น จึงพยักหน้าทันที กระวีกระวาดตอบกลับ "วาจานี้ของฮูหยินพูดผิดอยู่บ้าง เดิมพวกเราก็เป็นเครือญาติกัน หาใช่คนอื่นคนไกล ฮูหยินช่วยเมิ่งเอ๋อร์ดูแลสินเดิมก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว" 

จี้ซูอวี่เห็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย สายตาหันไปหาซูอี๋เหนียงทันที กล่าวเสียงเย็นขึ้นว่า "ซูอี๋เหนียง ตอนนี้เจ้าก็มอบสินเดิมมาสิ ข้าจะให้แม่นมประจำตัวข้าตามไปจดบันทึกเอาไว้ให้หมดทุกชิ้น จากนั้นค่อยเทียบกับบัญชีที่นำกลับจวนฝู่กั๋วกงไปก่อนหน้านี้ หากขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว เรื่องนี้จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ พอถึงตอนนั้นทุกคนไม่ได้อยู่ดีมีสุขแน่" 

ซูชิงได้แต่คุกเข่าอยู่กับพื้น เดิมก็มีโทสะอัดแน่นเต็มท้องอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้ยินจี้ซูอวี่ข่มขู่เช่นนี้ยิ่งรู้สึกดั่งรสขมปร่าเอ่อท้นขึ้นมาในหัวใจ กระอักเลือดพ่นพรวดออกมาจากปากคำหนึ่ง ซูชิงกะพริบตาทั้งสองข้างหนึ่งทีแล้วหมดสติไป 

"ใครก็ได้ ยกซูอี๋เหนียงไปห้องปีกข้างที" ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยรู้สึกเสียหน้าต่อหน้าเครือญาติมากเท่านี้มาก่อน จึงสั่งให้พวกแม่นมยกซูชิงออกไป ส่วนทางฝั่งจี้ซูอวี่ได้เรียกแม่นมหวังที่เป็นคนสนิทของซูชิงให้นางชี้บอกสถานที่ที่เก็บสินเดิมไว้ และตนเองก็ตามแม่นมหวังไปไม่ให้คลาดแม้แต่ก้าวเดียว เห็นนางเปิดผนังด้านหนึ่งภายในห้องนอน จี้ซูอวี่จึงสั่งให้สาวใช้ของจวนฝู่กั๋วกงย้ายของที่อยู่ด้านในออกมาจดบันทึกลงบัญชีตรงนั้นเลย 

ฮูหยินผู้เฒ่ามองดูสินเดิมที่กองพะเนินจนเต็มเรือนเฟิงเหอแต่ก็ยังล้นออกมาข้างนอกอย่างต่อเนื่อง ในใจรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวยิ่ง แต่ติดที่แรงกดดันจากจี้ซูอวี่ จึงทำได้เพียงก่นด่าซูชิงพลางพูดว่าควรจะคืนสู่เจ้าของเดิมตั้งแต่แรก 

จี้ซูอวี่กับอวิ๋นเชียนเมิ่งฟังวาจาที่ไม่ตรงกับใจของฮูหยินผู้เฒ่า ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มท่ามกลางแสงสลัวภายในห้อง 

พอถึงเที่ยงคืน ฮูหยินผู้เฒ่าก็ถูกจี้ซูอวี่กับอวิ๋นเชียนเมิ่งโน้มน้าวให้กลับไปพักผ่อน ส่วนจี้ซูอวี่ยืนกรานว่าจนกว่าหญิงรับใช้ที่จดบัญชีส่งมอบสมุดรายชื่อให้กับตน และเห็นทุกคนย้ายของทั้งหมดไปยังเรือนฉี่หลัวของอวิ๋นเชียนเมิ่งด้วยตาตนเองถึงจะวางใจได้ 

ทุกคนยุ่งวุ่นวายกันอยู่หนึ่งคืนเต็มๆ ถึงได้นับสินเดิมที่เป็นของชวีรั่วหลีซึ่งอยู่ในเรือนของซูชิงได้อย่างครบถ้วน 

 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองเห็นสิ่งของที่กองเต็มลานบ้านก็ให้รู้สึกปวดหัวขึ้นมาชั่วขณะ 

นางอดนับถือซูชิงอยู่บ้างมิได้ สตรีผู้นั้นครอบครองสินเดิมของชวีรั่วหลีเอาไว้เพียงผู้เดียว ถึงกับสร้างห้องลับที่กินพื้นที่กว้างขวางไว้ในห้องนอนของตนเอง นอกจากสินเดิมทั้งหมดที่บรรจุเอาไว้ ยังมีสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย 

พวกแม่นมหมี่กับมู่ชุนก็ช่วยบรรดาสาวใช้จากจวนฝู่กั๋วกงย้ายพวกของที่ล้ำค่ามากที่สุดเข้าไปในห้อง อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นจี้ซูอวี่ยุ่งง่วนเพราะเรื่องของตนตลอดทั้งคืน ในใจจึงพลันรู้สึกผิดไม่หยุด ดึงมือจี้ซูอวี่ไว้พลางกล่าวอย่างน่าสงสาร "ท่านป้าสะใภ้ หากไม่รังเกียจก็พักผ่อนในเรือนข้าสักครู่แล้วค่อยกลับเถิด" 

จี้ซูอวี่รู้ว่าอีกฝ่ายห่วงใยตนจากใจจริง แต่ยามนี้เหล่าไท่จวินคงกำลังรอข่าวคราวจากตนอยู่เป็นแน่แท้ จึงยิ้มพลางลูบดวงหน้าเล็กที่ซีดเซียวเล็กน้อยของอวิ๋นเชียนเมิ่งกล่าวว่า "ไม่ล่ะ ข้ายังต้องกลับไปรายงานเหล่าไท่จวิน เจ้านี่สิ ประเดี๋ยวต้องพักผ่อนเยอะๆ สักวันนะ" 

พูดจบก็มอบสมุดบัญชีให้อวิ๋นเชียนเมิ่งพร้อมกำชับอย่างละเอียดถี่ถ้วน "เทียบกับสมุดบัญชีเล่มก่อนดูดีๆ หากขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว ป้าสะใภ้จะทวงคืนมาให้เจ้า" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเห็นว่ายามนี้จี้ซูอวี่ก็ยังเป็นห่วงเรื่องของตนจึงพลันซาบซึ้งขึ้นมาอีก สองมือรับสมุดบัญชีมา เอ่ยปากอย่างแฝงด้วยความเสียดายสุดแสน "แต่น่าเสียดายปะการังเลือดสองต้นนั้น บุญคุณที่จวนฝู่กั๋วกงมีต่อเมิ่งเอ๋อร์ ทั้งชีวิตของเมิ่งเอ๋อร์ก็ยากจะตอบแทนได้หมด" 

จี้ซูอวี่เห็นว่านางพูดจาหนักแน่นจริงจังยิ่งจึงพลันประหลาดใจเล็กน้อย ผ่านไปครู่ใหญ่จึงรวบอวิ๋นเชียนเมิ่งที่ทำให้คนสงสารเวทนาเข้าสู่อ้อมกอดของตน พูดเสียงแผ่วเบา "เจ้าเป็นทั้งหลานของป้าสะใภ้ และยังเป็นแก้วตาดวงใจของป้า ยิ่งกว่านั้นยังเป็นลูกหลานของจวนฝู่กั๋วกงเรา มารดาก็ปฏิบัติต่อบุตรเฉกเช่นนี้มิใช่หรือ เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย อย่าได้เห็นป้าสะใภ้เป็นคนอื่นคนไกลเลย มิเช่นนั้นระวังต่อไปป้าสะใภ้จะไม่ช่วยเจ้าแล้ว นอกจากนี้ปะการังเลือดสองต้นนั้นแลกสินเดิมของรั่วหลีกลับมาได้ก็ถือเป็นการค้าขายที่ไม่ขาดทุนแล้ว" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งอยู่ในอ้อมกอดจี้ซูอวี่เงียบๆ ซึมซับความรักของมารดาที่ไม่เคยได้รับในทั้งสองภพ อ้อมกอดอันอบอุ่นอ่อนโยนนี้กลับแฝงด้วยพลังที่ไม่อาจคาดคะเนได้ ทำให้หัวใจที่ร้อนรนของอวิ๋นเชียนเมิ่งค่อยๆ สงบลง 

หญิงรับใช้ชราซึ่งอยู่อีกด้านเห็นว่าฟ้าสางแล้ว จึงเตือนจี้ซูอวี่เสียงเบาว่าต้องกลับจวนฝู่กั๋วกงแล้ว มิเช่นนั้นประเดี๋ยวเหล่าไท่จวินหาตัวไม่เจอจะร้อนใจเอา 

จี้ซูอวี่เห็นว่าตนเองอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีมาหนึ่งคืนเต็มๆ ไม่สามารถรั้งอยู่ต่ออีกได้จริงๆ จึงปล่อยอวิ๋นเชียนเมิ่งเบาๆ กำชับอย่างไม่วางใจ "ระยะนี้เจ้าก็ต้องรับมือทุกคนอย่างระมัดระวังล่ะ หากปรามเอาไว้ไม่อยู่ก็อ้างถึงจวนฝู่กั๋วกงกับไทเฮาได้เต็มที่" 

ได้ยินเช่นนั้น ในใจอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับกระจ่างขึ้นมาหลายส่วน เมื่อคืนหากมิใช่เพราะฐานะของจี้ซูอวี่ เกรงว่าคงจะปรามฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยู่จริงๆ 

ที่ซูชิงโมโหจนกระอักเลือดหมดสติก็เป็นเพราะฐานะของนางต่ำต้อยเกินไป นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ซูชิงพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น 

เดิมอวิ๋นเชียนเมิ่งคิดจะไปส่งจี้ซูอวี่ถึงหน้าประตูจวนอัครเสนาบดี แต่นางกลับให้อวิ๋นเชียนเมิ่งยั้งฝีเท้าอยู่ที่หน้าประตูเรือนฉี่หลัว แล้วดึงอวิ๋นเชียนเมิ่งเข้ามาใกล้ๆ ถามเสียงต่ำด้วยความกังวลเล็กน้อย "ได้ยินว่าลูกๆ ของท่านอาเจ้าล้วนถูกฮูหยินผู้เฒ่ารับมาอยู่จวนอัครเสนาบดี มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ" 

ในเมื่อจี้ซูอวี่ถามแบบนี้ก็ย่อมต้องรู้ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว อวิ๋นเชียนเมิ่งจึงไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อย นางยิ้มจางๆ พลางพยักหน้าก่อนจะบอกแผนการของฮูหยินผู้เฒ่าให้จี้ซูอวี่ฟังจนหมดสิ้น 

หลังจากนั้นก็เห็นจี้ซูอวี่มุ่นหัวคิ้วเบาๆ อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับหัวเราะสบายใจเฉิบ เอ่ยปลอบเสียงค่อย "ท่านป้าสะใภ้ไม่ต้องกังวลมากไปหรอกเจ้าค่ะ ต่อให้พวกเขาดีแค่ไหนแต่ก็ไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ เมิ่งเอ๋อร์มีแผนอยู่ในใจแล้วเจ้าค่ะ" 

จี้ซูอวี่เห็นท่าทางสุขุมนิ่งเฉยของนาง หัวใจที่ลอยค้างเติ่งอยู่ทีแรกก็ค่อยๆ วางลง สั่งให้อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับเข้าห้องไปพักผ่อน ส่วนตนเองก็ก้าวเท้าเร็วรี่พาสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังรีบกลับจวนฝู่กั๋วกง 

 

 

* ปะการังเลือด เป็นอัญมณีสีแดงเข้มคล้ายสีเลือด ลักษณะเหมือนปะการัง มีมูลค่าสูง เชื่อว่าเป็นอัญมณีนำโชค 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว