facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 16 คายสินเดิมออกมาให้ข้าทั้งหมด (2)

ชื่อตอน : บทที่ 16 คายสินเดิมออกมาให้ข้าทั้งหมด (2)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 คายสินเดิมออกมาให้ข้าทั้งหมด (2)
แบบอักษร

ซูชิงที่ยามนี้อยู่ในเรือนเฟิงเหอถูกอวิ๋นรั่วเสวี่ยรบเร้ากวนใจจนปวดหัวไม่หยุด 

"ท่านแม่ ท่านก็รับปากอวิ๋นเชียนเมิ่งไปสิ ลูกอยากไปงานวันเกิดกู่เหล่าไท่จวินจริงๆ นะ!" อวิ๋นรั่วเสวี่ยดึงแขนเสื้อของซูชิง ออกแรงเขย่าอย่างออดอ้อน 

ส่วนซูชิงที่นั่งอยู่บนตั่งนุ่ม บนศีรษะสวมรัดเกล้าฝังหยกลายบุปผาสีม่วงเข้ม ถูกอวิ๋นรั่วเสวี่ยเกาะแกะมาครึ่งค่อนวัน กอปรกับตั้งครรภ์ใกล้จะสองเดือน ทำให้ตอนนี้นางอ่อนเพลียยิ่งนัก อยากจะให้แม่นมหวังจับอวิ๋นรั่วเสวี่ยมัดไว้ใจจะขาด 

ทว่าอวิ๋นรั่วเสวี่ยกลับไม่มีสายตาสอดส่องสถานการณ์เลยแม้แต่น้อย ไม่เห็นความอ่อนล้าบนใบหน้าของซูชิงเลยสักนิด นางปล่อยมือจากแขนเสื้อแล้วเปลี่ยนเป็นเขย่าตัวมารดาแทน ขณะเดียวกันริมฝีปากก็ยังไม่ได้หยุดพัก 

"ท่านแม่ ถ้าท่านอาลัยของพวกนั้นนักก็ทำของปลอมให้อวิ๋นเชียนเมิ่งเสียสิ อย่างน้อยก็ให้ข้าไปร่วมงานวันเกิดกู่เหล่าไท่จวินก่อนเถอะ ในบ้านตอนนี้ท่านพ่อก็มาหาท่านที่นี่น้อยครั้ง ทางฝั่งท่านย่าก็ไม่อยากจะเห็นหน้าพวกเรา ถ้าหากพวกเราไม่ย่างเท้าออกจากบ้านทั้งวัน ไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกรังแกตาย ถึงตอนนั้นท่านคลอดบุตรชายแล้วจะมีประโยชน์อะไร ไม่มีพลังอำนาจ ถูกบุตรภรรยาเอกกดหัวเหมือนเคย ไม่สู้ให้ข้าไปร่วมงานวันเกิดกู่เหล่าไท่จวิน ตั้งใจเสาะหาเขยขวัญสักคน ไม่แน่ว่าอาจจะมีประโยชน์ต่ออนาคตภายภาคหน้าของน้องชายก็เป็นได้" 

นี่เป็นงานเลี้ยงที่อวิ๋นรั่วเสวี่ยเข้าร่วมตั้งแต่ถึงวัยออกเรือนมา แน่นอนว่าย่อมให้ความสำคัญเป็นธรรมดา แต่ตอนนี้มารดาบังเกิดเกล้าของนางกลับห้ามไม่ให้ไปร่วมงาน จึงทำให้นางใจร้อนรุ่มดั่งไฟลน 

อย่างไรก็ดี ต่อให้แต่ก่อนซูชิงรักใคร่เอ็นดูอวิ๋นรั่วเสวี่ยเพียงไร แต่ในใจนางก็รู้ดีว่าบุตรสาวอย่างไรก็สู้บุตรชายไม่ได้ 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยเห็นว่าซูชิงกุมทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ในมือ เกรงว่าต่อไปคงมาไม่ถึงมือตนเป็นแน่ หากจะต้องเก็บไว้ให้มารที่ยังไม่ทันได้เกิดมาก็แย่งชิงความรักของมารดาและทรัพย์สินไปจากตน มิสู้มอบให้อวิ๋นเชียนเมิ่งยังจะสามารถแลกโอกาสให้ตนได้อยู่เหนือผู้อื่นสักครั้ง 

ทว่ายามนี้ซูชิงถูกวาจารัวเร็วและยาวเหยียดเป็นพืดของอวิ๋นรั่วเสวี่ยทำให้เวียนหัวไปแล้ว นางยกมือขึ้นปัดมือทั้งสองข้างของอวิ๋นรั่วเสวี่ยออก จับไหล่ทั้งสองข้างของอวิ๋นรั่วเสวี่ยเอาไว้อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก พูดปรึกษาว่า "เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าตามแม่ไปพักที่จวนของท่านยายสักสองสามวันเป็นอย่างไร ท่านยายเจ้าส่งคนมาบอกว่าคิดถึงเจ้ามาก" 

แต่ยามนี้อวิ๋นรั่วเสวี่ยมีเพียงกู่เหล่าไท่จวินแห่งจวนฝู่กั๋วกงเต็มดวงตาเต็มหัวใจ ถึงกับนึกไม่ออกไปชั่วขณะว่าท่านยายที่มารดานางพูดถึงเป็นใคร 

อย่างไรคนหนึ่งก็เป็นฮูหยินเก้ามิ่ง* ขั้นหนึ่งชั้นเอกที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ อีกคนเป็นแค่กงเหริน* ขั้นสี่เล็กๆ เท่านั้น 

ระหว่างสองคนนี้ใครด้อยค่าใครสำคัญ อวิ๋นรั่วเสวี่ยกระจ่างแจ้งแก่ใจยิ่ง 

มิหนำซ้ำฮูหยินผู้เฒ่าซูที่จวนสกุลซูในตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่ภรรยาคนที่สองตอนที่ท่านตาของนางยังมีชีวิตอยู่ ไม่อาจนับได้ว่าเป็นยายแท้ๆ ของอวิ๋นรั่วเสวี่ย แต่เพราะว่าเกี่ยวดองกับท่านตาถึงได้เรียกขานกันเช่นนี้ เพราะฉะนั้นยามปกติอวิ๋นรั่วเสวี่ยเองก็จะไม่ยอมไปมาหาสู่กับจวนสกุลซูเช่นกัน เพื่อเลี่ยงมิให้พบเจอฮูหยินผู้เฒ่าที่ชอบวางท่าใหญ่โตต่อหน้าพวกนางแม่ลูกผู้นั้น 

ด้วยเหตุนี้ยามอวิ๋นรั่วเสวี่ยนึกถึงท่านยายที่ซูชิงพูดถึงจึงเอ่ยปากโดยไม่ต้องคิด "ข้าไม่ยอมไปเจอยายแก่นั่นหรอก นางมีสง่าราศีอย่างกู่เหล่าไท่จวินที่ไหนกัน ท่าทางตระหนี่และขี้ใจน้อยนั่นชวนให้คนเห็นแล้วหงุดหงิดจะตายชัก" 

เดิมทีซูชิงเองก็ไม่ชอบแม่เลี้ยงผู้นั้น แต่ตอนนี้หลังจากได้ยินบุตรสาววิจารณ์คนที่บ้านเดิมของตนเองกับหู สีหน้าของนางจึงมืดทะมึนโดยฉับพลัน คว้าไหล่ทั้งสองข้างของอวิ๋นรั่วเสวี่ยพลางออกแรงบีบทันที ในดวงตายิ่งปรากฏแววโทสะเป็นริ้วๆ 

"โอ๊ย ท่านแม่ เจ็บนะ!" แขนของอวิ๋นรั่วเสวี่ยถูกบีบจนเจ็บ คิ้วใบหลิวพลันขมวดแน่น ร้องเสียงแหลมออกมา 

เสียงของซูชิงเย็นเยียบขึ้นสามส่วน "เจ้าอย่าได้ละเมอเพ้อฝัน ข้าไม่มีทางรับปากแน่!" 

ทว่าอวิ๋นรั่วเสวี่ยในตอนนี้หน้ามืดตามัวไปแล้ว เมื่อเห็นว่าถูกซูชิงปฏิเสธอีกครั้ง นางก็เต้นเร่าขึ้นมาราวกับเสียสติ ทันใดนั้นพลันพุ่งถลาไปตรงหน้าซูชิงอย่างไม่คิดชีวิต โชคดีที่มีแม่นมหวังขวางอยู่ระหว่างกลาง 

คำพูดที่ออกมาจากปากอวิ๋นรั่วเสวี่ยช่างทำร้ายจิตใจยิ่งนัก "ท่านแม่ สินเดิมเหล่านั้นช้าเร็วก็ต้องเป็นของข้าอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นสู้ท่านมอบให้ข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกท่านพ่อกับท่านย่า ท่านว่าพวกเขาจะทำอย่างไร" 

ซูชิงรู้สึกเพียงว่าขั้วหัวใจของตนถูกอวิ๋นรั่วเสวี่ยเสียบเข้าหนึ่งดาบ แต่อวิ๋นรั่วเสวี่ยยังคิดว่าไม่เหี้ยมโหดพอ ยังออกแรงบิดด้ามดาบคว้านหัวใจของนางจนไม่เหลือชิ้นดี 

แม่นมหวังเห็นอวิ๋นรั่วเสวี่ยพาโลไม่ฟังเหตุฟังผล เดิมคิดจะพูดไกล่เกลี่ย แต่นึกถึงวาจาที่อวิ๋นรั่วเสวี่ยพูดกับตนคราวก่อนได้จึงฝืนสะกดคำพูดที่มาถึงริมฝีปากลงไป ทำได้เพียงขวางอวิ๋นรั่วเสวี่ยเอาไว้อย่างสุดกำลัง ไม่ให้นางเข้าใกล้ซูชิง 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยเห็นแผนยั่วยุไม่สำเร็จ ในสมองพลันคิดเฉียบไว จึงร้องโวยวายว่า "หากท่านไม่ให้ วันนี้ข้าก็จะโขกเสาตายที่นี่แหละ!" 

พูดจบนางก็หันกายขวับ วิ่งตะบึงไปทางเสาเตียง 

สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกเห็นท่าไม่ค่อยดี แต่ละคนต่างตกใจจนคิดอยากจะเข้ามาดูสถานการณ์ภายในห้อง แต่ก็นึกถึงกฎระเบียบอันเด็ดขาดของจวนอัครเสนาบดีขึ้นมาได้จึงไม่มีใครกล้าบุ่มบ่ามเข้ามา แม่นมหวังซึ่งอยู่ด้านในตื่นตกใจจนตะลึงลานไปตั้งนานแล้ว ทำได้เพียงดึงอวิ๋นรั่วเสวี่ยไว้ตามสัญชาตญาณ โชคดีที่ดึงมือนางไว้ได้ มิเช่นนั้นหากอวิ๋นรั่วเสวี่ยพุ่งออกไปโขกเสาเตียงได้ ไม่ตายก็คงพิการ 

ทว่าซูชิงกลับเพียงแค่ผลิยิ้มเฉยชา กล่าววาจาที่ทำให้อวิ๋นรั่วเสวี่ยไม่อยากจะเชื่อออกมา "ในเมื่อเจ้าอยากไปร่วมงานวันเกิดกู่เหล่าไท่จวินถึงเพียงนี้ เช่นนั้นแม่ก็จะตามใจเจ้า" 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยแทบไม่กล้าเชื่อสิ่งที่ตนเองได้ยิน นางสีหน้าอึ้งงัน มองไปทางซูชิงด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง แต่กลับเห็นมารดายกมือขึ้นมาบีบพวงแก้มของนางเบาๆ ครั้นความเจ็บแปลบแผ่ลามมาถึง อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็เชื่อว่าทุกอย่างเป็นความจริง ความยินดีปรีดาอันใหญ่หลวงท่วมท้นในหัวใจโดยพลัน อวิ๋นรั่วเสวี่ยกอดซูชิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เอ่ยถามเสียงดัง "ท่านแม่ จริงหรือ ท่านรับปากจริงๆ น่ะหรือ!" 

ซูชิงเห็นนางดีอกดีใจถึงเพียงนี้ก็ยิ้มตามเช่นกัน มือหนึ่งลูบบนหน้าผากบุตรสาวอย่างเบามือ อีกด้านหนึ่งเอ่ยถามเสียงแผ่ว "เด็กโง่ เป็นเรื่องจริงแน่นอน คิดว่าแม่จะหลอกเจ้าอย่างนั้นหรือ ประเดี๋ยวให้คนไปแจ้งอวิ๋นเชียนเมิ่งกับฮูหยินผู้เฒ่า ตอนเย็นให้พวกนางมาที่นี่ ข้าจะคืนของของมารดานางให้นางต่อหน้าท่านพ่อของเจ้าและฮูหยินผู้เฒ่า" 

ได้ยินเช่นนั้นอวิ๋นรั่วเสวี่ยก็พยักหน้าหงึกหงัก ท่าทางดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนทันใด นางประคองซูชิงที่แลดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยเดินกลับเข้าไปพักในห้องอย่างระมัดระวัง 

 

ภายในเรือนฉี่หลัว หลังจากได้ยินข่าวนี้แม่นมหมี่พลันรู้สึกว่าเบื้องหลังจะต้องมีความลับที่ไม่อาจบอกให้ผู้อื่นรู้ได้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นด้วยท่าทีของซูชิงก่อนหน้านี้ จะยอมคืนสินเดิมของฮูหยินให้คุณหนูอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองทัศนียภาพนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างไม่อนาทรร้อนใจ ทำให้แม่นมหมี่กับมู่ชุนที่อยู่อีกด้านคาดเดาไม่ถูกว่านางกำลังยิ้มอะไรกันแน่ หรือว่าถูกซูชิงก่อกวนจนเสียแผนเข้าแล้ว 

"คุณหนู ซูอี๋เหนียงให้ท่านไปที่เรือนเฟิงเหอคืนนี้จะต้องซ่อนเร้นแผนร้ายไว้แน่ๆ เลยเจ้าค่ะ ท่านอย่าไปเลยจะดีกว่านะเจ้าคะ" อย่างไรมู่ชุนก็ยังเยาว์วัย เก็บระงับอารมณ์ไม่เก่งอย่างแม่นมหมี่ เมื่อเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งมีท่าทีเช่นนี้ก็คิดว่านางยิ้มเพราะโกรธถึงขีดสุด จึงเอ่ยปากอย่างเป็นห่วงเป็นใย 

ทว่าหลังจากมู่ชุนเอ่ยขึ้น อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับยิ้มสดใสเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ในดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งเปล่งประกายหนาวเหน็บราวกับเกล็ดหิมะเย็นเยียบชวนให้คนหวาดหวั่น แต่รอบกายกลับแผ่กำจายกลิ่นอายอันอบอุ่น ให้ความรู้สึกราวกับเป็นภาพลวงตา 

"ทำไมจะไม่ไปเล่า" อวิ๋นเชียนเมิ่งถามกลับเสียงเบา 

แม้แต่มู่ชุนกับแม่นมหมี่ก็มองออกว่าซูชิงไม่ได้มีเจตนาดีแน่ อวิ๋นเชียนเมิ่งก็ย่อมต้องมองวัตถุประสงค์ของนางออกเช่นกัน 

ปีนั้นซูชิงสังหารน้องชายแล้วเหลืออวิ๋นเชียนเมิ่งไว้ หาใช่เพราะนางใจอ่อนมีเมตตา แต่เรื่องนี้กลับบอกให้อวิ๋นเชียนเมิ่งรู้เสียด้วยซ้ำไปว่าซูชิงเป็นคนฉลาดเจ้าแผนการเพียงใด 

สังหารบุตรชายของอวิ๋นเสวียนจือถือเป็นการกำจัดศัตรูคนสำคัญที่สุดไปได้ มิเช่นนั้นพอเด็กคนนี้เติบใหญ่ขึ้นจะต้องสงสัยเรื่องการตายของมารดาบังเกิดเกล้าเป็นแน่ พอถึงเวลานั้น ระหว่างอนุภรรยากับบุตรสืบสกุล อวิ๋นเสวียนจือจะต้องเลือกทายาทของตนอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเป็นอย่างนั้นเด็กคนนี้จะต้องแก้แค้นแทนมารดาของตนเป็นแน่แท้ ส่วนซูชิงก็ย่อมไม่มีจุดจบที่สวยงาม ดังนั้นจึงซื้อตัวหมอตำแย กำจัดเด็กคนนี้โดยไม่ให้ใครจับได้ นี่เป็นขั้นแรกในแผนการของซูชิง 

ส่วนที่เก็บอวิ๋นเชียนเมิ่งไว้ก็เพื่อปิดปากจวนฝู่กั๋วกง 

อย่างไรเสียหากชวีรั่วหลีเสียชีวิตหลังจากทิ้งบุตรสาวคนหนึ่งไว้ ขอแค่หมอตำแยประกาศกับภายนอกว่าชวีรั่วหลีเสียชีวิตเพราะคลอดบุตรยาก เช่นนั้นต่อให้เป็นจวนฝู่กั๋วกงก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน 

ส่วนอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างไรก็เป็นแค่เด็กผู้หญิง ในอนาคตก็จะเป็นสตรีที่แต่งออกจากจวน เป็นน้ำที่สาดออกไป ภัยคุกคามที่มีต่อซูชิงไม่มากมายเท่าเด็กผู้ชายอยู่แล้ว 

ดังนั้นการปล่อยให้อวิ๋นเชียนเมิ่งมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นขั้นที่สองในแผนการของซูชิง 

ทารกเพศหญิงตัวน้อยๆ คนนี้ตอนอยู่ในครรภ์มารดาก็ได้รับความทุกข์ยากมาแล้วจึงย่อมยากที่จะเลี้ยงให้รอด ในวันข้างหน้าหากไม่ระวังตายไปตั้งแต่เยาว์วัยก็ทำได้แค่โทษที่เด็กอายุสั้น ได้มาเกิดในครอบครัวสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้แต่กลับไม่มีชีวิตรอดอยู่ต่อไป เช่นนั้นก็มิอาจโทษผู้อื่นได้ 

ด้วยเหตุนี้ฉากหน้าซูชิงจึงเอาใจใส่อวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่เบื้องหลังกลับลอบเล่นงานอวิ๋นเชียนเมิ่งคนก่อนให้ไปสู่ที่ตาย 

ต้องบอกว่าแผนการแต่ละขั้นของซูชิงรอบคอบรัดกุมจนน้ำไม่รั่วแม้แต่หยดเดียวจริงๆ 

แต่ต่อให้รอบคอบเพียงใดก็ยังเผลอประมาทไปเล็กน้อย นางกลับลืมไปว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งมีป้าแท้ๆ เป็นถึงไทเฮา 

โชคดีที่มีการคุ้มครองจากไทเฮา ถึงแม้อวิ๋นเชียนเมิ่งจะอยู่ในจวนอัครเสนาบดีอย่างตกระกำลำบาก แต่ก็อดทนจนมาถึงวันนี้ได้ 

แม้ไม่อยากจะยอมรับว่าไทเฮาส่งสุ่ยเอ๋อร์ปิงเอ๋อร์มาอยู่ข้างกายตนเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง แต่ที่อวิ๋นเชียนเมิ่งมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะไทเฮาเป็นเกราะป้องกันของนางจริงๆ 

หากตนมิได้เดาผิด ซูชิงคงส่งคนไปเชิญฮูหยินผู้เฒ่าในขณะเดียวกับที่ส่งคนมาเชิญตนเองไป 

เกรงว่าครั้งนี้ซูชิงคงจะทุบหม้อข้าวจมเรือ* ทุ่มเดิมพันอย่างใจกล้า 

นางต้องการคืนสินเดิมของชวีรั่วหลีให้ตนต่อหน้าอวิ๋นเสวียนจือและฮูหยินผู้เฒ่า ในขณะเดียวกันก็อธิบายกับทั้งสองว่าเป็นการเก็บรักษาดูแลแทนเท่านั้น 

หากตนเองรับความปรารถนาดีของนาง อวิ๋นเสวียนจือกับฮูหยินผู้เฒ่าไม่เพียงแต่คลายความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อซูชิงในอดีต พร้อมกันนั้นยังจะเกิดความขัดแย้งกับตนอีกด้วย 

หากตนเองปฏิเสธ เช่นนั้นสินเดิมเหล่านั้นเกรงว่าจะกลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของซูชิงไปตลอดกาล 

ต้องพูดว่าซูชิงช่างฉลาดปราดเปรื่องโดยแท้ 

เพียงแต่นางไม่ได้ฉลาดจนถึงขั้นที่ทำให้ตนอับจนหนทางได้ 

มุมปากอวิ๋นเชียนเมิ่งยกขึ้นน้อยๆ ผลิรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งออกมา อวิ๋นเชียนเมิ่งกวักมือเรียกมู่ชุนเข้าไปหา กระซิบเสียงเบาข้างหูนางสองสามประโยค พอเห็นมู่ชุนหมุนตัวเดินออกไปจากห้องถึงหันสายตามองไปยังอาทิตย์อัสดงที่ค่อยๆ ลาลับนอกหน้าต่าง สำหรับคืนมืดมิดที่กำลังจะมาเยือนนั้น ในใจอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยการรอคอย 

 

ม่านราตรีล่วงมาถึงอย่างรวดเร็ว บนท้องนภาสีดำสนิทประดับประดาด้วยดวงดารานับไม่ถ้วน เจิดจรัสถึงเพียงนี้ ทว่ากลับเย็นเยียบยิ่งนัก 

เมื่อแม่นมหมี่กับมู่ชุนปรนนิบัติอวิ๋นเชียนเมิ่งทานอาหารเย็นเสร็จก็ช่วยนางสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้อย แต่เพราะกลัวลมราตรีและเกล็ดน้ำค้าง จึงตั้งใจสวมผ้าดิ้นปักลายคลุมกันลมชั้นเดียวให้นางเพิ่มเป็นพิเศษ แล้วจึงออกจากเรือนฉี่หลัวเดินไปยังเรือนเฟิงเหอ 

เดินไปได้ครึ่งทางก็เจอเข้ากับพวกฮูหยินผู้เฒ่า อวิ๋นเชียนเมิ่งจึงรีบเดินเข้าไปคารวะ ไต่ถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยว่าอาหารเย็นของฮูหยินผู้เฒ่ามีอะไรบ้าง หากอาหารไม่ถูกปากจะได้แจ้งให้ห้องครัวทราบ 

ฮูหยินผู้เฒ่านึกขึ้นได้ว่าซูชิงส่งคนมาแจ้งตนว่าหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จให้ไปที่เรือนเฟิงเหอสักครา ให้นางที่เป็นแม่สามีฟังคำสั่งของอี๋เหนียงในบ้านของตน ในใจให้นึกเคียดแค้นไม่หยุด ยามนี้เห็นว่าตนเองยังมีความสำคัญต่อหน้าหลานสาวคนนี้อยู่ ความเย็นชาบนใบหน้าจึงลดลงไปบ้าง ยื่นมือไปตบหลังมือของอวิ๋นเชียนเมิ่งเบาๆ พูดยิ้มๆ "ยายหนูวางใจเถอะ ย่าสบายดีทุกอย่าง หลิ่วอี๋เหนียงก็เป็นคนตั้งอกตั้งใจ ดูแลเรื่องที่จำเป็นในการใช้ชีวิตทุกเรื่องได้รอบคอบกว่าคนข้างกายย่าเสียอีก ยายหนูเมิ่งเองก็เป็นห่วงย่าอยู่เสมอ ย่าอยู่ทางนั้นสุขกายสบายใจยิ่งนัก" 

ความหมายในวาจานี้ไม่ต้องพูดก็รู้กันดี อยู่ในหอไป่ซุ่นสุขกายสบายใจ แต่พอออกจากหอก็ไม่ค่อยถูกใจฮูหยินผู้เฒ่านัก 

อวิ๋นเชียนเมิ่งเพียงแค่ยิ้มๆ แต่ไม่เอ่ยวาจา แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนอกสายเครื่องดนตรี เพียงแค่ประคองฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้าไปในเรือนเฟิงเหออย่างตั้งอกตั้งใจ 

ในเรือนเฟิงเหอยามนี้มีสาวใช้วิ่งเข้ามารายงานภายในห้องก่อนแล้ว เมื่อฮูหยินผู้เฒ่ากับอวิ๋นเชียนเมิ่งเข้ามาในห้อง คนที่อยู่ข้างในก็ยืนรออยู่ จากนั้นก็คำนับให้ฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกัน 

เมื่อเดินเข้าไปในห้อง เห็นเพียงอวิ๋นเสวียนจือนั่งอยู่ด้านในตั้งแต่แรกแล้ว เขาต้อนรับฮูหยินผู้เฒ่านั่งลงด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม 

ทว่าทุกคนยังไม่ทันได้เริ่มถกเถียงเรื่องสำคัญ เสียงรายงานของสาวใช้ก็ดังมาจากนอกประตู 

"ฮูหยินผู้เฒ่า นายท่าน คุณหนูใหญ่ ฮูหยินท่านโหว* แห่งจวนฝู่กั๋วกงมาเจ้าค่ะ" 

 

* ฮูหยินเก้ามิ่ง คือสตรีที่แต่งงานแล้วซึ่งได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้เป็นพิเศษ 

* กงเหริน คือหนึ่งในตำแหน่งศักดินาของสตรีแต่งงานแล้ว 

* ทุบหม้อข้าวจมเรือ เป็นสำนวน หมายถึงไปตายเอาดาบหน้า เดิมพันหมดหน้าตัก 

* โหว เป็นบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณ มีลำดับศักดิ์รองจาก 'กง' ซึ่งเป็นยศสูงสุดของขุนนาง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว