facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 อี๋เหนียงก็รังแกอี๋เหนียงได้เหมือนกัน (2)

ชื่อตอน : บทที่ 5 อี๋เหนียงก็รังแกอี๋เหนียงได้เหมือนกัน (2)

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 อี๋เหนียงก็รังแกอี๋เหนียงได้เหมือนกัน (2)
แบบอักษร

ภายในโถงรับแขก อวิ๋นเชียนเมิ่งค่อยๆ นั่งลงกับที่ หลิ่วอี๋เหนียงในตอนนี้ต้องพึ่งพาอวิ๋นเชียนเมิ่งจึงยิ้มเดินไปข้างกายนางพร้อมกับกล่าวประจบ "บ่าวจะปรนนิบัติคุณหนูทานอาหารเองนะเจ้าคะ" 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับไม่พูดจาให้มากความ รับชาที่มู่ชุนประคองส่งให้มาดื่ม นัยน์ตาสีดำสนิทมองทอดไปทางอื่นอย่างเฉยชา 

กระทั่งม่านฟ้ามืดมิด เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา อวิ๋นเชียนเมิ่งจึงยืนขึ้นอย่างนอบน้อม ทำความเคารพคนที่ใกล้จะเดินมาถึงตรงหน้า "ลูกคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ" 

"เมิ่งเอ๋อร์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้พบอวิ๋นเชียนเมิ่งที่นี่ จากนั้นกวาดสายตามองหลิ่วอี๋เหนียงและอวิ๋นเยียนที่ยืนอยู่ด้านหลังนางอย่างพินอบพิเทา ในใจอวิ๋นเสวียนจืออดเกิดข้อสงสัยมิได้ 

บุตรสาวในภรรยาเอกผู้นี้ขี้ขลาดตาขาวมาตั้งแต่เล็ก นอกเสียจากโอกาสสำคัญๆ ปกติแล้วจะไม่ก้าวออกจากเรือนฉี่หลัว แต่วันนี้กลับอยู่กับหลิ่วอี๋เหนียง ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใดกัน 

อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับผลิยิ้มสว่างไสว เดินมาข้างกายอวิ๋นเสวียนจืออย่างว่าง่าย แหงนหน้าขึ้นน้อยๆ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเต็มเปี่ยมด้วยความเคารพเลื่อมใส "วันนี้ร่างกายลูกดีขึ้นมาก คิดอยู่ว่าไม่ได้ทานอาหารร่วมกับท่านพ่อมานานแล้ว ก็เลยให้พวกสาวใช้เตรียมอาหารเย็นไว้ที่นี่น่ะเจ้าค่ะ" 

พูดจบอวิ๋นเชียนเมิ่งก็โบกมือ พวกสุ่ยเอ๋อร์รับทราบ ยกกล่องอาหารขึ้นมาทันที นำผักสองสามจานที่อยู่ด้านในวางบนโต๊ะอาหารตัวใหญ่ 

เดิมอวิ๋นเสวียนจือคิดจะบอกปัด วันนี้ตนรับปากซูชิงกับอวิ๋นรั่วเสวี่ยไว้ว่าจะทานข้าวด้วยกัน หากเลยเวลาแล้วยังไม่ไป สองแม่ลูกคงจะโมโหกระฟัดกระเฟียดเป็นแน่ 

อวิ๋นเชียนเมิ่งไม่รอให้เขาเปิดปากก็สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารจนเสร็จสิ้น โดยเฉพาะบนโต๊ะอาหารตัวกลมและใหญ่นั้นมีชามกับตะเกียบวางไว้อย่างน่าสงสารแค่ไม่กี่ชุด ทำให้อวิ๋นเสวียนจืออับอายต่อหน้าธารกำนัลไม่มีเหลือ จึงพลันลอบขมวดคิ้ว สายตาคมปลาบพุ่งไปยังพ่อบ้านจ้าวซึ่งอยู่ข้างๆ "นี่คืออาหารเย็นที่พวกเจ้าเตรียมให้คุณหนูใหญ่?" 

ครั้นพ่อบ้านจ้าวได้ยินน้ำเสียงอวิ๋นเสวียนจือก็รู้ว่าเขาเกิดโทสะเสียแล้ว จึงรีบก้มหน้าเดินเข้าไปอธิบาย "นายท่าน เกรงว่าห้องครัวคงจะทำมาผิดน่ะขอรับ ประเดี๋ยวบ่าวจะไปต่อว่าผู้ดูแลห้องครัวเอง ไม่รู้ว่าพวกนางไม่มีสมองหรืออย่างไร แม้แต่อาหารการกินของคุณหนูใหญ่ก็ยังทำผิดพลาด" 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับก้าวไปตรงหน้าพ่อบ้านจ้าวแล้วกล่าวด้วยใบหน้าระคนรอยยิ้ม "ถ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าระยะนี้อาหารการกินของข้าล้วนทำมาผิด? ดูท่าผู้ดูแลห้องครัวกับพ่อบ้านจ้าวอายุมากแล้วจริงๆ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยพวกนี้ก็ยังทำได้ไม่ดี สู้กลับบ้านเกิดไปเลี้ยงตัวยามแก่เถอะ" 

พูดจบเสียงขึ้นจมูกดัง 'ฮึ' อย่างเย็นชาก็ดังออกมาจากปากอวิ๋นเชียนเมิ่ง ทำให้ใจพ่อบ้านจ้าวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ในใจไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่สร้างความกดดันให้คนได้มากมายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร แค่เสียงฮึดฮัดหนึ่งคำก็ทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวนได้แล้ว 

"พ่อบ้านจ้าว พวกเจ้าใจกล้ายิ่งนัก แม้แต่อาหารของคุณหนูใหญ่ก็ยังกล้ายักยอก" อวิ๋นเชียนเมิ่งจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาต่อหน้าทุกคน อวิ๋นเสวียนจือนั้นความอับอายแปรเปลี่ยนเป็นความโมโห มือข้างหนึ่งเอาแต่ชี้ตรงไปยังพ่อบ้านจ้าวที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ส่วนสาวใช้และบริวารที่อยู่อีกด้านคุกเข่าลงกับพื้นตั้งแต่แรกแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง กลัวว่าตนเองจะติดร่างแหไปด้วย 

ภายในโถงรับแขกพลันเงียบเป็นเป่าสาก หลิ่วอี๋เหนียงกับอวิ๋นเยียนสบตากันแวบหนึ่ง ยามที่มองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งอีกครั้ง ในดวงตาก็ทวีความเคารพยำเกรงยิ่งขึ้น 

ใครจะไปนึกว่าแค่การเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวของคุณหนูใหญ่จะทำให้พ่อบ้านจ้าวที่ปกติมักวางอำนาจบาตรใหญ่ตกใจกลัวจนอยู่ในสภาพเช่นนี้ 

"ท่านอัครเสนาบดี บ่าวไม่กล้ายักยอกอาหารของคุณหนูแน่นอนขอรับ คงเป็นเพราะผู้ดูแลห้องครัวเห็นเงินแล้วตาโตแน่ๆ ท่านอัครเสนาบดี เรื่องนี้บ่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลยนะขอรับ ขอท่านโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง!" ในตอนนี้พ่อบ้านจ้าวก็รู้เช่นกันว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของจวนอัครเสนาบดี หากข่าวแพร่ออกไปว่าบ่าวชั่วรังแกเจ้านาย เกรงว่าอวิ๋นเสวียนจือคงไม่คิดจะเก็บเขาไว้แน่ เพื่ออุดปากคนตนเองคงหนีไม่พ้นเคราะห์นี้ 

มิสู้ผลักความผิดไปให้คนอื่น อย่างมากตนเองก็ถูกสอบสวนว่าปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง แล้วค่อยให้ซูอี๋เหนียงเป่าลมข้างหมอน* ตำแหน่งพ่อบ้านจวนอัครเสนาบดีนี้ยังจะไม่ใช่ของตนต่อไปอีกหรือ 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับไม่ให้โอกาสเขาเอ่ยปากโดยสิ้นเชิง วาจาของพ่อบ้านจ้าวเพิ่งจะสิ้นคำ ข้างหูของทุกคนก็มีเสียงราบเรียบของนางดังขึ้น "ได้ยินว่าช่วงนี้ในจวนของเรามีเรื่องมงคลเกิดขึ้น พ่อบ้านจ้าวคงจะเปลืองแรงกับเรื่องนี้ถึงได้ละเลยการดูแลห้องครัวกระมัง" 

ครั้นวาจานี้ถูกเปล่งออกไป สีหน้าของหลิ่วอี๋เหนียงกับอวิ๋นเยียนก็ซีดเผือดในชั่วพริบตา ส่วนพ่อบ้านจ้าวพลันสะดุ้งเฮือก แม้กระทั่งอวิ๋นเสวียนจือที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็ผงะอึ้งไป มองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ อย่างอดไม่ได้ "เมิ่งเอ๋อร์ ในจวนมีเรื่องมงคลอะไรเกิดขึ้น" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งอมยิ้ม เอ่ยอย่างเฉื่อยชาทันใด "ลูกก็แค่ได้ยินมาเหมือนกัน ท่านพ่อถามพ่อบ้านจ้าวเอาเองดีกว่าเจ้าค่ะ" 

พ่อบ้านจ้าวไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งจะพูดเรื่องนี้ออกมาก่อนถึงเวลา ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้อวิ๋นเสวียนจือกำลังโมโหโทโส เกรงว่าเรื่องนั้นคงไม่อาจดำเนินการได้อย่างราบรื่นเสียแล้ว 

ยามนี้สายตาอวิ๋นเสวียนจือแฝงด้วยแววดุร้ายเต็มเปี่ยม ทำให้พ่อบ้านจ้าวรู้สึกแผ่นหลังเสียววาบ ทำได้แค่เพียงฝืนเอ่ย "เรียนนายท่าน ซูอี๋เหนียงรับปากบ่าวว่าจะให้คุณหนูสามหมั้นหมายกับลูกชายของบ่าวขอรับ" 

ยามนี้หลิ่วอี๋เหนียงกับอวิ๋นเยียนทั้งคู่ต่างน้ำตาคลอหน่วยถลาเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าอวิ๋นเสวียนจือ 

"ขอนายท่านโปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ! ซูอี๋เหนียงจะยกเยียนเอ๋อร์ให้เป็นอนุภรรยาบุตรชายคนโตของพ่อบ้านจ้าว ถึงแม้เยียนเอ๋อร์เป็นบุตรอนุภรรยา แต่กระนั้นก็เป็นคุณหนูจวนอัครเสนาบดี จะให้ไปเป็นอนุของบุตรชายพ่อบ้านได้อย่างไรเจ้าคะ จะให้นายท่านเอาหน้าไปไว้ที่ใด" พอหลิ่วอี๋เหนียงเอ่ยปากก็ยกเรื่องหน้าตาของเขามาเป็นอันดับแรก กอปรกับอวิ๋นเยียนร้องไห้อย่างโศกเศร้าปานจะขาดใจ ทำให้นัยน์ตาที่เดิมก็เต็มไปด้วยความโกรธกริ้วของอวิ๋นเสวียนจือยิ่งมีโทสะพุ่งขึ้นสามจั้ง* ทันใด 

"เจ้าช่างใจกล้านัก แม้แต่กับคุณหนูจวนอัครเสนาบดีก็กล้าคิดเพ้อฝัน!" พอนึกถึงบุตรชายที่ไร้ความรู้ความสามารถของพ่อบ้านจ้าว แล้วเห็นท่าทางน่าสงสารเวทนาของอวิ๋นเยียน อวิ๋นเสวียนจือก็ได้แต่เดือดเป็นฟืนเป็นไฟ สาวเท้าปราดเข้าไปตรงหน้า เตะเข้าที่หัวไหล่ของพ่อบ้านจ้าว 

"นายท่าน ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ" ตอนนี้ซูชิงซึ่งเดิมอยู่ในห้องพาอวิ๋นรั่วเสวี่ยรีบร้อนมา นัยน์ตาเรียบเฉยของอวิ๋นเชียนเมิ่งฉายรอยยิ้มเย็นวาบผ่าน แต่มิได้มีปฏิกิริยาใดๆ ยังคงยืนอยู่ข้างอวิ๋นเสวียนจือเงียบๆ เหมือนเดิม ราวกับไม่เคยแยแสการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ 

เสียงร้องไห้ของหลิ่วอี๋เหนียงกับอวิ๋นเยียนค่อยๆ หยุดลงเมื่อผู้มาใหม่ใกล้เข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นรั่วเสวี่ยยังถลึงตาใส่ทั้งคู่แวบหนึ่งอย่างโกรธแค้น ทำให้พวกนางตกใจกลัวจนก้มหน้าลงโดยพลัน วาจาที่เดิมทีคิดจะร้องขอความเมตตาถูกกลืนกลับลงท้องทันที 

ในหมู่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ คงจะมีแต่พ่อบ้านจ้าวที่ยินดีปรีดาที่สุด ครั้นเห็นผู้เป็นนายของตนมาถึง ร่างของพ่อบ้านจ้าวซึ่งแต่เดิมหมอบคลานอยู่กับพื้นก็ลุกขึ้นยืนในทันใด สายตาที่มองไปทางหลิ่วอี๋เหนียงและอวิ๋นเยียนทวีความลำพองใจและการยั่วยุอย่างอดไม่ได้ 

ซูชิงเดินไปหาอวิ๋นเสวียนจือด้วยสีหน้าอ่อนโยนท่ามกลางสายตาหวาดหวั่นของทุกคน แอบอิงข้างกายอวิ๋นเสวียนจือราวกับนกน้อยก่อนเอ่ยอย่างนุ่มนวล "นายท่าน เกิดเรื่องอันใดขึ้น ดูสิ ท่านทำให้พ่อบ้านจ้าวตกใจกลัวหมดแล้วนะเจ้าคะ" 

ทว่าเสียงนุ่มละมุนของนางกลับแลกมาด้วยเสียงเอ่ยถามอย่างเย็นชาเล็กน้อยของอวิ๋นเสวียนจือ "ชิงเอ๋อร์ ได้ยินว่าเจ้ายกเยียนเอ๋อร์ให้เป็นอนุภรรยาบุตรชายคนโตของพ่อบ้านจ้าว?" 

พอมีคนไปรายงานต่อซูชิงถึงเหตุการณ์ทั้งหมด นางก็เกรงว่าจะถูกอวิ๋นเชียนเมิ่งทำให้เสียเรื่องจึงรีบร้อนเข้ามา ยามนี้เห็นอวิ๋นเสวียนจือเปิดปากถาม บนใบหน้านางยังคงแสร้งแย้มยิ้มอ่อนโยน เอ่ยโต้ตอบอย่างคล่องแคล่ว "ใช่เจ้าค่ะ นายท่าน บ่าวเห็นว่าปีนี้เยียนเอ๋อร์เลยวัยออกเรือนมาแล้ว ส่วนลูกชายพ่อบ้านจ้าวบ่าวก็เห็นเขาเติบโตมาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กที่รูปลักษณ์ใจคอไม่เลว จึงเป็นธุระหมั้นหมายให้โดยพลการ" 

ได้ยินนางพูดเช่นนี้สีหน้าของอวิ๋นเยียนก็เจื่อนลงทันใด ฟันกัดริมฝีปากล่าง สองมือที่บีบผ้าเช็ดหน้าอยู่ในแขนเสื้อกำเป็นหมัดแน่น 

เห็นท่าทางกล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูดของอวิ๋นเยียน ซูชิงก็ยิ้มเย็นเยียบในใจ จากนั้นจึงพูดต่อว่า "นอกจากนี้แม้อวิ๋นเยียนจะเป็นคุณหนูจวนอัครเสนาบดี แต่หลิ่วอี๋เหนียงฐานะต่ำต้อย อวิ๋นเยียนหาได้มีชื่อเสียงในหมู่หญิงงามชั้นสูงของเมืองหลวงไม่ เกรงว่าลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์คงไม่มาสู่ขอถึงที่เป็นแน่ มิสู้ให้นางแต่งกับบุตรชายพ่อบ้านจ้าว ต่อไปก็จะได้เป็นครอบครัวเดียวกัน พ่อบ้านจ้าวก็จะทำงานถวายชีวิตให้นายท่านอย่างสุดแรงสุดกำลังยิ่งกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ" 

คำพูดเหล่านี้พูดได้มีเหตุมีผล ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความใจกว้างดีพร้อมของซูชิง ให้ความรู้สึกราวกับเป็นนายหญิงของบ้านโดยสมบูรณ์ 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองอวิ๋นเสวียนจือเปลี่ยนจากท่าทีเดือดดาลเมื่อครู่มาเป็นใจสงบในยามนี้ มุมปากก็ผุดรอยยิ้มเฉยชาถึงขีดสุดตาม นัยน์ตาลึกล้ำดุจสระลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งจ้องไปยังใบหน้าแย้มยิ้มที่เอื้ออารีเกินไปของซูชิงแน่วนิ่ง เอ่ยอย่างช้าๆ "วาจานี้ของซูอี๋เหนียงกล่าวผิดแล้ว พูดถึงอายุมากน้อย หากน้องรั่วเสวี่ยยังมิได้แต่งงาน จะวนมาถึงตาน้องสามได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นตำแหน่งของซูอี๋เหนียงในจวนอัครเสนาบดีเองก็ไม่ได้สูงส่งสักเท่าไร เมื่อว่ากันตามหลักการแล้ว น้องรั่วเสวี่ยซึ่งเป็นบุตรอนุภรรยาก็สามารถแต่งให้บุตรชายพ่อบ้านจ้าวได้เหมือนกัน ท่านพ่อ เมิ่งเอ๋อร์ไม่ฉลาด ไม่เข้าใจว่าซูอี๋เหนียงทำเช่นนี้มีจุดประสงค์ใด" 

วาจานี้ของอวิ๋นเชียนเมิ่งคล้ายกับตบหน้าซูชิงฉาดใหญ่ ทำให้สีหน้าของซูชิงกับอวิ๋นรั่วเสวี่ยย่ำแย่ขึ้นทันใด 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยดวงตาฉายแววดุร้าย ใบหน้าเผยรอยยิ้มเย็น กล่าวตอบโต้อย่างกระทบกระเทียบ "ท่านพี่พูดอะไรกัน ลืมไปแล้วหรือว่าท่านเป็นคนที่ถูกถอนหมั้น หากชาตินี้คิดจะแต่งเข้าตระกูลขุนนางชั้นสูง กลัวว่าจะเป็นแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ สู้ท่านพี่แต่งให้บุตรชายพ่อบ้านจ้าวแทนอวิ๋นเยียนดีกว่ากระมัง" 

พูดจบสองแม่ลูกก็รอดูเรื่องตลกของอวิ๋นเชียนเมิ่งด้วยท่าทางสะใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น ส่วนพวกมู่ชุนกลับมองไปยังคุณหนูของตนอย่างเป็นกังวล ในใจอดชิงชังกับความชั่วร้ายของซูอี๋เหนียงและอวิ๋นรั่วเสวี่ยไม่ได้ ถึงกับเอาเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของหญิงสาวมาล้อเล่น หากข่าวแพร่ออกไปชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ก็คงจะป่นปี้จนหมดสิ้น 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับมองแม่ลูกที่อวดดีคู่นี้อย่างเรียบเฉย นัยน์ตาสีดำที่เปล่งประกายวาววับภายใต้แสงเทียนสงบราบเรียบราวกับผิวน้ำ ทำให้คนมองไม่เห็นอารมณ์ที่แท้จริงซึ่งอยู่ภายใน แม้แต่อวิ๋นเสวียนจือที่อยู่ข้างๆ ก็ยังผงะอึ้งไป ไม่เข้าใจว่าบุตรสาวคนโตเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน 

ความเยือกเย็นจนเกินไปของอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับทำให้ซูชิงและอวิ๋นรั่วเสวี่ยที่แอบหัวเราะเยาะนางเมื่อครู่เริ่มใจเต้นรัวขึ้นมา ทั้งสองยังมิได้เคลื่อนไหวก็เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งขยับริมฝีปากแดงเรื่อเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น "หรือซูอี๋เหนียงกับน้องรองไม่รู้ว่าการแต่งงานของข้าแม้แต่ท่านพ่อก็เป็นธุระจัดการให้ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้ามีสถานะใด แล้วน้องรองมีสถานะใด วันนี้เจ้าถึงกับไม่เคารพพี่สาวเช่นนี้ เกรงว่าถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปภายนอก ในเมืองหลวงนี้คงไม่มีคนกล้าสู่ขอน้องรองอีกกระมัง" 

ครั้นได้ฟังคำชี้แจงแถลงไข แม้แต่อวิ๋นเสวียนจือที่โอนเอียงไปทางอวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ได้แต่ลอบถลึงตาใส่บุตรสาวคนรองที่ปากมาก เขากำลังคิดจะกล่าวแก้ตัวแทนอวิ๋นรั่วเสวี่ย ทว่าไม่ทันความเร็วของอวิ๋นเชียนเมิ่งแล้ว 

"มิหนำซ้ำท่านพ่อมีสถานะใด ต่อให้เป็นเพียงบุตรสาวของอนุภรรยา แต่แต่งเป็นภรรยาเอกในตระกูลขุนนางที่ลำดับขั้นต่ำหน่อยก็มีให้เห็นถมเถไป ท่านพ่อไม่อาจสละความสุขชั่วชีวิตของน้องสาวเพราะการแก่งแย่งชิงดีภายในบ้านได้หรอก ลองกวาดตามองตระกูลขุนน้ำขุนนางทั่วแคว้นซีฉู่ดูสิ มีตระกูลใดบ้างที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการแต่งงานต่อกัน ท่านพ่อคงมิใช่ไม่เข้าใจหลักการนี้กระมัง" วาจาของอวิ๋นเชียนเมิ่งดูเหมือนคลุมเครือ แต่ที่จริงกลับเป็นระฆังเตือนภัยเคาะเตือนสติอวิ๋นเสวียนจือไว้โดยพลัน 

เขาหันกายมาสำรวจดูอวิ๋นเยียนใหม่อีกครั้ง เห็นว่าถึงแม้บุตรสาวคนเล็กงามสง่าผ่าเผยสู้บุตรสาวคนโตไม่ได้ แต่ก็เป็นสาวงามหมดจดที่พบเจอได้ไม่มาก และเขาก็มีบุตรสาวเพียงแค่สามคน หากไม่ใช้ประโยชน์ให้ดีๆ เกิดภายภาคหน้ามีปัญหาใดก็อาจจะหาที่พึ่งไม่ได้ 

เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนี้สีหน้าของอวิ๋นเสวียนจือก็ค่อยๆ หนักอึ้งขึ้นมา ในดวงตาที่มองไปทางพ่อบ้านจ้าวแฝงแววดุร้ายมากกว่าเดิม "พ่อบ้านจ้าว เรื่องพวกนี้เจ้าเลิกฝันกลางวันได้แล้ว ตั้งใจปรนนิบัติอี๋เหนียงกับคุณหนูให้ดี สนใจแต่เรื่องของตนเองก็พอ" 

พ่อบ้านจ้าวเห็นอวิ๋นเสวียนจือเอ่ยวาจา ในใจก็รู้ว่าเรื่องนี้ล้มเหลวเพราะการก่อกวนของอวิ๋นเชียนเมิ่งเสียแล้ว จึงได้แต่กล้ำกลืนความแค้นในใจที่มีต่ออวิ๋นเชียนเมิ่งลงไป ตอบกลับเสียงแผ่วเบา "ขอรับ" 

อวิ๋นเยียนกับหลิ่วอี๋เหนียงไม่อยากจะเชื่อหูของตนเองแม้แต่น้อย คิดไม่ถึงว่าแค่อวิ๋นเชียนเมิ่งพูดสองสามคำก็ตอบโต้การจู่โจมของซูชิงจนล่าถอยไปได้ ซ้ำยังเปลี่ยนความคิดของอวิ๋นเสวียนจือได้อย่างง่ายดาย นัยน์ตาที่มองมาทางอวิ๋นเชียนเมิ่งเต็มไปด้วยความซาบซึ้งในทันใด 

สีหน้าของซูชิงกับอวิ๋นรั่วเสวี่ยกลับย่ำแย่ยิ่ง ซูชิงปกครองบ้านนี้มานาน ในจวนอัครเสนาบดีคำพูดของนางถือเป็นประกาศิต แต่วันนี้ถูกอวิ๋นเชียนเมิ่งตอกกลับ ในใจย่อมไม่ยินดีปรีดา ทว่าเพราะอวิ๋นเสวียนจือตบโต๊ะตัดสินใจไปแล้วจึงได้แต่ล้มเลิกเท่านั้น 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ อย่างสงบเยือกเย็นต่อว่า "ดูเหมือนซูอี๋เหนียงกับน้องรั่วเสวี่ยยังถูกกักบริเวณอยู่ เหตุใดถึงออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาตเล่า ซูอี๋เหนียงกับน้องรั่วเสวี่ยทำตัวเป็นกึ่งๆ เจ้านายของจวนอัครเสนาบดี แต่ไม่สามารถทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีได้ ถ้าทุกคนล้วนเพิกเฉยต่อการลงโทษของท่านพ่อ เช่นนั้นจวนอัครเสนาบดีจะไม่ปั่นป่วนวุ่นวายแย่หรือ" 

อวิ๋นเสวียนจือคาดไม่ถึงว่าบุตรสาวคนโตจะวกกลับมาจับผิดซูชิง แต่ในตอนนี้ภายในห้องโถงมีบริวารข้ารับใช้อยู่มากมาย หากทุกคนเอาเยี่ยงเอาอย่าง ต่อไปจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้คงควบคุมดูแลลำบากจริงๆ และความน่าเคารพยำเกรงของตนเองก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน 

เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจอวิ๋นเสวียนจือก็นึกตำหนิซูชิงกับอวิ๋นรั่วเสวี่ยอยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่รู้ว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งแตกต่างไปจากเดิม พวกนางก็ยังจะสร้างความวุ่นวายให้ตนอีก ตอนนี้มีดวงตามากมายหลายคู่กำลังมองดูอยู่ แม้ตนเองจะมีใจอยากช่วยพวกนางแต่ก็ช่วยไม่ได้แล้ว 

ทว่าอวิ๋นรั่วเสวี่ยซึ่งอยู่อีกด้านกลับไม่พอใจ กำลังจะเข้าไปถกเถียงกับอวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่ถูกซูชิงดึงตัวไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงนอบน้อมของซูชิงจะดังขึ้นในโถงรับแขก "คุณหนูใหญ่พูดได้ถูกต้อง เป็นบ่าวที่ใคร่ครวญไม่รอบคอบเอง ต่อไปจะระวังให้ดีเจ้าค่ะ" 

ซูชิงกล่าวจบก็ดึงตัวอวิ๋นรั่วเสวี่ยที่ไม่พออกพอใจไว้ และกำลังจะก้าวออกไปจากบริเวณนั้น แต่อวิ๋นเชียนเมิ่งยังมีวาจาจะพูดอีก นางเดินไปยังข้างกายซูชิงพลางทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย กล่าวราวกับไม่อาจแข็งใจได้ "ท่านพ่อ ซูอี๋เหนียงถูกกักบริเวณแค่ไม่กี่วันในจวนก็วุ่นวายจนอยู่ในสภาพนี้แล้ว มิสู้ท่านพ่อเลือกผู้ดูแลมาอีกคน ทำหน้าที่แทนซูอี๋เหนียงชั่วคราวดีกว่านะเจ้าคะ" 

ได้ยินอวิ๋นเชียนเมิ่งพูดจุดประสงค์ของตนออกมาในที่สุด เงาร่างที่กำลังจะจากไปของซูชิงก็พลันชะงักหันกลับมาทันที สีหน้าเจือแววไม่เห็นพ้อง "คุณหนูใหญ่พูดอะไรกันเจ้าคะ การดูแลจวนอัครเสนาบดีเป็นเรื่องที่บ่าวพึงกระทำอยู่แล้ว นอกจากนั้นในจวนนี้ก็หาคนที่จะสามารถรับหน้าที่นี้ไม่ได้หรอกกระมัง ไม่ต้องให้คุณหนูใหญ่มาเหนื่อยแทนหรอกเจ้าค่ะ สุดท้ายคุณหนูใหญ่ก็ต้องออกเรือนอยู่ดี" 

ความหมายแฝงในวาจานี้ก็คือสุดท้ายอวิ๋นเชียนเมิ่งก็เป็นคนของบ้านสามี ให้คนนอกมาดูแลกิจภายในบ้านช่างไม่เหมาะไม่ควรจริงๆ 

อวิ๋นเสวียนจือฟังเสียงนอกสายเครื่องดนตรี* ออก สายตาที่มองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งทวีแววครุ่นคิดลึกซึ้งและเฉียบขาด 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับผลิยิ้ม มือเรียวชี้ไปทางหลิ่วอี๋เหนียงซึ่งอยู่อีกด้าน กล่าวเสียงค่อย "ท่านพ่อลืมไปแล้วหรือว่าในจวนยังมีหลิ่วอี๋เหนียงอยู่ นางเป็นคนของจวนอัครเสนาบดีและก็เป็นกึ่งเจ้านายของจวนนี้ ฐานะเท่ากับซูอี๋เหนียง ลูกเชื่อว่านางจะต้องทำหน้าที่นี้ได้ดีแน่นอนเจ้าค่ะ ช่วงนี้ลูกกินอาหารอย่างบนโต๊ะนี้จนเบื่อแล้ว ท่านพ่อทนให้ลูกได้รับความคับข้องใจเพราะในจวนไม่มีคนคอยดูแลได้อย่างไรเจ้าคะ" 

พูดจบนิ้วของอวิ๋นเชียนเมิ่งก็เปลี่ยนทิศทาง สายตาของทุกคนอดมองตามมือของนางไปยังอาหารบนโต๊ะไม่ได้ เห็นบนโต๊ะอาหารตัวใหญ่มีเพียงถ้วยจานแค่สองสามใบ เกรงว่าแม้แต่บ่าวรับใช้ชั้นล่างสุดในจวนอัครเสนาบดียังมีอาหารการกินสมบูรณ์กว่านี้อีกกระมัง 

ซูชิงเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งบีบบังคับให้จนตรอกถึงเพียงนี้ ในดวงตาก็เอ่อล้นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่อาจควบคุม ก่อนจะส่งสายตาให้พ่อบ้านจ้าว 

พ่อบ้านจ้าวถูกอวิ๋นเชียนเมิ่งกดหัวจนโทสะอัดแน่นเต็มท้อง พอเห็นสัญญาณจากซูชิงก็กล่าวด้วยความหวาดเกรงทันที "นายท่าน คงเป็นเพราะผู้ดูแลห้องครัวงานยุ่งจนสติเลอะเลือนถึงได้ทำอาหารมาผิด อาหารของคุณหนูใหญ่คงจะยังวางอยู่ในห้องครัวแน่นอนขอรับ ประเดี๋ยวบ่าวจะสั่งให้คนมัดตัวผู้ดูแลที่แอบอู้มาขอโทษคุณหนูเองขอรับ" 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับจ้องดูการโต้ตอบระหว่างคนทั้งสอง กล่าวเสียงเย็น "พ่อบ้านจ้าว เจ้ามีความผิดติดตัว เจ้าคิดว่าวาจาของเจ้าจะทำให้ท่านพ่อเชื่อได้อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า ในจวนนี้เบี้ยรายเดือนทุกเดือนจ่ายเมื่อใด" 

เรื่องนี้ซูชิงได้วางแผนกับพ่อบ้านจ้าวล่วงหน้าแล้ว พอได้ยินอวิ๋นเชียนเมิ่งถามขึ้น ในใจพ่อบ้านจ้าวก็พลันผ่อนคลาย พูดแผนการรับมือที่คิดเอาไว้แล้วออกมาทันที "เรียนคุณหนูใหญ่ วันที่สามของทุกเดือนขอรับ แต่ว่าเดือนนี้ในจวนค่าใช้จ่ายฝืดเคืองจึงล่าช้าไปหลายวัน" 

ครั้นฟังคำแก้ตัวของเขาจบ อวิ๋นเชียนเมิ่งก็กล่าวเสียงเฉียบทันที "พ่อบ้านจ้าว ยังไม่คุกเข่าลงอีก! ในเมื่อการเงินในจวนมีปัญหา เหตุใดไม่รีบแจ้งท่านพ่อ เจ้าว่าบ่าวรับใช้ที่ปิดบังเจ้านายอย่างเจ้ายังจะมีประโยชน์อะไรอีก พูดมา เจ้ายักยอกเงินค่าใช้จ่ายในจวนไปใช่หรือไม่" 

หมวกความผิดใบใหญ่ถูกใส่ลงมา พ่อบ้านจ้าวจึงคุกเข่าดังตุ้บร่างกายสั่นเทา โขกศีรษะให้อวิ๋นเสวียนจือไม่หยุด "นายท่านโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง บ่าวไม่กล้ายักยอกเงินในจวนแน่นอนขอรับ" 

ส่วนซูชิงก็พลันตะลึงลานไปเพราะปฏิกิริยาตอบกลับอันเฉียบไวและฝีมือในการสาดโคลนของอวิ๋นเชียนเมิ่ง นางได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าซีดเผือด 

ยามนี้อวิ๋นเสวียนจือใบหน้าเขียวปั้ด เมื่อเห็นท่าทางของพ่อบ้านจ้าวกับซูชิง ในใจเขาก็เริ่มเชื่อคำพูดของอวิ๋นเชียนเมิ่งอยู่บ้าง จึงกล่าวตัดสินใจด้วยความผิดหวัง "ชิงเอ๋อร์ ช่วงนี้เจ้ากับรั่วเสวี่ยตั้งใจสำนึกผิดอยู่ในห้องให้ดีๆ ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ปล่อยให้หลิ่วอี๋เหนียงจัดการแทนชั่วคราวก็แล้วกัน" 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซูชิงก็พลันเข่าอ่อนเกือบจะล้มคว่ำไปกองกับพื้น 

 

* ลมข้างหมอน หมายถึงการคุยกันระหว่างสามีภรรยาเป็นการส่วนตัว 

* จั้ง เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบได้ระยะประมาณ 3.33 เมตร 

* เสียงนอกสายเครื่องดนตรี อุปมาถึงความหมายแฝงในคำพูด 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว