facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 กลับจวนอัครเสนาบดี เรียกตัวคนสนิท

ชื่อตอน : บทที่ 2 กลับจวนอัครเสนาบดี เรียกตัวคนสนิท

คำค้น : #ฉู่หวังเฟย #หนิงเอ๋อร์ #มากกว่ารัก #จีนโบราณ #นิยายแปลจีน #นิยายแปล #แจ่มใส #โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2563 18:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 กลับจวนอัครเสนาบดี เรียกตัวคนสนิท
แบบอักษร

หน้าประตูใหญ่ของจวนอัครเสนาบดีในยามนี้ ซูชิงซึ่งมีฐานะเป็นอนุภรรยาใบหน้าเปี่ยมยิ้มรอสามีของตนกลับมา ยิ่งกว่านั้นอวิ๋นรั่วเสวี่ยผู้เป็นบุตรสาวซึ่งอยู่ข้างๆ นางกำลังชะเง้อคอรอดูเรื่องตลกมากกว่า 

แต่ไหนแต่ไรมาข่าวสารภายในวังก็แพร่กระจายรวดเร็ว เรื่องที่อวิ๋นเชียนเมิ่งเพิ่งจะโขกศีรษะกับเสาเพื่อฆ่าตัวตายนั้น เกรงว่าจวนตระกูลขุนนางทั้งหมดในเมืองหลวงคงจะได้รับข่าวกันทั่วแล้ว 

นี่ทำให้แม่ลูกคู่นี้มีประกายลำพองใจวาดผ่านในดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ต้องให้ถึงมือตนเองก็กำจัดหนามยอกอกไปได้อันหนึ่ง จะไม่ให้พวกนางมีความสุขได้อย่างไร 

ถ้าหากอวิ๋นเชียนเมิ่งตายไปจริงๆ วันที่ซูชิงจะได้เป็นภรรยาเอกของอวิ๋นเสวียนจือก็คงจะมาถึงในไม่ช้า 

ถึงจะโชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่นางก็ต้องแบกรับชื่อเสียว่าถูกถอนหมั้นตลอดไป ต่อให้นางมีสถานะเป็นถึงบุตรสาวในภรรยาเอกแห่งจวนอัครเสนาบดี แต่ชาตินี้ก็คงไม่อาจหาสามีที่เพียบพร้อมได้อีก 

"เอ๋? เหตุใดถึงเป็นราชรถหงส์ ท่านพ่อกลับมาแล้วมิใช่หรือ" ราชรถหงส์อันงามวิจิตรค่อยๆ สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของทุกคน ทว่ากลับไม่เห็นเกี้ยวขุนนางของอวิ๋นเสวียนจือ จึงทำให้อวิ๋นรั่วเสวี่ยเอ่ยถามซูชิงที่อยู่ด้านข้างด้วยความงุนงง 

แต่ซูชิงในตอนนี้กลับหุบรอยยิ้มบนใบหน้า ขมวดคิ้วน้อยๆ พลางมองราชรถหงส์ที่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ คิดคาดเดาในใจ 

ราชรถหงส์ค่อยๆ หยุดลงตรงหน้าประตูจวนอัครเสนาบดี สุ่ยเอ๋อร์และปิงเอ๋อร์เลิกผ้าม่านพลางประคองคนที่อยู่ด้านในออกมาอย่างระมัดระวัง 

ชายกระโปรงที่เปรอะเปื้อนรอยเลือดสีแดงเข้มตกกระทบสู่ดวงตาของทุกคนตามการเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ด้านใน 

อวิ๋นเชียนเมิ่งซึ่งก้าวออกมาจากราชรถหงส์หน้าผากพันด้วยผ้าขาวบางเป็นชั้นหนา รอยโลหิตสีแดงสดซึมออกมาจากผ้าขาวบางรางๆ 

เนื่องจากอวิ๋นเชียนเมิ่งเสียเลือดมากเกินไปจึงทำให้ใบหน้าซีดเซียว แม้จะมีสุ่ยเอ๋อร์และปิงเอ๋อร์คอยพยุง แต่ก็ยังให้ความรู้สึกอ่อนระโหยโรยแรง 

อวิ๋นรั่วเสวี่ยดวงตาปรากฏแววเย้ยหยันด้วยความยินดีในคราวเคราะห์ของผู้อื่น ไม่รอให้ซูชิงดึงตัวไว้นางก็เดินเข้าไปหาอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างงามสง่า ขวางอวิ๋นเชียนเมิ่งไว้หน้าประตูใหญ่ของจวนอัครเสนาบดี 

"ท่านพี่เป็นอะไรไปหรือ หรือว่าเข้าวังครั้งนี้มิได้อยู่ดีกินดี เหตุใดถึงอยู่ในสารรูปเช่นนี้ได้เล่า" อวิ๋นรั่วเสวี่ยสาวเท้าก้าวใหญ่ก้าวเดียวก็มาถึงตรงหน้าอวิ๋นเชียนเมิ่งพลางกล่าวด้วยท่าทางเย้ยหยัน โดยเฉพาะเมื่อเห็นรอยเลือดที่ยังไม่ได้เช็ดทำความสะอาดบนใบหน้าอวิ๋นเชียนเมิ่งก็ยิ่งหัวเราะอย่างกำเริบเสิบสาน 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งในตอนนี้กลับมองผ่านอวิ๋นรั่วเสวี่ยเลยไปยังซูชิง เห็นฝีเท้าที่เดิมทียกขึ้นของนางเก็บกลับไป อมยิ้มมุมปากมองอวิ๋นรั่วเสวี่ยดูหมิ่นตนแต่กลับไม่เอ่ยปากห้าม เห็นได้ชัดว่าซูชิงต้องการเยาะเย้ยตนเองผ่านอวิ๋นรั่วเสวี่ย 

ยามนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะการมาของราชรถหงส์ดึงดูดประชาชนจำนวนไม่น้อย ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อบ้านคนใหญ่คนโตแห่งนี้จึงพากันมองดูเรื่องตลกโดยไม่หวั่นเกรงพระราชอำนาจ 

อวิ๋นเชียนเมิ่งหันหน้าเล็กน้อย มองดูเกี้ยวขุนนางของอวิ๋นเสวียนจือซึ่งอยู่ด้านหลังค่อยๆ ใกล้เข้ามา จากนั้นสลัดสุ่ยเอ๋อร์และปิงเอ๋อร์ที่ประคองตนเองอยู่ออกแล้วกล่าวด้วยเสียงดังก้องว่า "บุตรสาวอนุภรรยาพบพี่สาวบุตรภรรยาเอกแล้วไม่ต้องคำนับได้ตั้งแต่เมื่อไร หรือว่านี่คือวิธีการอบรมสอนสั่งของซูอี๋เหนียง ซ้ำวันนี้ยังทำโอหังอวดดีหน้าประตูจวนอัครเสนาบดีถึงเพียงนี้ หรือว่าไม่สนใจภาพลักษณ์สัตย์ซื่อเที่ยงตรงของท่านพ่อเลย!" 

ครั้นวาจานี้ถูกเปล่งออกไป ผู้คนก็พากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบา สายตาทั้งหมดค่อยๆ พุ่งไปยังซูชิงและอวิ๋นรั่วเสวี่ย 

พวกซูชิงตะลึงลาน ไม่รู้ว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลายเป็นคนแข็งกร้าวเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร 

ซูชิงสะกดกลั้นความประหลาดใจเอาไว้ ค่อยๆ เดินเข้าไปหาช้าๆ ในดวงตารูปเมล็ดซิ่ง* อันงดงามปรากฏความเกลียดชังออกมาเล็กน้อย ทว่ายามเดินเข้ามาใกล้ข้างกายอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับเอ่ยอย่างอ่อนโยน "คุณหนูใหญ่ไยต้องโมโหด้วยเล่า เรื่องที่เฉินอ๋องยกเลิกการแต่งงานระหว่างเจ้ากับเขาไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราสักหน่อย เหตุใดคุณหนูใหญ่ต้องมาลงกับพวกเราด้วยเล่า หรือเพราะเห็นว่าพวกเรารังแกง่าย" พูดจบสองแม่ลูกก็พากันหลั่งน้ำตา 

ทันใดนั้นสายตาของทุกคนก็หันไปหาอวิ๋นเชียนเมิ่งอีกครั้ง พอข่าวอันน่าตื่นตระหนกถึงขีดสุดเช่นนี้แพร่ออกมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงคาดเดาต่างๆ นานาก็ค่อยๆ ดังระงม 

"หุบปาก!" ยามนี้อวิ๋นเสวียนจือที่ลงมาจากเกี้ยวรีบเดินเข้ามา สีหน้าที่เดิมทีก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อได้ยินซูชิงพูดเรื่องของอวิ๋นเชียนเมิ่งออกมาในที่สาธารณะก็ยิ่งถมึงทึงขึ้นไปอีก 

"ท่านพ่อ! ใจเมิ่งเอ๋อร์รู้ดีเจ้าค่ะ เมิ่งเอ๋อร์ไม่มีมารดาคอยดูแล อี๋เหนียงและน้องสาวต่างมารดาในจวนอัครเสนาบดีนี้จึงไม่เห็นเมิ่งเอ๋อร์อยู่ในสายตา เพราะเรื่องที่เมิ่งเอ๋อร์ไม่อาจควบคุมได้ในครั้งนี้ จึงคิดจะขับไล่เมิ่งเอ๋อร์ออกจากจวน ท่านพ่อ ถ้าหากจวนอัครเสนาบดีอันใหญ่โตนี้ไม่อาจต้อนรับเมิ่งเอ๋อร์ เช่นนั้นเมิ่งเอ๋อร์ก็ได้แต่ไปที่วังของไทเฮา อย่างน้อยไทเฮาก็ยังจริงใจต่อลูก" ครั้นเห็นอวิ๋นเสวียนจือปรากฏตัว เงาร่างของอวิ๋นเชียนเมิ่งก็สั่นเทิ้มน้อยๆ คิ้วใบหลิวพลันขมวด น้ำตาหลั่งไหลเป็นสายในทันที ร่ำไห้คร่ำครวญเสียงดัง 

เมื่อทุกคนได้ยินก็ค่อยๆ เข้าใจว่าจวนอัครเสนาบดีแห่งนี้อนุภรรยาวางอำนาจบาตรใหญ่ จึงอดสงสารคุณหนูใหญ่ที่ไร้มารดาผู้นี้ไม่ได้ 

ซูชิงและอวิ๋นรั่วเสวี่ยได้ยินเสียงร่ำไห้ของอวิ๋นเชียนเมิ่ง มือที่เดิมทีกำลังเช็ดน้ำตาก็พลันชะงักกึก ในใจบีบรัดแน่น สายตามองไปยังอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางในวันนี้ถึงแตกต่างไปจากทุกที 

ทว่าเมื่ออวิ๋นเสวียนจือเห็นปฏิกิริยาของทุกคน แล้วยังได้ยินอวิ๋นเชียนเมิ่งพาดพิงถึงไทเฮา สายตาที่มองมายังพวกซูชิงก็ยิ่งเผยโทสะ ไม่รอให้ซูชิงพูดแก้ตัวก็กล่าวอย่างโมโหทันที "ซูอี๋เหนียงเป็นสตรีแต่กลับออกนอกจวนโดยพลการ กักบริเวณสิบวัน! อวิ๋นรั่วเสวี่ยไม่เคารพพี่สาว เพิกเฉยลำดับขั้นอาวุโส กักบริเวณครึ่งเดือน!" 

"ท่านพ่อ ท่านพูดแทนนางอย่างนั้นหรือ" พอได้ยินว่าถูกกักบริเวณ อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ขอบตาแดงเรื่อขึ้นทันที ดวงตามองไปทางอวิ๋นเสวียนจืออย่างไม่อยากเชื่อ แต่นิ้วที่สั่นระริกกลับชี้ตรงไปยังอวิ๋นเชียนเมิ่ง 

อวิ๋นเชียนเมิ่งมองดูนิ้วที่เกือบจะแตะโดนปลายจมูกของตน ยิ้มเย็นในใจ เอ่ยปากทันที "ฉวีกงกง*!" 

"ขอรับ!" ขันทีในชุดชาววังสีแดงเข้มผู้หนึ่งเดินมาข้างกายอวิ๋นเชียนเมิ่งอย่างเร็วไว 

"เรื่องในวันนี้เห็นชัดแล้วใช่หรือไม่" ไม่รอให้อวิ๋นเสวียนจือเอ่ยปากพูด อวิ๋นเชียนเมิ่งก็เอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสายตาที่พุ่งไปยังอวิ๋นรั่วเสวี่ยแฝงด้วยแววเย้ยหยันเข้มข้น แต่ใบหน้ายังคงอ่อนแอหาใดเปรียบ ชวนให้คนสงสารยิ่งนัก 

"เรียนคุณหนู เห็นชัดแล้ว เมื่อกลับไปจะกราบทูลทุกอย่างแก่ไทเฮาแน่นอนขอรับ" ขันทีผู้นั้นเป็นคนเก่าคนแก่ข้างพระวรกายไทเฮา ย่อมเข้าใจความหมายของอวิ๋นเชียนเมิ่งดี 

ความจริงไม่ต้องพูดถึงว่าคุณหนูอวิ๋นมีไทเฮาคอยหนุนหลัง ต่อให้เป็นคุณหนูในภรรยาเอกของครอบครัวธรรมดาๆ ก็ไม่อาจถูกบุตรอนุภรรยาชี้จมูกก่นด่าได้ นี่ทำให้ข้าราชบริพารของวังไทเฮาทุกคนพากันไม่พอใจต่อหลักการครองเรือนของอวิ๋นเสวียนจือยิ่งนัก 

"เช่นนั้นก็รบกวนกงกงด้วย วันนี้ฟ้ามืดแล้ว ฝั่งไทเฮาคงต้องการใช้คน ข้าไม่รั้งทุกท่านไว้แล้ว" อวิ๋นเชียนเมิ่งเบี่ยงกายเล็กน้อยแล้วค้อมกายคารวะฉวีกงกงผู้นั้นเป็นการแสดงความเคารพ 

"เข้าใจแล้วขอรับ คุณหนูอวิ๋นโปรดรักษาร่างกายให้ดีๆ" สิ้นคำฉวีกงกงผู้นั้นก็คำนับอวิ๋นเสวียนจือและอวิ๋นเชียนเมิ่งเล็กน้อย จากนั้นนำทุกคนวกกลับวัง 

"ท่านพ่อ ลูกเหนื่อยแล้ว ขอกลับห้องก่อนนะเจ้าคะ" พอทุกคนแยกย้ายกลับไป อวิ๋นเชียนเมิ่งก็ไม่อาลัยอาวรณ์สนามรบนี้อีก เมื่อคำนับอวิ๋นเสวียนจืออย่างอ่อนโยนแล้วก็ค่อยๆ เดินเข้าไปในจวนโดยมีสุ่ยเอ๋อร์และปิงเอ๋อร์คอยประคอง 

"ท่านพ่อ…" พออวิ๋นเชียนเมิ่งไปแล้ว อวิ๋นรั่วเสวี่ยก็ขยับเข้ามาข้างกายอวิ๋นเสวียนจือด้วยใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความน้อยใจ สองมือดึงแขนเสื้ออวิ๋นเสวียนจืออย่างออดอ้อน พอเปิดปากก็คิดจะสาดโคลนใส่อวิ๋นเชียนเมิ่ง ทว่ากลับถูกซูชิงดึงกลับไปอยู่ข้างกาย 

"เสวี่ยเอ๋อร์ ห้ามเสียมารยาทเด็ดขาด การตัดสินใจของท่านอัครเสนาบดีเมื่อครู่ถูกต้องแล้ว รีบตามแม่กลับห้องไปสำนึกผิดเดี๋ยวนี้" มือของซูชิงที่จับอวิ๋นรั่วเสวี่ยไว้บีบเบาๆ แววตาค่อยๆ มืดทะมึน บอกเป็นนัยให้บุตรสาวอย่าวู่วาม 

ศึกในวันนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งเป็นฝ่ายชนะอย่างเห็นได้ชัด 

 

"คุณหนู เมื่อครู่นายท่านคงจะทำไปเพื่อปกป้องพวกซูอี๋เหนียงนะเจ้าคะ" ทั้งสามทะลุผ่านสวนดอกไม้ของจวนอัครเสนาบดี เดินไปยังเรือนฉี่หลัวซึ่งเป็นที่พำนักของอวิ๋นเชียนเมิ่ง เมื่อเห็นว่าในสวนไม่มีบ่าวรับใช้คนอื่นๆ อยู่ สุ่ยเอ๋อร์จึงเอ่ยเสียงเบา 

ครั้นได้ยินเช่นนั้นมุมปากของอวิ๋นเชียนเมิ่งก็อดยกยิ้มเย็นชาขึ้นมามิได้ เรื่องนี้สุ่ยเอ๋อร์ก็ยังมองออก มีหรือนางจะไม่รู้ เพียงแต่ว่าถ้าหากวันนี้นางไม่แสดงพลังออกมา แม้แต่ประตูใหญ่ของจวนอัครเสนาบดีก็คงจะเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ 

ซูชิงและอวิ๋นรั่วเสวี่ยคงจะได้ข่าวตั้งแต่แรกแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดจะทำให้นางอับอายที่หน้าประตูจวน แล้วยืมปากของผู้คนโดยรอบขับไล่นางออกจากจวน แต่ว่าต่อให้พวกนางคิดคำนวณเป็นพันเป็นหมื่นตลบก็คิดไม่ถึงว่ายามนี้สิ่งที่อาศัยอยู่ในเปลือกนี้มิใช่อวิ๋นเชียนเมิ่งผู้อ่อนแอคนเดิมอีกแล้ว 

ในเมื่อนางมาอยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้มีชีวิตอยู่ในโลกต่างมิตินี้แค่วันเดียวก็จะไม่ยอมถูกผู้อื่นรังแกโดยเด็ดขาด 

'ตึง' ยามนี้เสียงถังไม้ร่วงดังเข้าหูคนทั้งสาม 

"คุณหนู…" ไม่รอให้ทั้งสามหันหน้ากลับมาก็พลันรู้สึกว่ามีลมเบาๆ พัดผ่านไป เงาร่างสีน้ำตาลคุกเข่าลงตรงหน้าอวิ๋นเชียนเมิ่ง 

"คุณหนู เกิดอะไรขึ้นกับท่านหรือเจ้าคะ ไฉนถึงโลหิตโซมกายเช่นนี้เล่า" ผู้ที่มาใหม่ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา คว้าชายกระโปรงอวิ๋นเชียนเมิ่งพร้อมกับร่ำไห้กล่าวอย่างโศกเศร้า 

อวิ๋นเชียนเมิ่งก้มหน้าลง มองเห็นเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ ในสมองก็มีปฏิกิริยาตอบสนองโดยพลัน นี่คือสาวใช้ประจำตัวอวิ๋นเชียนเมิ่งที่ชวีซื่อเหลือเอาไว้ให้ 

ทว่าซูชิงไม่ยอมรับคนของชวีซื่อจึงขับไล่มู่ชุนคนนี้ไปอยู่ที่โรงเก็บฟืน ต้องทำงานหนักทุกวัน 

ยามนี้เห็นมู่ชุนใบหน้าเหลือง เส้นผมแตกแห้ง อาภรณ์มีแต่รอยปะชุน เห็นได้ชัดว่าถึงแม้นางจะอยู่ห่างจากอวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่ซูชิงก็มิได้ดูแลนางเป็นอย่างดีขึ้นเลย ทว่าสาวใช้ผู้นี้จงรักภักดียิ่ง มักจะแอบหนีมาเยี่ยมอวิ๋นเชียนเมิ่งที่เรือนฉี่หลัวเป็นประจำ 

ตอนนี้เห็นมู่ชุนร่ำไห้ไม่หยุด เพื่อมิให้ถูกผู้ประสงค์ร้ายเห็นเข้า อวิ๋นเชียนเมิ่งจึงประคองนางขึ้นมา ยิ้มบางๆ พลางกล่าว "ข้าไม่เป็นไร แต่เจ้าสิ ผ่ายผอมลงอีกแล้ว" 

ยามมือของอวิ๋นเชียนเมิ่งสัมผัสโดนมือทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยรอยแตกกร้านของมู่ชุน โทสะก็ท่วมท้นในหัวใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว 

ทว่ามู่ชุนเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งแย้มยิ้มให้ตนเองก็ถึงกับลืมร้องไห้ สายตาจ้องคุณหนูที่อยู่ตรงหน้าอย่างอึ้งๆ อดคิดในใจไม่ได้ว่าคุณหนูกลายเป็นคนเบิกบานเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรหนอ 

มู่ชุนเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างรวดเร็ว พยายามยิ้มตอบ "บ่าวไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอแค่คุณหนูสบายดีก็พอ" 

"สุ่ยเอ๋อร์ ไปแจ้งพ่อบ้าน นับตั้งแต่วันนี้ไปมู่ชุนคือสาวใช้ใหญ่ของเรือนฉี่หลัว ไม่ต้องกลับไปโรงเก็บฟืนอีก!" พูดจบก็พามู่ชุนเดินกลับเรือนฉี่หลัว 

 

เรือนฉี่หลัวเป็นเรือนพักอาศัยที่ตั้งอยู่มุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือสุดของจวนอัครเสนาบดี ขาดการซ่อมแซมมาหลายปี วัชพืชขึ้นรกครึ้ม ห้องหับเก่าโทรม 

ตั้งแต่ประตูทางเข้าเรือนจนถึงห้องนอนมีแต่ดินโคลน แตกต่างกับทางที่ปูด้วยหินรูปทรงไข่ห่านในสวนดอกไม้ของจวนราวฟ้ากับเหว 

"คุณหนู ลำบากท่านแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะทำความสะอาดให้ใหม่หมดเลยนะเจ้าคะ" เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งชะงักเท้าอยู่หน้าประตูเรือน สายตาของมู่ชุนก็พลันสัมผัสได้ถึงสภาพอันรกร้างวังเวงภายในเรือนฉี่หลัว จึงเอ่ยอย่างเอาใจใส่ทันที โดยเฉพาะครั้งนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งต่อกรกับซูอี๋เหนียงเพื่อนางอย่างไม่นึกหวาดกลัว ยิ่งทำให้มู่ชุนตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะปรนนิบัติรับใช้อวิ๋นเชียนเมิ่งเป็นอย่างดี 

"ไม่ต้องรีบร้อน รอให้พ่อบ้านมาก่อนค่อยว่ากัน พวกเจ้าช่วยข้าเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิด" อวิ๋นเชียนเมิ่งห้ามมู่ชุนไว้ จากนั้นก็กำชับปิงเอ๋อร์ "พอพ่อบ้านมาถึง เจ้าก็ไปห้องหนังสือเชิญท่านพ่อมา" 

"เจ้าค่ะคุณหนู" แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูถึงคาดเดาได้ว่าพ่อบ้านจะต้องมาแน่ๆ แต่ปิงเอ๋อร์ก็ยังคงรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว 

ทว่าความเร็วของพ่อบ้านคนนี้ทำให้คนไม่กล้าชมเชยจริงๆ อวิ๋นเชียนเมิ่งเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จครึ่งชั่วยาม* แล้วถึงเห็นเขาพาบ่าวรับใช้หลายคนเข้ามาในเรือนฉี่หลัวอย่างไม่รีบไม่ร้อน 

"บ่าวคารวะคุณหนูขอรับ" ผ่านเรื่องเมื่อครู่มา บนใบหน้าพ่อบ้านจึงย่อมเคารพอวิ๋นเชียนเมิ่งมากขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าสายตาที่เหลือบขึ้นน้อยๆ นั่นกลับพุ่งไปยังมู่ชุนอย่างอำมหิต 

"พ่อบ้านจ้าวพาบ่าวรับใช้เข้ามาในเรือนฉี่หลัวของข้าได้อย่างไร" อวิ๋นเชียนเมิ่งยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นจิบน้ำเปล่าเบาๆ หนึ่งอึก แล้วจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ ทว่าสายตากลับตกลงบนเศษหญ้าต้นวัชพืชภายในเรือนฉี่หลัวอยู่ตลอดเวลา 

"บ่าวได้ยินว่าคุณหนูต้องการตัวนางเด็กมู่ชุนคนนี้ ทีแรกฮูหยินเป็นคนไล่นางเด็กนี่ไปอยู่โรงเก็บฟืน แต่ยามนี้คุณหนูกลับเลื่อนขั้นนางเป็นสาวใช้ใหญ่ เกรงว่าจะไม่อาจทำให้คนอื่นๆ ยำเกรงได้" วาจาของพ่อบ้านทำให้ร่างมู่ชุนสะดุ้งเฮือกอย่างห้ามไม่อยู่ สายตานางพลันมองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่งด้วยความกังวลใจเล็กน้อย 

ทว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับวางถ้วยชาในมือลงอย่างอ้อยอิ่ง แล้วจึงยิ้มบางๆ มองไปทางพ่อบ้าน ริมฝีปากแดงขยับเบาๆ "ฮูหยิน? พ่อบ้านหมายถึงซูอี๋เหนียงกระมัง เรื่องนี้ข้าไม่เข้าใจ อี๋เหนียงที่ออกหน้าออกตาไม่ได้ผู้หนึ่งให้บ่าวรับใช้ในจวนเรียกขานว่าฮูหยินได้ตั้งแต่เมื่อไร" 

ต่อให้หลับฝันพ่อบ้านก็คิดไม่ถึงว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งจะจับเรื่องคำเรียกไว้ไม่ยอมปล่อยเช่นนี้ ในใจอดหงุดหงิดที่ตนเองสะเพร่าไม่ได้ 

ตอนนี้เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งสีหน้าอ่อนโยน มุมปากอมยิ้ม ก็อดลอบคิดในใจไม่ได้ว่าหากมิใช่เพราะมีไทเฮาหนุนหลัง คุณหนูใหญ่ผู้นี้คงไม่พูดวาจาเช่นนี้แน่ คาดว่าตอนนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งคงแค่สร้างสถานการณ์ขู่ขวัญเท่านั้น นางคงจะไม่กล้าล่วงเกินพ่อบ้านอย่างตนจริงๆ หรอก 

ดังนั้นพ่อบ้านจึงแสยะยิ้มมุมปาก สรุปเองโดยที่ไม่เห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งอยู่ในสายตา "คุณหนูไยต้องโมโหด้วยล่ะขอรับ ถึงแม้ตำแหน่งของซูอี๋เหนียงยังไม่ได้เลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการ แต่หลายปีที่ผ่านมาทุกคนต่างก็เรียกขานกันเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นนายท่านเองก็ยอมรับกลายๆ คุณหนูอย่าทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกต้องร้าวฉานเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เลยขอรับ" 

อวิ๋นเชียนเมิ่งคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าเขาจะใช้สิ่งนี้มาเป็นข้ออ้างจึงมิได้หงุดหงิดโมโห แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับเข้มข้นขึ้นหนึ่งส่วน 

"วาจานี้ของพ่อบ้านข้าไม่อยากฟังแล้ว ความผูกพันประสาพ่อลูกของข้ากับท่านพ่อจะเกิดความร้าวฉานเพราะเรื่องของคนอื่นได้อย่างไร" ถึงแม้จะถามกลับเสียงเบา แต่สายตาอวิ๋นเชียนเมิ่งกลับทำให้คนใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง 

พ่อบ้านเองก็หวาดกลัวขึ้นมาทันใด ทว่าเดาไม่ออกว่าตอนนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งโกรธจริงหรือแกล้งโกรธจึงทำได้เพียงรีบยิ้มกล่าวขออภัย "ใช่ๆ ขอรับ คุณหนูพูดถูกที่สุดเลยขอรับ! แต่หลายปีมานี้เรียกจนติดปากแล้ว ในจวนก็ได้ซูอี๋เหนียงเป็นคนคอยดูแล หากไม่มีสถานะกำราบไว้ เกรงว่าบ่าวรับใช้ปากเปราะพวกนั้นคงจะไม่เชื่อฟัง" 

พ่อบ้านพูดพลางสังเกตสีหน้าของอวิ๋นเชียนเมิ่ง ขณะเดียวกันก็บอกความจริงแก่อวิ๋นเชียนเมิ่งได้อย่างถูกเวลาว่าซูอี๋เหนียงเป็นคนควบคุมดูแลจวนอัครเสนาบดี หวังว่านางจะรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี 

"หลักการนี้ข้าไม่เข้าใจหรอก จำได้ว่าตอนซูอี๋เหนียงแต่งเข้ามา ท่านพ่อก็มิได้แต่งตั้งฐานะใดให้นาง หากมิใช่เพราะวันนี้ท่านพ่อเรียกนางว่า 'ซูอี๋เหนียง' ที่หน้าประตูจวนด้วยตนเอง เกรงว่านางในตอนนี้มากสุดคงเป็นได้แค่เมียบ่าวไม่ก็บ่าวรับใช้ แต่พ่อบ้านจ้าวกลับใช้เหตุผลนี้มาถกเถียงกับข้า เหตุใดเรื่องที่ท่านพ่อยอมรับแล้ว คนที่เป็นบ่าวรับใช้อย่างพวกเจ้ากลับทำต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง" รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าอวิ๋นเชียนเมิ่งค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับการเอ่ยปากซักไซ้ แทนที่ด้วยความสูงศักดิ์ที่ชวนให้คนหวั่นเกรง โดยเฉพาะความฉลาดเฉลียวที่ไม่อาจบดบังได้ในดวงตา ทำให้ในใจพ่อบ้านจ้าวพลันบีบแน่น ความหยามเหยียดในดวงตาที่มีต่ออวิ๋นเชียนเมิ่งมลายหายไปโดยพลัน 

"ไฉนจู่ๆ พ่อบ้านจ้าวถึงไม่พูดไม่จาเล่า หรือว่าสถานะของข้าต้อยต่ำกว่าอี๋เหนียง" เมื่อเห็นพ่อบ้านจ้าวก้มหน้าไม่เอ่ยวาจา อวิ๋นเชียนเมิ่งจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปตรงหน้าเขาอย่างเชื่องช้า แววตาเยียบเย็นกวาดมองข้ารับใช้ที่ตั้งแถวอยู่ด้านหลังเขาพร้อมเปล่งเสียงฮึเบาๆ ความเย็นเยือกทั่วร่างทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น 

"บ่าวมิกล้า มิกล้า! คุณหนูย่อมสูงศักดิ์กว่าอี๋เหนียงมากอยู่แล้วขอรับ บ่าวพูดผิดไป ขอคุณหนูอย่าได้ถือสา วันนี้คุณหนูเรียกบ่าวมาเพราะเรื่องของมู่ชุนมิใช่หรือขอรับ" เมื่อเห็นว่าเถียงเรื่องซูชิงไปก็ไม่ได้ประโยชน์ พ่อบ้านจ้าวจึงรีบเบี่ยงหัวข้อสนทนา มิหนำซ้ำยังยกมือข้างหนึ่งขึ้น หมายจะให้ข้ารับใช้ที่ตั้งแถวอยู่ด้านหลังมัดตัวมู่ชุนไป 

"ช้าก่อน!" อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับส่งเสียงห้ามพวกเขาไว้ 

ทุกคนพลันตื่นตกใจ พากันมองไปทางอวิ๋นเชียนเมิ่ง เห็นนางสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง จ้องมองพวกพ่อบ้านด้วยสายตาเปี่ยมแววเย็นชา ทำให้ในใจพวกข้ารับใช้พากันเกิดความกลัวเกรง 

"ข้าแค่ให้สุ่ยเอ๋อร์ไปแจ้งพ่อบ้าน ไม่ได้ให้พ่อบ้านระดมคนมาจับตัวนาง หรือว่าข้าต้องการสาวใช้คนหนึ่งก็ต้องได้รับการเห็นชอบจากพ่อบ้านด้วย" สายตาของอวิ๋นเชียนเมิ่งทิ่มแทงใส่พ่อบ้านราวกับคมดาบที่แหลมคมเล่มแล้วเล่มเล่า 

"คุณหนู แต่ซูอี๋เหนียง…" พ่อบ้านจ้าวกำลังจะถกเถียง แต่กลับเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งขอบตาแดงขึ้นโดยพลัน เดินตรงไปยังด้านหลังตนเอง 

"ลูกคารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ" แม้น้ำเสียงจะสั่นเครือ น้ำตาเอ่อคลอในขอบตา แต่อวิ๋นเชียนเมิ่งแสร้งทำเป็นเข้มแข็งยอบกายคำนับอวิ๋นเสวียนจือที่เดินเข้ามาในเรือนฉี่หลัว 

"นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น" เห็นในเรือนฉี่หลัวมีข้ารับใช้ยืนอยู่มากมายหลายคน ในดวงตาอวิ๋นเสวียนจือพลันปรากฏโทสะ ถึงจะไม่ค่อยชอบอวิ๋นเชียนเมิ่ง แต่ดีร้ายอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ จะปล่อยให้ข้ารับใช้ต่ำต้อยพวกนี้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของคุณหนูได้อย่างไร มิหนำซ้ำยามนี้ยังเห็นอวิ๋นเชียนเมิ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความคับข้องใจ โทสะบนร่างอวิ๋นเสวียนจือก็ยิ่งเพิ่มทวี เดินตรงพรวดไปตรงหน้าพ่อบ้านจ้าว นัยน์ตาคมปลาบจ้องเขม็งจนพ่อบ้านจ้าวขนลุกไปทั่วทั้งร่างด้วยความหวาดหวั่น 

พ่อบ้านจ้าวคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นเสวียนจือจะปรากฏตัวขึ้นที่เรือนฉี่หลัวในเวลานี้ มิหนำซ้ำหลายปีมานี้อวิ๋นเสวียนจือก็ไม่เคยเหยียบย่างเข้าเรือนพักของอวิ๋นเชียนเมิ่งเลย ยิ่งกว่านั้นยังไม่สนใจไยดีอวิ๋นเชียนเมิ่ง นี่เป็นเรื่องที่คนในจวนอัครเสนาบดีรู้กันทั่ว การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้พ่อบ้านขมวดคิ้วขึ้นทันใด 

แต่อย่างไรพ่อบ้านจ้าวก็เคยผ่านโลกมามาก จึงมีปฏิกิริยาตอบสนองได้ทันที เอ่ยขึ้นว่า "ท่านอัครเสนาบดี นี่…" 

แต่กลับถูกตัดบทเอากลางคันอีกครั้ง 

"ท่านพ่อ ลูกไร้ความสามารถ แค่ต้องการขอสาวใช้คนหนึ่งมาปรนนิบัติตนเอง แต่ไม่คิดว่ากฎระเบียบจวนอัครเสนาบดีมีมากมายราวกับขนวัว ต้องผ่านการเห็นชอบจากซูอี๋เหนียง ผ่านการเห็นชอบจากพ่อบ้าน" อวิ๋นเชียนเมิ่งกวักมือเรียกให้มู่ชุนมาตรงหน้าอวิ๋นเสวียนจือ เช็ดน้ำตาเบาๆ กล่าวอย่างระมัดระวัง ดวงตาที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยความเยียบเย็นยามนี้กลับทอประกายหวาดกลัว 

"ท่านอัครเสนาบดี ไม่ใช่นะขอรับ ถึงบ่าวจะยืมความกล้าจากสวรรค์ก็มิกล้าทำตัวเป็นเจ้านายคุณหนูหรอกขอรับ" พอพ่อบ้านเห็นอวิ๋นเสวียนจือสีหน้าไม่ดีจึงรีบพูดแก้ทันที 

ทว่าภาพบ่าวรับใช้จำนวนมากที่ยืนอยู่ในเรือนฉี่หลัวมิใช่สิ่งที่เขาพูดแก้ตัวประโยคเดียวก็จะลบล้างได้ ยามนี้ดวงตาอวิ๋นเสวียนจือเผยแววโหดเหี้ยม นัยน์ตาที่มองไปยังพ่อบ้านเต็มไปด้วยความดุร้าย 

"ท่านพ่อ" ยามนี้อวิ๋นเชียนเมิ่งกลับเอ่ยเสียงแผ่ว นางก้มหน้าพูดเสียงเบา "ท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไรสุ่ยเอ๋อร์และปิงเอ๋อร์ก็เป็นคนของไทเฮา เพื่อความสงบสุขของครอบครัวแล้ว ต่อให้ลูกได้รับความอยุติธรรมก็ไม่อาจพร่ำบอกกับพวกนางได้ แต่มู่ชุนเป็นบ่าวของจวนนี้ ถึงลูกจะพูดอันใดผิดไปก็แพร่ไปไม่ถึงพระกรรณไทเฮา" 

อวิ๋นเสวียนจือคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นเชียนเมิ่งจะพูดเช่นนี้ โทสะบนร่างสลายหายไปครึ่งหนึ่ง ซ้ำยังมองไปที่นางด้วยดวงตาระคนรอยยิ้ม เอ่ยชมเชยอย่างอดไม่ได้ "เมิ่งเอ๋อร์รู้ประสีประสาจริงๆ" 

จากนั้นมองไปยังพวกพ่อบ้านด้วยสีหน้าน่ายำเกรง "ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก! จำไว้ให้ดีว่านี่คือเรือนพักของคุณหนูใหญ่ พวกเจ้าจะเข้าออกตามอำเภอใจได้อย่างไร ต่อไปหากคุณหนูใหญ่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากซูอี๋เหนียง" 

"ขอรับๆ บ่าวทราบแล้ว" พ่อบ้านจ้าวเห็นว่าตนเองรอดพ้นหายนะจึงละล่ำละลักรับคำทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็พาคนของเขาหายไปจากตรงหน้าอวิ๋นเสวียนจือ 

พอเห็นผู้คนสลายแยกย้าย อวิ๋นเสวียนจือก็หันกายคิดจะจากไป แต่เมื่อเห็นเรือนฉี่หลัวแห่งนี้ชำรุดทรุดโทรมจนดูไม่ได้ และยังเห็นว่าข้างกายอวิ๋นเชียนเมิ่งมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติเพียงสามคน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น "พรุ่งนี้พ่อจะให้พ่อบ้านจ้าวพาคนมาซ่อมแซมเรือนนี้สักหน่อย ถึงแม้ครานี้ลูกจะถูกเฉินอ๋องถอนหมั้น แต่ก็ยังมีไทเฮาคอยเป็นธุระให้ เจ้าจงอย่าได้ถือสาเลย" 

เมื่อเห็นอวิ๋นเสวียนจือเอ่ยเตือนตนเองอีกครั้งอย่างไม่วางใจ ในใจอวิ๋นเชียนเมิ่งก็รื้นด้วยรอยยิ้มเย็นชา แต่ใบหน้ายังคงว่านอนสอนง่ายเช่นเดิม เดินไปส่งอวิ๋นเสวียนจือถึงหน้าประตูเรือนด้วยตนเอง แล้วจึงทำความเคารพ เอ่ยเสียงนอบน้อม "ลูกเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านพ่อโปรดวางใจ" 

ในขณะที่ทางด้านอวิ๋นเชียนเมิ่งถือไพ่เหนือกว่า แต่ทางซูชิงกลับเพลิงโทสะเต็มท้อง 

พอนางได้ยินคำรายงานของพ่อบ้านจ้าว ดวงตาคู่งามซึ่งเดิมทีอ่อนละมุนก็เปล่งประกายความโหดเหี้ยมในทันใด มือที่กำผ้าเช็ดหน้ายิ่งบีบแน่นขึ้น 

"ฟังข้าให้ดี ต่อไปนี้เบี้ยรายเดือนของเรือนฉี่หลัวให้จ่ายช้ากว่ากำหนดสิบวัน" 

นางอยากจะดูนัก ถ้าหากไม่มีเบี้ยรายเดือน อวิ๋นเชียนเมิ่งจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร! 

 

* เมล็ดซิ่ง หมายถึงเมล็ดอัลมอนด์ 

* กงกง เป็นคำเรียกขันที 

* ชั่วยาม เป็นหน่วยนับเวลาของจีนในสมัยโบราณ เท่ากับ 2 ชั่วโมง 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว