Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 29

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 29

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 629

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2563 00:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 29
แบบอักษร

 Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 29 

 

  “พี่ดินจะไปไหนครับ” ผมหันไปถามพี่ดินพร้อมขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสงสัยเมื่อพี่เขาไม่ได้จะขับรถไปส่งผมที่บ้านตามที่ปากเขาพูด 

“ไปกินข้าว” เขาตอบมาแค่นั้นแล้วก็เงียบไป 

“ผมบอกเหรอว่าจะไปกับพี่ด้วย” ผมถามด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าผมไม่โอเคเลยสักนิดที่พี่เขาทำแบบนี้ ไม่โอเคเลยที่พี่เขาจะมามัดมือชักผมแบบนี้ 

“ฝุ่นจะปฏิเสธพี่เหรอ” พี่ดินหันมามองหน้าผมพร้อมถามคำถามที่ทำให้ผมต้องเลิกคิ้วมองเขา 

“จะปฏิเสธหรือตกลงพี่ก็ควรจะถามผมก่อนนะ” ผมบอกพี่เขาไปตรงๆ 

“อืม พี่ก็ลืมไปว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน” พี่ดินเสียงอ่อย เขาเบือนหน้ากลับไปมองถนนเบื้องหน้าต่อและพอดีว่าตรงหน้าเป็นทางกลับรถพอดี พี่เขาตบไฟเลี้ยวขอทางจากรถคันหลังแล้วตั้งท่าจะกลับรถจริงๆ 

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ นั่งนิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก บอกตรงๆ ก็รู้สึกสะเทือนใจเหมือนกันนะกับคำพูดที่ผมเคยพูดใส่เขาบ่อยๆ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่พอมันออกมาจากปากของพี่ดินมันก็ทำให้ผมเจ็บจี๊ดที่ใจขึ้นมาซะอย่างนั้น 

ผมไม่รู้หรอกว่าตอนที่ผมพูดคำนี้พี่ดินเขารู้สึกยังไง แต่พอเปลี่ยนเป็นเขาพูดทำไมผมถึงได้เจ็บแบบนี้ล่ะ 

“พี่เปลี่ยนใจละ”  

ขณะที่รถกำลังรอยูเทิร์นจู่ๆ พี่ดินก็พูดขึ้นแล้วจากนั้นเขาก็อาศัยจังหวะที่ถนนด้านหน้าว่างขับรถตรงออกไปทันทีผมได้แต่นั่งอึ้งเบิกตาโตก่อนจะกะพริบปริบๆ ริมฝีปากผมเม้มแน่นเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดีกับการที่พี่ดินเอาแต่ใจแบบนี้ 

พี่ดินขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากบ้านผมมากพอสมควรและตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบๆ หนึ่งทุ่มแล้วด้วย ดังนั้นระหว่างทางที่จะมาที่นี่ผมได้โทรบอกยายแล้วว่าวันนี้จะกลับบ้านดึกหน่อยเพราะต้องทำงานต่อที่มหาวิทยาลัยกับเพื่อนซึ่งยายเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรผมมากนอกจากบอกผมว่าอย่ากลับดึกนักมันอันตราย 

“กินข้าวกัน” จอดรถดับเครื่องเสร็จพี่ดินก็หันมาบอกผมก่อนที่พี่เขาจะลงจากรถไปปล่อยให้มันกัดปากมองตามอย่างเอือมๆ 

ผมลงมาจากรถพี่ดินก็อ้อมมายืนข้างผมก่อนจะกดล็อกรถแล้วจูงมือผมเข้าไปในร้านแรกๆ ผมก็พยายามสะบัดมือออกแต่มันก็ไม่เป็นผลเพราะพี่ดินหันมาทำหน้าดุแล้วกระชับมือที่จับมือผมแน่นขึ้นพลางกึ่งดึงกึ่งจูงผมเข้าไปในร้าน 

“ฝุ่นอยากกินอะไรสั่งได้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” พี่ดินบอกเมื่อเมนูวางอยู่ตรงหน้าแล้วผมเอาแต่นั่งนิ่งไม่สนใจมัน 

“ผม...” ผมจะบอกว่าผมไม่หิวแต่พี่ดินนี่สิใช้สายตาดุผมจนผมต้องเม้มปาก 

“เอาสปาเก็ตตี้ครีมแซลมอนครับ” พี่ดินสั่งอาหารกับพนักงานที่ยืนรอรับออเดอร์อยู่ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้ผมสั่งของตัวเองบ้าง 

“...เอาเหมือนกันครับ” ผมจำต้องบอกไปแบบนั้นเพราะขี้เกียจคิดแต่พี่ดินนี่สิมองหน้าผมแล้วยิ้มทำไมก็ไม่รู้  

“สปาเก็ตตี้ครีมแซลมอนสองที่นะคะ” พนักงานถามพี่ดินก็พยักหน้าตอบเธอเลยถามต่อ “รับน้ำอะไรดีคะ”  

“น้ำเปล่าครับ” ผมแย่งตอบเพราะกลัวว่าพี่ดินจะสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พี่เขาขับรถไม่ควรดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้นะครับ 

“ค่ะ รออาหารสักครู่นะคะ” พนักงานบอกเสียงหวานผมเลยพยักหน้ารับและพอเธอเดินห่างออกไปพี่ดินก็จ้องหน้าผมนิ่งแถมยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรของเขาก็ไม่รู้ 

“มองหน้าผมแล้วยิ้มทำไมครับ” ผมตีหน้านิ่งถาม 

“ทำไม ไม่ให้พี่มองหน้าแล้วจะให้พี่มองตรงไหนดี หืม?” พี่เขาถามทีเล่นทีจริงทั้งยังกวาดสายตามองหน้าผมเรื่อยลงมาจนถึงแผ่นอกแล้วเขาก็หยุดมองตรงนั้นจนผมนึกอยากยกมือขึ้นมาปิดแต่ก็คิดได้ว่านมผมมันก็มีอยู่แค่นี้มันก็แบนๆ และไม่ได้มีอะไรต่างจากเขาผมเลยถอนหายใจออกมาแรงๆ แทน 

“ผมไม่รู้จะหาคำไหนมาพูดกับพี่แล้วนะ” ผมว่าแล้วทำหน้างอ 

“ก็ฝุ่นไม่ให้พี่มองหน้า พี่ก็ต้องมองอย่างอื่นแทนสิ” พี่เขาพูดแล้วกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาใสซื่อจนน่าหมั่นไส้ 

“ผมว่าพี่หมกมุ่นเกินไปแล้วนะ” ผมไม่อยากจะด่าว่าพี่เขาลามกเลยเลือกพูดคำนี้แทน 

“เพราะใครล่ะ” แล้วพี่เขาก็ถามผมหน้าซื่อๆ ทำหน้าทำตาเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาทั้งๆ ที่เขามันหมาป่าใจบาปชัดๆ 

“พอเลย!” ผมว่าเสียงดุทั้งๆ ที่ในใจมันกำลังเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง 

“เอ้า พี่พูดเรื่องจริง ฝุ่นว่าพี่หมกมุ่นพี่ยอมรับแต่ที่พี่เป็นแบบนี้มันก็เพราะฝุ่นทั้งนั้น” พี่ดินบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังแล้วมันทำให้ผมทำอะไรไม่ถูก นอกจากเฝ้าภาวนาขอให้พนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟสักทีผมจะได้มีอะไรทำแก้เขินนอกจากจิบน้ำจนท้องจะแตกตายอยู่แล้วเนี่ย 

แล้วคำขอของผมก็เป็นจริงเมื่อพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะผมก็ตั้งหน้าตั้งตากินสปาเก็ตตี้ในจานของตัวเองแบบไม่พูดไม่จา ไม่เงยหน้าขึ้นมามองพี่ดิน ไม่สนใจว่าพี่เขากำลังมองผมอยู่ ไม่อยากรู้ว่าเขามองผมด้วยสายตาแบบไหนจนกระทั่งเราต่างก็กินกันเสร็จพี่ดินเลยเรียกพนักงานมาเก็บเงินแล้วพาผมออกมาจากร้าน 

“อยากไปไหนต่อหรือเปล่า” พี่ดินถามขณะที่เราเดินไปที่รถด้วยกัน 

“ไม่ครับ ผมอยากกลับบ้านไปอาบน้ำมากกว่า” ผมบอกออกไปแบบนั้นพร้อมกับมองหน้าพี่ดินแวบหนึ่งและชั่วขณะผมก็เห็นว่าพี่เขากำลังยิ้มก่อนรอยยิ้มนั้นจะหายไปเมื่อผมมองเขาด้วยความจับผิด 

“อะไร พี่ไม่ได้คิดทะลึ่งอะไรกับฝุ่นเลยนะ” พี่เขาลนผมรู้ 

“พี่คิด” ผมแยกเขี้ยวใส่พี่ดินทันทีแล้วเขาก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องผงะถอยหลังเพราะตั้งตัวไม่ทัน 

“ยอมรับ”  

“...ทะลึ่ง!” ผมว่าแค่นั้นแล้วเป็นฝ่ายเดินหนีมารอที่รถ ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของพี่ดินดังตามมายิ่งทำให้ผมหน้าแดงอยากจะรีบหนีกลับบ้านซะจริงๆ แต่ติดที่ว่าผมต้องเดินออกไปเรียกแท็กซี่ไกลพอสมควรแล้วอีกอย่างพี่ดินคงไม่ปล่อยให้ผมทำแบบนั้นแน่ๆ 

พี่ดินมาส่งผมทันทีที่ออกจากร้านอาหารแม้ว่าระหว่างทางที่อยู่บนรถพี่ดินจะพยายามแกล้งกระเซ้าหลอกล่อให้ผมไปห้องเขาแต่พอโดนผมดุเข้าพี่เขาก็หัวเราะร่าแล้วบอกหยอกเล่น ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปก็ได้เขาไม่บังคับแต่เขาบอกว่าสักวันผมจะอยากไปเองโดยที่เขาไม่ต้องชวน 

ผมนี่แทบจะกลอกตามองบน ไม่รู้อะไรทำให้พี่ดินมั่นใจเว่อร์ขนาดนั้นว่าผมจะอยากไปห้องของเขา 

หลายวันหลังจากนั้นชีวิตผมก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเคยเพราะว่าช่วงนี้พี่ดินเขายุ่งๆ เลยไม่ค่อยมีเวลามากวนใจผมเท่าไหร่และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์เพื่อนที่ผมคิดว่าเราน่าจะสนิทกันมากขึ้นแล้วอย่างก็อตก็ออกปากชวนผมไปปาร์ตี้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ผมก็ปฏิเสธมาโดยตลอดทุกครั้งที่ก็อตชวนแต่ก็อตก็ยังไม่ยอมถอดใจและวันนี้มันก็ชวนผมอีก 

“ไปเหอะนะฝุ่นนะ กูอยากให้มึงไปด้วยจริงๆ นะ” ก็อตทำหน้าอ้อนพร้อมยื่นหน้าหล่อๆ เข้ามาใกล้ผมจนผมต้องเอามือดันหน้าก็อตให้ออกไปห่างๆ  

ไม่ใช่ว่าผมกลัวใจตัวเองหวั่นไหวหรืออะไรหรอกนะเพราะผมกับก็อตเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ แล้วก็อตเองก็ชอบผู้หญิงส่วนผมเองก็มีคนที่ชอบอยู่แล้วแต่ว่าตอนนี้มันใกล้เกินไปอีกอย่างเพื่อนร่วมคลาสของเราก็ยังอยู่ในห้องกันอีกหลายคน 

“ออกไปห่างๆ ดิ จะเข้ามาใกล้ทำไมเนี่ย” ผมบอกพร้อมมองก็อตดุๆ 

“ไม่ออกจนกว่ามึงจะบอกว่าจะไปตี้กับกู” ยิ่งพูดก็อตก็ยิ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนตอนนี้ผมเอนตัวไปด้านหลังแทบจะตกเก้าอี้อยู่แล้วเถอะ 

“กู…” ผมอึกอักเพราะจริงๆ ก็เริ่มจะใจอ่อนขึ้นมาบ้างแล้วแหละ เอาจริงๆ ผมเองก็รู้สึกเกรงใจก็อตมันเหมือนกันนะที่ชวนผมแต่ละทีผมก็ไม่เคยตอบตกลงไปเที่ยวกับมันเลยแต่มันเองก็ไม่เคยที่จะหยุดชวนผมเหมือนกัน ตื้อเก่งจริงๆ เลยคนนี้ 

“น่านะ ไปเหอะ เพื่อนๆ กูมึงก็เคยเห็นแล้วไง ไอ้บอยกับแดนไง” ผมจำได้บอยกับแดนเพื่อนต่างคณะของก็อตที่ผมเคยเห็นไปไหนมาไหนกับก็อตบ่อยๆ 

“เออๆ แต่กูขอถามยายก่อนแล้วกัน แต่ไม่รับปากนะว่ายายจะอนุญาตหรือเปล่า” เห็นสีหน้าออดอ้อนของมันแล้วผมก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ 

“จ๋าจ้ะ แค่นี้กูก็น้ำตาจะไหลแล้วครับน้องใต้ฝุ่น” ก็อตว่าด้วยน้ำเสียงกระดี๊กระด๊าแล้วรวบตัวผมเข้าไปกอดแน่น 

“…” ผมถึงกับนั่งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ปล่อยให้ก็อตกอดผมโงนเงนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งก็อตผละออกไปเอง 

“โทรมานะ เดี๋ยวกูไปรับถึงบ้านเลย”  

“รีบโทรมานะ เดี๋ยวกูไปรับถึงบ้านเลย”  

“เออ เดี๋ยวโทรไปบอก” 

ผมก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมก็อตถึงได้ดีใจจนหูตาแพรวพราวใส่ผมขนาดนั้นแต่ผมก็ตั้งใจเอาไว้แล้วแหละว่าจะไปแค่แป๊บๆ แล้วก็จะกลับเลย เรื่องยายผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่เพราะตอนนี้ผมก็โตพอที่สำหรับเรื่องนี้แล้วยายคงไม่ห้ามหรอกแต่อาจจะมีห่วงบ้างแค่นั้นแหละ 

หลังจากแยกย้ายกันกับก็อตผมก็กะว่าจะตรงกลับบ้านเลยแต่ระหว่างที่นั่งรอรถเมล์อยู่นั้นก็มีรถคันหนึ่งจอดเทียบตรงหน้าก่อนที่คนด้านในรถจะลดกระจกลงแล้วเรียกผม 

“น้องฝุ่น” 

ผมเดินเข้าไปใกล้รถมากขึ้นพร้อมกับก้มมองคนที่อยู่หลังพวงมาลัยรถแล้วก็ต้องยิ้มออกมา 

“พี่ธีร์ มาทำอะไรแถวนี้ครับ”  

“ขึ้นรถก่อนมั้ย” พี่ธีร์ว่าแล้วพยักพเยิดหน้าไปด้านหลังซึ่งผมเองก็เห็นว่ารถมันเริ่มจะติดเพราะรถพี่ธีร์เลยรีบเข้ารถไปกับพี่เขา 

“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว” พี่เขาว่าเมื่อเคลื่อนรถออกไปแล้ว 

“อะไรมาไม่ทันเหรอครับ” ผมหันไปถามพี่ธีร์แล้วเอียงคอมองพี่เขาอย่างงงๆ 

“ก็กลัวมาไม่ทันฝุ่นไง พี่ตั้งใจมาหาฝุ่นน่ะ” พี่ธีร์พูดยิ้มๆ แต่ผมนี่สิถึงกับงง 

“มาหาผม?”  

“อือฮึ”  

“อ่า ครับ” ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อนี่ครับเลยตอบพี่เขาไปแค่นั้น  

จริงๆ แล้วระหว่างผมกับพี่ธีร์มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ผมเห็นพี่เขาเป็นพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้นส่วนพี่เขาจะเห็นผมเป็นอะไรผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเขาตราบใดที่พี่เขายังไม่ล้ำเส้นจนผมอึดอัดน่ะนะ 

“ฝุ่นไม่มีธุระที่ไหนใช่มั้ย” พี่ธีร์หันมามองผมเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองถนนต่อ 

“ก็ไม่เชิงว่าไม่มีหรอกครับ” ผมตอบ 

“พูดแบบนี้แสดงว่ามีนัดแล้วสิ” พี่ธีร์พูดออกมาเบาๆ  

“ก็ไม่เชิงอีกนั่นแหละครับ พอดีว่าเพื่อนผมมันชวนไปเที่ยวแต่ผมยังไม่ตอบอะไรมันไปเพราะว่าต้องกลับไปขอยายก่อน” ผมบอกไปตามตรง ไม่ได้กลัวพี่เขาจะมองว่าผมเป็นลูกแหง่หรอกเพราะพี่ธีร์ก็รู้จักผมอยู่แล้ว 

“ให้พี่ขอให้มั้ยล่ะ” พี่ธีร์เสนอและข้อเสนอนั้นก็ทำให้ผมตงิดในใจ “แต่พี่ขอไปด้วยนะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เที่ยวเลยทำงานทุกวัน ไปปลดปล่อยบ้างก็ดีเหมือนกันนะเนี่ย” 

อ่า พูดมาขนาดนี้แล้วก็คงต้องไปด้วยกันสินะครับ 

 

ความคิดเห็น