email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่ห้า (ครึ่งหลัง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

ชื่อตอน : บทเรียนที่ห้า (ครึ่งหลัง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.1k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2563 20:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่ห้า (ครึ่งหลัง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ
แบบอักษร

บทเรียนที่ห้า (ครึ่งหลัง)  

คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ 

[Phai Natee]  

 

 

 

ในที่สุดวันนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกับเพลงแล้ว ผมกลับมาที่หอในช่วงเย็นเพื่อเตรียมตัวจะไปหาคิงตอนหัวค่ำเมฆดำครึ้มและเสียงฟ้าร้องดังขึ้นเป็นระยะบ่งบอกว่าอีกในไม่ช้าฝนคงจะเทลงมาอย่างหนัก นอกจากของฝากที่ผมตั้งใจจะเอาไปให้ไอ้คิงแล้วก็ยังแพ็คเสื้อผ้ารองเท้าแตะผ้าเช็ดตัวร่ม ติดไปด้วย กระเป๋ากีฬาหนังใบใหญ่ถูกหอบหิ้วลงมาจากหอพักเดินหน้ามุ่งตรงไปยังคณะศิลปกรรม แม้ระยะทางจากหอไปที่ตึกคณะจะไกลแต่ผมอยากเดินเก็บบรรยากาศ ของมหา’ลัยแห่งนี้ให้มากที่สุด 

 

ปี๊น...ปี๊น! 

 

รถโคโรล่าสีเงินคันเก่าที่ผมคุ้นเคยดีเปิดกระจกลงมา 

 

“จะไปไหนวะพรายให้กูไปส่งไหม? เดี๋ยวกูจะออกไปทำธุระกับพวกไอ้เคนหน้ามอพอดี” พายุมันถามผมแล้วมองจ้องมาที่กระเป๋าที่ผมสะพานเอาไว้บนไหล่ 

 

“กูว่าจะไปหาไอ้เพลงที่ห้องซ้อมหน่อยน่ะ แล้วเดี๋ยวคืนนี้กูจะกลับบ้านด้วยมึงไปเถอะพายุ กูอยากเดินเล่นต่ออีกสักพัก” 

 

“เออ ตามใจมึงละกัน” ก็ไม่เข้าใจว่าพายุมันโกรธผมเรื่องอะไรแต่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้มันดูไม่ค่อยอยากจะคุยกับผมเท่าไหร่เลยแต่ก็ช่างเถอะเพราะหลังจากวันนี้ไปจะไม่มีคนชื่อพรายอยู่อีกต่อไป 

 

พอเดินต่อมาอีกนิดก็ทำให้ผมต้องสะดุดตัวหยุดมองคนที่มายืนรออยู่ด้านหน้า 

 

...พุฒ! 

 

“พี่คิดจะหนีอีกแล้วเหรอครับ” คำถามแรกที่เอ่ยขึ้นของน้องชายมันช่างเสียดแทงเหลือเกิน ใบหน้าของพุฒมันเหมือนกับตอนที่ผมเคยออกจากบ้านหลังนั้นไม่มีผิด 

 

“เปล่านี่” 

 

“โกหก! พี่ก็เป็นซะแบบนี้ตลอดครั้งที่แล้วที่พี่หนีไปพี่ก็เอากระเป๋าใบนั้นออกมาเหมือนกัน” นิ้วมือชี้มาที่กระเป๋ากีฬาใบใหญ่ที่ผมยังสะพายไว้บนบ่า “ไม่ไปไม่ได้เหรอพี่ถ้าพี่ไม่อยู่แล้วเพลงมันจะอยู่ยังไง พี่เคยคิดถึงความรู้สึกของมันบ้างรึเปล่า!” 

 

...รู้สิ ทำไมจะไม่รู้เพราะคนที่เจ็บมันไม่ได้มีแค่เพลงไง 

 

“พุฒ...” ผมไม่สามารถตอบอะไรน้องชายได้เลยยิ่งเห็นแววตาของเขามันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ 

 

“ครั้งนี้พี่คงกะไปแบบไม่คิดจะกลับมาอีกแล้วสินะ คอยดูละกันว่าผมไม่มีวันยอมให้พี่ทำสำเร็จหรอก ไม่ว่ายังไงผมก็จะหยุดพี่ให้ได้” เด็กคนนั้นเดินหันหลังกลับไปขึ้นรถที่จอดเอาไว้ริมฟุตบาทไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไรมันก็สายเกินไปแล้ว ถ้าผมยังจัดการเรื่องของคิงไม่ได้ทุกคนจะต้องเป็นอันตรายแน่และนั่นเป็นสิ่งที่ผมยอมไม่ได้ 

 

ครืดดด! 

 

เงยหน้ามองท้องฟ้าวันนี้คงจะตกหนักแน่เลยร้องดังขนาดนี้ ลมเย็นชื้นรุนแรงขึ้นจนเหล่าบรรดานักศึกษาต่างพากันวิ่งหลบเข้าไปในตัวอาคาร ผมเดินมาจนถึงห้องที่เพลงใช้ซ้อมการประกวดดาวเดือนและเป็นอีกครั้งที่ผมยืนรออยู่ที่เดิม 

 

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพลงจะเลิกดึกรึเปล่าได้แต่ภาวนาขอให้มีปาฏิหาริย์สักครั้งให้เพลงได้ออกมาก่อนที่ผมจะต้องไปซึ่งเท่าที่สังเกตดูมันคงเป็นไปไม่ได้แต่ผมก็ยังหวังว่าจะได้ลาเขาอีกเพียงครั้งเดียวก็ยังดีแต่ถ้าไม่ได้เจอผมคงจะทิ้งร่มเอาไว้ให้เพลงอย่างน้อยก็ยังได้ทำอะไรเพื่อมันสักอย่างเป็นครั้งสุดท้าย 

 

ครืด! 

 

ประตูกระจกถูกเลื่อนออกและเด็กคนนั้นก็ยืนส่งยิ้มอยู่ตรงหน้าของผม 

 

“คิดถึงผมเหรอครับพี่พรายถึงมาหาที่นี่ได้น่ะ” ถ้าผมพูดคำว่าคิดถึงออกไปผมคงไม่สามารถตัดใจเดินจากคนตรงหน้าไปได้อีกเลย 

 

“เปล่าแค่เห็นว่าฝนกำลังจะตกแล้วเดี๋ยวมึงจะกลับห้องไม่ได้” เกลียดตัวเองที่ตอบออกไปแบบนี้ชะมัด 

 

“แค่พี่ห่วงผมบ้างแค่นี้ผมก็ดีใจแล้วละ เออ ว่าแต่พี่ได้กินอะไรมารึยังไปหาอะไรกินกันหน้ามอกันดีไหม?” มึงต่างหากเพลงที่คอยห่วงใยกูเสมอตอนนี้ผมคงเผลอยิ้มออกมาสินะ เหมือนกับจังหวะของเราทั้งคู่นั้นถูกลิขิตมาให้ลงตัวอย่างน่าประหลาด ทุกอย่างมันดูลงตัวไปหมดแม้แต่ตอนที่จะจากลาเบื้องบนยังให้โอกาสผมได้เจอกับเพลงอีกครั้ง 

 

“เอาสิงั้นวันนี้ก็หยุดติวสักวันละกัน มึงจะได้พักผ่อนให้เต็มที่ด้วยเพลง” 

 

เราทั้งคู่เดินออกมาตามทางเท้าท่ามกลางเสียงฟ้าร้องที่ดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างอะไรก็เสียงของหัวใจที่มันกำลังจะแตกสลายทุกวินาทีตอนนี้มันมีค่ากับผมมากจนผมต้องร้องขอบางสิ่งจากเพลง 

 

“เพลงจับมือกูหน่อยสิ” ถึงเพลงจะมองหน้าผมอย่างงุนงงแต่เขาก็เอื้อมมือมากำมือผมไว้ 

 

“พี่...” 

 

“อย่าถามอะไรกูเลยนะเพลง แค่มึงเดินจับมือกูไว้แบบนี้ก็พอ...กูขอแค่นี้แหละ” พอได้จับมือเพลงไว้แบบมันเพิ่งทำให้ผมรู้ว่าเด็กคนนี้มีค่ากับผมมากแค่ไหนทั้งชีวิตผมคงมอบให้เขาได้ทุกสิ่งนี่สินะคือความรู้สึกที่เรียกว่า... 

 

...รัก!  

 

กว่าจะรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้วถ้าสามารถย้อนเวลาได้ก็คงดีอย่างน้อยผมก็จะได้บอกรักเขาไปซะครั้งหนึ่ง 

 

สายฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างรวดเร็วจนเพลงพยายามดึงมือผมให้เดินต่อ แต่นั่นมันกลับทำให้ผมหยุดอยู่กับที่ตอนน้องทำผมและเพลงเปียกจนไม่ต้องหาที่หลบแล้วและมันคือจังหวะที่ดีที่สุดที่จะได้ระบายความอัดอั้นทั้งหมดที่อยู่ภายในใจออกมาสักที 

 

“เพลงมึงรู้ไหมว่ากูชอบสายฝนมากที่สุดเพราะอะไร?” ในขณะที่ปากพูดแบบนั้นน้ำตามันกลับหลั่งไหลไม่ยอมหยุด น้ำตาที่ผมจะไม่มีวันยอมให้ใครเห็นเด็ดขาดแต่เหมือนเด็กตรงหน้าจะดูออกเขาดึงตัวผมเข้ามากอดเอาไว้ผมไม่สามารถกลั้นมันเอาไว้ได้อีกเอาแต่โห่ร้องเหมือนกับเด็ก 

 

“ถ้าพี่อยากจะร้องก็ร้องออกมาเลยครับผมจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจนกว่าฝนจะหยุด” 

 

ผมผละหน้าออกจากอกของชายตรงหน้าแล้วทำสิ่งที่หัวใจเรียกร้องมากที่สุดคือการหยิบร่มออกมาเพื่อบังสายตาของคนอื่นที่อาจผ่านมาเห็นแล้วเขย่งตัวเล็กน้อยเพื่อจูบไปที่ริมฝีปากของเพลงรสชาติจูบสุดท้ายมันไม่ได้รู้สึกหวานเหมือนทุกครั้งแต่มันกลับข่มขืนและมันคือจูบสุดท้ายเพื่อบอกลา 

 

ตอนนี้จิตใจผมมันสงบลงแล้วเมื่อพาเพลงมาจนถึงร้านอาหารเสื้อผ้าที่ผมเตรียมไว้ถูกส่งให้เด็กตรงหน้าที่เนื้อตัวเปียกปอนนั่งหนาวสั่นแบบเห็นได้ชัด เพลงบอกให้ผมไปเปลี่ยนเสื้อพร้อมกันแต่ผมกลับปฏิเสธที่จะทำแบบนั้น มือเรียวลูบมาที่หัวผมอย่างนุ่มนวลและขอให้ผมสัญญาว่าจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากที่เขากลับมา 

 

ในหัวผมเริ่มคิดว่าจะบอกลาเขายังไงดี ผมรู้ดีว่าคนอย่างเพลงถ้าไม่เด็ดขาดเขาคงไม่มีวันยอมตัดใจจากผมแน่แต่ถ้าผมพูดออกไปแบบนั้นเขาจะต้องเสียใจมากแค่ไหนเรื่องนั้นผมย่อมรู้ดีมากที่สุด หลังจากเขากลับมาจากห้องน้ำผมก็ลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อเนื้อตัวตอนนี้มันสั่นไปหมด นั่งมองฝ่ามือตัวเองที่ยังสั่นไหวไม่หยุดมือที่กำลังจะปล่อยคนที่สำคัญที่สุด 

 

มันไม่ไหวแล้ว...ไม่ไหวจริง ๆ 

 

การเดินกลับมาที่โต๊ะด้วยหัวใจที่แตกร้าวมันก็ทรมานไม่ต่างกันแต่ตอนนี้เวลาของผมมันหมดลงแล้วผมต้องไปเสียที 

 

“เพลง...” 

 

“ห่ะ...ครับ” 

 

“ต่อจากนี้ไปมึงกับกูไม่ต้องมากเจอกันอีกแล้วนะ” ทุกคำที่พูดออกไปมันเหมือนกับคมมีดที่กลับมาบาดผิวหนังของผมเอง 

 

...เคร้ง! 

 

“ทะ ทำไม? ...ทำไมวะพี่!” น้ำเสียงของเพลงมันสั่นเครือดวงตามันกำลังทั้งขอเหตุผลและขอร้องไม่ให้ผมไปในเวลาเดียวกันแต่ผมไม่สามารถบอกมันได้นอกจากพยายามตัดขาดทุกอย่างให้รวดเร็วที่สุด 

 

“เพราะกูไม่ได้ชอบมึงกูไม่เคยชอบมึงเลยสักครั้ง กูรำคาญที่มึงตามมาวอแวกูอยู่ตลอดเวลามึงมันโง่เองที่เข้ามายุ่งกับคนอย่างกู” ไม่อยากทำแบบนี้เลยไม่อยากจะพูดคำนี้เลยสักครั้ง...ขอโทษนะเพลงกูขอโทษ... “หวังว่ากูจะไม่ได้เห็นหน้ามึงอีกนะเพลง” 

 

มือคว้ากระเป๋าในขณะที่สองขารีบก้าวเดินออกจากร้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ผมไม่สามารถทนเห็นน้ำตาของเพลงได้อีกต่อไป เมื่อนั่งแท็กซี่มาถึงจุดหมายที่ไอ้คิงมันนัด ทุกอย่างในหัวมันดูกลับขาวโพลนไปหมด ถ้าผมจัดการคิงสำเร็จมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องติดคุกอย่างน้อย 20 ปีหรือถ้าไม่สำเร็จผมคงได้กลายเป็นผีเฝ้าร้านสนุกเกอร์แน่นอน 

 

ผลักประตูกระจกสีทึบเข้าไปด้านในก็พบไอ้คิงและบรรดาลงสมุนไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังรอคอยผมอยู่และมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีนั่งอยู่ภายในร้านด้วย 

 

...โอม เด็กหน้าตาดีลูกคนมีเงินที่ควรจะมีชีวิตที่ดีจนถูกไอ้คิงมอมเมาล่อลวงด้วยยาเสพติดจนตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่ความสดใสอีกแล้วเป็นเพียงแค่ไอ้ขี้ยาชั้นต่ำเท่านั้น 

 

“มาได้ซะทีนะพราย กูยังคิดอยู่เลยว่ามึงจะติดต่อตำรวจรึเปล่า” คิงมันกระตุกยิ้มราวกับรู้เรื่องผมไปซะหมด 

 

“กูจะทำแบบนั้นทำไมในเมื่อมึงก็ต้องส่งคนมาแอบติดตามดูกูอยู่แล้ว ถ้าขืนกูแจ้งตำรวจมึงก็คงไม่อยู่รอกูตรงนี้สินะคิงและคนอย่างมึงคงจะต้องหวนกลับมาทำร้ายเพื่อนกูแน่” 

 

“พรายมึงเปลี่ยนไปเยอะนะ กูคิดไม่ถึงเลยว่ามึงจะยอมทำงานนี้เพียงเพื่อปกป้องคนอื่นทั้งที่ก่อนหน้านี้มึงไม่เคยสนใจใครแท้ ๆ ใครจะอยู่หรือตายมึงก็ไม่แคร์นั่นแปลว่าที่กูคิดไว้ไม่ผิดไอ้เด็กพวกนั้นสำคัญมากกับมึงจริง ๆ” 

 

“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าคิงงานที่มึงจะให้กูทำคืออะไร ถ้ากูทำงานนี้ให้มึงแล้วนอกจากมึงจะต้องไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตกูอีกมึงต้องทำตามสัญญาทำลายฮาร์ดดิสก์นั่นซะ” 

 

“อย่าใจร้อนไปสิพราย ยังมีเวลาอีกเยอะเรามารื้อฟื้นความหลังกันก่อนไหม?” เป็นโอมที่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหา 

 

“โอมมึงควรจะกลับไปรักษาแล้วเลิกใช้ชีวิตแบบนี้สักทีนะ” เวลาเห็นหน้าเด็กคนนี้ผมกับรู้สึกผิดทุกครั้ง ตราบาปที่เคยทำลงไปมันยังคอยตอกย้ำอยู่เสมอ 

 

“มาพูดอะไรตอนนี้พราย ทั้งที่พรายเป็นคนฉีดยาให้โอมเองนะ จำไม่ได้รึไง” 

 

“จำได้! ตอนนั้นไอ้คิงมันหลอกกูว่ามึงกำลังชักเพราะน้ำตาลในเลือดตกอย่างรุนแรงและมึงก็ทรมานจนกูคิดว่าเป็นเรื่องจริง พวกมึงรวมหัวกันหลอกแบล็คเมล์ด้วยการบอกให้กูฉีดอินซูลีนให้ทั้งที่จริงมันคือเฮโรอีน หน่ำซ้ำยังแอบบันทึกภาพกูเอาไว้อีก” ถึงแม้ว่าผมจะอยากช่วยเด็กคนนี้มากแค่ไหนมันก็เกินเยียวยาเสียแล้วเด็กคนนี้ได้ถูกไอ้คิงทำลายมาตั้งแต่ต้น 

 

“หึ ไม่มีใครใจแข็งเท่ามึงหรอกพรายไม่ว่ากูจะหยิบยื่นอะไรให้มึงก็ไม่เอา แถมยังหาวิธีหนีกูไปแบบไร้ร่องรอยตั้งเป็นปี” 

 

“กูไม่อยากเสียเวลากับมึงอีกแล้วคิงถ้าไม่พูดธุระของมึงมากูจะได้ไป” พวกมันกำลังยื้อเวลาอยู่และยิ่งผมอยู่นานแค่ไหนก็ออกจากที่นี่ได้ยากขึ้นเท่านั้น ผมจึงตัดสินใจเดินหันหลังกลับไปที่ประตูทางเข้าแต่พวกไอ้คิงก็ปิดทางออกของผมไว้หมดแล้ว 

 

“โธ่ มึงคิดจริงเหรอพรายว่าจะกลับออกไปได้ง่าย ๆ นี่ไงของที่มึงต้องการ” มันโยนกล่องสี่เหลี่ยมลงบนพื้นที่ปูด้วยพรมเหมือนกับไม่ใช่ของสลักสำคัญอะไร “แล้วก็ของที่กูอยากให้มึงแปรรูปก็อยู่ที่หลังร้านตามพวกกูมาสิ” ผมก้มลงไปเก็บกล่องนั้นมาถือไว้และเดินตามคิงเข้าไปยังในห้องด้านหลัง 

 

“มึงสามคนคอยเฝ้าข้างหน้าเอาไว้ให้ดีอย่างให้ใครเข้ามาได้เด็ดขาด ถ้าใครคิดจะบุกเข้ามาก็ฆ่ามันได้เลยป่ารอบ ๆ นี่ยังมีที่ให้ฝังได้อีกหลายศพเชียว” สมุนสามตัวเดินออกไปยังนอกร้านก่อนที่คิงจะมาหยุดที่ลังผลไม้กระป๋องจำนวนมาก มันมีไม่ต่ำกว่าพันกระป๋องแน่ ๆ และถ้าของพวกนี้คือยาเสพติดจริงจะต้องมีคนที่ต้องตายทั้งเป็นอีกจำนวนมาก 

 

“เมื่อก่อนมึงก็เป็นแค่โจร พวกต้มตุ๋นเป็นแค่เด็กเดินยามาตอนนี้มึงตั้งตัวเอเจนต์ (เอเยนต์) เลยเหรอวะคิงระวังเถอะนรกจะกินหัวมึง” 

 

“ก็อย่างที่กูบอกไปนั่นแหละว่าถ้ากลัวกูคงไม่มายืนอยู่ตรงจุดนี้” 

 

มองไปรอบเพดานห้องนี้มีกล้องวงจรปิดไม่ต่ำกว่าสามตัว นั่นหมายความว่าที่คิงมันกล้าเอาฮาร์ดดิสก์เก่ามาให้ผมเพราะมันตั้งใจจะผูกมัดผมเอาไว้ด้วยภาพนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่คิดที่จะทำตามสัญญาอย่างที่พูดยิ่งถ้าผมทำให้มันสำเร็จมันยิ่งต้องใช้ผมอีกไม่รู้จบ 

 

คิงมันเดินไปหยิบกระป๋องน้ำผลไม้ที่ถูกบรรจุอย่างดีแล้วโยนไปมาบนมืออย่างคนอารมณ์ดี ก่อนที่มันจะส่งให้โอมเอากระป๋องนั้นไปเปิด 

 

“ปริมาณมากขนาดนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่กูจะสามารถทำได้ที่นี่คิง อีกอย่างอุปกรณ์ที่กูเอามาจากห้องแล็บก็ไม่สามารถแยกแยะสารประกอบออกมาได้ด้วยต้องใช้เครื่องแก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโทรเมทรี ถึงจะตรวจเช็กได้อย่างละเอียด” 

 

“จะทำให้ยากทำไมพรายมึงรู้อยู่แล้วว่ารูปเดิมของมันคือผลึก ที่กูไว้ใจให้มึงเป็นคนทำเพราะหนึ่งคือมึงจะไม่ขโมยของกูแน่และสองถ้าปล่อยให้ไอ้พวกนี้มันทำกันเองมีหวังของกูเสียหายหมดพอดี” 

 

“งั้นกูต้องตรวจเช็กก่อนว่ามันเป็นอย่างที่มึงพูดเอาไว้รึเปล่า” ผมก้มลงไปเปิดซิปกระเป๋ากีฬาภายในนั้นมันอัดแน่นไปด้วยกระป๋องโค้กและลูกฟุตบอลที่บรรจุไปด้วยระเบิดแอมโมเนียมไนเตรต แรงดันของระเบิดน่าจะรุนแรงพอที่จะถล่มห้องนี้ได้ง่าย ๆ ในเมื่อไอ้คิงมันไม่คิดจะปล่อยผมไปอยู่แล้วถ้างั้นตายซะพร้อมกันตรงนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน กลไกตัวจุดชนวนที่ผมใช้คือหัวแร้งแบบพกพาแค่ถ่านเพียงสองก้อนก็สามารถให้ความร้อนพอที่จะทำได้เกิดปฏิกิริยาได้แล้ว 

 

กิ๊ก! 

 

น่าจะใช้เวลาสักห้าถึงสิบนาทีกว่าที่หัวแร้งจะร้อนพอผมหยิบตลับและหลอดดูดสำหรับชุดตรวจเบื้องต้นออกมาเพื่อตบตาไอ้คิงนำหลอดดูดมาดึงเอาของเหลวในกระป๋องน้ำผลไม้ขึ้นมาหยดเพื่อทดสอบและเป็นไปตามคาดค่าของมันเป็นบวกอย่างไม่ต้องสงสัย 

 

“เมทแอมเฟตามีน” เงยหน้ามองไอ้คิงอีกครั้งอย่างน้อยถ้ามันคิดจะกลับใจตอนนี้อาจจะเป็นผลดีก็เราทั้งคู่ “มึงยังเปลี่ยนใจทันนะคิงยาเสพติดพวกนี้มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น” 

 

เสียงหัวเราะของคนในห้องดังออกมาไม่หยุดเหมือนกับผมกำลังพูดเรื่องโง่เง่า ในเมื่อผมให้โอกาสไปแล้วและพวกมันไม่คิดจะรับไว้ก็ขอให้ผมเป็นคนจบทุกอย่างเอาไว้ที่นี่ตรงนี้เอง 

 

...ทำไมแม้แต่ช่วงวินาทีสุดท้ายผมยังนึกถึงแต่หน้าของเด็กคนนั้นก็ไม่รู้ 

 

 

 

[Part Music Yotin]  

 

รถของพี่พายุเข้ามาจอดห่างจากร้านสนุกเกอร์ได้สักห้าร้อยเมตรและแถวพงหญ้าก็มีรถอีกสองคันจอดอยู่คันหนึ่งผมจำได้ว่าน่าจะเป็นรถของพี่เคน ในขณะที่อีกคันมันก็คุ้นมากแต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเป็นใคร พี่พายุมันตอนนี้ทำตัวไม่ต่างกับสายลับเลยครับ ดับไฟหน้ารถตั้งแต่เข้าซอยมาได้นิดหน่อยแล้วเหมือนทุกอย่างพี่มันได้เตรียมการวางแผนมาเป็นอย่างดี 

 

ผมกับพี่พายุพากันเดินย่องผ่านพงหญ้าสูงเพิ่งเข้าใจตอนนี้นี่แหละว่าทำไมพี่มันถึงเตรียมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวมาให้ผมด้วยเดินมาไม่นานก็เจอพวกพี่เคนสุ่มฟังอะไรสักอย่างกันอยู่ 

 

“มาได้สักทีนะมึงพายุไอ้พรายเพิ่งเดินเข้าร้านไปได้ตะกี้นี้เอง” พี่ป้องหันกลับมากระซิบกระซาบกับเราสองคนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

 

“มีอะไรคืบหน้าบ้างรึยัง ไอ้คิงมันเอาของออกมาหรือยอมพูดเกี่ยวกับยาที่มันขนมาบ้างไหม?” ฉิบหาย! นี่พวกพี่มันเป็นหน่วยปราบปรามรึไงวะทำไมถึงกล้าทำเรื่องพวกนี้เองได้หน้าตาเฉย แถมยังปล่อยให้พี่พรายต้องเข้าไปเป็นอันตรายอยู่คนเดียวอีก 

 

“ยังเลยว่ะพายุไอ้เชี้ยนี่มันดูฉลาดพอตัวเลยแต่ยังไงมันก็ต้องมีหลุดบ้างแหละน่าถ้ามันยังไม่สงสัยกับสิ่งที่ไอ้พรายจะทำอะนะ” พี่เอนี่ก็อีกคนถือเป็นอัจฉริยะด้านการโกหกหน้าตายแถมรู้เรื่องทุกอย่างดีไปซะหมด ทั้งยังครองตำแหน่งเดือนคณะบริหารที่ดูธรรมดาที่สุดในกลุ่มแล้วละมั้ง 

 

“มึงไม่ต้องห่วงหรอกน่าพายุ มีอีกทีมมาสแตนต์บายตั้งแต่เย็นแล้ว ตอนนี้พวกนั้นก็สุ่มอยู่แถวโรงงานด้านหลังนู่นแหละ” เดี๋ยวนะ! ที่อยู่ตรงนี้มันก็ครบหมดทุกคนแล้วนี่หว่าแล้วที่บอกว่าอีกทีมนี่มันใครวะ! ไอ้พี่พายุมันลากใครเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างโว้ยยยย 

 

“พี่ผมเป็นห่วงพี่พราย ให้ผมเข้าไปเถอะอย่างน้อยพี่พรายจะได้ไม่ต้องทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้น” 

 

ป๊าบ! ทุกฝ่ามือมันตบมาที่หัวผมกันหมดเลยครับ 

 

“มึงสิโง่ไอ้เพลงเป้าหมายน่ะคือมึงขืนมึงเข้าไปแล้วโดนจับกลายเป็นตัวประกัน ไอ้พรายก็ยิ่งแย่สิวะ” พี่ป้องมันส่งตาดุมองมาทางผม 

 

“สรุปว่ามึงสองคนมันยังไงวะเพลง?” พี่ยูจิมันหลิ่วตาจ้องกลับมาที่ผม 

 

“ชู่! ...เฮ้ยมึงพวกมันเริ่มคุยกันแล้ว” เสียงพี่พรายเล็ดลอดออกมาจากมือถือนิดหน่อยผมก็ฟังไม่ถนัดว่าพวกเขาพูดอะไรกันเพราะแต่ละคนก็ตั้งใจฟังเครื่องของตัวเองแถมยังบันทึกเสียงเอาไว้ด้วย 

 

รออยู่สักพักก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ ย่องออกมาจากพงหญ้าด้านหลังร้านสนุกเกอร์ร่วมถึงคนที่ผมไม่คาดฝันอีกสองคนไอ้พุฒและเพชรที่กำลังให้สัญญาณบางอย่างมาทางพวกเรา 

 

“หึกูบอกแล้วว่าไม่ต้องห่วงตอนนี้ไอ้คิงมันยอมคืนของให้พรายแล้วและที่สำคัญพวกกูติดต่อวางแผนกับกองปราบพ่อเพื่อนมึงมากันหลายวันแล้ว” กะพริบตาปริบ ๆ มองรอยยิ้มร้ายของพี่พายุทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องแผนการของพวกพี่มันเลยวะ! “ที่กูไม่เอามึงเข้ามาร่วมตั้งแต่แรกเพราะมึงมันโง่ไอ้เพลง ขืนบอกมึงก่อนมึงต้องห้ามไอ้พรายจนแผนแตกหมดแน่” 

 

“แล้วก็ไม่ต้องห่วงเรื่องระเบิดที่ไอ้พรายทำหรอก พวกกูแอบไปค้นเอาออกมาสับเปลี่ยนหมดแล้วล่ะอ้อแล้วเรื่องนี้ห้ามบอกไอ้หินเด็ดขาดไม่งั้นหัวมึงขาดแน่เพลง” ฮือ...คันปากมากอยากบอกเพื่อนเหลือเกินว่าคนที่มันกำลังชอบเนี่ยน่ากลัว สัด ๆ ไปเลย “ส่วนเรื่องพรายพวกกูคุยกับพ่อไอ้เพชรแล้วว่าพรายจะทำทีเป็นสายเข้าไปเปิดโปงไอ้คิงและท่านสัญญาแล้วว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พวกกูทำดังนั้นหน้าที่ของมึงเพลงมึงต้องทำยังไงก็ได้เพื่อไม่ให้พรายมันหลุดสารภาพออกมาเข้าใจไหม? ไม่งั้นล่ะมึงเอ๋ยได้นอนคุกกันสมใจแน่” 

 

อยู่ ๆ ก็มีพวกวัยรุ่นเดินออกมาสูบบุหรี่กันหน้าร้านสามคน ชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหลังก็วิ่งเข้าชาร์จอย่างรวดเร็วโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องสักแอะมืออาชีพมากปกติตำรวจในละครมันต้องมาตอนจบนี่หว่า แต่นี่มันคือของจริงครับทุกอย่างแทบจะจบในพริบตาสามคนนั้นถูกลากเข้าไปยังด้านหลังพงหญ้าในทันที 

 

“เอาล่ะตอนนี้ก็หมดห่วงไประดับหนึ่งแล้วล่ะ ไอ้พรายมันเข้าไปยังห้องด้านในแล้วพายุเครื่องดักฟังที่มึงเอาแอบไว้ในร้านก็ไม่ได้ยินแล้วว่ะ” พี่ยูจิก้มหน้ากระซิบมาทางพวกเราสองคน 

 

“ไม่ต้องห่วงไอ้เอมันเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากีฬาของพรายมันแบบเนียน ๆ แล้วมึงโทรเข้าเบอร์นี้ได้เลย” ว๊อท! พี่พายุมันหยิบกระดาษออกมาครับและมีเบอร์ในนั้นไม่ต่ำกว่าสามสิบหมายเลขนี่พี่มันดักฟังไว้กี่เครื่องกันแน่วะ! 

 

“พวกเราน่ะต่อให้เก่งแค่ไหนก็สู้พวกที่อยู่ในมุมมืดไม่ได้หรอกนะเพลง ยังไงก็ต้องพึ่งพากฎหมายอยู่ดี การมีเพื่อนดีน่ะมันมีค่ามากนะแต่สำหรับพรายมึงมีค่ากับมันมากกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นหลังจากวันนี้ไปมึงต้องพยายามดูแลมันให้ดีที่สุดเข้าใจไหม” พี่ป้องหันมากระซิบกับผม ถึงปากจะแข็งถึงปากจะร้ายแต่แท้จริงแล้วทั้งพี่ป้องและพี่พายุก็เป็นห่วงพี่พรายอยู่เสมอ 

 

“เรื่องที่เราพอจะทำได้ก็ทำไปหมดแล้วล่ะ ตอนนี้ก็รู้แล้วว่ายาเสพติดอยู่ข้างในจริงไอ้คิงมันยอมเปิดปากออกมาแล้วที่เหลือก็ต้องปล่อยเป็นหน้าที่ของตำรวจเข้าจัดการแล้วล่ะ พ่อของเพชรให้พวกเราตามได้ถึงแค่นี้ยังไงซะความปลอดภัยก็ต้องมาก่อน ยิ่งถ้าพ่อไอ้พายุรู้เรื่องนี้นะกูฟันธงได้เลยว่าโดนกันถ้วนหน้าแน่” พี่แมงป่องพูดขึ้นในขณะที่ผมได้แต่มองตามกลุ่มกองปรามบุกเข้าไปภายในร้าน ภาวนาขอให้พี่พรายออกมาอย่างปลอดภัยถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะเข้าไปเองด้วยซ้ำ แต่ดูจากรูปการณ์แล้วพวกพี่มันคงไม่ปล่อยผมเข้าไปแน่ ๆ 

 

สวบ... 

 

เสียงเหมือนใครบางคนมันดังขึ้นจากด้านหลังจนต้องหันกลับไปดู ในขณะที่พวกพี่พายุมันก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิดมัวแต่เสือกตั้งหน้าตั้งตาฟังมือถือลูกเดียว 

 

ขยี้ตาสองสามทีเพื่อความชัวร์... 

 

ชายร่างท้วมหน้าตาดีที่ผมโคตรคุ้นเคยกำลังนอนราบไปกับพื้นเท้าคางส่งสายตาวิ้ง ๆ ตอบกลับมาทางผม 

 

อ๊อก! กูขอตายไปพร้อมพี่พรายเลยได้ไหม? อธิการบดีผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของไอ้หินกำลังทำปากจู๋แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาแนบบนปากนั้น เหงื่อแตกพลักเนื้อตัวสั่นเป็นผีเข้าจนแม้แต่ตอนที่ไอ้พี่พรายมันบอกว่ารำคาญผมยังไม่เท่ากับช่วงเวลานี้เลย มือผมเองก็กำลังกำขยี้ไปที่กางเกงไอ้พี่ป้องจนแทบจะขาดอยู่แล้ว 

 

“เป็นเหี้ยอะไรวะไอ้เพลง...” ไอ้พี่ป้องมันหันกลับมาถลึงตาใส่ผมแล้วก็ Shut up! ลงในทันทีจากนั้นพี่มันก็นิ่งไปพักใหญ่ก่อนที่จะกระดืบตัวลงมาขนาบข้างกายสายตาของเราทั้งคู่ประสานกันอย่างลงตัวราวกับผัวเมียที่ตามกลับชาติมาหากันจนเจอ “ใช่คนที่กูคิดรึเปล่าวะ!” 

 

“อืม...” พยักหน้าทั้งน้ำตาให้พี่มันทีหนึ่ง 

 

“ตำรวจเริ่มบุกไปยังห้องด้านหลังแล้วว่ะป้อง” ไอ้พี่เคนกับพี่เอมันหันกลับมาแล้วก็นิ่งเหมือนโดนคำสาปเมดูซ่าตัวแข็งไปเลยแต่ที่เหี้ยที่สุดคือไอ้พี่ยูจิกับพี่แมงป่องครับไม่รู้ว่าพวกพี่มันรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้แค่ว่าพี่มันคลานถอยไปอยู่ที่ปลายตีนท่านอธิการบดีแล้ว 

 

อยากจะสะกิดไอ้พี่พายุมากพอหันไปเห็นพี่มันเท่านั้นแหละของกูขึ้นเลยครับ ไอ้พี่พายุมันกำลังเสือกพิมพ์แชทคุยกับไอ้หินอยู่แถมยังหัวเราะคิกคักจนน่าถีบสักเปรี้ยงไหนคือความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนเมื่อตะกี้วะ! 

 

เหมือนทุกคนตอนนี้แม่งพร้อมใจกันโดยมิได้นัดหมายค่อย ๆ คลานกระดืบตัวลงมาช้า ๆ ท่านมหาจำเริญผู้ซึ่งมีฉายาว่า แพนเค้ก ก็ค่อย ๆ สืบตัวประกบขึ้นไปด้านข้างพี่พายุมันในทันที ไอ้พี่รหัสผมแม่งก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิดยังคงแชทคุยอย่างไม่ลดละ 

 

“เฮ้ย...สถานการณ์ข้างในตอนนี้เป็นยังไงบ้างวะ ตำรวจจัดการเรียบร้อยรึยัง...” พี่มันหันไปถามคนด้านข้างแล้วอ้าปากค้างออกมาสักสิบวินาทีเห็นจะได้ก่อนจะหลับตาเหมือนกับเจอภาพหลอนผมนี่นึกถึงเพลงของ มอร์กระจายเลย 

 

...เพียงเธอหลับตา ฮ้า~~~~~เพียงเธอหลับตา จะปรากฏกาย หน้าเธอ... 

 

“พะ...พ่อ” แว๊กกกก! ท่านอธิการบดีมันเป็นพ่อไอ้พี่พายุ! 

 

“เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยกลับไปเคลียร์กันยาว ๆ เนอะวายุ” น้ำเสียงเหมือนไม่โกรธแต่รังสีที่ออกมานี่คือร้อนซะยิ่งกว่านรกขุมที่เจ็ดซะอีกแต่ก่อนที่จะได้คุยกันต่อก็มีเสียงปืนดังสนั่นจากด้านในออกมาหนึ่งนัด 

 

...เปรี้ยง! 

 

พวกพี่มันรีบหยิบมือถือขึ้นมาแนบหูกันหมดทุกคนเลย ไอ้พี่ป้องมันก็เอามือถือมาให้ผมฟังใกล้ ๆ ด้วย 

 

“ถ้าพวกมึงเข้ามามันตาย!” เป็นเสียงของไอ้คิงที่ตะโกนออกมาดังลั่นและถ้าเดาไม่ผิดมันคงกำลังจับพี่พรายเป็นตัวประกันแน่ทั้งผมทั้งไอ้พี่ป้องแทบจะลุกพร้อมกันเลยแต่ก็ถูกพวกพี่เคนจับกดเอาไว้อีกมือก็ปิดปากผมในขณะพี่ยูจิก็กอดพี่ป้องไว้แน่นไม่ยอมให้ดิ้นแม้จะโดนพี่ป้องชกไปหลายหมัดก็ตาม ส่วนทางพงหญ้าฝั่งตรงข้ามก็เห็นไอ้เพชรและตำรวจอีกสองสามนายล็อกตัวไอ้พุฒไว้เหมือนกัน 

 

“ชู่! พรายมันยังปลอดภัยอยู่พวกมันกำลังออกมาแล้วล่ะ” 

 

ลูกสมุนของไอ้คิงสองคนวิ่งออกไปยังพงป่าด้านหลังร้านสนุกเกอร์คาดว่าพวกมันน่าจะหนีการจับกุมด้วยการปีนข้ามกำแพงไปยังโรงงานด้านหลังแต่ที่พวกมันไม่รู้คือมีพวกตำรวจและไอ้พุฒดักรอกันอยู่ตรงนั้น พอทั้งคู่วิ่งเข้าป่ารกก็โดนรวบตัวในทันที 

 

ไอ้คิงตอนนี้มันรู้ตัวแล้วว่ามีตำรวจสุ่มอยู่ที่หลังร้าน มันค่อย ๆ เดินออกมาพร้อมพี่พรายภาพที่เห็นคือพี่พรายโดนล็อกคอแน่นแล้วมีปืนจ่ออยู่ที่หลังมันเป็นอะไรที่แย่มากและตำรวจเองก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้มันยอมมอบตัวซะ 

 

คิงมันเดินถอยหลังมาเรื่อย ๆ ตำรวจก็เดินตามติด ๆ อีกไม่กี่สิบก้าวมันก็เกือบจะถึงจุดที่พวกผมอยู่กันแล้ว 

 

“เตรียมลุย!” ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยครับอยู่ ๆ ป๋าก็สั่งลุยเสียดื้อ ๆ จนแม้แต่ไอ้พี่รหัสตัวร้ายยังต้องกะพริบตาอย่างงุนงง ตอนนี้พี่ยูจิกับพี่เคนคลายมือจากผมกัับพี่ป้องแล้ว 

 

“ในฐานะนักกีฬาคาราเต้และเทควันโดของมหา’ลัยพวกเธอคิดว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะจัดการอาวุธให้หลุดออกจากมือได้” 

 

“ห้าสิบห้าสิบครับ” พี่แมงป่องกับพี่ป้องกระซิบออกมาพร้อมกัน 

 

“ทำให้โอกาสคือร้อยเปอร์เซ็นต์ซะ” 

 

จากที่เห็นมองยังไงมันก็ไม่มีทางที่จะมีโอกาสได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์นอกจากว่าผมจะยอมเสี่ยงสร้างโอกาสนั้นให้เกิดขึ้น ผมไม่รอช้ารีบคลานตัวไปยังด้านหลังให้เบาที่สุดก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัวพออยู่ในจุดที่มืดที่สุดผมก็ออกมาที่ถนนแล้วเดินตรงเข้าหาไอ้คิงที่ยังล็อกคอพี่พรายไว้แน่น เพื่อที่จะสร้างโอกาสให้คนอื่นจัดการ ผมต้องทำให้คิงมันหันปืนมาทางผมให้ได้และการที่คิงมันเกลียดจนอยากจะฆ่าผมอยู่แล้วจึงมีผมคนเดียวเท่านั้นที่จะล่อความสนใจมัน 

 

“พี่พราย!” ได้ผลไอ้คิงมันดูลุกลี้ลุกลนเมื่อมองมาที่ผมที่ยังคงยกมือขึ้นข้างใบหน้าเพื่อให้มันรู้ว่าผมมาตัวเปล่า 

 

“เพลงมึงมาที่นี่ทำไม!” เสียงพี่พรายมันสั่นจนรู้สึกได้ 

 

“หุบปาก!” คิงมันตะคอกไปที่ข้างหูพี่พรายตอนนี้มันเริ่มสติแตกเกินกว่าจะระวังตัวเองแล้วเท้ามันก็คอยแต่จะถอยหลังเข้าพงหญ้าไปทุกขณะ 

 

“คิงปล่อยพี่พรายไปเถอะแล้วเอากูเป็นตัวประกันแทน” ความรู้สึกมันบอกให้ผมพูดแบบนั้นจริง ๆ แต่เชื่อเถอะว่าคนอื่นที่ได้ยินมันคงอ้วกกับความมั่นหน้าเป็นพระเอกของผมไปแล้วล่ะ ถามว่าอยากตายตอนนี้ไหม? ไม่อยากหรอกอยากอยู่แก่ตายไปพร้อมกับพี่พรายมากกว่าต้องพยายามพูดให้คิงมันหันปืนมาทางผมให้ได้ 

 

“ถ้ามึงจะฆ่าพี่พรายมึงก็ฆ่ากูก่อนเถอะคิง ไม่อย่างนั้นกูเอามึงตายแน่” ปืนที่จ่ออยู่ที่หลังพี่พรายถูกเลื่อนชูมาที่ตรงหน้าผม 

 

“อ้อ งั้นมึงก็ตายไปก่อนมันเลยละกัน...” 

 

เปรี้ยง! ทุกอย่างมันเร็วมากไม่รู้ว่าไอ้คิงมันยิงมาก่อนหรือพวกพี่ป้องพี่แมงป่องซัดอาวุธมันได้ก่อนกันแน่แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรแล่นผ่านร่างกายจนล้มลง ความรู้สึกมันค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างเชื่องช้าพร้อมสติสัมปชัญญะที่ดับวูบลงไปได้ยินแต่เสียงของพี่พรายร้องดังก้อง ๆ ซ้ำ ๆ 

 

“เพลง! ..” 

 

เพียะ!...เพียะ! 

 

“ไอ้เพลง!” ผมคงตายไปแล้วสินะถึงได้ยินเสียงพี่พรายเรียกตลอดอย่างนี้ แถมเจ็บหน้าชะมัดเหมือนกับกำลังถูกตบรัว ๆ อย่างนั้นแหละและตอนนี้มันก็เจ็บขึ้นเรื่อย ๆ เลยโว้ยยยยย! 

 

เพียะ!...เพียะ!...เพียะ! 

 

“พอก่อนไหมไอ้พรายเดียวมันก็ได้ตายจริงหรอก” 

 

“เออ ให้มันตายไปเลยตายด้วยมือกูนี่แหละ ทั้งที่กูพยายามปกป้องมันมาตลอดยังเสือกมาทำเรื่องโง่เง่าแบบนี้อีก” แหมะ...น้ำอุ่นมันหยดลงมาที่หน้าจนผมต้องลืมตามอง ฝ่ามือของพี่พรายมันก็เตรียมจะตบหน้าผมซ้ำแต่ก็ถูกพ่อพี่พายุคว้าเอาไว้ก่อน 

 

ไอ้พุฒกับเพชรมันพยุงตัวผมขึ้นมานั่ง ตอนนี้คือมึนมากงงมากกวาดตามองไปรอบตัวก็เห็นทุกคนยืนกอดอกกดตามองลงมาที่ผม 

 

“เป็นไงเกือบตายแล้วนะมึงอยากเสือกทำตัวเป็นฮีโร่ดีนัก” พี่ป้องมันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายแต่คนที่ผมเป็นห่วงที่สุดคือพี่พรายต่างหาก 

 

หน้าพี่มันที่มองมาคือทั้งร้องไห้ ทั้งโกรธ ทั้งเกลียดในเวลาเดียวกัน 

 

“เอาล่ะพ่อโทรเคลียร์กับผู้ใหญ่ให้แล้ว ทุกคนรีบกลับไปที่หอของตัวเองเดี๋ยวนี้แล้วพรุ่งนี้พวกเธอทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ได้เลย โดยเฉพาะวายุกลับไปคุยกันที่บ้านหน่อย!” พี่พายุได้แต่ยืนหน้าซีดส่งกุญแจรถให้พี่ป้องไปแบบเสียไม่ได้แล้วเดินตามท่านอธิการขึ้นรถตู้ที่มาจอดรอรับอยู่ไม่ไกล 

 

ส่วนไอ้พี่ป้องก็ลากพี่พรายเดินออกไปเช่นกัน 

 

“เพลงกลับกันเถอะมึงเดี๋ยวกูกับเพชรไปส่งที่หอนะ” เพื่อนสองคนมันหิ้วปีกผมเดินกลับมาที่รถที่จอดอยู่ตอนนี้แข้งขามันไม่มีแรงเอาเสียเลยกลัวจนคิดมโนไปเองว่าถูกยิงอีกต่างหากพอมาถึงรถก็เห็นพี่พรายมันยืนรออยู่ 

 

เพียะ! 

 

ไม่มีพูดพร่ำทำเพลงพี่มันตรงปี่เข้ามาตบหน้าผมอีกครั้ง 

 

“กูไม่ให้อภัยมึงแน่เพลง” ว่าจบพี่มันก็เดินขึ้นไปนั่งบนรถแล้วซุกหน้าไปที่เข่าตัวเอง 

 

“ปะ จบเรื่องแล้วล่ะส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันที่หลัง” เพชรมันเดินมาตบบ่าผม 

 

“แล้วไอ้คิงล่ะ?” 

 

“โดนจับไปแล้วน่ะ น่าจะได้อยู่ในคุกนานเลยยาเยอะขนาดนั้น แถมยังต่อสู้ขัดขืนทำร้ายเจ้าพนักงานอีกคงติดคุกไปทั้งชาตินั่นแหละ” 

 

“เรื่องพี่พรายมึงไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ กูก็เพิ่งเคยเห็นพี่พรายเป็นแบบนี้ครั้งแรกเหมือนกันถ้าพี่พรายไม่แคร์มึงเขาไม่โกรธจนร้องไห้ฟูมฟายขนาดนั้นหรอกเชื่อกูสิ” พุฒมันดันผมขึ้นมานั่งที่เบาะหลังแล้วเดินไปที่ฝั่งคนขับในทันที 

 

รถพุฒขับออกมาจากซอยเข้าสู่ถนนใหญ่ได้ไม่นานล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเครื่องอีกครั้งก็เห็นข้อความของพี่พายุมันส่งมา 

 

Payu Wayu 

ถ้ามึงบอกเรื่องพ่อกูกับไอ้หิน มึงตายคาตีนกูแน่ไอ้เพลง! 

 

ได้แต่ถอนหายใจกับไอ้พี่พายุมัน ตอนนี้สิ่งเดียวที่คิดจะทำคืออยากโทร อยากไลน์หาพี่พรายแต่พี่มันไม่ให้ช่องทางติดต่อกับผมเลยสักครั้งได้แต่มองทอดสายตาไปตามท้องถนน 

 

ตึง! ตึง! 

 

เสียงไลน์ดังขึ้นจนผมต้องหยิบมือถือขึ้นมาดูน่าจะเป็นไอ้หินที่มักจะไลน์มาตอนดึก ๆ เสมอเวลามันเลิกจากงานพิเศษแต่ผมคิดผิดชื่อที่ไม่เคยปรากฎในเครื่องมาก่อนตอนนี้มันมีข้อความสองข้อความที่ทำให้ผมแทบจะหยุดหายใจ 

 

…! 

 

Phai Natee 

เพลง... 

 

Phai Natee 

ในเมื่อมึงช่วยชีวิตกูแล้วต่อไปนับจากนี้มึงก็ต้องดูแลชีวิตกูด้วย 

 

……… 

ความคิดเห็น