gloyjai39
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่6 ความผูกพันที่เริ่มก่อตัว(2)

ชื่อตอน : ตอนที่6 ความผูกพันที่เริ่มก่อตัว(2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 42

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2563 21:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่6 ความผูกพันที่เริ่มก่อตัว(2)
แบบอักษร

ตอนที่6

ความผูกพันที่เริ่มก่อตัว(2)

ธามไทเอนเบาะรถให้ดินสอได้นอนพักก่อนที่เขาจะขับรถกลับหมูบ้านแม่แมะทันที ระหว่างทางก็พลางคิดถึงสายตาตอนที่น้องเห็นรอยสักของเขาน้องดูตกใจมาก และเหมือนมีอะไรบางอย่างกับชื่อกีรตินี้แล้วเพราะอะไรที่เขาต้องยอมให้กับคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานแบบนี้...เขาพยายามถามตัวเองซ้ำๆแต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้เลย

กว่าที่ธามไทจะขับรถกลับมาถึงหมูบ้านก็ดึกพอสมควร เขานั่งมองคนตัวเล็กที่หลับไหลเงียบๆพลางคิดอีกว่าจะปลุกหรือจะอุ้มไปส่งที่บ้านแบบนี้ดี เมื่อการกระทำมันไวกว่าความคิดเขาก็อุ้มดินสอเดินมาถึงหน้าบ้านเสียแล้ว ไฟที่สว่างจ้า บ่งบอกบอกว่าหมอเดชคุณลุงของคนในอ้อมแขนยังไม่นอนเขาจึงเลือกกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วบ้าน

"อ้าวธามกลับมากันแล้วหรอ"

"ครับ ขอโทษที่พาน้องกลับดึกแบบนี้นะครับ"

"ไม่เป็นไร แล้วนี้ทำไมถึง..." หมอเดชมองธามไทที่ไม่ได้ใส่เสื้อ

"คือฝนมันตกน่ะครับแล้วผมกับน้องก็ตัวเปียกผมเลยถอดเสื้อขับรถกลับ ส่วนเสื้อของผมก็ให้น้องใส่แทนครับ มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้เลยนะครับ"

"หึๆ ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะครับ งั้นก็ช่วยพาน้องดินไปส่งที่ห้องด้วยนะอยู่ทางขวามือ" คุณหมอที่อาวุโสกว่ามองธามไทยิ้มๆ

"เอ่อ ครับ"

"อ้อ เดี๋ยวผมจะไม่อยู่สักสองอาทิตย์ฝากดูน้องดินด้วยนะครับ"

"ได้ครับ ไม่ต้องห่วงนะครับเดี๋ยวจะช่วยดูแลให้เป็นอย่างดีเลยครับ" หมอเดชพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินเลี่ยงเข้ามาในห้องทำงาน

ธามไทค่อยๆวางดินสอลงบนเตียงนอนเล็กอย่างแผ่วเบา แล้วยืนมองคนตัวเล็กอยู่แบบนั้นหัวใจของเขาเหมือนจมดิ่งลงสู่ห้วงทะเลลึก ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งได้รู้จักมันกลับเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงกลางหัวใจของเขา ภาพจำของไอดินที่ยังไม่เคยจางหายไปไหนมันทับซ้อนกับน้องเสมอ นัยน์ตาสีดำขลับฉายแววหม่นกวาดมองไปรอบๆห้องของดินสอ

ก่อนจะสะดุดเข้ากับสร้อยเส้นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ลมหายใจของเขาขาดห้วงหัวใจคล้ายจะหยุดเต้นกับสร้อยที่เหมือนกับของขวัญที่ตัวเองเคยซื้อให้ไอดิน มันเหมือนหรือจะบอกว่ามันใช่ก็ว่าได้ เมื่อสร้อยที่มีเพียงเส้นเดียวในโลกเพราะเขาสั่งทำมันจึงไม่มีขายตามร้านทั่วไป

...ไม่จริงเป็นไปไม่ได้...

 

หลังจากวันนั้นที่ไปเที่ยวกับดินสอนี่ก็ผ่านมาราวๆหนึ่งอาทิตย์แล้ว ที่คนตัวเล็กมาป้วนเปี้ยนขลุกตัวอยู่กับเขาทั้งวันยกเว้นก็ตอนเขาไปทำงานหรือช่วงราวด์วอร์ด แถมยังเข้านอกออกในบ้านของเขาเสมือนบ้านตัวเองยังไงอย่างงั้น โดยให้เหตุผลว่าก็น้องดินทำอาหารไม่เก่งขอฝากท้องด้วยนะครับพร้อมทำหน้าอ้อน ๆ ส่งสายตาปริบ ๆ มาให้อย่างเช่นวันนี้

"วันนี้ทำอะไรทานครับน้องดินหิ้วหิว" พร้อมทำท่าลูบท้องไปด้วย

"หึ ๆ หมูกระเทียมกับแกงจืดครับ" น้องดินยืนเกาะขอบเค้าเตอร์ครัวแล้วชะเง้อมองวัตถุดิบในชาม

"อืม น้องขอผัดผักด้วยได้ไหมครับของโปรดน้องดินเอง" แล้วขยับเข้าไปเกาะแขนของพี่ธามพร้อมทำหน้าอ้อน ๆ ใส่เขา แล้วจะให้เขาทำอย่างไรได้ล่ะในเมื่ออ้อนกันขนาดนี้

"ตามคำบัญชาเลยครับ" มือหนาโยกศีรษะเล็กไปมาอย่างนึกเอ็นดู

"ถ้าอย่างนั้นน้องดินขอหั่นผักช่วยนะครับ"

"หื้ม เราหั่นเป็น? " พี่ธามเลิกคิ้วเป็นเชิงถามก็จะไม่ให้เขาถามได้อย่างไรก็เมื่อวันก่อนแค่ทอดไข่ยังไหม้เลย

"กะ ก็แค่หั่นผักเองของกล้วย ๆ สะบายมากครับ"

"อืมเนอะ แค่หั่นผักเองของกล้วย ๆ " เขาพูดทวนคำของน้องอย่างขำ ๆ

"ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวน้องดินจะทำให้ดู"

ธามไทยืนกอดอกดูคนที่กำลังตั้งท่าหั่นผักเงียบ ๆ มีดไซส์ใหญ่สุดถูกมือเล็กหยิบขึ้นมาก่อนจะเงื้อมือสูงขึ้นเหนือหัว ท่าทางที่ดูเหมือนจะสับมากกว่าหั่นทำให้เขารีบคว้ามือเล็ก ๆ นั้นไว้เเทบไม่ทัน เพราะกลัวดินสอจะหั่นพลาดแล้วโดนคมมีดบาดเอา...นั่นล่ะครับ

…แค่หั่นผัก…

"น้องดิน!!! ทำอะไรอย่างนั้น" พี่ธามเรียกชื่อน้องเสียงดุคิ้วหนาก็ขมวดมุ้น

"กะ ก็หั่นผักไงครับ" ใบหน้าหวานสลดลงเมื่อเห็นหน้าดุ ๆ ของคนพี่

"หั่นผักหรือจะสับกันแน่ แล้วดูใช้มีดเข้าสิแค่หั่นผักใครเค้าใช้มีดใหญ่ขนาดนี้กัน" น้ำเสียงเข้มติดดุแถมหน้าตาที่ปนความไม่พอใจมันทำให้หัวใจดวงน้อยแฟบลงคล้ายลูกโปร่งที่โดนเจาะ

"ขะ ขอโทษครับ นะ น้องดินไปรอข้างนอกดีกว่า ฮึก"

พอหันหลังให้ธามไทได้ดินสอก็น้ำตาคลอพร้อมกลืนก้อนสะอึกลงคอ สายตาน้ำเสียงหรือแม้แต่สีหน้าของเขาดินสอเพิ่งเคยได้รับมันเป็นครั้งแรก ทำให้รู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะหยิบจับอะไรก็ดูจะไม่เข้าตาธามไทเลยสักนิด ไม่ว่าจะช่วยล้างจานซักผ้าทำงานบ้านให้ก็จะต้องโดนดุตลอด

"ก็แค่อยากช่วยเอง ฮึก"

"ฮึก อึก ทำอะไรก็ผิดไปหมด หยิบจับอะไรก็ไม่ถูกใจ อึก ไปต้มมาม่ากินเองก็ได้"

คนที่กำลังน้อยใจหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินกลับบ้าน แต่ก็เจอกับสายตาหม่นปนความรู้สึกผิดมองมาอย่างไม่ละสายตา ดินสอรีบปาดน้ำตาบนแก้มใสลวก ๆ เพราะไม่อยากให้ธามไทเห็นแล้วมองว่าเขางี่เง่าเอาแต่ใจอีก

"น้องดินร้องไห้ทำไมครับ" น้ำเสียงนุ่มทุ้มของพี่ธามถามขึ้น

"ปะ เปล่าครับ นะ น้องดินขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ" น้ำเสียงสั่นเครือของน้องดินบีบให้เขาใจอ่อนยวบ

"ไม่ให้กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิ" ก่อนที่น้องดินจะเดินผ่านเขาไปมือหนาก็รีบคว้าเอาไว้ทันที

"……"

"มานั่งนี่มา ไหนบอกพี่มาซิว่าเราเป็นอะไร ไม่เอาไม่ร้องนะครับ" เขาดึงน้องให้นั่งลงบนโซฟาแล้วถามขึ้นแต่คนน้องกลับน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้งจนเขาต้องยื่นมือไปเกลี่ยมันเบา ๆ

"อึก น้องดินทำอะไรก็ผิดไปหมด ฮึก พี่ธามรำคาญน้องดินใช่ไหมน้องกวนพี่มาเป็นอาทิตย์แล้วต้องขะ…"

"พูดอะไรแบบนั้น พี่ไม่เคยรำคาญเลยนะ แล้วที่พี่ดุเพราะกลัวมีดจะบาดมือน้องดินแค่นั้นเอง หลายวันก่อนที่ไม่ให้หยิบจับอะไรเพราะไม่อยากให้น้องลำบาก"

"น้องดินแค่อยากช่วยหนิ แต่น้องดินก็กลับทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง" น้องดินนั่งก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด

"ไม่เป็นไรครับพี่เต็มใจทำให้ แต่ถ้าน้องดินอยากช่วยงั้นเดี๋ยวพี่จะค่อย ๆ สอนให้ดีไหม"

"ไม่เอาหรอกครับลำบากพี่เปล่า ๆ"

"คิดอะไรแบบนั้นหื้ม พี่ขอโทษนะถ้าคำพูดของพี่ทำให้น้องคิดมากขนาดนี้ แต่พี่ขอยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรแบบที่น้องพูดเลยนะ"

ดินสอมองสายตาจริงจังของธามไทน้ำเสียงที่ถูกเปล่งออกมานั้นมันหนักแน่น นั่นยิ่งทำให้ดินสอรู้สึกผิดไปใหญ่เขาไม่น่าคิดอะไรแบบนี้ไม่น่างี่เง่าจนทำให้คนพี่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย พยายามคิดหาเหตุผลให้กับตัวเองเพราะอะไรถึงต้องน้อยใจเขาบ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นแบบนี้กับใครมาก่อนเลยเสียด้วยซ้ำ

"ขอโทษครับที่น้องดินงี่เง่าแบบนี้ น้องดินก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร"

"หึ ๆ ไม่เป็นไรพี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย งั้นเราไปช่วยกันทำอาหารต่อเนอะ"

"จะดีหรอครับน้องดินว่าน้องดินจะไปเกะกะพี่เปล่า ๆ นะ"

"ดีสิ เดี๋ยวพี่ช่วยสอน"

ธามไทลุกขึ้นยืนแล้วดึงมือดินสอที่นั่งอยู่บนโซฟาให้ตามกันมาในห้องครัว ดินสอยืนพิงโต๊ะอาหารมองดูร่างสูงที่หมุนซ้ายหมุนขวาเตรียมอุปกรณ์ให้ตัวเองหั่นผักอีกครั้ง

"น้องดินมานี่สิ"

"จะดีหรอครับ น้องดินรอทานอย่างเดียวดีกว่า"

"ดีสิลองดูนะ"

ดินสอจับมีดที่ธามไทส่งให้แล้วตั้งท่าจะหั่นกะหล่ำปีหัวใหญ่ตรงหน้า ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของน้องทำให็ธามไทเดินเข้าไปยืนซ้อนด้านหลัง มือหนาวางทับซ้อนกลับมือเล็กเบา ๆ แล้วออกแรงกดมีดลงไปอย่างชำนาญ

"ต้องหั่นแบบนี้ระวังมือด้วยนะ"

"อะ เอ่อครับ"

ใบหน้าหล่อยื่นมาพูดกับดินสอลมหายใจอ่อน ๆ เป่าลดที่แก้มใสเรียกให้เลือดลมในกายสูบฉีดใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว พ้อมหัวใจดวงน้อยที่เต้นโครมครามจนกลัวธามไทจะได้ยิน ทว่าร่างสูงก็ขยับตัวออกห่างไปดูหม้อแกงจืดบนเตาดินสอถึงกับลอบถอนหานใจออกมาอย่างโล่งอก

...แบบนี้เรียกว่าเขินหรือเปล่านะ...

ดินสอที่มัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ ก็ไม่ทันได้ระวังจนมีดแฉลบไปโดนนิ้วชี้ข้างซ้ายเลือดสีแดงสดไหลเปื้อนบนเขียง มือเล็กที่ถือมีดชะงักไปในทันทีแล้วหันรีหันขวางก่อนจะเดินไปที่ซิงค์ล้างจานข้าง ๆ

"น้องดินเป็นอะไร เลือด?"

"คะ คือมีดบาดน่ะครับ"

"พี่บอกให้ระวังไง จริง ๆ เลยนะเราน่ะ"

ธามไทจับมือเล็กขึ้นมาดูแล้วส่งนิ้วชี้ที่มีเลืิอดเข้าปากดูดดุนอยู่ชั่วครู่แล้วผละออกมาดูว่าเลือดหยุดไหลหรือยัง ไม่ว่าธามไทจะทำอะไรการกระทำของเขามักเรียกให้ใจดวงนี้สั่นไหวเสมอ

"ขะ ขอโทษครับ"

"เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมหน้าแดง ไม่สบาย?" คิ้วหนาเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม

"ปะ เปล่า ๆ" น้องดินรีบก้มหน้างุดหลบซ่อนสายตาคมที่มองมาอย่างจับผิด

"หึ ๆ เขินแล้วน่ารักเนอะ"

ธามไทกระตุกยิ้มมุมปากนัยน์ตาคู่คมทอประกายอบอุ่นให้ได้เห็น ดินสอเผลอสบตากับเขาแววตาที่แสนคุ้นเคยหรือแม้แต่ความรู้สึกในใจก็ตาม เขามั่นใจว่าไม่เคยรู้จักคนพี่มาก่อนแต่มันเพราะอะไรถึงต้องรู้สึกแบบนี้กับเขา

...ในใจที่มันตระโกนร้องว่ามากกว่าคนที่เพิ่งรู้จักกัน...

"บะ บ้า พี่ธามพูดอะรก็ไม่รู้น้องดินไปรอข้างนอกดีกว่า"

"อ้าว ไม่อยากลองทำกับข้าวแล้วเหรอ"

"ไม่ทำแล้ว! รอทานอย่างเดียวดีกว่า!"

ดินสอรีบวิ่งออกไปจากครัวด้วยความเร็วแสงก่อนจะตะโกนตอบกลับกับธามไทที่อยู่ในครัว เท้าเล็กมาหยุดยืนในในห้องนั่งเล่นที่มีรูปครอบครัวบานใหญ่ติดอยู่ข้างพนังห้อง คิ้วเล็กเริ่มขมวดมุ้นจ้องมองคนในรูปที่น่าจะเป็นพ่อและแม่ของเขา

"ทำไมเราถึงคุ้นหน้าท่านจัง"

"เราเคยรู้จักครอบครัวพี่ธามมาก่อนหรอ"

"อืม มันคุ้น ๆ แต่นึกไม่ออกสักทีอะ เฮ้อ!"

ไม่ว่าจะพยายามคิดแค่ไหนก็คิดไม่ออกสักที มีแต่ความรู้สึกเท่านั้นที่บอกเขาคุ้นเคยกับครอบครัวของธามไทมาก มากซะจนดินสอเองก็แปลกใจไม่น้อยยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว

"น้องดินอาหารเสร็จแล้ว มาทานข้าวกัน"

"ครับ เดี๋ยวออกไปครับ"

เสียงเรียกของธามไทดึงสติที่หลุดลอยไปของดินสอให้กลับมาอีกครั้ง ก่่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วเดินกลับเข้าไปหาเขาในครัวที่ตั้งโต๊ะอาหารรอแล้ว

"มานั่งสิ แล้วเลือดที่นิ้วหยุดไหลหรือยัง"

"หยุดแล้วครับ" น้องดินตอบพร้อมนั่งลงตรงข้ามกับเขา

"ลองชิมอันนี้หน่อยสิว่ามันอร่อยไหม"

"อื้ม อร่อยสิครับพี่ไปหัดทำมาจากไหนเนี่ย"

"ก็ตอนพี่ไปเรียนแพทย์เฉพาะทางที่อังกฤษไง อยู่ที่นั่นทำอาหารเองซักเสื้อผ้าเองเรียกง่ายๆว่าทำทุกอย่างเองหมดเลย"

"ไม่เหมือนน้องดินเลย มีคนคอยทำให้ตลอดคุณแม่ไม่เคยให้หยิบจับอะไรเองเลยสักอย่าง"

ธามไทนั่งมองเสียงเจื้อยแจ้วที่เริ่มเล่าชีวิตในวัยเรียนให้เขาฟัง รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกันที่น้องเรียนแพทย์ที่อังกฤษเช่นเดียวกับเขาแถมเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันอีกต่างหาก ทว่าเขากับน้องไม่เคยเจอกันเลยสักครั้งทั้ง ๆ ที่สถานที่ต่าง ๆ ที่น้องไปก็เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับเขา

"หึ ๆ ก็เป็นคุณชายหนิเนอะคุณแม่จะปล่อยให้ลำบากได้ยังไงกัน"

"น้องดินไม่ใช่คุณชายสักหน่อย" น้องดินปฎิเสธเสียงแข็งแล้วทำปากยื่นปากยาวใส่คนพี่

"ครับ ไม่ใช่เลยครับขนาดแค่หั่นผักยังได้แผลมาเป็นที่ระลึกเลย"

"แฮร่ ๆ คราวหน้ารอทานอย่างเดียวดีกว่าสบายกว่าตั้งเยอะเนอะ"

"หึ พี่ก็ว่างั้นแหละอย่าหาทำอีกเลย ฮ่า ๆ"

ทั้งสองคนนั่งทานไปก็คุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยจนอาหารตรงหน้าพร่องลงไปกว่าครึ่ง ดินสอใช้ชีวิตตลอดสองอาทิตย์ที่ลุงหมอไม่อยู่มาคลุกคลีอยู่กับธามไททุกวัน จนความผูกพันธ์บางอย่างที่เริ่มก่อตัวมากขึ้นโดยที่ทั้งสองคนก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัวแต่อย่างใด

ธามไทเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่ดินสอเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเขา มันก็ทำให้ไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปแถมนอนกลางคืนก็ไม่ค่อยฝันถึงเรื่องราวร้าย ๆ แบบเมื่อก่อนอีกแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกดีกว่าแต่ก่อน ชีวิตที่จมอยู่กับความทุกข์ใจความรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้

...หรือนี่จะเป็นสิงที่ฟ้าลิขิตเอาไว้...

ความคิดเห็น