ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ยี่สิบเจ็ด สายฟ้าจากสวรรค์ กังฟูแพนด้า

ชื่อตอน : ตอนที่ยี่สิบเจ็ด สายฟ้าจากสวรรค์ กังฟูแพนด้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 09:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ยี่สิบเจ็ด สายฟ้าจากสวรรค์ กังฟูแพนด้า
แบบอักษร

ตอนที่ยี่สิบเจ็ด สายฟ้าจากสวรรค์ กังฟูแพนด้า

พลังไฟฟ้า โลกนี้ยังมองว่าพลังไฟฟ้าเป็นของจากฟากฟ้าแดนสวรรค์ ไม่ใช่อย่างโลกเก่าของผม ที่มองว่าคือของใช้ในชีวิตประจำวัน

แน่นอน แม้แต่โลกเก่าของผมเอง กว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าแบบปรกติทั่วไปใช้กันนั้น ในช่วงสมัยแรกๆ ก็มีการต่อต้านว่าการใช้ไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องอันตราย ไม่ควรเอามาใช้ในประเทศ คนอาจถูกไฟดูดตาย ไฟไหม้ต่างๆนานา

แต่พอมาถึงปัจจุบัน หากบอกว่าห้ามใช้ไฟฟ้าเพราะมีอันตราย คนทั่วไปคงมองเราแปลกๆ นั่นคือพัฒนาการของยุคสมัยและการผันแปรของใจมนุษย์

โลกปัจจุบัน ทำให้การใช้ไฟฟ้าเป็นเรื่องของมนุษย์ไม่ใช่ของเทพเจ้าอย่างที่เคยเป็นมา

การเอาเทคโนโลยีและแนวคิดเรื่องไฟฟ้ามาใช้ในโลกนี้เรียกว่าผลลัพธ์นั้นผสมกัน

ทั้งสำเร็จและ...เรียกว่าประหลาดละกัน

สายฟ้าไหลไปมารอบตัวของผม

บริสุทธิ์มากขึ้น ควบคุมได้ดีขึ้น

เต๋าคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งคือเต๋า

ธรรมชาติสรรค์สร้าง

ไฟฟ้าไม่ใช่ของแปลกมันมีอยู่ในร่างกายมนุษย์ของเรา

ไม่จำเป็นต้องมีพลังมากมาย ควบคุมให้ละเอียดขึ้นดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็พอ

ปึ่ง

ทันใดนั้นร่างกายของผมราวกับผ่านการเปลี่ยนแปลงในทางโครงสร้าง แบบเดียวกับที่ผ่านมาที่มีควันสีดำไหลออกจากร่างกาย

แต่คราวนี้ควันสีดำที่ไหลออกกลับกลายเป็นควันจุดเล็กๆ ออกมาแทบทุกสัดส่วนของร่างกาย

ไม่มากเท่ากับ”ของเสีย”ในตอนแรกที่ฝึก แต่ก็มากพอที่ออกจากสัดส่วนและแง่มุมที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน

ผมรู้สึกถึงไฟฟ้าในร่างกายของผมได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น พลังงานจากอาหารที่เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าเคมี

พลังงานไฟฟ้าในร่างกายบริสุทธิ์ขึ้นอีกขั้นหนึ่งที่ส่งผลถึงส่วนอื่นในร่างกายด้วยแบบเดียวกับโดมิโน่เอฟเฟค

ที่กล้ามเนื้อ กระดูกเลือด ทุกส่วนที่ใช้ไฟฟ้าราวกับเรียนรู้การพัฒนาร่างกายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ผมสามารถควบคุมประสาทให้สามารถมองได้ช้าเร็วตามใจนึกและรับรู้ได้ถึงทุกส่วนที่พลังไฟฟ้าไปถึง แม้แต่ในสมองกล้ามเนื้อส่วนเล็กน้อยที่ผมไม่เคยนึกถึงมาก่อน

กระแสไฟฟ้าไหลไปทั่วทั้งร่างของผม สัมผัสได้ถึงสัมผัสที่ไม่เคยสัมผัสและรับรู้มาก่อน

การสัมผัสถึงกระแสไฟฟ้าในร่างนั้นได้ผลดีมากๆ

ส่วนการสัมผัสกระแสไฟฟ้านอกร่างนั้น

เกิดจากการที่รู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่ผมคิด

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้ตอบแทนกลับมาคือผมรู้ว่าผมพลาดได้อย่างไรหรือด้อยกว่าตรงไหน

ผมเป็นคนธรรมดาที่ได้รับการศึกษามาตามปรกติของคนปัจจุบัน

มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ ฟ้ากว้างใหญ่ สายน้ำคดเคี้ยวดั่งมังกรหมอบ สัตว์อสูรตัวมหึมาบินกลางท้องฟ้า

แต่ผมเป็นแค่คนธรรมดาในหมู่คนมีความสามารถนั้น

แต่เพราะการที่ผมพล่ามสอนเอง คำสอนนั้นก็เข้ามาในหัวของผมเองเช่นกัน

ว่าเราไม่ใช่อัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องทำได้อย่างอัจฉริยะอย่างอี้จิง

เราเป็นแพนด้าที่อ้วนๆเพราะไขมัน

ไม่ต้องให้ปราดเปรียวอย่างเสือ คล่องแคล่วอย่างงูหรือตั๊กแตน

เมื่อไม่มีหนทางที่เหมาะสมกับเรา เราก็ทำได้เพียงสร้างมันขึ้นมาเองเท่านั้น

เพราะพลังปราณยุทธเปิดโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เราแล้ว

ไม่ใช่เรื่องที่จะท้อแท้หรือละความพยายาม

เราไม่ใช่อัจฉริยะ เราเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีข้อเสียเปรียบและได้เปรียบของเราเอง

การไม่มีอะไรโดดเด่น มีอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดี? มันแปลว่าเราไม่มีจุดอ่อนที่คนอื่นสามารถหาช่องโหว่ได้

แต่แน่นอนนั่นก็ตามมาด้วยความที่ไม่มีจุดเด่นทำให้ไม่สามารถรับการโจมตีที่เกินขีดจำกัดได้

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารรถเปลี่ยนแนวทางและจุดยืนของเราเองได้เช่นกันเมื่อหนทางนั้นตีบตันก็เลือดเดินทางอื่น

ขอเพียงแค่ทำความเข้าใจตลอดเส้นทาง

ทุกก้าวที่เดินไปก็จะไม่มีสูญเปล่า

แพนด้าอ้วนก็ต้องถูกล่อด้วยอาหารคือสัจธรรมของยุทธภพ

แพนด้าอ้วนก็ต้องมีวิชาของแพนด้าอ้วนๆโดยเฉพาะ

ถ้าอี้จิงคืออาลี ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด

ผมก็ต้องพัฒนาฝีมือในฐานะ จอร์จโฟร์แมน ผู้ที่มีหมัดที่ทรงพลังที่สุด ที่เคยเกือบจะคว่ำอาลีลงมาแล้ว

พลัง

พลังที่ไร้เหตุผล

พลังที่ทำเอาอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่สามารถหลบพ้นมาแล้วได้

การคุกคามที่อาลีเรียกว่าทนได้เพราะพลังใจล้วนๆ ไม่ใช่เทคนิค ไม่ใช่การฟุตเวิร์กดุจผีเสื้อ

เมื่อไม่สามารถคาดหวังไหวพริบที่ฉับไวของตนเองในการที่จะเทียบเท่าเหล่าอัจฉริยะในเชิงยุทธ ที่ผมจะทำได้คือเตรียมตัวทุกอย่างที่เป็นไปได้นอกเหนือจากการต่อสู้นั่นเอง

ผมไม่คิดจะแข่งกับอัจฉริยะในสังเวียนที่พวกเขาถนัดเลยแม้แต่น้อย

ผมจะแข่งในสังเวียนที่ผมถนัด

คำสอนที่ผมกล่าวสอนอี้จิง ผมเอามาสอนตนเอง

อี้จิงเหมือนกับคนที่อยู่เหนือกราฟรูประฆังคว่ำในการเรียนรู้ของโลกนี้ ส่วนผมอยู่ระดับระฆังที่ต่ำกว่ามาตรฐานในไหวพริบด้านการต่อสู้

อย่างที่เคยบอกคนหัวทึบกับอัจฉริยะต้องแยกออกมาจากการฝึกแบบแผนปรกติ

อี้จิงคืออัจฉริยะ

ผมคือคนหัวทึบ

ใช้วิธีที่มีแต่คนหัวทึบเท่านั้นที่จะใช้ได้สร้างกระแสไฟฟ้าในมือและแค่วางมือออกไป

“หมัดเทพอสนี”

ทั้งร่างของผมเต็มไปด้วยสายฟ้าและสายฟ้านั้นพุ่งออกไปจากมือไปที่เป้าซ้อมมือของพวกเราที่อยู่จากระยะไกลออกไปมากกว่าห้าสิบก้าว

เป้าที่รองรับการฝึกที่มีร่องรอยดาบฟัน ธนูปักต่างๆนั้นกลายเป็นลุกไหม้ด้วยพลังไฟฟ้ามหาศาล

นี่คือคำตอบของผมในการต่อสู้กับคนอัจฉริยะ

เมื่อสู้กันในฐานะบุคคลได้ ผมจะคิดแบบกองทัพ

เมื่อไม่สามารถโจมตีบุคคลได้

ผมจะโจมตีทางพื้นที่และระยะ

ต่อหน้าพลังสายฟ้าจากสวรรค์ ไม่มีสิ่งไหนที่ไม่อาจสยบ

 

“เยี่ยมมากเลยค่ะ ท่านพี่ ท่านพี่ช่างอัจฉริยะจริงๆเลยค่ะ”

อี้จิงร้องชมอยู่ข้างๆอย่างกระโดดโลดเต้นยินดี

ผมพยักหน้า

นี่คือขั้นตอนการต่อสู้ของผม เมื่อไม่สามารถสู้ได้ด้วยกระบวนท่าก็สู้ด้วยยุทธวิธีที่เปลี่ยนแนวคิดเรื่องการต่อสู้ตั้งแต่พื้นฐาน

เราไม่สามารถประลองยุทธวิธีกับสุดยอดนักกลยุทธแห่งยุคเช่นคนอย่างฮันนิบาลหรือขงเบ้งให้ชนะได้

ดังนั้นก็จงอย่าได้ประลองกับพวกนั้น

วิธีการของสุมาอี้เมื่อเจอคนที่เก่งเทพกว่าเราก็คือการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงนั้นถูกต้องแล้ว

อย่าสู้ในสมรภูมิที่พวกนั้นได้เปรียบ

ความจริงแล้วสังเกตเห็นว่านักการทหารตะวันตกของโรมัน ก็ใช้ยุทธวิธีดเดียวกับสุมาอี้ในการเผชิญหน้ากับฮันนิบาล

คือ เมื่อเผชิญกับสุดยอดนักการทหารแห่งยุคซึ่งๆหน้าแล้วจะแพ้ ก็อย่าได้เผชิญหน้า

ค่อยๆใช้ทรัพยากรที่เหนือกว่า บีบสุดยอดนักการทหารแห่งยุคไม่ให้มีหมากเดินจนขงเบ้งและฮันนิบาลพ่ายแพ้

มันไม่ใช่วิธีที่สวยงามหรือมีเกียรติยศ

และเป็นวิธีที่คนใช้ต้องรู้ตัวดีว่าฝ่ายตนเองนั้นด้อยกว่าฝ่ายตรงข้าม

ผมเป็นแค่แพนด้าอ้วนๆจึงทำใจอย่างนั้นได้ง่ายกว่า

สร้างสนามการต่อสู้ของเราเอง ที่ตัวเราเป็นคนกำหนดกติกาเอง คือวิธีการต่อสู้กับพวกอัจฉริยะในประวัติศาสตร์

“อะเอ่อ ท่านพี่จะสอนวิชานี้ให้หนูหรือเปล่าคะ”

ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธ

“ได้สิ จะสอนให้”

ผมพยักหน้ารับ

“แล้วท่านพี่ไม่มีเคล็ดวิชาที่เก็บไว้เป็นความลับแบบสำนักอื่นๆหรือคะ?”

เอ๋ ของแบบนี้มันต้องมีด้วยหรือ?

หากอาจารย์ตายไปก่อนการสอนวิชาก็สาบสูญจากการถ่ายทอดน่ะสิ

“ฮืม เอาไว้ป้องกันหรือกำราบศิษย์ทรยศหรือ? หรืออี้จิงจะทรยศพี่?”

ผมแกล้งล้ออี้จิง

“มะไม่มีวันค่ะ “

แต่พอเธอเห็นผมแอบยิ้มเธอก็งอนหันหน้าไปอีกทาง

“ไม่เอาแล้ว ท่านพี่ขี้แกล้ง”

ในหัวของผมคิดว่าอะไรที่ควรเป็นวิชาลับของสำนัก

“อืมวิชาที่ว่าอันตรายมันก็มีแต่ก็เป็นแค่ทฤษฎีล่ะนะ

ผมเทน้ำใส่ขวดเล็กๆและยื่นให้อี้จิง

“อี้จิงใช้ความเย็นทำให้น้ำเย็นที่สุดที”

อี้จิงเอามือมาจับขวดน้ำ

ตาของเธอเรืองแสงสีน้ำเงินและไอเย็นปกคลุมขวดน้ำจนมีไอน้ำปกคลุมขวดน้ำจางๆ

“จากนั้นเอาขวดน้ำไปวางไกลๆตรงเป้านั้นและถอยมาตรงนี้”

ร่างของอี้จริงกลายเป็นเงาพลิ้วไหววินาทีหนึ่งและย้อนกลับมาด้วยความรวดเร็ว

นี่คือวิชาที่ผมคิดขึ้นได้หลังจากที่สัมผัส”พลังคลื่น”ที่แสดงถึงการที่สมอง”ความคิด”นั้นควบคุมลมปราณต่างๆ

ความรู้สึกของผมสัมผัสน้ำที่อยู่ในขวดที่ปิดจุกได้

ประกายสัมผัสไฟฟ้าหนึ่งกระตุ้นให้น้ำแยกกลายเป็นอ็อกซิเจนและไฮโดรเจน

บรึ้ม

เศษซากเป้าซ้อมที่ไหม้เกรียมเพราะหมัดเทพอสนี ถูกแรงระเบิดจากขวดน้ำดินเผากระจายกันเป็นเสี่ยงๆ

ดีที่ผมเกร็งพลังเอาไว้ก่อนแล้ว

อี้จิงกลับหลบหลังผมอย่างหวาดกลัว..เธอกลัวเสียงดังและอุดหูไว้

นี่แม่คุณวรยุทธสูงยังกลัวของพรรค์นี้เรอะ?

แต่ผมก็กลับมาคิดได้ว่าเธอยังเด็กนี่นาและนางเอกชอบทำตัวอ่อนแอทั้งที่สามารถฆ่าได้เกือบทุกคนในเรื่องได้ด้วยมือเปล่า แต่ก็ยังทำตัวอ่อนแอให้พระเอกมาช่วย ด้วยเหตุผลบางประการ

ผมอาจจะต้องฝึกเธอให้คุมสติให้ดีขึ้นแล้ว

คนเราไม่สามารถละเลยการฝึกจิตใจได้

“โอ๋ ไม่ต้องกลัวไม่เป็นอะไรแล้ว”

“ท่านพี่คนบ้า คนบ้า ฮือ อุ้มหน่อย”

ผมอุ้มตามที่เธอบอก เฮ้อ ผมก็ผิดเอง

คนในยุคนี้อาจจะกลัวแสงสีแสงล่ะนะ

ดอกไม้ไฟเป็นของมูลค่าสูง แค่ประทัดก็นับว่าเป็นของดีมาก

ทันใดนั้นเหล่าผู้อาวุโสก็ปรากฏตัวบนลานประลองหน้าตาเคร่งเครียด

“เจ้า..เกิดอะไรขึ้น?”

ผมทำสีหน้าเงียบขรึมที่ผู้อาวุโสร้อยวันพันปีไม่เคยโผล่ในความขัดแย้งของเด็กในตระกูลกลับมาโผล่ในตอนนี้

สัมผัสของผมว่ารอบข้างทีพั่กและในจวนเตรียมระวังความพร้อมเต็ที่เมื่อมีเสียงระเบิดขนาดย่อมๆดังขึ้น

“หวังลี่ขออภัยผู้อาวุโส เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นเกิดจากวิชาของหวังลี่ที่ยังฝึกไม่สำเร็จ”

ผู้อาวุโสที่เคราขาวมองดูเป้าฝึกซ้อมที่กระจายสภาพเป็นเสี่ยงๆไม่เหลือซากสมบูรณ์

สูดลมหายใจและพูดราวกับไม่อยากเชื่อว่า

“วิชา..ที่ยังไม่สำเร็จ”

“ถูกแล้วท่านผู้อาวุโส หากฝึกสำเร็จจะกำจัดวงความเสียหายได้ ไม่กลายเป็นสภาพเละเทะเช่นนี้ ขออภัยผู้อาวุโสที่มาดูสภาพน่าทุเรศของหวังลี่แล้ว”

ผมก้มหัวขออภัยอีกครั้ง

ผมรู้สึกว่าไม่อยากจะหาเรื่องหรือข่มตนใส่ผู้อาวุโส

ภายนอกผู้อาวุโสดูกังวลแปลกๆอาจจะเพราะผมฝึกสายตามาดี จึงดูพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยออก

บรรยากาศเงียบแบบแปลกๆไปพักหนึ่ง

“เอ ท่านผู้อาวุโส ขออภัยแต่พวกเราไม่มีเรื่องอันใดจริงๆ

ฮืมม

ผู้อาวุโสส่งเสียงในลำคอ ยกมือทำสัญญาณและทุกคนจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกครั้ง

บ้านนี้มันสยองขวัญแบบแปลกๆจริงๆพับผ่าสิ

..

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว