facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

30.บางลางไม่ร้างรัก

ชื่อตอน : 30.บางลางไม่ร้างรัก

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 30k

ความคิดเห็น : 115

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 00:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
30.บางลางไม่ร้างรัก
แบบอักษร

 30.บางลางไม่ร้างรัก 

  

               หลังจากที่ถูกผู้กองพนาบังคับให้อยู่กินมื้อเช้าที่เขาทำให้ด้วยกันแก้วเจ้าจอมก็รีบกลับมาแต่งตัวที่บ้านพักของตัวเอง แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพอเธอเดินออกมาจากบ้านพักแล้วจะเจอพ่อตัวดียืนรออยู่ที่หน้าบ้าน นี่ถ้าเธอไม่ขู่เขาเอาไว้ก่อนว่าจะจับเขาแทงเข่าอีก เขาคงบุกเข้ามาช่วยเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงในบ้านพักเป็นแน่แท้ เล่นมารอรับเธอขนาดนั้นพอตอนจะเดินไปที่ฐานเขาก็ตามเข้ามาจับมือของเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แก้วเจ้าจอมล่ะกลัวอรินจะมาเห็นนัก แค่นี้อรินก็เริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ของเธอกับผู้กองพนาแล้ว ลำพังรู้แค่อรินเธอไม่กลัวหรอก แต่หากอรินรู้พ่อของเธอก็จะรู้ด้วย ซึ่งเธอยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ 

               “ผู้กองควรไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่นะคะ” เธอว่าขึ้นเมื่อเดินเข้ามาถึงฐานแล้ว 

               “เมื่อกี้นี้ก็อาบน้ำด้วยกันมาแล้วจะต้องอาบทำไมอีก เอ๊ะ! หรือว่าเกิดเสียดายขึ้นมาที่ได้แค่อาบน้ำเฉยๆ แต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นด้วย เมื่อคืนก็บอกแล้วว่าให้สะกิดๆ ทำไมถึงไม่ยอมสะกิดฮะ” 

               “จะบ้าหรอ ที่ฉันบอกให้ผู้กองไปอาบน้ำใหม่ก็เพราะว่าที่ตัวของผู้กองมันมีกลิ่นตัวของฉันติดอยู่น่ะสิ!” ไม่ว่าเปล่าแต่แก้วเจ้าจอมยังยื่นใบหน้ามาดมกลิ่นฟุตฟิตๆ ที่ตัวของเขาด้วยอย่างไม่รู้ตัวว่าการกระทำของเธอมันทำให้คนที่มีกลิ่นหอมติดกายยิ้มออกมากว้างมากแค่ไหน 

               “เมื่อคืนได้นอนกอด นอนดมไม่พอหรอพอเช้ามาถึงได้มาหลอกดมกันต่อแบบนี้ยัยโหดสไนเปอร์” 

               พลั่ก!!! 

               กำปั้นของแก้วเจ้าจอมชกเข้าให้ที่ท้องของเขาในทันที หนอย...คนบ้า ได้ทีนี่เอาใหญ่เลยนะ 

               “ตีผัวระวังไม่เจริญนะ” ผู้กองพนาไม่รู้สึกอะไรกับหมัดของเธอเลย ซ้ำยังหยอกล้อเธอต่ออีกอย่างมีความสุขจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นเจ้าเก่าขาประจำที่หิ้วเอาปิ่นโตมาฝากเขาในเช้าวันนี้ 

               ผู้หมวดมาริษาอึ้งไม่น้อยที่เห็นผู้กองพนาเดินจูงมือแก้วเจ้าจอมมาที่ฐานด้วยกัน ไหนจะตอนที่แก้วเจ้าจอมเข้าไปดอมดมกลิ่นตัวของเขาแล้วก็ตอนที่เขากับแก้วเจ้าจอมหยอกล้อกันอีก มันเหมือนกับภาพตอนที่เธอเคยเห็นเมื่อสามเดือนก่อนนั่นเลย เหมือนความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะพัฒนาขึ้นจนกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่...มีเพียงแก้วเจ้าจอมเท่านั้นที่ไม่ใช่แก้วเจ้าจอมคนเดิม 

               “แฟนมาแล้วผู้กอง” แก้วเจ้าจอมเอียงไหล่มากระแทกแขนผู้กองพนาอย่างล้อเลียน ก่อนที่เธอจะกอดอกแล้วยิ้มให้เขาอีก “ไปคุยกับแฟนสิ” 

               “งั้นไปด้วยกัน” ว่าแล้วเขาก็ลากแขนแก้วเจ้าจอมเดินไปหาผู้หมวดมาริษาด้วย ผู้หมวดสาวถึงกับหน้าเสียไปเลยที่เห็นผู้กองพนาเดินจูงมือแก้วเจ้าจอมมาหาเธอแล้วยังเอื้อมแขนไปโอบไหล่เล็กๆ ของแก้วเจ้าจอมเอาไว้อีกด้วย 

               “...เออ...ผู้กองทานข้าวรึยังคะ ริษาไปรอที่โรงครัวตั้งนาน” เพราะคิดว่าจะไม่ได้เจอผู้องพนาแล้ว ผู้หมวดมาริษาก็เลยยกอาหารในปิ่นโตให้ลูกน้องของเขาที่โรงครัวกินแทน นี่ก็กำลังจะหิ้วปิ่นโตเปล่ากลับ 

               “ผมทำมื้อเช้ากินเองที่บ้านพักกับแก้วแล้วครับ” คำตอบที่ได้ทำให้มือของผู้หมวดสาวสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ สิ่งที่เขาพูดออกมามันเหมือนกับจะบอกว่าเขากับแก้วเจ้าจอมอยู่ที่บ้านพักด้วยกัน ตื่นมาทำมื้อเช้ากินด้วยกัน ยิ่งที่ตัวของเขามีกลิ่นหอมๆ ของแก้วเจ้าจอมติดอยู่มันก็ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง ก็ไหนผู้หมวดศิวะบอกเธอว่าเมื่อสามเดือนก่อนแก้วเจ้าจอมบอกเลิกผู้กองพนาไปแล้วไง เธอทิ้งเขาไปแล้วแล้วยังจะกลับมาทวงเอาเขาคืนอีกทำไม 

               “ของที่เคยคายทิ้งไปแล้ว คุณแก้วเอากลับมากินซ้ำด้วยหรอคะ” แก้วเจ้าจอมแสยะยิ้มขึ้นทันที ตอนแรกว่าจะยืนเป็นหุ่นไม่พูดอะไรแล้วนะ ให้เธอเป็นนางไม้แสนดีไม่ได้ใช่มั้ยถึงอยากให้เธอเป็นยัยโหดนัก 

               “ก็ถ้าของที่เคยคายทิ้งมันอร่อย จะเอากลับมากินซ้ำก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่คะ ฉันแค่คายทิ้งใส่จานเอาไว้ค่ะไม่ได้คายใส่ปากใคร จะเอากลับมากินอีกกี่ครั้งมันก็เรื่องของฉัน แล้วหมวดล่ะคะ คิดยังไงถึงอยากกินของที่อยู่ในปากของคนอื่น ถ้าอยากกินมากล่ะก็...เอาไว้ให้ฉันเคี้ยวจนเปื่อย จนหมดความหวานความอร่อยก่อนนะคะแล้วจะคายให้กินต่อ” 

               “นี่!!!”  

               แก้วเจ้าจอมเดินเข้าไปหาผู้หมวดมาริษาอย่างไม่นึกกลัว และท่าทีของเธอก็ดูเอาเรื่องมากกว่าด้วย ดวงตาคู่หวานแข็งกระด้างขึ้นมาจนดูน่ากลัว จากที่ไม่พอใจอยู่ผู้หมวดมาริษาก็ถึงกับถอยหนีแทบจะไม่ทันเพราะแก้วเจ้าจอมคนนี้ไม่ใช่คนที่จะยอมคนง่ายๆ เหมือนกับแก้วเจ้าจอมคนเก่า 

               “เอาเวลาไปสอนหนังสือเด็กๆ ที่โรงเรียนหรือทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนเถอะค่ะ อย่ามาชวนฉันทะเลาะเพื่อแย่งผู้ชายกัน เป็นเจ้าหน้าที่ เป็น ตชด. เหมือนกันแทนที่จะรัก จะสามัคคีกันแล้วร่วมกันต่อสู้กับภัยของบ้านเมืองยังจะมาทำเรื่องไร้สาระอะไรอย่างนี้อีก” 

               “แก้ว” ผู้กองพนารีบจับแก้วเจ้าจอมเอาไว้ด้วยกลัวว่าเธอจะกระโจนเข้าใส่ผู้หมวดมาริษา แม่นางไม้ของเขากลายร่างเป็นเสือทีไรดูน่ากลัวทุกทีเลย “ต่อไปหมวดไม่ต้องทำปิ่นโตมาให้ผมแล้วนะครับผมไม่อยากรบกวนหมวด ถ้าผมอยากกินอะไรล่ะก็เดี๋ยวผมให้แก้วทำให้ก็ได้...เมียผมทำกับข้าวเก่ง” เขายิ้มให้แก้วเจ้าจอมด้วยหวังว่าจะทำให้เสืออย่างเธอกลับมาเป็นนางไม้แสนน่ารักดังเดิม แต่แก้วเจ้าจอมก็ปัดมือของเขาออกจากตัวแล้วเดินหนีไป ปล่อยให้เขาอยู่เผชิญหน้ากับผู้หมวดมาริษาต่อ 

               “ขี้หึงน่าดู” ผู้กองพนาบ่นยิ้มๆ ถึงตอนนี้แก้วเจ้าจอมจะยังไม่ยอมรับเขาเป็นสามีของเธอแต่เธอก็มักจะหึงหวงเขาตลอดเวลาที่ผู้หมวดมาริษามาหา 

               “ผู้กองกับคุณแก้วกลับมาคบกันเหมือนเดิมแล้วใช่มั้ยคะ” ผู้หมวดมาริษาถามตรงๆ หากเขาตอบว่าใช่ นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอมาหาเขา แล้วต่อไปนี้หากไม่ใช่เรื่องงานเธอจะไม่มาหาเขาอีก 

               “ครับ ผมกับแก้วเรากลับมาเป็นสามีภรรยากันแล้ว” ผู้กองพนาตอบอย่างจริงจัง “ถึงแม้ว่าตอนนี้แก้วเขาจะยังจำเรื่องราวเมื่อสามเดือนก่อนไม่ได้แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก...ผมจะจีบเมียของผมใหม่ ผมจะทำให้แก้วกลับมารักผมเหมือนเดิมให้ได้ แก้วคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม คือครอบครัวเพียงคนเดียวที่ผมมีและเป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้กับทุกๆ อย่างได้ ผมรักแก้วมากแล้วผมก็จะไม่ยอมเสียแก้วไปอีกแล้ว...หมวดเข้าใจผมนะครับ” 

               ผู้หมวดมาริษาน้ำตาตกใน เมื่อสามเดือนก่อนเธอเคยเลิกหวังมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่พอเธอรู้ว่าแก้วเจ้าจอมทิ้งเขาไปเธอก็กลับมีความหวังขึ้นใหม่อีกครั้ง สามเดือนที่ไม่มีแก้วเจ้าจอม สามเดือนที่เธอหวังจะช่วยรักษาแผลใจให้กับเขาตอนนี้มันกลับวนเวียนมาสิ้นสุดที่ความผิดหวังอีกครั้ง เหมือนกับว่าสามเดือนที่ผ่านมา ที่เธอพยายามจะเข้าไปในหัวใจของเขาให้ได้เธอไม่เคยทำได้สำเร็จเลย หัวใจของเขายังเป็นของแก้วเจ้าจอมทั้งหมดโดยที่เขาไม่เคยเผื่อแผ่เศษเสี้ยวหัวใจมาให้ใครบ้างเลยแม้แต่น้อย และตอนนี้แก้วเจ้าจอมก็กลับมาทวงเอาเขาคืนแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าแก้วเจ้าจอมจะจำอะไรได้หรือไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรผู้กองพนาก็รักมั่นแค่เธอคนเดียว 

               “ค่ะ...ริษาเข้าใจ” ผู้หมวดมาริษาไม่ได้ยินเสียงของตัวเองที่เปล่งออกมาเลยแม้แต่น้อย เธออื้ออึงไปหมดแล้วในตอนนี้ แต่จะให้ฝืนต่อไปอย่างไรได้ในเมื่อตบมือข้างเดียวมันไม่ดังและความหวังก็เลือนลาง สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นการดีที่สุดที่ควรทำก็คือการยอมรับความจริงเท่านั้น “ริษาเข้าใจทุกอย่างแล้วผู้กองไม่ต้องกังวลหรอกนะคะว่าริษาจะมาสร้างปัญหาให้ผู้กองกับคุณแก้วอีก เอาเป็นว่า...ริษาจะเป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมงานที่ดีกับผู้กองแล้วกันนะคะ ถ้าหากไม่มีธุระเรื่องงานหรือธุระสำคัญอะไรล่ะก็ ริษาจะไม่มีรบกวนผู้กองอีกแล้ว” 

               “ผมขอโทษนะครับที่ต้องพูดตรงๆ แบบนี้ ความรู้สึกของหมวดผมรับเอาไว้ไม่ได้จริงๆ เพราะว่าผมรักแก้วมาก ผมยกทั้งชีวิตให้เขาแล้ว ทั้งหัวใจทั้งชีวิตผมเป็นของแก้วคนเดียวแล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ตลอดไป” 

               “ค่ะ ริษาบอกแล้วไงคะว่าริษาเข้าใจ ตอนนี้ริษาขอเป็นแค่เพื่อนร่วมงานที่ดีก็พอค่ะ” 

               “ขอบคุณมากนะครับที่เข้าใจผม ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ” 

               ผู้กองพนารีบตามแก้วเจ้าจอมไป โดยที่พอคล้อยหลังเขาผู้หมวดมาริษาก็หลั่งน้ำตาออกมาทันทีอย่างเจ็บปวดและผิดหวัง มันเจ็บจนชาไปทั้งใจแต่ก็ฝืนเดินกลับไปที่รถต่อ ความผิดหวังในครั้งนี้มันคงจะทำให้เธอไม่กล้ามาเจอกับเขาอีกนานเลยหรือคงจนกว่าเธอจะทำใจได้ 

  

 

 

               หลังจากที่มาเปลี่ยนเวรกับอรินแล้วแทนที่แก้วเจ้าจอมจะนั่งประจำการอยู่ที่ห้องพยาบาล แต่เธอกลับสะพายปืนเอาไว้บนหลังแล้วหยิบสมุดแผนงานที่เคยวางเอาไว้กับอรินขึ้นไปนั่งอ่านบนกิ่งไม้ใหญ่ข้างห้องพยาบาลแทน ผู้กองพนาที่เดินตามหาเธอมาได้สักพักเห็นเข้าจึงได้เดินเข้าไปหาและปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนกิ่งไม้ข้างๆ เธอด้วย วิวบนต้นไม้นั้นสวยมาก เขาเองก็เพิ่งจะเคยปีนขึ้นมามองวิวแบบนี้ ด้วยความที่ฐานตั้งอยู่บนเชิงเขา เมื่อขึ้นมาอยู่บนกิ่งไม้แบบนี้ก็ยิ่งอยู่สูงและพอมองออกไปนอกฐานก็เห็นภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนกันอยู่ภายใต้สายหมอกสีขาวและเห็นเขื่องบางลางอยู่ลิบๆ แสงสีทองยามเช้ายิ่งทำให้บรรยากาศน่าดูมากขึ้น และที่สำคัญ...ได้มานั่งดูวิวสวยๆ แบบนี้กับคนที่รัก 

               “หมวดริษาเขากลับไปแล้วนะ” เขาหันมาบอกคนที่กำลังจดอะไรซักอย่างลงไปในสมุดแผนงาน และอ่านบันทึกการปฏิบัติงานของอรินเมื่อคืนนี้ด้วย 

               “ฉันรู้แล้ว บนนี้สูงจะตายทำไมฉันจะไม่เห็นตอนที่เขาขับรถออกไป”  

               “แล้วที่แก้วพูดกับหมวดริษาไป...หึงพี่ หวงพี่มากขนาดนั้นเลยหรอ” แก้วเจ้าจอมละหน้าจากสมุดงานทันทีแล้วหันมาเลิกคิ้วขึ้นขณะมองเขา 

               “ฉันไม่ได้หวงผู้กอง ฉันแค่กวนประสาทหมวดริษาเขาไปงั้นๆ แหละเพราะเขามาหาเรื่องฉันก่อน ความจริงผู้กองจะรักใครชอบใคร หรือจะเริ่มต้นใหม่กับใครมันก็เรื่องของผู้กอง” 

               “ก็นั่นสินะ แก้วลืมพี่หมดแล้วนี่แล้วจะมาหวงพี่ทำไม พี่ก็ลืมตัวไปหลงดีใจใหญ่เลยเพราะคิดว่าแก้วหวงพี่” เขาไม่พูดเปล่าแต่ยังถอดเอาสร้อยคอจี้ดอกแก้วเจ้าจอมออกมาด้วย แก้วเจ้าจอมก็เห็นหลายครั้งแล้วว่าเขายังคงใส่สร้อยของเธอเอาไว้อยู่แต่ก็ยังไม่ได้มีโอกาสพูดถึงสร้อยเส้นนี้เสียที 

               “สร้อยของฉันนี่” แก้วเจ้าจอมรีบคว้าเอาสร้อยของตัวเองคืนมาจากเขา ที่ตัวสร้อยมีแหวนญาติของเขาคล้องเอาไว้ด้วย เธอรีบรูดแหวนญาติออกก่อนจะโยนคืนมาให้เขาอย่างไม่สนว่าเขาจะรับได้รึเปล่าเพราะเธอยังจดจ่ออยู่แต่กับสร้อยคอ 

               “สร้อยของเมียพี่น่ะ เขาเคยให้พี่เอาไว้เผื่อว่าซักวันเขาลืมพี่ไปพี่จะได้เอาสร้อยเส้นนี้มาทวงสัญญารักจากเขา แก้วเห็นสร้อยเส้นนี้แล้วแก้วจำอะไรขึ้นมาได้บ้างรึเปล่า เวียนหัวหรือปวดหัวบ้างมั้ย...จำพี่พนาของแก้วได้แล้วรึยัง” 

               “ไม่” แก้วเจ้าจอมตอบโดยไม่ต้องคิด “ฉันจำได้แค่ว่าสร้อยเส้นนี้คุณพ่อของฉันเป็นคนทำให้ ไหนๆ ผู้กองก็เก็บเอาไว้ให้ฉันแล้วงั้นฉันขอคืนแล้วกันนะ” ไม่พูดเปล่าแต่แก้วเจ้าจอมยังใส่สร้อยเส้นนี้ที่คอของตัวเองด้วยทำให้ผู้กองพนาได้แต่มองเธอด้วยแววตาเศร้าและเจ็บปวด ก็ไหนเธอบอกว่าถ้าเขาเอาสร้อยเส้นนี้มาทวงสัญญารักจากเธอแล้วเธอจะจำเขาได้ไง 

               “...พี่ขอสร้อยเส้นนี้คืนจะได้มั้ย” 

               “ไม่ ทำไมฉันต้องคืนให้ผู้กองด้วยนี่มันสร้อยของฉันนะ ถ้าอยากได้ก็ไปซื้อไปสั่งทำเอาเองสิ” 

               “แต่นี่มันเป็นสร้อยของเมียพี่เป็นของดูต่างหน้าเมียพี่นะ มันคือตัวแทนของเขา” 

               “ฉันไม่สน สร้อยเส้นนี้คุณพ่อของฉันเป็นคนสั่งทำแบบพิเศษให้แล้วฉันจะไปยกให้คนอื่นมั่วๆ ได้ยังไง” คำว่าคนอื่นของเธอมันทำให้ผู้กองพนาใจหายไปหมด เธอพูดซื่อๆ เหมือนไม่ได้คิดอะไรแต่มันกลับสะเทือนไปทั้งหัวใจของเขาจนเขาอดส่ายหน้าให้ไม่ได้ เธอใช่คนๆ เดียวกันกับแก้วเจ้าจอมของเขาจริงๆ หรอ ทำไมนิสัยใจคอถึงได้ต่างกันมากมายแบบนี้ แก้วเจ้าจอมคนก่อนห่วงใยแต่เขา ห่วงความรู้สึกของเขาที่สุดแต่แก้วเจ้าจอมคนนี้...ทุกๆ คำพูดของเธอมันมีแต่คำที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บ 

               “เมียพี่ทิ้งพี่ไปแล้ว แม้แต่สร้อยของดูต่างหน้าแก้วก็ยังจะเอามันไปจากพี่อีกหรอ...ต่อไปเวลาที่พี่คิดถึงเมียแก้วจะให้พี่ดูอะไร” 

               ก็ดูหน้าของเธอแทนไง ดูเธอ กอดเธอ เธอมาหาเขาแล้วทำไมยังต้องมองสร้อยต่างหน้าเธออีก...แก้วเจ้าจอมได้แต่คิดในใจแต่ก็ไม่กล้าพูด หัวใจอ่อนแอแทบตายแต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่สนไม่แคร์อะไรทั้งนั้น 

               “...ฉัน...ฉันขอตัวไปดูอรินก่อนนะ ไม่รู้ว่ากินข้าวกินปลารึยังเห็นว่าเมื่อคืนออกไปดูอาการคนป่วยที่หมู่บ้านกับดาบดำรงมา” แก้วเจ้าจอมไม่อาจอยู่สู้หน้าเขาต่อได้ พอเก็บสร้อยเอาไว้ในปกคอเสื้อแล้วเธอก็โหนปลายยอดไม้ลงไปที่พื้นทันทีโดยมีผู้กองพนามองตามอย่างน้อยใจ ต่อไปนี้ผู้หมวดมาริษาคงไม่มากวนใจอะไรเขาอีกแล้ว แต่อรินนี่สิ เขารู้ดีว่าแก้วเจ้าจอมรักอรินแบบน้องชายเพราะแก๊งฟันน้ำนมของเธอถูกพวกพ่อๆ แม่ๆ ปลูกฝังและเลี้ยงมาด้วยกันให้รักกันให้มากๆ แต่อย่างไรเสียอรินก็ไม่ใช่น้องชายโดยสายเลือด อรินโตมาพร้อมกับเธอก็จริง แต่เขาที่เป็นสามีของเธอก็มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าอรินเหมือนกันนะ 

  

 

 

               ศึกรักก็น่าปวดใจแต่ศึกรบก็น่าหนักใจไม่แพ้กันเมื่อหลายวันต่อมาสายข่าวรายงานมาว่าแก๊งค้ายาเสพติดที่ผู้กองพนากับทีมลาซูจะเดินทางไปลาดตระเวนและปักหลักสังเกตการณ์จะเริ่มไหวตัวทันและเปลี่ยนเส้นทาง ทำให้ผู้กองพนาต้องรีบติดต่อกลับไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางดักจับให้ได้ จนเมื่อได้ข้อสรุปแล้วเขาจึงนำเรื่องนี้มาเรียกประชุมลูกน้องอีกที 

               “จากที่สายรายงานมา เหมือนทางคนร้ายจะรู้ตลอดว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ พวกมันรู้ว่าผมต้องไปลาดตระเวนกับทีมลาซูในเส้นทางที่พวกมันใช้ขนยาเป็นประจำพวกมันเลยอาจจะมีการเปลี่ยนเส้นทาง แต่เรื่องนี้ก็เป็นเพียงแค่การคาดการณ์เอาไว้ก่อน เพราะเราถูกคนร้ายจับตาดูอยู่ตลอดผมเลยไม่แน่ใจว่าคนร้ายจะมีการเปลี่ยนเส้นทางจริงมั้ย หรือมันอาจจะเป็นแค่ข่าวลวงที่หลอกล่อพวกเราเท่านั้น” 

               “อย่าให้รู้เชียวนะว่าใครเป็นสาย พ่อจะไล่บี้ให้แหลกเลย” ผู้หมวดศิวะสถบออกมาอย่างใส่อารมณ์ ผู้กองพนาจึงเงียบเพราะเหมือนเขาจะรู้ว่าสายที่ว่าเป็นใคร แต่เพราะไม่มีหลักฐานการจะพูดอะไรไปมันจะยิ่งสร้างความบาดหมางให้เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านจนอาจมีเรื่องผิดใจกันได้ ดังนั้นถ้ายังไม่ชัวร์เขาจึงไม่อยากพูดอะไรให้มาก ต่อไปผู้หมวดมาริษาคงไม่ได้มาที่นี่บ่อยๆ อีกแล้ว เรื่องสายที่ว่าอาจจะไม่มีแล้วก็ได้ 

               “เรื่องสายของพวกมันเอาไว้ก่อนละกัน ตอนนี้มาดูที่ตรงนี้ก่อน” ผู้กองพนาชี้ไปยังแผนที่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา “ตอนนี้เส้นทางที่พวกคนร้ายใช้ในการขนยาเสพติดบ่อยๆ นอกจากพื้นที่ที่ผมจะเข้าไปลาดตระเวนแล้วก็ยังมีอีกเส้นทางคือบริเวณหลักเขตแดนที่ 35/56 อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่ทีม SINGA ลาดตระเวนกันเป็นประจำอยู่แล้ว ในที่นี้มีเจ้าหน้าที่ใหม่อยู่หลายนาย เดี๋ยวผมจะอธิบายคร่าวๆ ให้ฟังก่อนนะจะได้เข้าใจ” เขามองมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่หลายนายที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมในปฏิบัติการในครั้งนี้รวมทั้งคุณหมอทั้งสองคนของฐานด้วย 

               “ตามเส้นทางดังกล่าวที่ผมบอกเป็นเส้นทางที่พบว่ามีการขนยาเสพติดบ่อยมาก โดยช่วงนี้ยาเสพติดหลักๆ จะเป็นใบกระท่อมที่ขนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องขนเข้ามาก็เพราะราคาใบกระท่อมในประเทศเพื่อนบ้านมีราคาแค่ร้อยห้าสิบบาทถึงสองร้อยบาทต่อกิโลฯ เท่านั้น แต่ถ้ากระจายเข้ามาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนหรือพื้นที่ต่างๆ ในประเทศจะมีราคาเพิ่มเป็นห้าร้อยถึงหกร้อยบาทต่อกิโลฯ ส่วนภูมิประเทศในเส้นทางนี้ค่อนข้างทุลักทุเลหน่อย ทีม SINGA เขาจะใช้รถมอเตอร์ไซค์วิบากในการออกลาดตระเวนลัดเลาะไปตามสวนยางพาราแล้วก็ช่องทางทางธรรมชาติที่อยู่ยอดเขา ในช่วงแรกพวกคนร้ายจะใช้มอเตอร์ไซค์เป็นกองทัพมดประมาณสิบกว่าคันได้ในการลำเลียงใบกระท่อมจากชายแดนเข้ามาที่หมู่บ้านแล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นรถกระบะก่อนจะขนเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ สังเกตให้ดี พวกนี้จะชอบซ่อนใบกระท่อมมาในถังแก๊สรถยนต์เพื่อตบตาพวกเรา” 

               “คนร้ายที่ขนมานี่เป็นใครหรอคะ คนจากประเทศเพื่อนบ้านรึเปล่า” 

               “เปล่าครับคุณหมอ” ผู้กองพนาตอบแก้วเจ้าจอม สตรีนางเดียวในห้องประชุมแห่งนี้ “ร้อยละเจ็ดสิบของคนร้ายก็เป็นชาวบ้านในพื้นที่นี่แหละ ส่วนมากเป็นพวกวัยรุ่นเพราะว่าช่วงนี้ราคายางพาราตกต่ำ การมารับจ้างขนใบกระท่อมหรือยาเสพติดจะได้ราคาดีกว่า อย่างรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันจะขนใบกระท่อมได้สามกระสอบต่อเที่ยว กระสอบหนึ่งหนักห้าสิบกิโลฯ ตกราคากิโลฯ ละสามสิบบาท รวมๆ แล้วใบกระท่องทั้งสามกระสอบที่ขนมาจะทำให้มีรายได้สี่พันห้าร้อยบาทต่อเที่ยว” 

               “แล้วไม่มีคนคัดค้านหรอคะ” 

               “คนที่คัดค้านส่วนมากจะถูกเก็บ พวกนี้จะขนยาทั้งกลางวันแล้วก็กลางคืน บางทีก็ขนทั้งคืนยันสว่างทำให้ชาวบ้านที่เข้ามากรีดยางค่อนข้างหวาดกลัวก็เลยต้องมีเจ้าหน้าที่คอยออกลาดตระเวนอยู่ตลอด ซึ่งทีม SINGA เขาก็ดูแลได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ว่า...” ผู้กองพนาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “เมื่ออาทิตย์ก่อนแพทย์ประจำทีมของพวกเขาถูกยิงเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ แล้วภารกิจนี้ก็เป็นภารกิจด่วน การจะขอแพทย์คนใหม่มาร่วมในภารกิจนี้อาจจะช้าไปไม่ทันการ ตอนที่ปรึกษาเรื่องนี้อยู่กับพวกเขาผมก็เลยเสนอไปว่าที่ฐานของผมมีแพทย์อยู่สองคนที่มีฝีมือมากพอที่จะไปร่วมในภารกิจกับพวกเขาได้ ดังนั้นผมอยากทราบว่าคุณหมอทั้งสองคนใครจะเป็นคนไปร่วมภารกิจครั้งนี้กับทีม SINGA ไปแค่ชั่วคราว เฉพาะภารกิจนี้เท่านั้น” 

               “ฉันจะไปเองค่ะ” แก้วเจ้าจอมรีบชูมือขึ้นทำให้ทุกคนหันมามองเธอที่เธอรับอาสาโดยไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย 

               “คุณหมอขับมอเตอร์ไซค์วิบากได้มั้ยครับ” 

               “ได้ค่ะ ฉันเคยเป็นแชมป์นักกีฬามอเตอร์ไซค์วิบากสองปีซ้อน” 

               “แม่เจ้า คนอะไรวะทำเป็นหมดทุกอย่างเลย” เสียงผู้หมวดศิวะแอบว่ากับผู้หมวดเผ่าเทพ ซึ่งเขาก็ได้แต่มองแก้วเจ้าจอมอย่างชื่นชม 

               “การไปร่วมทีมกับทีม SINGA ครั้งนี้จะไปแค่คุณหมอเพียงคนเดียวนะครับ เจ้าหน้าที่จากฐานของเราคนอื่นๆ จะไม่ได้ไปด้วย ถ้าคุณหมอแก้วเจ้าจอมยืนยันที่จะไปร่วมทีมกับทีม SINGA ในภารกิจนี้ งั้นคุณหมออรินจะต้องไปลาดตระเวนกับผม” 

               “ไม่มีปัญหาค่ะ ฉันไปคนเดียวได้” คำยืนยันของแก้วเจ้าจอมทำให้ผู้กองพนาอยากจะเดินเข้าไปตีเธอนัก นี่เขาพูดขนาดนี้แล้วเธอยังจะไปอีกหรอ คนที่เขาอยากให้ไปน่ะคืออรินต่างหาก อรินไม่ใช่เธอเว้ย! ใครมันจะบ้าปล่อยให้เมียตัวเองไปทำงานกับผู้ชายคนอื่นทั้งฝูงตั้งหลายวัน ไหนจะเสี่ยงอันตรายอีก ถึงทีม SINGA จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเหมือนกันและไว้ใจได้ แต่เขาก็ไม่อยากจะให้เธอไปคนเดียว 

               “ไม่ ภารกิจนี้ผมจะไปเอง” อรินพูดขึ้นมาเมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ถ้าภารกิจไหนที่เขาเห็นว่ามันอันตราย ภารกิจนั้นเขาจะเป็นคนไปเอง อย่างน้อยถ้าแก้วเจ้าจอมไปกับผู้กองพนาเขาก็ยังอุ่นใจมากกว่าที่เธอมีคนเก่งๆ คอยดูแล ส่วนทีม SINGA นั้นทั้งเขาและเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน ไหนภารกิจจะเสี่ยงอีกเขายอมให้เธอไปเสี่ยงไม่ได้หรอก 

               “ผมคิดว่าภารกิจนี้มันเหมาะกับผมมากกว่า พี่ไนเปอร์ไปลาดตระเวนกับผู้กองแล้วกัน” นี่คงเป็นครั้งแรกที่อรินทำได้ดีและถูกใจเขา ผู้กองพนาคิด 

               “ผมเห็นด้วยกับหมออรินนะ ภารกิจนี้เหมาะกับผู้ชายมากกว่า ผมทราบครับว่าคุณหมอแก้วน่ะเก่งแล้วก็ทำอะไรๆ ได้ไม่แพ้กับผู้ชาย แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยด้วย ถ้าคุณหมอแก้วเป็นอะไรขึ้นมาผมคงไม่รู้ว่าจะรายงานเรื่องนี้ให้คุณปู่แล้วก็คุณพ่อของคุณหมอฟังยังไง” 

               “ใช่ ให้ผมไปแทนเถอะ” อรินยื่นมือไปกุมมือของแก้วเจ้าจอมเอาไว้ด้วยความรัก ความห่วงใย เห็นแล้วแก้วเจ้าจอมก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ถ้าเป็นเรื่องอื่นเธออาจจะเอานิสัยเอาแต่ใจมาใช้ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องงานเธอจะต้องรับฟังคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์มากกว่า 

               “ก็ได้ เอาตามที่อรินว่าก็ได้” เธอยิ้มให้อรินอย่างขอบคุณในความห่วงใยที่น้องชายมีให้ ซึ่งเขาชอบปกป้องเธอแบบนี้เสมอและห่วงใยเธอที่สุด อีกทั้งเธอยังเชื่อใจในฝีมือของอรินด้วย น้องชายของเธอคนนี้แม้ว่าประสบการณ์ด้านการทำงานจะยังไม่เยอะมากแต่ฝีมือก็ไม่ใช่เล่นๆ เหมือนกัน ถ้าให้ประลองฝีมือกับเธอแบบไม่ออมแรงให้กันล่ะก็เธอยังสู้อรินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ 

               “สรุปเอาตามนี้นะ คุณหมออรินจะเดินทางไปร่วมภารกิจกับทีม SINGA เพื่อปักหลักดักพวกค้ายาที่อาจเปลี่ยนเส้นทางไปขนยาทางจังหวัดสงขลา ส่วนผมกับทีมลาซูจะออกปฏิบัติการตามแผนเดิม ไม่ว่าคนร้ายจะมาในเส้นทางไหนเราจะดักพวกมันเอาไว้ทุกทาง ภารกิจครั้งนี้ค่อนข้างจะเสี่ยงมาก เราอาจไม่ได้เจอแค่พวกลักลอบขนยาเท่านั้น แต่อาจจะเจอกับพวกลักลอบเข้ามาตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า คนต่างด้าวหรือคนไทยที่แอบหนีเข้าประเทศแบบไม่ผ่านด่านและที่สำคัญ...กลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ ซึ่งผมเชื่อว่าการระบาดของยาเสพติดในพื้นที่มันเชื่อมโยงกับพวกผู้ก่อการร้ายด้วย เพราะทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มีการจับคดียาเสพติดได้ จะมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายออกมาตอบโต้ด้วยความรุนแรงเสมอ” 

               คำพูดของผู้กองพนาแม้จะสร้างความหวาดหวั่นให้กับเจ้าหน้าที่บ้าง แต่อีกใจทุกคนกลับรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทิ้งความกลัวเอาไว้ข้างหลังแล้วผลักเอาความกล้ามาไว้ข้างหน้า ในเมื่ออาสาที่จะเข้ามาต่อสู้กับความเลวร้ายเหล่านี้แล้ว สิ่งเดียวที่พวกเขาจะต้องได้กลับมาจากแต่ละภารกิจก็คือชัยชนะเพียงเท่านั้น 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมช่วยอรินเก็บข้าวของเตรียมเดินทางไปร่วมภารกิจกับทีม SINGA ด้วยความห่วงใย ด้วยเพราะโตมาด้วยกัน เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกันจนแทบจะไม่เคยห่างกันไปไหนก็เลยอดใจหายบ้างไม่ได้ ตอนอยู่ที่แม่สอดเธอกับอรินก็เคยแยกกันทำภารกิจอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนั้นคนที่เธอกับอรินต้องร่วมงานด้วยถ้าไม่ใช่ทีมทหารพรานของผู้กองกรินทร์ก็จะเป็นทีมทหารราบลาดตระเวนของผู้หมวดศิขริน เป็นคนกันเองทั้งนั้น แต่ครั้งนี้นี่สิ อีกฝ่ายกลับเป็นเจ้าหน้าที่ที่เธอกับอรินไม่มักคุ้นมาก่อนเลยแม้แต่น้อย 

               “ไปทำงานกับคนอื่นเขาก็อย่าไปอวดเก่งนักล่ะเดี๋ยวเขาจะหมั่นไส้เอา ตัวเองเป็นเด็กต้องเชื่อฟังผู้นำทีมให้มากๆ แล้วเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานเอาไว้เยอะๆ เข้าใจมั้ย” 

               “ครับ” 

               “เสื้อเกราะกับหมวกกันกระสุนก็ห้ามถอดล่ะ” 

               “ครับ” 

               “อย่าทิ้งปืนให้ห่างตัว ห้ามเอาโทรศัพท์ออกมาเล่นเกมด้วย หูตาต้องไวต้องดูอันตรายรอบตัวให้ดีๆ” 

               “ครับแม่ครับ ผมทราบแล้วครับแม่” อรินยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวอย่างประชดก่อนจะคลานดุ๊กดิ๊กๆ มากอดแขนอ้อนแก้วเจ้าจอมที่กำลังพับเสื้อผ้าใส่เป้ให้เขาอยู่ที่ขอบประตูบ้านพัก ใบหน้าหล่อตี๋อิงแนบแขนเล็กๆ ของแก้วเจ้าจอมเหมือนน้องน้อยเสียขนาดนี้แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอเอ็นดูได้อย่างไร อรินเป็นน้องชายที่เธอรักทุกลมหายใจเข้าออก แม้เขาจะตัวโตกว่าเธอมากแต่ในสายตาของเธออย่างไรเสียเขาก็ยังเป็นน้องชายตัวน้อยๆ อยู่ดี 

               “แล้วนี่อะไรเนี่ย จะเอาไอ้นี่ไปด้วยใช่มั้ย” แก้วเจ้าจอมชูเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch รุ่นใหม่ล่าสุดขึ้นมาจากกระเป๋าเป้ของเขา หนอย ถึงว่าสิดูหวงๆ กระเป๋านัก 

               “ก็พี่ไนเปอร์ห้ามผมเล่นเกมโทรศัพท์ผมก็จะเอาไอ้นี่ไปเล่นแทนไง เนี่ย เล่นในนี้มันกว่าเยอะ” ฟังแล้วแก้วเจ้าจอมก็นึกอยากจะเตะคนนัก ไม่น่าหลวมตัวไปซื้อเครื่องเล่นเกมนี่ให้อรินเป็นของขวัญวันเกิดเลย 

               “ไม่ต้องเลย ให้ไปทำงานไปทำภารกิจเสี่ยงจะเอาเกมไปเล่นด้วยได้ยังไง เอ้า! พี่จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว เอาแค่เสื้อผ้า อาวุธกับเครื่องมือแพทย์ไปส่วนเกมนี่พี่จะยึดเอาไว้ก่อน ไว้ทำภารกิจกลับมาแล้วพี่ค่อยคืนให้” 

               “ได้ไงอ่ะเจ๊โหด!” 

               “ทำไมจะไม่ได้ รึอยากให้เรื่องนี้ถึงหูคุณอาไกรจักร หึๆๆ อยากถูกพ่อเตะก้นมั้ยไอ้น้อง เอ๊ะ! หรือจะให้ฟ้องคุณปู่ดี” คุณปู่ในที่นี้ก็คือคุณปู่ของเธอเอง ซึ่งอรินเป็นหลานนอกไส้ที่ประจบคุณปู่ของเธอเก่งกว่าใครๆ และเขาต้องเป็นเด็กดีที่สุดในสายตาของคุณปู่ 

               “เออๆๆ ก็ได้” สุดท้ายอรินก็กระแทกเสียงใส่แล้วนั่งจุมปุ๊กทำแก้มป่องงอนๆ เมื่อถูกพี่สาวยึดเกม เหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจเห็นแล้วก็น่าเอ็นดูนัก 

               “น่าๆๆ ก็บอกแล้วไงว่ากลับมาจากทำภารกิจแล้วพี่จะคืนให้ แค่ไม่ได้เล่มเกมไม่กี่วันคงไม่ลงแดงหรอกมั้ง” แก้วเจ้าจอมยื่นมือไปตบไหล่อรินแล้วยื่นกระเป๋ายาเล็กๆ ไปให้ “พี่เตรียมยาส่วนตัวมาให้อริน พกติดกระเป๋าตัวเองแยกกับกระเป๋าเครื่องมือทางการแพทย์เอาไว้เวลาไม่สบายจะได้หยิบออกมาใช้ได้สะดวกๆ ในนี้มีช็อกโกแล็ตด้วย เอาไว้กินเวลาเหนื่อยๆ นะมันจะทำให้สดชื่นมีพลังงาน ถ้าเหนื่อยถ้าเพลียก็ยัดเข้าปากเลย” 

               “คร้าบบบบ” เสียงยานคางขานรับและยิ้มออกมาได้อีกครั้งเมื่อได้รับความรักความห่วงใยจากแก้วเจ้าจอม 

               “พี่ไนเปอร์ ทีม SINGA นี่เป็น ตชด.หน่วยไหนหรอ เหมือมทีมลาซูมั้ยพี่” อรินอดสงสัยไม่ได้ จะถามผู้หมวดเผ่าเทพเหมือนคราวนั้นอีกเดี๋ยวได้โดนด่าตาย 

               “ทีม SINGA น่ะหรอ” แก้วเจ้าจอมเองก็เพิ่งโทรไปถามผู้เป็นพ่อเรื่องนี้มาเหมือนกันเพราะเธอเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ก็ไม่ค่อยรู้จักรายละเอียดอะไร “ทีม SINGA จะเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษของ ตชด. ที่ถูกฝึกมาจากลาซูอีกที คนที่จะเข้าหน่วย SINGA ได้ต้องผ่านการฝึกลาซูมาก่อน โดยทั้งทีมลาซูกับ SINGA จะเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษสะเทินน้ำสะเทินบก รบได้ทุกรูปแบบคล้ายๆ กับหน่วยอรินทราช 26 นเรศวร 261 หรือหน่วยซีล เวลาปฏิบัติงานในพื้นที่ป่าพวกเขาจะใช้มอเตอร์ไซค์วิบากเป็นพาหนะ แต่ถ้าลาดตระเวนทางน้ำก็จะใช้เรือ DINGHY ทั้งสองทีมนี้เขาจะดูแลป้องกันชายแดนไทยกับมาเลเซียโดยเฉพาะ ทั้งปราบอาชญากรรมแล้วก็สกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาน่ะ กองบัญชาการของทีม SINGA จะอยู่ที่ค่ายรามคำแหง จังหวัดสงขลา” 

               “โอ้โห รู้แน่รู้จริง” 

               “แน่นอน พี่ลูกใครล่ะ” ว่าแล้วก็ยืดเต็มที่อย่างภูมิใจโดยมีอรินตบมือให้อย่างประชดเพราะรู้ดีว่าแก้วเจ้าจอมเองก็รู้เท่าๆ ที่เขารู้นั่นแหละ แต่ที่ตอบได้แบบนี้คงเพราะแอบไปถามเรื่องนี้มาจากคุณลุงกรันณ์แน่ๆ ยัยนางไม้ขี้โม้ 

               ได้ยินเสียงสองพี่น้องพูดคุยกันอยู่ที่บ้านพักผู้กองพนาก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ยิ่งได้เห็นแก้วเจ้าจอมช่วยจัดกระเป๋าให้อรินเพื่อเตรียมไปทำภารกิจ ไหนจะถ้อยคำที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงเป็นใยเขาก็อิจฉาอรินนัก จะไปทำงานทั้งทีก็มีผู้หญิงที่ตัวเองรักมาช่วยจัดกระเป๋า เตรียมยาเตรียมขนมให้ แบบนี้ต่อให้เป็นภารกิจเสี่ยงแค่ไหนอรินที่ได้กำลังใจจากเธอไปจนเต็มกระเป๋าก็คงพร้อมที่จะสู้ตาย ไหนจะเสียงหัวเราะคิกคักยามที่คนทั้งคู่หยอกล้อกันอีก คนที่สมควรได้อยู่ข้างๆ เธอตอนนี้ควรจะเป็นเขาสิไม่ใช่ไอ้ตี๋หน้าโอปป้านั่น โตมาด้วยกันแล้วยังไงก็แค่คนที่โตมาด้วยกันเท่านั้นแต่เขานี่สิ เขาต่างหากที่เป็นสามีของเธอและเป็นคนที่เธอควรจะมาดูแล  

ผู้กองพนาได้แต่ส่ายหน้าให้เมื่อเสียงหยอกล้อและเสียงหัวเราะของสองพี่น้องยังคงดังมาไม่ขนาดสายจนเขาต้องข่มใจเดินหนีกลับไปที่บ้านพักของตัวเอง และปลอบใจตัวเองว่ามันคงเป็นเวรกรรมของเขา เมื่อก่อนเขาเคยบอกเลิกอดีตแฟนสาวเพื่อให้เธอไปมีชีวิตใหม่กับคนอื่นไม่ต้องมาทนรอคนทำงานเสี่ยงตายตลอดเวลาอย่างเขา แต่พอมาคราวนี้ ยามนี้ที่เขาหลงรักแก้วเจ้าจอมจนหมดหัวใจ รักมากยิ่งกว่าที่เคยรักใครๆ เขากลับต้องเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกบ้าง พลโทคีรินทร์ส่งเธอมาหาเขาแล้วทำไมถึงต้องส่งอรินตามมาด้วย 

               ปัง!!! 

               ด้วยความไม่สบอารมณ์ทำให้ผู้กองพนาใช้เท้าถีบประตูบ้านพักออกอย่างเซ็งๆ แต่ทันทีที่ประตูบ้านพักเปิดออกเขาก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งบ้านพัก กลิ่นหอมๆ เย็นๆ ชวนให้ชื่นใจและหลงใหลแบบนี้เขารู้ดีว่าเป็นกลิ่นของอะไร กลิ่นกายแสนหอมของนางไม้...นี่เธอมาที่บ้านพักของเขาอย่างนั้นหรอ ผู้กองพนาสงสัยก่อนจะเดินไปที่ปลายเตียงนอนของตัวเองเมื่อเห็นว่าชุดเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นสำหรับการออกไปทำภารกิจของเขาถูกจัดวางเอาไว้ให้อย่างเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าทุกตัวถูกพับเอาไว้อย่างเรียบร้อย ของใช้ส่วนตัว อาหารแห้งติดกระเป๋า ยาสามัญทั่วไป ขนมหวานห่อเล็กๆ สำหรับให้พลังงานหรือแม้แต่อาวุธ กระสุนปืนสำรองก็ถูกเตรียมเอาไว้ให้เขาหมดทุกอย่าง จากที่น้อยใจเมียในตอนแรกตอนนี้ผู้กองพนากลับยิ้มออกมาจนแก้มปริเมื่อรู้ว่าเมียแอบมาเตรียมของให้ก่อนจะคว้าเอาตุ๊กตาหมีที่หัวเตียงมากอดเอาไว้แทนตัวของเธอ กลิ่นหอมๆ ของเธอยังติดอยู่ที่ตุ๊กตาอยู่เลย แก้วเจ้าจอม...แม่นางไม้น้อยของพี่ 

  

 

 

               อรินเดินทางไปร่วมภารกิจกับทีม SINGA ก่อนหน้าที่ทีมของผู้กองพนาจะออกลาดตระเวนหนึ่งวันโดยทางทีม SINGA ได้นำรถมารับอรินถึงที่ฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณหมอที่กำลังจะได้ร่วมงานกันและฝากผีฝากไข้ ซึ่งพออรินไปแล้วผู้กองพนาก็ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยเพราะไม่ต้องคอยระวังอรินแล้ว แต่!!! อรินไป แฝดนรกดันมาแทนเมื่อเขาเห็นผู้กองกวินทร์เดินออกมาจากบ้านพักของแก้วเจ้าจอมในตอนเช้าแล้วมายืนเกาก้นอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านของเธอ สภาพคือนุ่งแค่กางเกงบ็อกเซอร์ เปลือยแผ่นอกที่มีรอยฟกช้ำ หน้าตามีร่องรอยการทำแผลแล้ว พอเขาเดินเข้าไปทักเจ้าแฝดคนน้องนี่กลับบอกว่ามาเที่ยวทะเลแล้วโดนฉลาดในทะเลไล่ฟัด จะกลับบ้านที่ปัตตานีก็กลัวแม่ตกใจแผลเลยมาหาน้องสาวให้น้องสาวทำแผลให้แทน แต่ถึงผู้กองกวินทร์จะบอกแบบนี้เขาก็เดาออกแหละว่าเจ้าแฝดคนน้องนี่คงเพิ่งไปทำภารกิจลับมาเพราะเขาเป็นหัวหน้าทีมซีล ไม่รู้ว่าลูกทีมของเขาอยู่ที่ไหนแต่ที่แน่ๆ เจ้าแฝดหัวหน้าทีมกลับแอบเข้ามาในฐานของเขาตั้งแต่เมื่อคืนโดยที่ลูกน้องของเขาไม่รู้ตัวเลยซักคน ท่าทางจะฝีมือดีไม่ใช่เล่น แต่ถ้ามาดีแบบนี้ก็แล้วไป ถ้าเปลี่ยนจากผู้กองกวินทร์เป็นคนร้ายเข้าล่ะก็คงได้แย่แน่ๆ ดังนั้นในเช้าวันนี้เขาก็เลยได้นั่งกินมื้อเช้าร่วมกับสองพี่น้องนางไม้น้อยและรุกขเทวดาที่มีกลิ่นตัวหอมฉุยกันทั้งคู่ และด้วยเป็นคนเฮฮาเข้ากับคนง่าย แค่กินมื้อเช้าด้วยกันมื้อเดียวผู้กองกวินทร์ก็สนิทกับเหล่าลูกน้องของเขาแล้ว ต่างจากแฝดคนพี่ที่ตอนนี้อยู่แม่สอด ถ้ารายนั้นมาบรรยากาศคงวังเวงน่าดู 

               “พี่ชายแก้วกลับไปแล้วหรอ” ผู้กองพนาถามแก้วเจ้าจอมที่กำลังยืนนวดไหล่ตัวเองอยู่หน้าอาคารอำนวยการหลังมื้อเช้า ซึ่งก่อนหน้านี้เขาปล่อยให้เธอกับพี่ชายได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง 

               “กลับแล้ว เห็นว่ามีเพื่อนมารับที่หน้าฐานเมื่อกี้นี้น่ะ” 

               ไปไม่ลามาไม่ไหว้เลยแฮะเจ้าเด็กนี่ พี่ชายนิสัยแบบนี้ไงน้องสาวเลยเป็นคนห่ามๆ 

               “แล้วเป็นไรทำไมทำหน้าดูเมื่อยๆ แบบนี้ นอนคอตกหมอนหรอ” 

               “ก็ไม่เชิง” แก้วเจ้าจอมตอบพลางเอากำปั้นทุบไหล่ตัวเองเพื่อให้คลายจากความเมื่อยขบ “เมื่อคืนพอทำแผลให้พี่เรนเจอร์เสร็จนางก็ครองเตียงของฉันแล้วไล่ฉันลงไปนอนที่พื้น ฉันไม่ชินก็เลยเมื่อยๆ นิดหน่อย” 

               “อ้าว ปกติเห็นรักกันดีจะตาย” 

               “อ๋อ เรื่องปกติของเราสองคนน่ะ” เธอตอบอีก “เวลาที่ฉันไปนอนแฟลตของพี่เรนเจอร์ที่สัตหีบ ฉันก็เป็นคนครองเตียงแล้วถีบพี่เรนเจอร์ลงไปนอนที่พื้นเหมือนกัน” หืม...เธอเคยไปนอนที่แฟลตของพี่ชายด้วยหรอ แฟลตที่พักของหน่วยซีลนั่นน่ะนะ 

               “ทีหลังถ้าโดนแย่งเตียงนอนอีกล่ะก็...ไปนอนเตียงของพี่แทนก็ได้นะมีที่ว่างเยอะ” 

               “ฉันก็จะได้ถีบผู้กองลงไปนอนพื้นเหมือนพี่เรนเจอร์ด้วยใช่มั้ย” แก้วเจ้าจอมแค่นยิ้มถามอีกก่อนจะสวมหมวกเบเร่ต์สีดำพร้อมกับสะพายเป้ของตัวเองขึ้นหลัง ซึ่งในเป้ของเธอนอกจากจะเป็นของใช้ส่วนตัวแล้วก็ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์เบื้องต้นและยารักษาโรคอยู่ด้วย 

               “พี่ไม่ยอมให้แก้วถีบเหมือนพี่ชายหรอก” ลองถีบอีกสิจะตะปบให้ดู เขาคิดต่อในใจแล้วจูงมือเธอไปที่รถที่จะไปส่งทีมลาดตระเวนไปยังพื้นที่เป้าหมาย 

               ตามแผนของการลาดตระเวน วันนี้จะเป็นการลาดตระเวนทางเท้าเพื่อหาข่าวเชิงรุกในพื้นที่ป่าริมเขื่อนบางลาง ป้องกันไม่ให้มีการซ่อมสุมกองกำลังหรือกลุ่มผู้เตรียมจะก่อเหตุ รวมทั้งเฝ้าระวังการเข้ามาล่าสัตว์ ตัดไม้ในพื้นที่ป่าสงวนและยังเป็นตามปักหลักเพื่อจับตาดูคนร้ายที่จะลักลอบขนยาเสพติดเข้ามาด้วย ในการลาดตระเวนครั้งนี้เป็นภารกิจที่อันตราย มีความเสี่ยงสูงจึงจำเป็นต้องระวังทุกฝีก้าว สติต้องอยู่กับตัวตลอดเวลา ผู้กองพนาที่ออกเดินนำหน้าทุกคนในทีมหันมามองแก้วเจ้าจอมเป็นพักๆ ด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะไม่ไหวแต่เธอก็แกร่งมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ เธอสามารถเดินถือปืนแบกเป้เดินป่ากับทีมของเขาได้อย่างสบายๆ ถึงหน้าตาจะเหมือนพวกลูกคุณหนูไม่เคยถูกแดดถูกลมมาก่อน แต่ความจริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงสายลุยมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก 

               “ไหนก่อนหน้านี้ผู้กองของหมวดบอกว่าเราจะต้องออกร่วมลาดตระเวนกับทีมลาซูไงคะ” แก้วเจ้าจอมรีบก้าวยาวๆ เข้ามาหาผู้หมวดเผ่าเทพแล้วกระซิบถาม การลาดตระเวนในป่าจะไม่เหมือนกับการลาดตระเวนในพื้นที่ชุมชนอย่างที่ผ่านมา การลาดตระเวนในพื้นที่ชุมชนที่ต้องพบปะกับชาวบ้าน เจ้าหน้าที่จะสามารถพูดคุยกันได้ แต่การลาดตระเวนในป่าที่มีความเสี่ยงแบบนี้สิ่งที่ควรทำคือการทำให้เกิดเสียงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

               “ครับ ตอนนี้เราก็กำลังจะไปเจอกับทีมลาซูอยู่ ทุกคนรออยู่ที่ท่าเรือแล้ว” 

               ทันทีที่ผู้หมวดเผ่าเทพตอบ ผู้กองพนาก็เดินนำทุกคนออกมาจากป่ามุ่งสู่ท่าเรือเล็กๆ ตามที่นัดหมายกันกับทีมลาซูเอาไว้ แก้วเจ้าจอมอดตื่นตากับภาพเขื่อนบางลางตรงหน้าไม่ได้ ให้ตายสิทำไมถึงได้สวยแบบนี้นะ น้ำสีเขียวใสน่ากระโดดลงไปเล่นเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่าเดินอยู่ในป่าดีๆ เผลอแป๊บเดียวก็เดินทะลุป่าออกมาเจอวิวเขื่อนสวยๆ แล้ว และที่ท่าเรือตอนนี้ก็มีเรือเรือ DINGHY นับสิบลำจอดคอยท่าอยู่ ผู้ที่อยู่บนเรือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนทีมลาซู หรือหน่วยเฝ้าตรวจลาดตระเวนระยะไกลที่ดูแลพื้นที่ป่าแถบนี้และลำน้ำตามเขื่อนบางลางตรงเขตรอยต่อระหว่างอำเภอบันนังสตากับอำเภอธารโต ปกติตำรวจพลร่มกับทีมลาซูจะติดต่องานกันอยู่แล้ว แต่การจะมาร่วมภารกิจกันแบบนี้เรียกได้ว่านานๆ ครั้งจะมีหนเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีภารกิจที่ตัวเองได้รับมอบหมาย แต่กรณีนี้เป็นการร่วมมือกันเป็นภารกิจพิเศษเพราะทางทีมลาซูขอกำลังมาและทางผู้กองพนาเองก็อยากมาลาดตระเวนเฝ้าระวังในพื้นที่แถบนี้อยู่แล้วจึงร่วมมือกันโดยภารกิจนี้เขาจะได้แอบสืบหาข่าวของพวกชารีฟและกาเซ็มเพิ่มอีกด้วย 

               “สวัสดีครับผู้กอง หมวดเทพ หมวดศิไม่ค่อยได้เจอะได้เจอกันเลยนะครับ วันนี้มาครบทีมเลย” นายตำรวจคนหนึ่งในชุดเวสสีเขียวของ ตชด. อกเสื้อด้านซ้ายติดเครื่องหมายของหน่วยลาซูกระโดดลงมาจากเรือแล้วเดินเข้ามาทักทายผู้กองพนา ผู้หมวดเผ่าเทพและผู้หมวดศิวะอย่างสนิทสนม ยิ่งทั้งสองฝ่ายเดินเข้าไปจับไม้จับมือกันแทนการวันทยหัตถ์แก้วเจ้าจอมก็ยิ่งมั่นใจว่าคงจะสนิทกันมากจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนฝูงกันเลย นี่สินะพี่น้อง ตชด. อยู่ที่ไหน อยู่หน่วยไหนก็เป็นพี่น้องกันหมด 

               “ถ้าจะคิดถึงกันขนาดนี้เสร็จภารกิจแล้วไปตั้งวงกันหน่อยมั้ยล่ะหมวด” ผู้หมวดศิวะถาม อีกฝ่ายจึงหัวเราะร่วนด้วยเพราะเคยนัดไปตั้งวงด้วยกันอยู่บ่อยๆ ผู้หมวดหนุ่มแห่งทีมลาซูมองมาที่สมาชิกในทีมของผู้กองพนาทีละคนเพราะก่อนหน้านี้ผู้กองพนาแจ้งมาว่าจะมีตำรวจน้องใหม่ประมาณสามสี่คนมาร่วมภารกิจด้วย บางคนเขาก็คุ้นหน้า บางคนก็ไม่คุ้นจนกระทั่ง...ผู้หมวดหนุ่มชะงักไปเมื่อเห็นร่างเล็กๆ ที่ยืนอยู่ท้ายกลุ่ม เธอตัวเล็กกว่าทุกคนในทีม แต่งเครื่องแบบของตำรวจพลร่มแต่ที่อกเสื้อกลับติดเครื่องหมายหลักสูตรส่งทางอากาศ ไม่ใช่หลักสูตรกระโดดร่มของตำรวจพลร่ม ที่อกเสื้ออีกข้างติดเครื่องหมายนักแม่นปืนชั้นเชี่ยวชาญที่มีน้อยคนมากที่จะติดได้ ในที่นี้เห็นจะมีแค่ผู้กองพนาเท่านั้น แล้วที่อาร์มแขนข้างซ้ายของเธอก็มีเครื่องหมายทางการแพทย์ติดอยู่ สิ่งนี้บ่งบอกว่าเธอต่างจากคนอื่น เธอมาจากหน่วยแพทย์ไม่ใช่จากหน่วยรบและที่สำคัญ...เธอสวยมาก สวยอย่างที่เขาไม่เคยเห็นจากไหนมาก่อน สวยจนเขาไม่อาจละสายตาจากเธอได้ สวยมีเสน่ห์จนน่าหลงใหล 

               “ฮะแฮ่ม!” ผู้กองพนากระแอมเสียงขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองคนรักของเขานานเกินไปแล้ว หลงเสน่ห์นางไม้เข้าให้อีกคนแล้วล่ะสิ 

               “นั่นหมอของทีมผม ร้อยตำรวจโทหญิงแพทย์หญิงแก้วเจ้าจอม สุวรรณเวช เพิ่งย้ายลงใต้ เมื่อก่อนเป็นแพทย์ประจำหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 จังหวัดตาก” พอผู้กองพนาแนะนำเธอ แก้วเจ้าจอมก็ยิ้มหวานๆ ให้กับทางทีมลาซูก่อนจะเดินถือปืนเข้ามาทักทายผู้หมวดหนุ่มรูปหล่อตรงหน้า ซึ่งเขาก็รีบยื่นมือมาหาเธอเพื่อจะจับทักทาย 

               “ผมร้อยตำรวจโทชัยเดช เป็นหัวหน้าทีมลาซูในภารกิจนี้ ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหมอ...” 

               “เรียกว่าไนเปอร์หรือหมอแก้วเหมือนคนอื่นๆ ก็ได้ค่ะ” แก้วเจ้าจอมบอกเมื่อยื่นมือไปจับกับเขา 

               “ไนเปอร์หรอครับ” 

               “มาจากคำว่า สไนเปอร์ ค่ะ” 

               “อ๋อ ความสามารถสมกับชื่อเล่นเลยนะครับ” ผู้หมวดหนุ่มยังไม่ยอมคลายจากมือของแก้วเจ้าจอม มือนุ่มขนาดนี้ บอบบางขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหมอนักแม่นปืน 

               “คุณหมอมีแฟนรึยังครับ” 

               “มีแล้ว” เสียงนี้ไม่ใช่เสียงของแก้วเจ้าจอม แต่เป็นผู้กองพนาที่เป็นคนตอบขึ้นมาแทนพร้อมกับดึงมือของแก้วเจ้าจอมคืนจากผู้หมวดชัยเดช สายตาคมจ้องจิกผู้หมวดหนุ่มอย่างปรามๆ เพียงเท่านี้ก็รู้กันโดยทั่วแล้วว่าคุณหมอคนสวยเป็นของใครและใครคือแฟนคนที่ว่าของเธอ 

               “ฉันยังโสดนะ ไปบอกเขาทำไมว่าฉันมีแฟนแล้ว” แก้วเจ้าจอมหันมาว่าทันทีเมื่อผู้หมวดชัยเดชถอยกลับไปที่เรือแล้ว 

               “หรือจะให้พี่บอกกับเขาล่ะว่าความจริงเราไม่ใช่แฟนกัน แต่เราเป็นผัวเมียกันต่างหาก” 

               “นี่!” ถ้าไม่ติดว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ ล่ะก็ได้มีคนแถวนี้ถูกเธอถีบลงเขื่อนแน่ๆ หนอย...ตาผัวขี้หวง แก้วเจ้าจอมเชิดหน้าใส่เขาเมื่อเห็นผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะนำคนอื่นๆ ขึ้นเรือไปกับทีมลาซูแล้ว เธอก็เลยตรงไปที่เรือลำของผู้หมวดชัยเดช ซึ่งเขาก็รีบส่งมือมาให้เธออีกเพื่อช่วยดึงเธอขึ้นเรือ ผู้กองพนาจึงรีบตามแก้วเจ้าจอมไปเพื่อขึ้นเรือลำเดียวกันกับเธอ 

               “คุณหมอแก้วว่ายน้ำเป็นมั้ย ใส่เสื้อชูชีพของผมได้นะครับ” ผู้หมวดชัยเดชรีบถอดชูชีพของเขาออกแล้วส่งมาให้แก้วเจ้าจอม ซึ่งชูชีพที่ว่าเป็นชูชีพสีดำขนาดพอดีตัว 

               “ฉันว่ายน้ำเป็นค่ะ” 

               “ใส่เถอะ ตัวยิ่งเล็กๆ อยู่เดี๋ยวออกเรือแล้วจะปลิวตกเรือเอา” ผู้กองพนาว่าแล้วรับเอาชูชีพจากผู้หมวดชัยเดชมาใส่ให้กับแก้วเจ้าจอมเอง ซึ่งแก้วเจ้าจอมก็ยอมให้เขาใส่ชูชีพให้แต่โดยดี ท่าทีไม่หวงเนื้อไม่หวงตัวของเธอกับผู้กองพนายิ่งตอกย้ำในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ให้ผู้หมวดชัยเดชรู้ ผู้กองพนาถึงเนื้อถึงตัวเธอได้มากขนาดนี้ท่าทางจะไม่ใช่แค่แฟนธรรมดาๆ แต่น่าจะเป็นอะไรอย่างอื่นที่มากกว่าแฟนด้วย 

               เมื่อทุกคนพร้อมเรือทุกลำก็ขับออกจากท่าเรือไปด้วยความเร็วที่พอดีเพื่อจะได้สำรวจตามเกาะต่างๆ ด้วย เขื่อนบางลางมีพื้นที่กว้างติดต่อกับทั้งสามอำเภอในจังหวัดยะลา คืออำเภอบันนังสตา อำเภอธารโตและอำเภอเบตง ซึ่งมีรอยต่อติดกับอุทยานแห่งชาติบางลางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา ทำให้มีพื้นที่ป่าขนาดใหญ่รวมถึงเกาะแก่งน้อยใหญ่อีกด้วย เนื่องด้วยเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มากทำให้มีทรัพยากรณ์ทางธรรมชาติมากมายทั้งไม้และสัตว์ป่า จึงมีผู้หวังผลประโยชน์จากผืนป่าแห่งนี้อยู่ไม่ใช่น้อย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่ตำรวจตระเวนชายแดนต้องดูแลรักษาผืนป่าแห่งนี้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ความสวยงามของธรรมชาติตรงหน้าทำให้แก้วเจ้าจอมตื่นตาตื่นใจจนลืมไปว่าตัวเองกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เห็นแล้วก็นึกอยากจะชวนคุณปู่คุณย่า คุณพ่อ แม่แก้มแล้วก็ลุงป้าน้าอา พี่น้องทุกๆ คนของเธอมาเที่ยวที่นี่นัก พี่ชายฝาแฝดของเธอเป็นโรคคลั่งน้ำมาก คลั่งน้ำในที่นี้ก็คือชอบเล่นน้ำกันสุดๆ วิวก็สวยน่าชวนขวัญคณินกับนทีธารามาถ่ายรูปด้วยกัน สาวๆ น่าจะชอบ ผืนน้ำเบื้องล่างเป็นสีเขียวใสมรกต ระหว่างที่นั่งเรืออยู่ผู้หมวดชัยเดชก็เล่าให้เธอฟังด้วยว่าปลาในเขื่อนบางลางมีเยอะมากพร้อมทั้งยังชี้ชวนให้เธอดูเหล่าสัตว์ป่าที่ลงมากินน้ำริมเขื่อน 

               “กระทิงเยอะจัง” แก้วเจ้าจอมมองไปที่ฝูงกระทิงเมื่อเรือขับเข้าไปใกล้ๆ ซึ่งกระทิงฝูงนี้กำลังเล็มหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามริมน้ำ 

               “คุณหมอแก้วรู้จักสัตว์ป่าดีจังเลยนะครับ” 

               “คุณพ่อฉันเป็นทหารพรานค่ะ ฉันโตมากับทหารพรานก็เลยพอมีความรู้เกี่ยวกับป่าแล้วก็สัตว์ป่าบ้าง” 

               “ไม่บอกเขาไปเลยล่ะว่าเป็นนางไม้เลยคุ้นชินกับป่าแล้วก็สัตว์ป่า” น้ำเสียงประชดประชันของใครอีกคนว่า แก้วเจ้าจอมก็เลยค้อนให้เขาอีก 

               “ถ้าคุณหมอแก้วเป็นนางไม้ ก็คงจะเป็นนางไม้ที่สวยที่สุดของป่าแถบนี้ กลิ่นตัวหอมๆ แบบนี้ผมเชื่อครับว่าเป็นนางไม้จริงๆ” พอผู้หมวดชัยเดชยิ้มบอกแก้วเจ้าจอมก็ยกแขนขึ้นดมกลิ่นตัวของตัวเอง ไม่คิดว่ากลิ่นตัวของตัวเองมันจะหอมฟุ้งแบบนี้ มันไม่ใช่กลิ่นหอมแบบน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ป่าที่เธอไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร มันหอมๆ หวานๆ เย็นๆ แล้วก็ยั่วยวนมากๆ สมัยเรียนเธอเคยถูกครูฝึกสั่งซ่อมด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเธอฉีดน้ำหอมตอนฝึกวินัยทางทหาร ถูกเข้าใจผิดบ่อยมากจนแม่แก้มต้องเขียนใบรับรองแพทย์ให้ว่าเธอมีกลิ่นตัวแบบนี้อยู่แล้ว อย่างเธอน่ะไม่เท่าไหร่ พี่ชายฝาแฝดของเธอก็ถูกครูฝึกสั่งซ่อมด้วยเรื่องนี้บ่อยๆ เหมือนกันและโดนหนักกว่าด้วยจนคุณปู่ต้องเขียนคำชี้แจงเรื่องนี้ไปให้ครูฝึกพร้อมกับใบรับรองแพทย์ของแม่แก้ม โธ่ ก็เธอกับพี่ๆ เป็นลูกของนางไม้นี่ตัวก็ต้องหอมแบบนี้นี่แหละ 

               การลาดตระเวนทางน้ำจะเป็นการตรวจสอบดูความผิดปกติของภูมิประเทศโดยรอบ หรือหากมีเรือลำอื่นขับสัญจรมาก็จะเข้าไปตรวจสอบ แต่ส่วนมากเรือที่ขับสัญจรในเขื่อนจะเป็นชาวบ้านที่เหล่าเจ้าหน้าที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เมื่อไม่มีท่าทีหรือสิ่งของต้องสงสัยใดๆ ก็จะแค่ทักทายกันตามปกติแล้วปล่อยตัวไป แต่หากเจ้าหน้าที่สอบถามอะไรไปแล้ว แล้วตอบแบบอ้ำๆ อึ้งๆ มีพิรุธเจ้าหน้าที่ก็จะตรวจค้นเรือ ตรวจบัตรประชาชนจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่ได้กระทำผิดหรือเตรียมจะกระทำผิด นอกจากชาวบ้านก็ยังมีเรือของนักท่องเที่ยวขับผ่านมาให้ได้เห็น การที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวยังที่นี่ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันให้แก้วเจ้าจอมได้เข้าใจว่าเมืองยะลาแห่งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าวเลยแม้แต่น้อย 

               “เดี๋ยวนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะครับ น้ำตกสวยๆ ที่นี่ก็มีมาก นักวิจัยก็เข้ามาทำวิจัยเกี่ยวกับป่า สัตว์ป่าเยอะ ตอนนี้ที่ฮิตๆ ในหมู่นักท่องเที่ยวก็คงจะเป็นเกาะป๊อบคอร์น” ผู้หมวดชัยเดชทำหน้าที่เป็นไกด์ไปพลางๆ 

               “เกาะป๊อบคอร์นหรอคะ แค่ชื่อก็น่ากินแล้วเป็นเกาะที่ปลูกแต่ข้าวโพดรึเปล่าคะ” 

               “ครับ เมื่อก่อนชาวบ้านจะข้ามมาที่เกาะนี้เพื่อปลูกข้าวโพด ถ้าตามภาษามลายูจะเรียก ปูลายาฆง แปลว่าเกาะข้าวโพด แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อเกาะป๊อบคอร์นเพื่อให้นักท่องเที่ยวเรียกง่ายๆ เกาะนี้เป็นเกาะเล็กๆ ครับ เดินไม่กี่ก้าวก็ทั่วเกาะแล้ว เป็นเกาะโล่งๆ ไม่มีต้นไม้ เกาะนี้จะโผล่ขึ้นมาแปดเดือน อีกสี่เดือนก็จะจมอยู่ใต้น้ำ” 

               “อะเมซิ่งไทยแลนด์จังเลยนะคะ” ยิ่งแก้วเจ้าจอมสนใจในทุกๆ เรื่องที่เขาเล่าผู้หมวดชัยเดชก็ยิ่งสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าให้เธอฟัง ตั้งแต่สถานที่ท่องเที่ยวยันเรื่องราวในอดีตสมัยยุคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจที่ทางการต้องต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา จนก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉินมลายาในขณะนั้น 

               “แล้วที่นี่มีเผ่าซาไกมั้ยคะ” 

               “มีครับ แต่เราควรเรียกพวกเขาว่าโอรังอัสลี เพราะการเรียกว่าซาไกจะเป็นความหมายที่ไม่ค่อยดีในเรื่องของการตกเป็นทาสซะมากกว่า ตอนนี้พวกเขาก็ใช้ชีวิตเหมือนเช่นชาวบ้านทั่วไปนี่แหละครับ ถ้าเดินเล่นตามหมู่บ้านแถวๆ นี้ก็อาจจะได้เจอพวกเขา” 

               “แล้ว...” 

               “นี่ คุณไกด์กับคุณนักท่องเที่ยวครับ หมดฤดูการท่องเที่ยวแล้ว ทำงานกันได้แล้วครับ” ผู้กองพนาที่นั่งเงียบอยู่นานว่าขึ้น ขัดหูขัดตาตั้งแต่ตอนขึ้นเรือมาแล้วไม่รู้จะคุยอะไรกันนักกันหนา ทำอย่างกับคนเคยรู้จักกันมาก่อนอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวเถอะ อย่าให้เขาต้องประกาศนะว่าคุณหมอคนสวยนี่เป็นเมียของเขา คุยจ้อกันขนาดนี้รู้มั้ยว่าคนมันหึง 

               พอถูกดุ ไกด์กับนักท่องเที่ยวก็หยุดพูดคุยกันในทันทีแต่ก็ยังแอบมองหน้าแล้วก็แอบขำให้กันเป็นพักๆ จนกระทั่งมาถึงเกาะแห่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องลงไปสำรวจเพื่อดูความเรียบร้อยว่ามีใครแอบเข้ามาเตรียมการทำอะไรหรือซ่อนอะไรเอาไว้รึเปล่า ตลอดทั้งวันนี้จึงเป็นการลาดตระเวนทางน้ำและสำรวจเกาะแก่งต่างๆ ในเขื่อนบางลางตลอดจนทะเลสาบฮาลา-บาลาที่แก้วเจ้าจอมได้มีโอกาสเห็นเกาะป๊อบคอร์นที่ผู้หมวดชัยเดชบอกด้วย และวันนี้ก็มีนักท่องเที่ยวมาตั้งเต็นท์กันสองสามกลุ่มได้ จนกระทั่งบ่ายคล้อยทุกคนที่อยู่บนเรือก็กลับขึ้นฝั่งเพื่อออกลาดตระเวนทางเท้าต่อและจะพักแรมกันที่ยอดเขาริมเขื่อน ผู้กองพนาบอกกับแก้วเจ้าจอมว่าช่วงเวลากลางคืนนั้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไปจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง ตอนกลางวันที่ลาดตระเวนทางน้ำนั้นสถานการณ์ไม่ค่อยจะตรึงเครียดเท่าไหร่เพราะยังได้เจอชาวบ้าน เจอนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่ในเวลากลางคืนหากมีเรือสักลำแล่นอยู่ในพื้นที่เขื่อนและทะเลสาบให้สันนิษฐานเอาไว้ได้เลยว่าเป็นเรือต้องสงสัย ให้จับตาดูให้ดีว่าเรือลำดังกล่าวขับไปขึ้นที่เกาะไหน 

  

 

 

               ในการจัดทีมลาดตระเวนครั้งนี้จะจัดออกเป็นสามหน่วยคือหน่วยลาดตระเวน หน่วยจู่โจมและหน่วยสนับสนุน โดยแก้วเจ้าจอมอยู่ในหน่วยลาดตระเวนกับผู้กองพนา ผู้หมวดชัยเดช ส่วนผู้หมวดศิวะกับผู้หมวดเผ่าเทพอยู่หน่วยจู่โจม และทีมลาซูอีกส่วนเป็นหน่วยสนับสนุน โดยทั้งสามหน่วยจะกระจายกำลังกันออกไปเป็นจุดๆ เพื่อแผ่พื้นที่การลาดตระเวนออกให้กว้างขวางมากขึ้น 

               “หายไปไหนมา” แก้วเจ้าจอมที่กำลังเดินเข้ามายังจุดพักแรมชนเข้ากับแผ่นอกของใครบางคนเต็มๆ เมื่อจู่ๆ เขาก็เดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ แต่พอถูกถามแบบนี้เธอก็แทบจะทำหน้าไม่ถูกเพราะมีความผิดติดตัว ซึ่งถึงเธอไม่บอกผู้กองพนาก็รู้ว่าเธอหายไปไหนมา กลิ่นสบู่หอมขนาดนี้ 

               “ใครใช้ให้ไปอาบน้ำ” อ้าว แค่ไปอาบน้ำจำเป็นต้องมีคนใช้ให้ไปด้วยหรอ แก้วเจ้าจอมคิด เธอก็รู้อยู่หรอกน่าว่าเวลาเข้าป่าลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงแบบนี้ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนมากแล้วไม่มีใครเขาไปอาบน้ำกันหรอก แค่ล้างหน้าล้างตาหรือเช็ดตัวก็พอแล้ว แต่ว่า...แหม มันอดไม่ได้จริงๆ นี่นา แหล่งน้ำอยู่ใกล้แค่นี้แล้วจุดที่เธอไปอาบก็ลับตาคนมากๆ ด้วย 

               “ฉันใช้เวลาไปไม่ถึงสิบนาทีนะ” เธอยื่นนาฬิกาข้อมือให้เขาดู ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นดีมากเสียด้วย เมื่อเช้านี้เขาเห็นนาฬิกาเรือนนี้อยู่บนข้อมือของผู้กองกวินทร์ ไม่คิดว่าเธอจะไปปล้นนาฬิกาของหน่วยซีลมาใช้ซะด้วย 

               “นาทีเดียวก็หมายถึงชีวิตทั้งชีวิตได้เหมือนกัน ป่าที่นี่ไม่เหมือนป่าที่แม่สอดนะ จำที่หมวดชัยบอกไม่ได้หรอว่าป่านี้พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเคยอยู่มาก่อน สมัยก่อนมีการฝังระเบิดเอาไว้มากถ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือแล้วเผลอไปเหยียบระเบิดที่ยังไม่ได้เก็บกู้จะทำยังไง” 

               “ยังมีระเบิดเก่าถูกฝังเอาไว้อยู่อีกหรอคะ” เธอก็นึกว่าถูกกู้ไปตั้งนานแล้ว เพราะปัญหาตอนนั้นมันจบไปตั้งแต่ก่อนพ่อกับแม่ของเธอจะเกิดซะอีกมั้ง 

               “พวกระเบิดตกสำรวจมีออกเยอะแยะ” 

               “...ฉันขอโทษ” คราวนี้เธอว่าเสียงอ่อนลงแล้วยิ้มบางๆ อย่างสำนึกผิดให้เขาเพราะรู้ตัวว่าตัวเองทำผิดจริงๆ “คราวหน้าฉันจะไม่ทำอีกแล้ว” 

               “ถ้าอยากอาบน้ำทีหลังให้บอกพี่ เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน” 

               “จะไปแอบดูฉันอาบน้ำล่ะสิ” 

               “ไหน มีอะไรให้แอบดูบ้าง” ผู้กองพนาไม่ว่าเปล่าแต่ยังจับตัวเธอหมุนๆ ไปมาแล้วก้มลงมาหอมตามแก้มแล้วก็ซอกคอของเธอจนแก้วเจ้าจอมยืนตัวแข็งทื่อ “ทำไมพี่ต้องแอบดูหืม ทั้งเนื้อทั้งตัวเนี่ยก็คงจะมีแค่เครื่องในตับไตไส้ปอดมั้งที่พี่ยังไม่ได้เห็น แต่ถ้าร่างกายภายนอกล่ะก็อย่าว่าแต่ได้เห็นเลย ได้กินมาแล้วทั้งนั้น” 

               “งื้ออออ” แก้วเจ้าจอมขืนตัวหนี กำผ้าขนหนูผืนเล็กที่คล้องคออยู่เอาไว้แน่นเมื่อคนเจ้าเล่ห์ที่หลอกแต๊ะอั๋งเธอกำลังทำท่าจะขย้ำเธอให้ได้ หนอย... 

               “ผู้กอง คุณหมอแก้วครับ” แก้วเจ้าจอมกำลังจะยกเท้าขึ้นเตะผ่าหมากคนแถวนี้ แต่ก็นับว่าเขาทำบุญมาดีเมื่อระฆังช่วยชีวิตที่ชื่อว่าผู้หมวดชัยเดชเดินเข้ามาหาเสียก่อนเลยรอดตัวไป ในขณะที่ผู้หมวดหนุ่มก็ชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนกันเมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ซ้ำผู้กองพนายังคลอเคลียอยู่กับแก้วเจ้าจอมด้วย ตกลงแล้วไม่ใช่แฟนแต่เป็นผัวเมียกันจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย สภาพแบบนี้เขาไม่น่าจะสันนิษฐานผิดนะ เห็นหายตัวมาทั้งคู่ก็เลยมาตามซักหน่อยที่ไหนได้กลับแอบมาพลอดรักกันอยู่ที่นี่ซะอย่างนั้น 

               “อ้าวหมวดชัย มาพอดีเลยค่ะได้เวลาเตรียมมื้อเย็นแล้วใช่มั้ยคะเดี๋ยวฉันจะรีบไปจัดการให้” ว่าแล้วแก้วเจ้าจอมก็รีบผละออกจากผู้กองพนาแล้วเดินกลับไปที่จุดพักแรมอย่างรวดเร็ว 

               “แหมผู้กอง เห็นทีอีกไม่นานผมจะต้องทำไปซุ้มกระบี่ให้แล้วมั้ง” ผู้หมวดชัยเดชอดแซวไม่ได้เมื่อผู้กองพนาเดินกลับมาหาด้วยรอยยิ้มบางๆ เขินๆ 

               “งั้นก็ถือว่าผมเชิญหมวดเป็นคนแรกเลยนะ” เขาตอบ ขณะเดินกลับจุดพักแรมด้วยกัน จนเมื่อมาถึงก็เห็นแก้วเจ้าจอมกับเจ้าหน้าที่สองสามนายกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเย็นอย่างง่ายๆ คือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ปลากระป๋อง ไข่ต้มแล้วก็เนื้อรวนเค็มที่แก้วเจ้าจอมเตรียมมาจากฐาน ซึ่งเธอเตรียมมาเยอะคาดว่าน่าจะกินได้อีกหลายมื้อ และก่อนหน้านี้เธอได้แบ่งเนื้อรวนเค็มให้ทีมของผู้หมวดเผ่าเทพกับทีมลาซูบางส่วนด้วย 

               บุฟเฟ่ต์กลางป่าจัดขึ้นในเวลาค่ำ แก้วเจ้าจอมใช้พลาสติกแรปสำหรับห่ออาหารห่อจานชามทุกอย่างเอาไว้ก่อนจะวางอาหารลงไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้จานชามที่ใช้เปื้อนน้อยที่สุดเพราะอยู่ในป่าต้องประหยัดน้ำ จะให้กินเสร็จแล้วเอาจานชามไปล้างในเขื่อนเดี๋ยวผู้กองพนาก็ดุอีกหรืออาจถูกคนร้ายดักเป่าเอาก็ได้ แม้จะเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมแต่เธอก็ทำตัวกลมกลืนกับทุกคนได้อย่างไม่ยาก พอตักข้าวใส่จานที่ราดหน้าด้วยเนื้อรวนเค็มกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้มใส่ปลากระป๋องเสร็จเธอก็ตักข้าวคำใหญ่ๆ ยัดเข้าปากแล้วก็เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย พลอยทำให้ทุกคนเจริญอาหารตาม ด้วยนามสกุลของเธอดังไม่ใช่น้อยทุกคนเลยแทบไม่อยากจะเชื่อว่าลูกหลานคนใหญ่คนโตของประเทศจะลุยและติดดินได้ขนาดนี้ซ้ำยังไม่ถือตัวอีกด้วย และที่ชื่นใจสุดๆ ก็คงเป็นความสวยน่ารักและกลิ่นตัวหอมๆ ของเธอนี่แหละ มีคุณหมอคนสวยมาร่วมงานด้วยแล้วมันกระชุ่มกระชวยหัวใจที่สุดเลย 

               ตกดึกในขณะที่แก้วเจ้าจอมกำลังนอนกอดปืนหลับสบายอยู่บนเปลสนามเธอก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรสักอย่างกำลังจิ้มเปลนอนของเธออยู่ ตอนแรกๆ ก็จิ้มตรงบริเวณศีรษะ สักพักก็จิ้มมาที่ไหล่ ที่หลัง จิ้มอย่างเดียวไม่พอคราวนี้ยังมีการมาวาดรูปหัวใจใส่แผ่นหลังของเธออีก พอวาดรูปหัวใจเสร็จก็จิ้มหลังของเธอต่อลงมาจนถึงเอว จากเอวมาเป็นก้นและวาดรูปหัวใจใส่แก้มก้นของเธอด้วย แก้วเจ้าจอมลืมตาขึ้นในความมืดทันทีก่อนจะรีบพลิกตัวแล้วชะเง้อเอื้อมแขนไปด้านล่าง 

               เพี๊ยะ!!! เธอตีไปที่มือของผู้กองพนาอย่างจังจนอีกฝ่ายต้องรีบยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากไม่ให้เผลอร้องออกมา 

               “ทำบ้าอะไรของผู้กอง! คนจะหลับจะนอน” เธอกระซิบถามเสียงดุ คนที่ผูกเปลนอนอยู่ข้างล่างเปลของเธอก็เลยชูนาฬิกาข้อมือของเขาให้เธอดูเพื่อบอกว่าได้เวลาตื่นไปเปลี่ยนเวรยามแล้ว ซึ่งทุกคนจะสลับกันเฝ้าเวรยามคนละชั่วโมงตลอดทั้งคืน โดยเฝ้าครั้งละสองคนผู้กองพนาเลยจับคู่กับแก้วเจ้าจอม และด้วยความหวงเมียเขาก็เลยมาผูกเปลนอนอยู่ที่ต้นไม้ต้นเดียวกับเธอโดยผูกเปลเอาไว้ด้านล่างเปลของเธอด้วย ถ้ามีอันตรายใดๆ จะมาเข้าใกล้เธอเขาจะได้เล่นงานมันก่อน 

               ด้วยเหตุนี้แก้วเจ้าจอมก็เลยจำต้องลุกออกมาเฝ้าเวรยามกับเขาในเวลาเที่ยงคืนพอดิบพอดีเพื่อให้ทุกคนได้หลับกันต่อ อากาศยามค่ำคืนในพื้นที่ป่าแถบนี้ค่อนข้างหนาวเย็น จะก่อกองไฟขึ้นมาไล่ความหนาวก็ไม่ได้เพราะอาจจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ได้ว่ามีคนแอบอยู่บนเขาลูกนี้ ผู้กองพนาเดินนำแก้วเจ้าจอมสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆ ที่พัก แม้ยามกลางคืนจะมืดมิดแต่เขาก็สามารถเดินป่าได้อย่างชำนาญ มือเล็กๆ ของเธอข้างหนึ่งยื่นมาดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ตลอดเพราะกลัวจะหลงทางแล้วคลาดกันในความมืด แต่จากการเดินสำรวจรอบๆ บริเวณที่พักก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไรนอกจากเห็นมีสัตว์ป่าที่ออกมาหากินตอนกลางคืนตามปกติเท่านั้น 

               “ตรงนี้ก็วิวสวยเหมือนกันนะเนี่ย” แก้วเจ้าจอมว่าขึ้นเมื่อเดินสำรวจรอบๆ ที่พักเสร็จแล้วเธอต้องมานั่งสังเกตการณ์พื้นที่ในเขื่อนกับผู้กองพนาต่อตรงโขดหินที่ยื่นออกมาจากภูเขา ซึ่งตรงจุดนี้หากเป็นเวลากลางวันจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนบางลางได้เป็นบริเวณกว้าง แต่เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางคืน สิ่งที่เธอมองเห็นจึงเป็นเพียงผืนน้ำสีดำที่มืดสนิทและดวงดาวที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า เห็นแล้วก็อดคิดถึงป่าหิ่งห้อยที่ฐานไม่ได้ 

               “แปลก ทำไมยุงกับแมลงในป่าไม่กัดแก้วเลย” ผู้กองพนาที่กำลังจุดยากันยุงอยู่ข้างๆ เธอว่าขึ้น เขาสังเกตเธอมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว อย่าว่าแต่ยุงหรือแมลงเลย ขนาดทากดูดเลือดซักตัวยังไม่เข้าใกล้เธอแม้แต่น้อย 

               “ก็ฉันเป็นนางไม้ไงผู้กอง แมลงพวกนี้ทำอะไรนางไม้ไม่ได้หรอก ฉันเข้าป่ามาตั้งแต่เด็กๆ แล้วแต่ฉันก็ไม่เคยถูกสัตว์ในป่าทำร้ายเลยแม้แต่ยุงตัวเดียวก็ไม่มี” 

               “แล้วเมื่อกี้นี้นอนบนเปลทำไม ทำไมถึงไม่เข้าไปนอนในต้นไม้” 

               “...เดี๋ยวไม่มีคนช่วยเกาหลังให้ตอนนอน” ว่าแล้วก็ยิ้มแป้นอยู่คนเดียวในความมืดจนผู้กองพนาต้องหันมามอง เพราะก่อนหน้านี้เขาช่วยเกาหลังกล่อมเธอนอน ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะแกล้งแต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะชอบ 

               “ที่ย้ายมาที่นี่...ตอบพี่อีกครั้งได้มั้ยว่าย้ายมาเพราะอะไร เพราะอยากมาหาพี่รึเปล่า” สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบเมื่อแก้วเจ้าจอมไม่ยอมตอบเขา แต่เธอยังมองออกไปที่เขื่อนเพื่อดูว่าดึกๆ แบบนี้จะมีเรือต้องสงสัยขับผ่านมาบ้างมั้ย 

               “ถ้าไม่ตอบพี่จะถือว่าพี่เดาถูกนะ” 

               “ฉันแค่มาเก็บของที่ฉันลืมเอาไว้ที่นี่” 

               “อะไรล่ะที่ลืมเอาไว้” 

               “ก็...ทุกๆ อย่างที่ฉันเคยมีเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ฉันยังความจำเสื่อมอยู่ฉันเคยมีอะไรฉันก็มาเพื่อของสิ่งนั้นแหละ” 

               “รวมทั้งพี่ด้วยมั้ย” ตาทึ่ม! เก่งทุกอย่างฉลาดทุกเรื่อง นี่เธอพูดขนาดนี้แล้วเขายังไม่เข้าใจอีกหรอเนี่ย โอ๊ย! ตาผัวบ้า!!! 

               “ก็...ไม่รู้สิ” เธอว่าแล้วก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ซึ่งเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก็จะครบกำหนดเวลาเฝ้าเวรยามแล้ว ดังนั้นแก้วเจ้าจอมจึงได้ค่อยๆ ขยับเข้าไปหาผู้กองพนาท่ามกลางความมืดแล้วเอียงตัวไปอิงไหล่ของเขา 

               “ขอเฝ้ายามแบบนี้ได้รึเปล่าผู้กอง” เธอหมายถึงนั่งอิงไหล่ของเขาขณะเฝ้ามองพื้นที่รอบๆ เขื่อนเบื้องล่าง 

               “ได้ แต่ห้ามหลับ” 

               “ใครจะบ้าหลับ” หลับตอนนี้ก็ขาดทุนสิอุตส่าห์หาเรื่องใกล้ชิดกับเขาได้อย่างเนียบเนียนขนาดนี้แล้ว แล้วยิ่งผู้กองพนาเอื้อมแขนมาโอบกอดเธอเธอก็ยิ่งหลับไม่ได้ เธออยากนั่งกอดเขาอยู่แบบนี้ สูดกลิ่นกายของเขา ฟังเสียงหัวใจของเขาและรับเอาไออุ่นจากเขามา 

               “ไหน ผู้กองลองบอกฉันมาหน่อยซิว่านั่นดาวอะไร ดูซิว่าจะรู้จักดาวบนฟ้าทั้งหมดรึเปล่า” พอหาเรื่องหลอกอิงอกเขาได้แล้วเธอก็หาเรื่องชวนเขาดูดาวด้วยกันต่อ ผู้กองพนาก้มลงมาจูบที่หน้าผากของเธอเบาๆ อย่างแสนรักและเอ็นดู เขายิ้มออกมาอย่างรู้ทันเธอไปหมดทุกเรื่อง ใช่ว่าที่เธอพูดมาก่อนหน้านี้เขาจะไม่เข้าใจ ของที่เธอบอกว่าลืมเอาไว้ที่นี่และตั้งใจมาเก็บเอาไปก็คือเขา บางที...เขาคิดว่าความใกล้ชิดระหว่างเธอกับเขามันอาจจะช่วยทำให้เธอจำเรื่องราวเมื่อสามเดือนก่อนได้บ้างแล้ว เธออาจจะเริ่มจำเขาได้แต่เพราะตอนนี้เธอเป็นยัยสไนเปอร์ขาโหดไม่ใช่แก้วเจ้าจอมคนเก่าของเขาเธอก็เลยยังวางฟอร์มอยู่บ้าง แล้วไหนจะหาเรื่องมานั่งซุกอกของเขาแบบนี้ ชวนเขาดูดาวด้วยอีก เด็กเอ๋อเด็กน้อย เขารู้ทันเธอทุกอย่างแหละ เธอนึกว่าเธอจะฉลาดนักรึยังไง คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด แต่คนฉลาดอย่างเธอก็ตกเป็นเหยื่อของคนที่แกล้งโง่อย่างเขาได้เหมือนกันแหละ 

  

 

************************************************ 

อ๊ายยยยย เขาให้มาเฝ้ายามนะไม่ใช่มาแอบนั่งซุกกัน ผัวเมียคู่นี้รู้ทันกันหมดทุกเรื่องเลยนะ 555 

ยัยไนเปอร์แกช่างร้ายแต่พี่พนาร้ายกว่า 

**************************** 

เนื้อหาตอนนี้มาช้าเพราะไรท์หาข้อมูลในการเขียนเยอะมาก และหาข้อมูลมาอย่างละเอียดสุดๆ ผิดพลาดตรงไหนท้วงติงได้นะคะ ไรท์ไม่ใช่คนในพื้นที่เลยมองภาพสถานที่ไม่ค่อยออก แต่ที่แน่ๆ เกาะป๊อบคอร์นน่าไปมากๆ ใครว่าๆ ก็เรียนเชิญเลยนะคะ สวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (ก. ล้านตัว) 

************************************************* 

ภาพเกาะป๊อบคอร์น และวิวเขื่อนบางลางนะคะ 

(ภาพจาก : untitled journey (https://www.sanook.com/travel/1422161/)) 

 

ความคิดเห็น