ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

chapter 5 Reminiscent เตือนความทรงจำ 50%

ชื่อตอน : chapter 5 Reminiscent เตือนความทรงจำ 50%

คำค้น : ธัญล่าฝันซีซั่น3 ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์ ละอองอาย เรื่องเล่าบนดาวเคราะห์

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 319

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 20:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 5 Reminiscent เตือนความทรงจำ 50%
แบบอักษร

“พี่เวคะ พี่เวลืมเซ็นต์ตรงนี้” เกวลินเดินเข้ามาพร้อมกางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานของบอสสาวคนสวย

สายตาคมเลื่อนจากหน้าจอโน้ตบุ๊คไปจดจ้องกับหน้าเอกสาร ซึ่งถูกแปะเอาไว้ด้วยกระดาษโพสอิทสีเหลืองนีออนสะท้อนแสง ไม่น่าจะถูกมองข้ามไปได้ง่ายๆ

“ขอโทษที พี่น่าจะเปิดข้ามไป” น้ำเสียงของเวลาเจือไปด้วยความอ่อนล้า ไม่กระตือรือร้นกับงานเหมือนทุกที

มือเรียวสวยคว้าปากกาขึ้นมาตวัดเซ็นชื่อลงบนหน้าเอกสาร ก่อนจะปิดแล้วยื่นส่งคืนให้ผู้ช่วยโปรดิวเซอร์

“เดี๋ยวแก้มชงกาแฟเข้ามาให้นะคะ” เกวลินที่เห็นเวลากดจิ้มนิ้วชี้ลงข้างขมับพลางบีบเค้นด้วยท่าทีอ่อนเพลีย จึงขันอาสาอย่างรู้หน้าที่แล้วเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ

ลูกทีมคนอื่นๆ ต่างเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโปรดิวเซอร์หลัก อาการเหมอลอยที่ไม่เคยมีให้เห็น ก็ได้เห็น แม้แต่การตรวจงานที่เคยเข็มงวด มาวันนี้กลับตรวจผิดจนสองสาวนอหนูต้องเป็นฝ่ายท้วงติงให้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง

ความผิดปกตินี้แม้จะทำให้ลูกทีมทำงานง่าย ทว่าความไม่คุ้นชินก็ทำให้รู้สึกครั้นเนื้อครั้นตัวอย่างประหลาด

“พี่เวเค้าเป็นอะไรอ่ะแก้ม ทำไมวันนี้ดูแปลกๆ” นีรนุชที่ตามเข้าไปในห้องครัวเล็กที่ถูกแบ่งเอาไว้เป็นสัดส่วน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้

“ไม่รู้สิ คงจะล้านั่นแหละ เตรียมงานแค่ไม่ถึงสัปดาห์ เป็นแก้มก็คงจะเบลอเหมือนกัน” เกวลินตอบเสียงค่อย สายตายังลอบมองผ่านกระจกใสไปยังใบหน้าของบอสสาว ที่คล้ายจะจดจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊ค ทว่าในแววตานั้นเหมอลอยอย่างไร้จุดมุ่งหมาย

“อืม นั่นสิเนอะ” นีรนุชพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหันกายกลับไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเอาน้ำเปล่าออกมาหนึ่งขวด พร้อมด้วยช็อคโกแลตนำเข้ากล่องเล็กที่แปะชื่อตัวเองไว้อย่างแสดงความเป็นเจ้าของ

ขณะที่เกวลินกำลังหยิบจานรองแก้วมาวางรอกาแฟที่ยังอยู่ในขั้นตอนการชง นีรนุชก็หยิบช็อกโกแลตที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษฟอยล์สีกรมดูเรียบหรู วางลงบนจานรองหนึ่งชิ้น ก่อนจะเดินออกไปประจำตำแหน่งพร้อมกับกล่องขนมในมือ

“หือ ขอชิ้นหนึ่งสินุช” น้ำทิพย์ที่นั่งอยู่ใกล้เอ่ยขอพร้อมเอื้อมมือมาทำท่าจะหยิบ ทว่ากลับถูกฝ่ามือของนีรนุชเคาะเบาๆบนหลังมืออย่างไม่ยินยอม

นีชนุชขึ้นชื่อว่าหวงขนมเป็นชีวิตจิตใจ เกวลินก้มลงมองช็อกโกแลตหนึ่งชิ้นในจานด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ทว่าเสียงของเครื่องชงกาแกก็ร้องดังขึ้นจนเธอสลัดเรื่องของนีรนุชออกจากหัว แล้วเอากาแฟเข้าไปเสิร์ฟให้บอสสาวที่อาการน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าความผิดปกติของนีรนุช

“ขอบใจนะแก้ม” เวลาเงยหน้าขึ้นบอกขณะเกวลินวางกาแฟพร้อมช็อกโกแลตชิ้นเล็กลงบนโต๊ะ

“พี่เวมีอะไรเรียกแก้มได้เลยนะคะ” เกวลินฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป

เวลามองแก้วกาแฟที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นลอยละล่องมาเตะจมูกด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่ใช่แค่ลูกทีมที่สังเกตได้ถึงความผิดปกติ ตัวเธอเองย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด

ทว่ามันก็ยังยากที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง หลังจากได้เจอกับเศษส่วนของความทรงจำที่พยายามจะลืม

ตืด... ตืด...

โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นครืดไปกับพื้นไม้ ดึงสายตาคมสวยให้ตวัดมองไปบนหน้าจอโทรศัพท์ ที่กำลังโชว์ชื่อของสายเรียกเข้าที่โทรเข้ามา

[MoM]

มือเรียวเล็กเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดรับในทันที ก่อนจะหมุนเก้าอี้ทำงานหันไปทางบานกระจกใสด้านหลัง พรูลมหายใจออกมาเพื่อขับไล่ความรู้สึกที่ก่อกวนจิตใจ ก่อนจะเอ่ยประโยคทักทายมารดา

“ค่ะแม่” เวลาเอ่ยเสียงค่อย สายตามองไปยังวิวเมืองด้านนอกด้วยความรู้สึกล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

‘น้องเว วันนี้มากินข้าวที่บ้านสิลูก พี่ทีเค้าสั่งอาหารมาจากโรงแรมที่น้องชอบกินด้วยนะ’ น้ำเสียงของมารดานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ทั้งยังเอาอกเอาใจลูกสาวอย่างเต็มขั้น เนื่องจากจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่ลูกสาวคนเล็กกลับบ้านมันเมื่อไรกันแน่

“...” เวลาทอดถอนใจออกมาเบาๆ ความรู้สึกหนักอกเข้าแล่นแทนที่ความสับสนใจจิตใจ

“นี่แม่ว่าจะทำเต้าหู้ไข่ทรงเครื่องของโปรดน้องด้วย วันนี้ถ่ายรายการไม่ใช่เหรอ?” ประโยคหลังนั้นคล้ายจะถาม ทว่าเป็นไม้ค้ำคอที่จะทำให้เวลาไม่อาจอ้างว่างานยุ่งได้อีก เพราะหลังถ่ายรายการเสร็จ ทุกคนจะได้พักอย่างเต็มที่หลังจากที่เขี้ยวกรำกันมาอย่างดุเดือดทั้งสัปดาห์

“แล้วพี่ทีเลี้ยงในโอกาสอะไรคะแม่” เวลาถามพลางปิดเปลือกตาลงช้าๆ รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โรงแรมที่เธอเคยชอบ... คือโรงแรมหรูที่ค่าอาหารแพงหูฉี่ ทุกครั้งที่ไปกินอาหารที่โรงแรมนี้ หรือจะสั่งมากินที่บ้าน ทุกคนจะอ้างว่านี่คือ ‘ของโปรด’ ของเธอ

ทว่าเวลากลับจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ว่าตัวเองเคยชอบอาหารจากโรงแรมนี้ มันคงจะเป็นช่วงที่ฐานะทางบ้านของเธอยังดีอยู่ เด็กที่อายุน้อยไม่มีทางรู้เรื่องความสินเปลือง เธอในตอนเด็กคงจะชื่นชอบไปตามประสาเด็ก แต่พอครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน ที่ส่งผลกระทบระยะยาวมาตลอดช่วงชีวิตของเธอ เวลาก็ไม่นึกอยากจะกินอาหารแพงๆพวกนั้น

แต่คล้ายทุกคนจะไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดทางการเงินเหมือนอย่างเธอ

“เรื่องหลานยังไงล่ะ วันนี้พี่ทีเค้าพามะปรางไปฝากท้องมา เลยถือโอกาสเลี้ยงต้อนรับหลานอย่างเป็นทางการ น้องเข้ามาแม่จะฝากซื้อบัวลอยร้านปริยัติเข้ามาด้วย เอาใส่ไข่สอง ไม่ใส่ไข่สองนะ” ออร์เดอร์ที่สั่งมานั่นคือเชือกที่มัดมือเวลาก่อนขึ้นชก ต่อให้เธอไม่อยากกลับ แต่คงไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว

“มีอะไรอีกไหมคะ?” เวลารู้สึกล้าเต็มที ตอนนี้สมองของเธอมันไม่แล่น ไม่มีแรงจะไปขัดขืนความต้องการอันแรงกล้าของครอบครัว

“ไม่มีแล้วจ๊ะ น้องจะเอาสาลี่หิมะไหมลูก? ป้าแตเค้าเพิ่งกลับจากเกาหลี ซื้อมาสองลัง เห็นว่าถ้าเราจะเอาเค้าจะแบ่งให้ แม้เลยมาถามน้องก่อน”

“ไม่เอาค่ะแม่ ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่มแล้วนะคะ” ดวงตาคมกล้าลืมขึ้นก่อนหญิงสาวจะถอนใจออกมาอีกระลอก

“จ๊ะๆ ถ้างั้นเลิกงานแล้วรีบมานะ” ไม่วายยังกำชับตามประสามนุษย์แม่

“ค่ะแม่ เจอกันเย็นนี้ค่ะ” เวลาบอกลาก่อนจะวางสาย แล้วยกมือข้างหนึ่งมากุมขมับพลางบีบเฟ้น เพื่อคลายความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้าใส่ จนไม่เป็นอันทำการทำงาน

เย็นนั้นเวลากลับไปบ้านซึ่งอยู่ชานเมือง เป็นบ้านเก่าของคุณตา ที่ครอบครัวของเธอย้ายเข้ามาอยู่ หลังจากศาลพิพากษาให้พ่อกลายเป็นบุคคลล้มละลาย บ้านปูนสองชั้นที่แม้จะดูทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา ทว่าความกว้างของตัวบ้านก็บ่งบอกถึงฐานะครอบครัวของแม่ เมื่อย้อนกลับไปประมาณสามสิบกว่าปีก่อน

คุณตาเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่หอบเสือผืนหมอนใบเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เริ่มตั้งต้นขายก๋วยเตี๋ยว เก็บหอมรอมริบจนมีกิจการร้านรวง ขายตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนของใช้กระจุกระจิก สมัยนับเป็นเศรษฐีที่มีคนรู้จักและนับหน้าถือตา

แม่ของเธอเป็นลูกสาวคนสุดท้าย ที่เกิดกับคุณยายน้อย หญิงสาวหน้าคมจากหัวเมืองทางใต้ และหลักฐานทางชาติพันธ์ยังคงปรากฏชัดมาถึงรุ่นหลาน ดังจะเห็นได้จากเวลาและนาที ที่แม้จะมีผิวขาวเหลืองตามคุณตา แต่ก็มีนัยน์เนตรคมกลมโตตามอย่างคุณยาย

แต่เพราะคุณตาท่านมีภรรยาเยอะ ก่อนจะมาใช้ชีวิตอยู่กับคุณยายน้อยของเวลา ท่านมีภรรยามาแล้วถึงแปดคนด้วยกัน ไม่ต้องนับไปถึงลูกและหลานอันเกิดจากภรรยาคนก่อนหน้า ที่ขนาดเวลาโตมาจนอายุใกล้ๆจะเหยียบเลขสาม เธอยังนับญาติตัวเองได้ไม่หมด และเพราะญาติเยอะนี่เอง ที่ทำให้การแบ่งสันปันส่วนของทรัพย์สมบัติกลายเป็นเรื่องวุ่นวายหลังคุณตาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกับคุณยายน้อยที่ชลบุรี

แม่เป็นลูกคนเดียวของคุณตาและคุณยายน้อย และเพราะตอนนั้นดันหนีการแต่งงานกับลูกชายเจ้าของโรงงานปลากระป๋อง ที่ทางคุณตาหมายมั่นจะได้มาเป็นเขย เมื่อแม่มาอยู่กับพ่อเพราะชอบพอกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ประจวบเหมาะกับคุณตาและคุณยายน้อยเสียอย่างกะทันหัน บรรดาเฮียๆเจ๊ๆของแม่จึงได้ถือโอกาสแบ่งสันปันส่วนโดยไม่บอกกล่าว ก่อนจะยกบ้านหลังเก่าของคุณตาเอาไว้ให้เป็นมรดกตกทอดชิ้นเดียวและชิ้นสุดท้าย

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพอครอบครัวของเธอล้มละลาย บรรดาพี่ๆจึงไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะคงต้องเท้าความขึ้นไปอีกไกล ว่าความรักความริษยานี่นับเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ อีกทั้งคุณยายน้อยที่เป็นภรรยาคนไทยเพียงคนเดียวของคุณตา ก็ทำให้บรรดาลูกๆและเมียคนก่อนๆ มักจะเขม่นเอาอยู่บ่อยๆ

ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน เวลามักจะนึกไปถึงภาพของคุณตาและคุณยายน้อยที่โถงกลางบ้านเสมอ และเมื่อเดินผ่านเธอมักจะโค้งศีรษะลงด้วยความรู้สึกเกรงระคนนับถือ ตัวตึกข้างในปูด้วยหินอ่อนและแต่งขอบด้วยไม้สัก ผนังด้านหนึ่งของโถงกลางถูกทำให้เป็นตู้โชว์ขนาดมหึมา เพื่อบรรจุโล่เกียรติคุณของนาทีที่มีมากจนนับไม่ถ้วน

“มาแล้วเหรอลูก เดี๋ยวรอพี่ทีอีกหน่อย เมื่อกี๊บอกออกจากโรงพยาบาลแล้ว” แม่เดินเข้ามาหาพลางเหยียดยิ้มกว้าง มือคล้องเอวลูกสาวเบาๆอย่างเอื้อเอ็นดู

“พ่อล่ะคะ?” เวลาถามพลางสอดสายตามองหาไปรอบๆ

“นั่งอ่านหนังสืออยู่บนห้องแหนะ เดี๋ยวคงลงมา น้องมาช่วยแม่จัดอาหารหน่อยสิ” ไม่พูดเปล่า มือเล็กของแม่เหนี่ยวเอวของเวลาให้เดินตามกันเข้าไปในครัว

ร่างระหงเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย ในมือยังคงถือถุงขนมบัวลอยที่แม่สั่งเอาไว้ด้วย ครั้นเข้าไปในครัวก็พบว่ากล่องอาหารมากมายวางเรียงรายอยู่บนเคาน์เตอร์กลางห้องครัว

“หมดนี่เลยเหรอคะแม่?” เวลาวางถุงบัวลอยก่อนจะยกกล่องอาหารขนาดใหญ่ขึ้นมาดู พลางขมวดคิ้วมุ่น

“จ๊ะ พี่ทีเค้าคงเห่อจัด” มารยาหันมายิ้มกว้าง ขณะเริ่มเลือกหยิบจานจากในตู้ออกมาอย่างอารมณ์ดี

“แค่ห้าคนจะกินหมดได้ยังไง” เวลารำพันเบาๆกับตัวเอง แต่ก็รับจานจากแม่มาจัดแต่งแต่โดยดี

ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ก็ดังแล่นเข้ามาในบ้าน ก่อนจะดับลงที่โรงจอดรถใกล้กับครัว เงาร่างของพี่ชายเดินออกมาจากโรงรถด้วยสีหน้าระรื่น เขาเดินเข้ามาทางประตูครัว ทำให้สองพี่น้องหน้าละหม้ายทว่าต่างเพศได้เจอกันในรอบหลายเดือน

“คิดว่าจะมาไม่ได้ซะอีก” นาทีเอ่ยทัก ก่อนจะเดินมาดูการย้ายอาหารออกจากกล่องใส่จานของแม่และน้องสาว

นายแพทย์นาทีนั้นมีใบหน้าละหม้ายคล้ายเวลาอยู่หลายส่วน ดวงตาคู่คมวาววับนั้นคล้ายจะถอดแบบกันมาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าอีกฝ่ายนั้นคมสันอย่างชายชาตรี ผิดกับเวลาที่มีความพริ้งเพราอย่างสตรีเพศ แต่ยามอยู่ใกล้กันแล้วไม่ต่างไปจากภาพแกะสลักชัดยอดจากปรมจารย์ชั้นครู

“มะปรางไปไหนครับแม่?” นาทีถามก่อนจะหันหลังกลับไปทางซิ๊งค์ มือหนายื่นไปเปิดก๊อกน้ำก่อนจะเริ่มล้างมือด้วยสบู่เหลวฆ่าเชื้อ

“อยู่บนห้องมั้งจ๊ะ แม่ยังไม่เห็นเลยตั้งแต่เช้า คงจะเพลียๆนั่นแหละ คนท้องน่ะเนอะ” แม่ตอบยิ้มๆ นัยน์ตาดูเต็มไปด้วยความสุขอย่างล้นเปี่ยม

เวลาก้มลงย้ายปลากะพงตัวใหญ่ใส่จานเงียบๆ แม้ในใจจะนึกบริภาษพี่สะใภ้อยู่ในที เพราะตัวเองเป็นคนขยันและชอบหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเจอคนที่เช้าจนถึงเย็นสามารถนั่งและนอนเล่นอยู่ในห้องนอนได้โดยไม่ออกมาพูดจาพบเจอใครๆ จนกว่าสามีจะกลับมาบ้าน

ส่วนเรื่องงานปัดกวาดเช็ดถูอย่างที่สะใภ้บ้านอื่นเขาทำกัน จนถึงทุกวันนี้แม่ของเธอยังต้องรับหน้าที่นั้นอยู่เลยด้วยซ้ำ เวลาได้ยินชื่อของพี่สะใภ้ก็อดจะส่ายศีรษะอย่างเอือมๆไม่ได้

“แล้วนี่ท้องกี่เดือนแล้วนะคะ?” เวลาหันไปถามพี่ชายที่กำลังยืนเช็ดมืออยู่หน้าซิ๊งค์

“เกือบจะสองแล้ว อีกเดือนเดียวก็จะรู้เพศแล้วล่ะ เวก็เคลียร์ตารางให้ว่างไว้นะ เดี๋ยวจะมีปาร์ตี้เฉลยเพศที่บ้าน” นาทีหันมาระบายยิ้มกว้าง

ทุกคนดูมีความสุขกับข่าวการตั้งครรภ์ของมะปราง ตัวเวลาเองก็ไม่ใช่คนใจมารใจยักษ์ เธอรู้ว่าพี่ชายจะมีลูกย่อมตื่นเต้นและอยากจะเห็นหลาน ทว่าพอนึกไปถึงจำนวนหนี้สินของครอบครัวที่ ‘ทุกคน’ กำลังแบกรับ ความดีใจที่จะมีหลานก็ลดน้อยลงไปเป็นเท่าตัว

พอจัดโต๊ะจนเสร็จ พ่อกับมะปรางก็ลงมาจากชั้นสอง พ่อนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่และคมเข้มอย่างชายไทย แม้อายุจะล่วงเลยเข้าเลขห้า ทว่าความคมสันยังเด่นชัด พอให้เดาได้ถึงใบหน้าในตอนหนุ่มๆ ว่าจะต้องมีสาวๆมาติดพันมากมายอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนมะปรางไม่นับว่าสวยเด่น เธอเป็นผู้หญิงผิวขาวผ่อง รูปหน้าเรียวเล็กและดูอมโรค คิ้วสีอ่อนขึ้นรางเลือนพาดเฉียงเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตของเธอเมื่อมาอยู่บนใบหน้าที่เรียวเล็กยิ่งทำให้ดูซูบผอม ยิ่งยามอยู่ใกล้กับเวลา มะปรางก็ไม่ต่างจากตัวประกอบฉากที่ไร้ความน่าสนใจ

“เออ นี่ แล้ววันไหนจะไปดูคอนโดกันล่ะ เพื่อนพ่อเค้าถามมาน่ะ เค้าจะได้ล็อควันเอาไว้ให้ พอบอกว่าลูกจะไป เค้าก็บอกพ่อว่าจะพาไปดูด้วยตัวเองเลยนะ” ขณะที่กำลังนั่งคุยสัพเพเหระเพื่อรอให้อาหารย่อย พ่อก็เปิดประเด็นพูดคุยที่ทำเอาเวลาหูผึ่งในทันที

“ช่วงนี้ยังไม่ค่อยว่างครับพ่อ น่าจะเป็นเดือนหน้า ยังไงพ่อช่วยบอกคุณอาให้หน่อยนะครับ ผมจะรีบเคลียร์เวรให้เร็วที่สุด” นาทีตอบด้วยน้ำเสียงพินอบพิเทา ความอ้อนน้อมของพี่ชายนั้นนับเป็นสิ่งที่เวลานึกชื่นชมอยู่ในที

“ได้ๆ” พ่อคว้าแก้วน้ำขึ้นกระดกดื่ม นัยน์ตาของท่านยังปริ่มสุข

“พี่จะซื้อคอนโดเหรอ?” เวลาถามข้ามโต๊ะ ดวงตามิอาจปิดแววสงสัยของตนเอาไว้ได้

“อืม” นาทีพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอื้อมหยิบแก้วน้ำขึ้นมากระดกดื่มบ้าง

“เป็นคอนโดของเพื่อนพ่อเค้าน่ะ” แม่ที่นั่งอยู่ข้างๆเวลา ช่วยตอบอีกแรง

“คอนโดนั้น ห้องเกือบร้อยตารางเมตร ราคาสิบล้านอย่างนี้หาซื้อไม่ได้แล้วนะ นี่เค้าเห็นว่าเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียน ก็เลยขายให้แบบคนกันเอง” พ่อยื่นมือไปตบไหล่นาทีเบาๆ

“สิบล้านเลยเหรอคะพ่อ?” เวลาหันไปถามเสียงค่อย พยายามกดน้ำเสียงไม่ให้แสดงอาการตกใจหรือไม่พอใจออกมา

“อืม หรือน้องว่างไปดูแทนพี่ทีเค้าหน่อยสิลูก” พ่อหันมามอบหมายงานให้เธอหน้าตาเฉย

“คอนโดอะไรคะ?” ใจเวลาคันยุบยิบเต็มที อยากจะเอ่ยปากขัดแต่ยังอยากได้รับข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อน

“ซันไรส์ อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาลพี่เค้านั่นแหละ”

สมองของเวลาประมวลผลทันที คอนโดนั้นอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่พี่ทำงานอยู่มาก สามารถเดินไปกลับตอนลงเวรยังทำได้ ทว่าด้วยภาระหนี้ของที่บ้าน เวลากลับรู้สึกว่าเหมือนทุกคนจะลืมความสำคัญเรื่องนี้ไป

“แต่การเงินบ้านเราตอนนี้...”

“พูดอะไรอย่างนั้น พี่เค้าหาเงินได้เยอะแยะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกน่า” ไม่รอให้เวลาพูดจนจบประโยค พ่อก็ตัดบทเสียจนหญิงสาวไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา

หาเงินได้เยอะแยะน่ะใช่ แต่ตอนนี้พี่กำลังจะมีลูก เวลาไม่มั่นใจว่าพี่จะสามารถกันเงินสำหรับชำระหนี้ เหมือนอย่างแต่ก่อนได้ เพราะเงินส่วนหนึ่งต้องไปลงที่แม่และเด็ก แล้วหากมีภาระคอนโดเข้ามาเพิ่ม สถานการณ์การเงินของบ้านเธอได้เข้าขั้นวิกฤตแน่ๆ

ฝ่ามือเย็นเฉียบของแม่ ยื่นมากุมมือของเวลาที่วางอยู่บนหน้าขา หญิงสาวหันไปมองก็พบว่าผู้เป็นแม่กำลังผลิยิ้มน้อยๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆจนแทบจะสังเกตไม่ได้

เวลาจึงตระหนักในตอนนั้นเองว่าเธอไม่ควรเอาเรื่องเข้าไปขวางแม่น้ำที่กำลังเชี่ยวกราก จึงปล่อยให้พ่อและพี่ชายเปลี่ยนเรื่องสนทนา และทำเหมือนประโยคก่อหนี้เพิ่มของพี่ชายไม่เคยถูกเอ่ยขึ้นมาก่อน

หญิงสาวระบายลมหายใจออกมาอย่างอัดอั้น นอกบ้านนั้นเธอแกร่งกล้าและกล่าววาจาโพงพางได้อย่างไม่เกรงใคร ทว่ากับครอบครัวเธอไม่กล้าแม้จะกระทบกระทั้ง

เธอแคร์ครอบครัวมากจริงๆ แคร์มากจนยอมยก 75 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนให้แบบไม่ตระหนี่ เธอเพียงหวังให้ครอบครัวหมดหนี้สินในเร็ววัน....

แต่คล้ายจะมีแค่เธอที่ตระหนักอยู่เพียงฝ่ายเดียว

 

------------------------------------------

วันนี้มาช้า ทำงานเสร็จยังต้องตามติดสัมภาษณ์นู้นนี่ ไรท์เตอร์สายบันเทิงต้องขออภัยในความล่าช้านะคะ

มาตอนเดียวก่อนน๊าาา ขออนุญาติดึงเกมส์ กลัวจะไม่มีตอนให้ลงแง๊ พอลงครบ 100% ของตอน 5 ทีนี้ต้องรอกันยาวๆไปถึงตอนประกาศรางวัลเลยฮับบบ

สำหรับวันนี้ สวีดัดงับ ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพร่างกายด้วยนะคะ รักและเป็นห่วงมากๆจ๊า รักแหละ

อ่อ ที่เพจ ละอองอาย มีกิจกรรมแจกหนังสือ 10 รางวัลเลยนะคะ ไปร่วมกิจกรรมด้วยกันได้นะคะ อยากแจกม๊ากมากกก

ความคิดเห็น