ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ยี่สิบห้า เริ่มต้นการณ์ใหญ่

ชื่อตอน : ตอนที่ยี่สิบห้า เริ่มต้นการณ์ใหญ่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2563 10:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ยี่สิบห้า เริ่มต้นการณ์ใหญ่
แบบอักษร

ตอนที่ยี่สิบห้า เริ่มต้นการณ์ใหญ่

 

เราจะสามารถจัดการระบบราชการได้อย่างไร? ก็ด้วยระบบราชการ

 

เราจะสามารถจัดการกับคนที่ชอบพูดพล่ามได้เชลียร์ได้อย่างไร? ทำได้โดยการให้พวกนี้จดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร

ผมตบไหล่หวังม่อ

“เจ้ามีปัญญา วาทศิลป์ที่ดีมากหวังม่อ

ต่อไปนี้เจ้ามีหน้าที่จดบันทึกเรื่องที่พวกเราได้เรียนรู้ในแต่ละครั้ง”

“จะ..จดบันทึก..ข้า?”

ผมผงกศีรษะมองหน้าที่แปลกใจของหวังม่อ

“ข้ามองเห็นความสามารถในตัวของเจ้าที่สามารถกระทำได้ โลกนี้มีนักปราชญ์มากมายที่สืบทอดความรู้ วาทศิลป์ของตนให้กับชนรุ่นหลังรับรู้ ข้ามองเห็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเจ้าหวังม่อ

ด้วยการจดบรรทุกของเจ้าเราจะรวบรมที่เจ้าเขียนเป็นบันทึกและตีพิมพ์ให้พวกเราทุกคนได้อ่าน

เจ้าจงเป็นหนึ่งในนักปราชญ์ที่จารึกชื่อไว้ในงานเขียนหวังม่อ”

หวังม่อ

น้ำตาซึมและโขกหัวลงอีกครั้ง

คนโลกนี้ชอบโขกหัวกันทุกทีหรือไงนะ

“นายน้อยชี้ทางแจ่มแจ้งกระจ่างชัดแก่ข้า ข้าจะไม่ทำให้ท่านและทุกคนผิดหวัง

คำพูดของท่านข้าจะจดจำทุกคำและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร”

“ดีมาก ทำเพื่อตัวเจ้าเองเถอะ ให้เจ้านึกเองว่าเจ้าคือนักปราชญ์ผู้หนึ่งที่จะสืบทอดความรู้แก่ชนรุ่นต่อไป”

“สายตาของนายน้อยช่างกว้างไกล หวังม่อรับคำสอน”

เอ๋ โลกนี้การตีพิมพ์หนังสือมันแปลกหรือนี่? ก็เห็นมีวัฒนธรรมการอ่านตำราเยอะนี่นา

หรือเพราะเรามาจากยุคที่หลายคนตีพิมพ์หนังสือได้ง่ายกว่า เลยไม่เข้าใจคนพวกนี้?

จากความทรงจำของหวังลี่ ก็มีคนตีพิมพ์งานเขียนเรื่องเล่าร้านตลาดอยู่เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บัณฑิตจะวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ

หวังม่อน่าจะกลายเป็นคนคล้ายๆซิเซโร่แห่งต้าฉิน(โรมัน) ที่ในยุคสมัยเดียวกันมองเป็นคนพูดมากคุยโว

แต่หนังสือจากความพูดมากคุยโวของเขาคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยมที่ทำให้เราได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรต้าฉินในภายหลัง..แหงล่ะ คนปรกติไม่มีทางเขียนจดหมยที่บรรยายชีวิตประจำวันไว้ในขณะนั้นหรอก ยิ่งเป็นช่วงที่การเขียนต้องลงกระดาษของสมัยก่อนและไม่มีอุปกรณ์การเขียนที่สะดวกอย่างสมัยปัจจุบัน

ที่ผมทำก็แค่หลักการวารสารใบบอกของชุมนุมลูกเสือเท่านั้นล่ะ

ผมวางแผนจะค่อยเอาแนวความรู้ทั่วไปการแก้ปัญหาและอาจจะสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับศิลปวิทยา ดนตรีกาล ปัญหาคณิตศาสตร์ อะไรลงไปด้วย

เพื่อให้สมกับเป็นหนังสือติดตัวของลูกเสือที่จะมีขนาดเล็กๆพกพาสะดวก

ใส่แนวคิดหน้าที่พลเมือง สัญลักษณ์ต่างๆลงไปก็น่าจะใช้ได้

การฝึกของผมกับพวกนี้ตอนแรกๆก็อาศัยความเรียบง่าย

พวกนี้ทักษะร่างกายดีอยู่แล้วที่ผมฝึกจึงเป็นเรื่องของการปะสานงานกันเป็นหมู่คณะ การช่างสังเกต การแก้ปัญหาเชาว์ต่างๆมากกว่า

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็อาจจะต้องมี

แต่เรื่องไหวพริบพวกนี้อาจจะต้องค่อยๆฝึกไป

อย่างที่บอกมันต้องอาศัยระยะเวลา

พวกนี้ก็เรียกว่าฟังคำสั่งได้ดีกว่าที่คิด

ผมตั้งให้อี้จิงเป็นผู้บังคับบัญชาและตรวจดูคนพวกนี้ฝึกและนั่งบ่มเพาะพลังไปด้วยพร้อมกับชี้แนะในบางครั้งแต่พยายามไม่ชี้แนะมากเกินไป

แต่จะค่อยๆให้อี้จิงสั่งงานพวกนี้เองมากกว่า

อี้จิงมีทักษะในการบัญชาการรบได้ แบบไม่เคยบัญชาการมาก่อนในตอนหลังที่บัญชาการยึดเมือง

ไม่รู้ว่าคนเขียนคิดอย่างไร แต่คนที่มีพรสวรรค์ระดับการบัญชาการรบได้ทันทีนี่มันระดับ อเล็กซานเดอร์มหาราชหรือไม่ก็ฮันนิบาล ขงเบ้งเท่านั้นล่ะ

ผมไม่เก่งด้านการรบขนาดนั้นแต่คิดว่าจะค่อยๆเพิ่มทักษะการสั่งการตั้งแต่ระดับหน่วยสิบเช่นนี้ไปก่อน

ผมลองตั้งโจทย์คำถามและให้อี้จิงบัญชาการและให้พวกบุตรพยัคฆ์ทำตาม

ทำในรูปแบบของการละเล่น

“พวกเจ้าจะย้ายคนเคลื่อนไหวจากทางตะวันออกมาทางตะวันตกได้อย่างไร?”

“การลอบขนคนเข้าผ่านเวรยามเจ้าจะทำอย่างไร?”

“ศัตรูมีจำนวนไม่แน่นอนเจ้าไม่ทราบแน่ชัดจะใช้วิธีอย่างไร?”

ผมตั้งโจทย์ต่างๆเหล่านั้นและลองให้อี้จิงสมมุติการบัญชากรและเข้าตี

และผมค่อยๆสอบถามเธอว่าทำไมเธอจึงคิดแผนการเช่นนั้นและด้วยเหตุผลเช่นไร

และให้หวังม่อที่เป็นอาลักษณ์จดบันทึกไว้

ในวันนั้นผมก็ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆว่าพวกอัจฉริยะที่มีเชาวน์ปัญญาไหวพริบดีนี่มีแนวคิดอย่างไร

ซึ่งผมเองก็ได้เรียนรู้อย่างมาก

แม้แต่หวังม่อเองก็เรียกว่าหัวไวกว่าผมนั่นล่ะ

แค่ผมมีข้อได้เปรียบด้านสมองที่บ่มเพาะเพิ่มพลังสมองมากกว่า

อาจจะเรียกว่าผม”โง่ได้เร็วกว่า” พวกสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ก็ว่าได้

ผมต้องยอมรับว่าแผนการหวังม่อ ก็อาจจะสำเร็จหากไปใช้กับคนอื่นๆที่ไม่ใช่ดวงสวรรค์ส่งมาเกิดอย่างนางเอกหรือฉลาดระดับสัตว์ประหลาดดูดินฟ้ามหาสมุทรได้แบบบางตัวละครในเรื่อง

หากจะแข่งกับพวกนี้ได้ ผมต้องก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ไปเท่านั้น..ซึ่งผมก็พอมีแนวทางอยู่ แต่จะค่อยๆทดลองไปทีละนิดเพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด

อวิชชาแดนไซฮก เน้นการปรับพื้นฐานที่หนักแน่นอยู่แล้ว

“พวกเจ้าทำได้ดีมาก ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะปฏิบัติตนอย่างนี้สม่ำเสมอได้ทุกวัน”

ผมพยายามไม่ฝึกพวกเขาจนเหนื่อย

ความที่เป็นคนขี้เกียจหมายความว่าผมพยายามจะจัดตารางเวลาการฝึกที่มีประสิทธิภาพที่สุดและพยายามหาการฝึกที่พวกเขาไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ

“หวังม่อจดบันทึกการเรียนวันนี้และวันพรุ่งนี้เราจะเอาที่เราเรียนวันนี้มาบันทึกทบทวนกัน”

“ทราบแล้วนายน้อยพวกเราจะติดตามนายน้อยเพื่อทำการใหญ่ให้สำเร็จ

“พวกเราจะติดตามนายน้อยเพื่อทำการใหญ่ให้สำเร็จ”

หวังม่อเอ่ยนำและคนอื่นๆก็เอ่ยตามอย่างเป็นลูกคู่ หรือหวังม่อมันจะนำคนเก่งจริงๆ

ว่าแต่การใหญ่อะไรฟะ?

..

ในห้องประชุมลับของผู้อาวุโสประจำตระกูล ในห้องหินอ่อนขาวที่แม้แต่หนู และมด สักตัวก็ลอบเข้าไปไม่ได้

หนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมีรูปพยัคฆ์อยู่ตรงหน้าปกทำเอาผู้อาวุโสในตระกูลที่มาประชุมกันถึงกับครุ่นคิด

ผู้อาวุโสเคราขาวคนหนึ่งระบายลมหายใจจากปาก

“ฟู่...คนหนุ่มใจร้อน ทำอะไรไม่เกรงฟ้าดิน”

แต่ใบหน้ากลับยิ้มแย้มต่างจากคำพูด

ชายที่เคราสั้นสีดำอีกคนหนึ่งกล่าวสัพยอก

“พี่ฟู่ฉาง ก็คงถูกใจแต่อย่างที่ข้าบอกพวกเราเตรียมการยังไม่พร้อม”

ชายชราอีกคนหนึ่งถือลูกกลมทองคำที่มือหลับตาหมุนลูกกลมทองคำไปมาลืมตาขึ้น

“ไม่เหมาะกับสถานการณ์ แต่ข้าหาช่องโหว่ของหนังสือและแผนการของหวังลี่ไม่พบเจอ ไม่ธรรมดาจริงๆ”

“แม้แต่กระดานทองคำอย่างท่านยังคำนวณไม่พบช่องโหว่คงไม่ธรรมดาจริง”

ชายผมสีแดงอัคคีอีกคนหนึ่งกล่าว

พวกเขาคือเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลที่จะมาปรึกษากันเมื่อมีเรื่องราวในตระกูล

แต่ละคนออกความเห็นมีแต่จ้าวตระกูลหวังอ้าวที่มักจะเงียบเฉย

ก๊อก ก๊อก

เสียงนิ้วเคาะโต๊ะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าจ้าวตระกูลกำลังจะพูด ทุกคนก็จะหยุดเงียบพร้อมจะทำตามการตัดสิน

“อย่างที่ตามกฎของตระกูลเราไม่ก้าวก่ายการคัดเลือกของพวกผู้เยาว์ “ ความหมายที่รู้กันคือไม่ช่วยเหลืออย่างออกหน้าทุกคนก็รู้ในใจดีแต่ไม่พูดออกมา

“หวังลี่ ต้องการตรากฎ สร้างระเบียบใหม่ พิชิตด้านแนวคิด แนวทางทั้งเถรตรงและเจ้าเล่ห์ พวกเราหาช่องโหว่ตำหนิเขาไม่ได้ ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องตำหนิ พวกเราจับตาดูต่อไป

หน้าที่ของพวกเราเหล่าไม้ใหญ่ มีหน้าที่ให้ร่มเงาแก่รุ่นหลัง คนหนุ่มผิดพลาดก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร หน้าที่ของพวกเรามีอย่างเดียวเท่านั้น จับตาดูว่ามีการทำผิดกติกาหรือไม่เท่านั้นเอง”

“ทราบแล้วท่านจ้าวตระกูล”

ทุกคนรับคำโดยพร้อมเพรียงกัน

เฮ้อ คนเขียนหนังสือได้คือคนที่จะตั้งตนเป็นเจ้าสำนัก แนวคิดหนึ่ง ประกาศแนวคิดไม่กลัวฟ้าดินเช่นนี้ ช่างสมกับเป็นคนหนุ่มที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ

แต่อำมาตย์หวังคิดในใจ

พวกเราหวังจะพลิกฟ้าคว่ำดิน หากไม่มีความตั้งใจแบบนี้ คงไม่สามารถก่อการใหญ่ได้

หวังว่า หวังลี่จะไม่เข้ามาหาพวกผู้อาวุโสเร็วเกินไปเมื่อเจอปัญหานะ ฮา ฮา

ผู้อาวุโสแม้จะมีหน้าเคร่งเครียดแต่ก็รู้สึกดีมากกว่า

คนหนุ่มหากขาดแม้แต่ความคิดจะมุ่งก้าวไป คงไม่สามารถทำการณ์ใหญ่ใดได้ ตอ่ให้หวังลี่พลาดก็แสดงความมุ่งมั่นให้ผู้อาวุโสเห็นแล้ว

ผู้อาวุโสวางแผนว่าหากพลาดจะคอยช่วยหวังลี่ให้มีความถ่อมตนมากขึ้นแทน ส่วนความสำเร็จ ต่อให้คนที่เข้าข้างหวังลี่ที่สุดยังไม่กล้าฝันถึง มันยิ่งกว่าความฝันอันเลื่อนลอย

บัณฑิตหลายร้อยสำนักทั่วแผ่นดิน

แนวทางที่คงอยู่ได้คือแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าแข็งแกร่งพอ ไหนเลยหวังลี่จะรอดจากแรงกดดันจากพวกนั้นได้?

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว