email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่ห้า (ช่วงกลาง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

ชื่อตอน : บทเรียนที่ห้า (ช่วงกลาง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ธ.ค. 2563 10:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่ห้า (ช่วงกลาง) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ
แบบอักษร

บทเรียนที่ห้า (ช่วงกลาง)  

คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ 

[Phai Natee]  

 

 

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะที่ผมมาเฝ้ารอใครคนหนึ่งเกือบทุกค่ำคืน เด็กที่ผมเองก็นึกไม่ถึงว่าจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกได้มากมายขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่ามันฉลาดเรื่องเรียนก็คงใช่มั้งสอนเนื้อหาอะไรไปก็จดจำได้หมดแต่มันกลับซึนและอึนในเรื่องของการใช้ชีวิตสุด ๆ แสนดีเกินไปจนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของใครต่อใครเอาซะเลย ยิ่งถ้ามันได้ไว้ใจใครไปแล้วละก็มีเท่าไหร่ก็ให้ใจหมดจนผมแอบที่จะอดกังวลกับอนาคตของมันไม่ได้ 

 

ตั้งแต่วัน Open House ชมรมผมกับเพลงก็ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งที่เคยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะไม่มีวันเชื่อใจใครแต่สุดท้ายผมกลับตกลงไปในหลุมที่ตัวเองขุดขึ้นมาเองซะงั้น แถมยังเป็นคนเอ่ยปากรั้งไม่ให้ไอ้เพลงมันตัดใจจากผมอีก 

 

ความรู้สึกอึดอัดแบบนี้มันคืออะไรกันนะ ไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้เลยว่ารักเพลงรึเปล่าสมองพยายามจะต่อต้านแต่หัวใจกลับคิดถึงแต่มันเห็นแต่หน้ามันตลอดเวลา หวาดกลัวว่าสักวันมันจะหนีหายไปซะก่อน 

 

ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูตอนนี้ก็เกือบสามทุ่มแล้วช่วงนี้เพลงต้องซ้อมแสดงความสามารถพิเศษเลยทำให้กลับดึกเกือบทุกวันแล้วยังต้องกลับมาทบทวนบทเรียนกับผมอีกเพราะหลังประกวดก็มีสอบต่อเลย ถ้าคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ตั้งแต่เทอมแรกมีโอกาสสูงมากที่จะเรียนไม่จบ ดังนั้นตอนปีหนึ่งที่เนื้อหายังไม่ยากมากจำเป็นที่จะต้องเก็บเกรดดี ๆ เอาไว้ให้เยอะที่สุด 

 

พายุแม่งก็บ้าบออะไรไม่รู้ทำไมต้องบังคับไอ้เพลงมันเข้าแข่งขันพวกนี้ด้วยวะ 

 

“ไงไอ้พราย!” พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา 

 

...พายุ บุคคลที่สมควรจะขึ้นทะเบียนวายร้ายอันดับต้น ๆ ของโลกที่ผมเคยรู้จักมา เจ้าแผนการแยบยลและร้ายกาจถ้าใครได้เป็นเพื่อนก็ถือว่าโชคดีเหมือนถูกล็อตตารี่รางวัลที่หนึ่งแต่ถ้าคิดจะไปเป็นศัตรูกับมันละก็ชีวิตจะเหมือนกับตกนรกเลยเชียวแต่มันก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือไปทำร้ายใครก่อนหรอกนะครับ มันเป็นคนที่ค่อนข้างมีเหตุผลทีเดียวล่ะ ยิ่งกับคนที่มันรักแล้วคือพร้อมเปย์มากเรียกว่าไม่ต้องขอเองเลยมันจะจัดการให้ทุกอย่าง 

 

“วันนี้มึงไม่ไปตามเฝ้าน้องมันรึไง?” 

 

หึ เวลาผมพูดถึงเด็กที่ชื่อหินทีไรไอ้พายุเป็นต้องขมวดคิ้วออกมาทุกที มันทั้งตามไปเฝ้าที่ร้านนวดที่เด็กคนนั้นทำงานพิเศษอยู่แถมพักหลังก็ขับรถมาส่งไอ้หินที่คณะเกือบทุกเช้า ก็เข้าใจอะนะว่ามันรักของมันแต่ผมก็ไม่รู้หรอก ว่าทำไมพายุถึงรักกับคนที่เพิ่งเคยเห็นหน้าได้ไม่ถึงสองเดือนขนาดนี้ ต่อให้ถามไปมันก็คงไม่ยอมบอกผมแน่เพราะพายุมันเป็นคนปากหนักจะตาย 

 

“ไปมาแล้ว ไอ้หินตอนนี้มันกลับถึงห้องแล้วล่ะแต่ไอ้ลูกค้าคนสุดท้ายของมันนี่ดิดันเป็นผู้ชายหน้าตาดีแถมยังเสือกนวดน้ำมันอีก กูเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วว่ะพราย” 

 

“ทำไมมึงหึงมันรึไง น้องหินน่ะกูดูยังไงมันก็เป็นพวกรักเดียวใจเดียวมึงไม่ต้องไปหึงมันหรอกน่า” 

 

“หึงก็ส่วนนึงแต่กูห่วงมากกว่า ตัวก็เล็กนิดเดียวเกิดมันโดนพวกหื่นลวนลามจะทำยังไงวะจะให้กูพูดเดี๋ยวก็จะกลายเป็นกูเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของมันอีกแค่คิดก็โคตรหงุดหงิดแล้วว่ะ” แน่ละสิมึงต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดาอยู่แล้วปกติมีแต่คนเข้าหาพายุมันแต่เด็กคนนี้กลับวิ่งหนีพายุแทนซะงั้น กว่าจะจับได้อยู่หมัดก็เล่นเอาซะเดือดร้อนไปทั้งมหา’ลัยเรียกว่าแค่วันเดียวคนทั้งมอก็รู้กันหมดเลยว่าพายุมันตามจีบเด็กผู้ชายอยู่ 

 

แต่ก็ช่างเถอะอย่างน้อยเงินที่ผมพนันข้างไอ้หินไว้ก็ไม่เสียเปล่า ดูก็รู้ว่าคนอย่างไอ้พายุมันยอมเด็กคนนี้ขนาดไหนถึงปากบอกจะตามล่า สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนปล่อยน้องเขาไปแล้วยอมรับความพ่ายแพ้ไปเองอยู่ดี 

 

“เออ ว่าแต่นี่มึงมารอไอ้เพลงเหรอเข้าไปข้างในพร้อมกันไหม?” เป็นอีกครั้งที่ผมส่ายหน้าปฏิเสธพายุมัน ผมอยากให้ไอ้เพลงมันมีสมาธิกับการฝึกซ้อมโดยไม่ต้องมาห่วงว่าผมจะรอนานรึเปล่า 

 

“มึงนี่น้า ทำอย่างกับเด็กมัธยมเอากันจนตึกกูจะถล่มอยู่แล้ว ยังไม่เชื่อใจในตัวไอ้เพลงมันอีกเหรอวะกูกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าน้องรหัสกูคนนี้น่ะมันไม่มีทางทำให้มึงต้องเสียใจแน่และเท่าที่กูดู มันก็มองหาแต่มึงคนเดียวนั่นแหละ” 

 

“กูไม่ได้กลัวว่ามันจะทำกูเสียใจพายุ...กูกลัวว่ากูต่างหากที่จะเป็นคนทำให้มันต้องเสียใจ” ยังมีอีกหลายเรื่องที่เพลงมันยังไม่รู้เกี่ยวกับผมส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากความทิฐิที่โง่เขลามั่นใจว่าตัวเองเก่งเอาตัวรอดได้...แต่เด็กก็คือเด็กไม่มีทางที่จะรู้เท่าทันคนอื่นไปซะหมดหรอก 

 

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากให้เพลงมันต้องพลาดเหมือนกับที่ผมเคยเป็น 

 

“แล้วแต่มึงละกันพรายเดี๋ยวไอ้เพลงมันก็คงเลิกซ้อมแล้วกูเข้าไปดูมันก่อนนะ” 

 

“อืม” 

 

ได้แต่มองตามหลังพายุเดินเข้าห้องกระจกไป 

 

ตึง! 

 

เสียงการแจ้งเตือนของแอปพลิเคชันไลน์ดังขึ้นจนผมต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและยิ่งเห็นคนที่ส่งข้อความมามันยิ่งทำให้เหมือนกับลมหายใจของผมแทบจะหยุดนิ่งเสียให้ได้ 

 

The Lion King 

ว่าไง มีความสุขดีอยู่รึเปล่าพราย 

 

...ไอ้คิง! สมองมันกลับสั่งให้ผมโต้ตอบไปในทันที 

 

Phai Natee 

ดีกว่าที่ต้องอยู่กับคนชั่วแบบพวกมึงนั่นแหละ...ตามหากูเจอได้ยังไง? 

 

The Lion King 

บังเอิญเด็กกูมันเห็นมึงน่ะ ใส่ชุดนักศึกษาแล้วดูดีนี่หว่าไม่คิดที่จะกลับแวะเวียนมาหากูบ้างรึไงหรือว่าเอาแต่เวลาไปสนใจไอ้เด็กคนนั้น 

 

Phai Natee 

มึงหมายถึงใคร? 

 

The Lion King 

ก็เด็กคนที่มึงจูบในร้านเหล้าไง พักนี้มึงสองคนตัวติดกันตลอดเลยนี่หว่าเห็นแล้วคันไม้คันมือเป็นบ้า 

 

The Lion King 

*รูปที่ผมจูบกับเพลงครั้งแรกที่เจอกัน* 

 

The Lion King 

ลูกผู้ดีมีเงินซะด้วย ถึงจะมาจากบ้านนอกก็เถอะถ้าลองเอาขนมให้มันสักหน่อยน่าจะเป็นถุงเงินถุงทองของกูเลย มันชื่ออะไรนะ? เพลงใช่ไหม? คงจะเข้ากันดีสินะเพลงพราย 

 

ในที่สุดความผิดพลาดในอดีตมันก็กลับมาทำร้ายตัวผมแล้วคนที่ผมแคร์ที่สุดอีกแล้ว 

 

Phai Natee 

คิง...ถ้ามึงคิดจะแตะต้องเพลงแม้แต่นิดเดียว กูจะเป็นคนไปฆ่ามึงด้วยมือของกูเอง จำเอาไว้! 

 

The Lion King 

ถ้ากูไม่แตะต้องมันมึงจะให้อะไรกูวะพราย 

 

Phai Natee 

จะเอาอะไร? ไม่ว่าทางไหนมึงก็คงไม่มีทางเลิกยุ่งกับกูสินะ ยิ่งมีเรื่องไอ้เพลงเข้ามาเกี่ยว มึงยิ่งเอามาเป็นข้อต่อลองกูได้ตลอดแต่มึงคิดผิดไปอย่างหนึ่งคิง กูเองก็แค่หลอกใช้เด็กคนนั้นเหมือนกันเพราะฉะนั้นต่อให้มึงทำอะไรเพลงก็ไม่มีความหมายกับกูทั้งนั้น ดังนั้นมาทำเรื่องนี้ให้จบเลยดีกว่า 

 

The Lion King 

กูมีงานสำคัญที่ต้องให้มึงช่วย ของสำคัญที่ต้องทำให้กลับคืนรูปเดิมของมันและต้องมีความบริสุทธิ์ที่สุดซึ่งคนที่เก่งพอจะทำเรื่องนี้ได้ก็มีแค่มึงพราย หวังว่าจะเข้าใจความหมายของกูนะ 

 

Phai Natee 

เมื่อไหร่มึงจะหยุดทำลายชีวิตของคนอื่นซะทีคิง สักวันกรรมจะต้องตามทันมึงแน่ 

 

The Lion King 

หึ ถ้ากูกลัวคงไม่ก้าวมาถึงจุดจุดนี้หรอกที่สำคัญฮาร์ดดิสที่เก็บเรื่องเน่าเฟะของมึงไว้ก็อยู่ที่กู งั้นเอาเป็นว่านี่จะเป็นงานสุดท้ายของมึงละกันพราย จบงานนี้กูกับมึงก็แยกย้ายต่างคนต่างอยู่และกูก็จะคืนของสำคัญของมึงด้วย 

 

Phai Natee 

มึงมันเลวไม่เคยเปลี่ยนเลยคิง 

 

The Lion King 

อยากจะด่าอะไรก็ด่าไป ตอนนี้มึงก็ใช้เวลากับเด็กของมึงให้สนุกเถอะ แล้วเดี๋ยวกูจะติดต่อนัดหมายมึงอีกทีพราย อ้อแล้วกูก็ยังคิดถึงเนื้อขาว ๆ ของมึงอยู่เสมอนะ 

 

.... 

 

สารเลว! 

 

เรื่องที่แย่ที่สุดคือการที่เพลงถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยต่างหาก ผมไม่น่าพลาดจนไอ้คิงมันรู้ว่าผมอยู่ที่ไหนเลยทั้งที่คอยระวังตัวมาตลอดแท้ ๆ สุดท้ายก็หนีกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้ไม่พ้นถึงตอนนั้นจะถูกหลอก ถึงจะยังเด็กก็เถอะ 

 

ไม่ว่ายังไงก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ถ้าปล่อยเอาไว้เพลงจะต้องพลาดท่าเสียรู้ให้กับคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างไอ้คิงแน่ 

 

ครืด... 

 

“อ้าวพี่พรายมารอผมนานรึยังครับ” เพลงมันเปิดประตูเดินออกมาจากห้องซ้อมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเหมือนอย่างเคย 

 

สิ่งเดียวที่หวังคือขอแค่รักษารอยยิ้มของมันเอาไว้อย่างนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ 

 

“ไม่นานหรอก...กลับหอกันเลยไหม?” 

 

“ครับ” เด็กหนอเด็กโตแต่ตัวจริง ๆ 

 

เราทั้งคู่เดินมาที่จอดรถของคณะวิศวะ ช่วงหลังเพลงมักจะเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งผมที่คณะเสมอจนมันแทบจะเป็นเรื่องเคยชินของเราทั้งคู่ไปเสียแล้ว ช่วงเวลาที่กินข้าวเช้าด้วยกันค่ำคืนที่ต้องอยู่ด้วยกันเพื่อติวบทเรียนมันกำลังจะหมดลงไปในไม่ช้า 

 

สิ่งที่ผมพอจะทำเพื่อเพลงได้ในเวลาที่เหลืออยู่คือทำให้มันมีความสุขที่สุดและเมื่อถึงวันที่จำเป็นจะต้องจากลาก็ขอให้ผมเป็นคนสุดท้ายที่จะทำให้มันเจ็บปวดเพียงคนเดียวก็พอ 

 

บทเรียนสุดท้ายที่พอจะมอบให้เพลงได้คือภูมิต้านทานความเจ็บปวดแม้ว่าสุดท้ายเพลงจะเกลียดผมก็ตาม 

 

“พี่พรายเป็นอะไรรึเปล่าครับ สีหน้าพี่วันนี้ดูไม่ดีเลย” 

 

กึก! หน้าผากของเด็กตรงหน้าชิดติดมาที่หน้าผากของผมในทันทีที่พูดจบ ความรู้สึกเจ็บที่หัวใจจนแทบจะแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหวมันกำลังปะทุขึ้นอยู่ภายในหัวใจที่ด้านชา 

 

ไม่อยากเสียมันไปเลย...ไม่อยากให้มันต้องจบแบบนี้ 

 

“เพลงก่อนจะกลับหอ มึงช่วยพากูขี่รถเล่นแถวนี้หน่อยได้ไหม?” 

 

“อืม พี่อยากไปไหนล่ะ” 

 

“แล้วแต่มึงเลยเพลงที่ไหนก็ได้ที่มึงอยากไป” แววตาและรอยยิ้มที่เพลงส่งกลับมามันทำให้ผมรู้ได้ในทันทีว่าเขาเองก็รอเวลานี้เหมือนกัน เวลาที่ผมจะมองว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่รุ่นน้องคนหนึ่ง 

 

“งั้นพี่ใส่หมวกก่อนนะครับ มีที่หนึ่งที่ผมอยากไปมาตั้งนานแล้วล่ะแต่ถึงผมจะชวนพี่ไปพี่ก็คงปฏิเสธผมอยู่ดี” เพลงมันลูบมือมาที่เส้นผมก่อนที่จะสวมหมวกให้แบบที่มันเคยทำเป็นประจำ บิ๊กไบค์คันหรูขับเคลื่อนออกจากมหา’ลัยมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพชั้นใน ปกติเพลงมันแทบจะไม่เคยออกไปไหนไกล ๆ เลยการที่มันรู้จักเส้นทางดีขนาดนี้นั่นย่อมหมายความว่าเขาต้องพยายามหาข้อมูลเพื่อที่จะมาที่นี่นานแล้ว 

 

“ทำไมกูไม่เจอมึงให้เร็วกว่านี้วะเพลง” เสียงของสายลมมันได้กลบเสียงของผมไปจนหมดในขณะที่ยังคงแนบหน้าไปที่หลังสองมือก็โอบกอดไปที่เองของมัน จะเหลือเวลาอีกสักกี่ครั้งที่ผมจะได้กอดเด็กคนนี้ 

 

ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ก็มาจอดที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ค่อนข้างหรูมากทีเดียวมือเรียวค่อย ๆ ปลดสายรัดจากหมวกที่สวมอยู่ออกให้ 

 

“ที่นี่คือที่ที่มึงอยากมาเหรอเพลง?” 

 

“ไม่ใช่ที่ผมอยากมาแต่เป็นที่ที่ผมอยากใช้เวลาอยู่กับพี่สองคนมากกว่า” เพลงมันดึงแขนผมเดินตามเข้าไปในร้าน 

 

“สวัสดีครับไม่ทราบว่ามากันกี่ท่านครับ” บริกรหนุ่มเอ่ยปากถามในทันทีที่เราก้าวเดินเข้ามาภายในร้านอาหารที่ปูพื้นด้วยไม้ขัดมันงามตา โดยแบ่งเป็นทั้งห้องแอร์และด้านนอกที่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา 

 

“ขอที่นั่งริมแม่น้ำสำหรับสองคนครับ” 

 

“เชิญทางนี้ครับ” บริกรพาเราทั้งคู่ไปนั่งที่โต๊ะหัวมุมระเบียง ด้านหน้าผมก็เป็นวิวสะพานพระรามแปดที่ยังคงสว่างไสวไปด้วยดวงไฟสีส้ม 

 

“พี่พรายอยากทานอะไรก็สั่งเลยนะครับ อุตส่าห์มารอผมตั้งนานก็ไม่ยอมเข้ามานั่งในห้องซ้อม” 

 

“เอาที่มึงอยากกินนั่นแหละ” 

 

“งั้นเอาเมนูแนะนำของทางร้านมาสักสามสี่อย่างนะครับแล้วก็ขอกุ้งแม่น้ำเผาด้วยที่หนึ่ง” เด็กตรงหน้าผมไม่คิดที่จะเปิดเมนูดูด้วยซ้ำ มันจะรู้รึเปล่าว่ากุ้งแม่น้ำตัวใหญ่จานหนึ่งก็เกือบสองพันเข้าไปแล้ว หรือจะเป็นอย่างที่ไอ้คิงมันบอกว่าเพลงเป็นลูกผู้ดีมีเงิน 

 

“เออ พี่พรายผมขอไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะ” 

 

“อืม” 

 

เด็กคนนั้นลุกเดินออกไปจากโต๊ะจนผมต้องถอนหายใจออกมา ยิ่งอยู่นานแค่ไหนผมก็กลัวที่จะเก็บความรู้สึกหวั่นไหวเอาไว้ไม่อยู่ 

 

Rrrrrrr 

 

[ฮัลโหล ไอ้พรายตอนนี้มึงอยู่ไหนไม่ได้อยู่ที่ห้องเหรอ?] 

 

“กูออกมากับไอ้เพลงน่ะ มึงมีอะไรรึเปล่าป้อง” 

 

[…] 

 

“ถ้ามึงจะโทรมาแล้วเงียบแบบนี้กูจะวางสายแล้วนะ” 

 

[ถ้าตอนนี้มึงอยู่กับเพลงก็ดีแล้วล่ะ พรายพวกกูเป็นเพื่อนมึงนะไม่ว่ามึงจะมีปัญหาอะไรก็อย่าลืมว่าพวกกูยังอยู่ตรงนี้ มึงไม่จำเป็นจะต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียวให้พวกกูได้ช่วยมึงบ้างเข้าใจไหม?] 

 

“อะไรของมึงวะป้อง?” 

 

[เปล่าหรอกกูแค่อยากจะโทรมาเพื่อสุขสันต์วันเกิดมึงน่ะแต่คนอย่างมึงคงไม่แม้แต่จะจดจำวันเกิดตัวเองด้วยมั้ง กูขอให้มึงมีความสุขนะพรายและเพื่อนทุกคนก็อยากเห็นมึงมีความสุขเหมือนกัน] 

 

“ขอบใจนะป้องงั้นแค่นี้ก่อนนะ” ทำไมน้ำตามันต้องไหลออกมาตอนนี้ด้วย...ทำไมพอจะได้เจอสิ่งดี ๆ ถึงต้องมีอุปสรรคเข้ามาอยู่เสมอได้แต่เหม่อมองทอดสายตาไปยังแสงไฟจากสะพานตรงหน้า 

 

แก๊ก! 

 

เพลงเดินกลับมาโดยถือจานใบเล็กพร้อมกับขนมเค้กชิ้นหนึ่งที่ดูไม่น่ากินเอาเสียเลย ขนมชิ้นเล็กนำมาตั้งไว้ตรงหน้าแล้วก็เทียนเล่มหนึ่งที่ปักเอาไว้ทั้งที่ยังมีเปลวไฟวูบไหวไปมาตามแรงลม 

 

“อธิษฐานสิครับพี่พราย พี่คงไม่ชอบให้ผมร้องเพลงแฮปปีเบิร์ดเดย์วันเกิดแน่ ๆ” 

 

“รู้ได้ยังไงว่าวันนี้เป็นวันเกิด...” 

 

“พุฒมันบอกผมตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วครับ ส่วนเค้กชิ้นนี้พี่พายุก็เป็นคนสอนผมทำเองเมื่อเช้า หน้าตามันอาจจะไม่น่ากินสักเท่าไหร่แต่รสชาติดีนะพี่ยังไงตอนนี้พี่ก็เป่าเทียนก่อนเถอะครับลมแรงแบบนี้ผมกลัวว่ามันจะดับไปเองซะก่อน” สองมือของเพลงยังคงประคองเปลวไฟที่ยังคงลุกอยู่ เด็กตรงหน้าผมก็เหมือนกับเปลวไฟในคืนที่มืดมิด 

 

ผมก้มลงไปเป่าเทียนเล่มน้อยนั้นสิ่งเดียวที่ผมอธิษฐานตอนนี้คืออยากให้เด็กตรงหน้าปลอดภัยมากที่สุด ยิ่งเขาทำดีกับผมมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งเอาชีวิตเขาเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องนี้ไม่ได้ เพลงหยิบส้อมขึ้นมาแล้วกดลงไปในเนื้อเค้กก่อนที่จะส่งมือมาจ่อที่ปากของผม 

 

“ลองกินสักคำนะครับที่แรกผมตั้งใจว่าน่าจะได้ฉลองกับพี่พรายที่หอไม่คิดเลยว่าอยู่ ๆ พี่พรายจะชวนผมออกมาเองแบบนี้” ในขณะที่เนื้อเค้กชิ้นน้อยถูกส่งเข้ามาในปากสายตาของเราสองคนก็ไม่ได้ละออกจากกันเลย มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตและก็เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกปวดร้าวมากที่สุดเช่นกัน 

 

“รสมินต์?” 

 

“พี่พายุบอกผมว่าพี่พรายชอบกลิ่นและรสชาติของมินต์ที่สุดน่ะครับ” 

 

“ขอบใจนะเพลง” เป็นครั้งแรกที่เหมือนกับผมได้กลับมามีตัวตนอีกครั้ง มีชีวิตอย่างที่เคยวาดฝันมาตลอด ชีวิตที่มีใครสักคนเข้ามาโอบอุ้มดูแลเหมือนกับเปลวไฟในมือ ทุกคำพูดของเพลงมันทำให้ผมอบอุ่นเสียจนไม่อยากจะเชื่อว่าผมควรจะได้รับ 

 

อาหารหลายอย่างถูกนำมาเสิร์ฟเพลงเอาใจผมไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะกินอะไรเขาก็มักจะส่งให้ผมก่อนเสมอ อย่างน้อยก็ขอแค่ค่ำคืนนี้ที่ผมจะได้มีความสุขก็ยังดี 

 

...ค่ำคืนที่ผมจะจดจำมันเอาไว้ตลอดไป 

 

กว่าเราจะกลับถึงหน้ามหา’ลัยก็เลยเที่ยงคืนไปซะแล้ว โชคดีที่พายุจัดเตรียมเอกสารการซ้อมดาวเดือนให้ รปภ. รับทราบว่าพวกเราสองคนจะเข้าหอหลังเวลาเคอร์ฟิวจนไม่ต้องไปกางเต็นท์นอนที่สนามหรือค้างคืนที่โรงแรมด้านนอก คนอย่างพายุคงจะเดาออกว่าตอนนี้ผมกำลังคิดอะไรหรือรู้สึกยังไงอยู่ ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะมีคนรู้เรื่องผมกับคิงมากแค่ไหนแต่ถ้าเป็นพายุมันต้องรู้แน่ เพราะขนาดไอ้ป้องมันยังรู้ข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ต้องเอ่ยปากถามเลยสักนิด นั่นหมายความว่าพายุมันกำลังให้คนตามดูพวกผมอยู่ 

 

ผมรู้ดีว่าพายุมันไม่ได้คิดร้ายกับพวกเราแน่ มันรักและห่วงเพื่อนทุกคนจะตายดังนั้นเรื่องต่อไปจากนี้ที่ผมจะทำต้องไม่ให้รั่วไหลไปจนถึงหูของมันเด็ดขาด ไม่งั้นคนอย่างพายุต้องดึงทุกคนลงมาร่วมวงกับเรื่องของผมชัวร์ 

 

...อันที่จริงก็ไม่น่าจะทุกคนหรอกคงจะมีน้องหินคนเดียวมั้งที่พายุมันจะไม่ยอมลากเข้ามาเกี่ยว... 

 

ค่ำคืนนี้ผมอยากเป็นคนพิเศษของเพลง สายตาที่มันมองมาที่ผมในขณะที่ร่างกายเราทั้งคู่เปลือยเปล่ามันดูเร่าร้อนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แรงขบกัดที่ต้นคอมันรุนแรงจนน่าจะหลงเหลือร่องรอยเอาไว้ให้เห็นอีกหลายวัน มือเรียวลูบไล้ไปตามสีข้างอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะดึงไหล่ผมลงมาจูบอีกครั้ง 

 

ลิ้นร้อนถูกส่งเข้ามาในโพรงปาก ริมฝีปากอ่อนนุ่มยังคงกดแน่นเอาไว้อย่างนั้น ถึงเราทั้งคู่จะไม่เคยพูดคำว่ารักแต่สิ่งที่เพลงกำลังทำผมรู้สึกได้ว่ามันเหนือกว่าจุดที่จะต้องพูดคำนั้นออกมาอีกแล้ว 

 

หลังจากทุกอย่างจบลงเพลงก็หลับสนิทไปด้วยความอ่อนเพลียมาตลอดทั้งวันและเครื่องดื่มผสมยานอนหลับ แน่ล่ะเช้ามาก็ต้องไปเตรียมซ้อมช่วงเช้า บ่ายก็ยังต้องไปเรียน พอตกตอนเย็นยังต้องไปซ้อมความสามารถพิเศษอีกแล้วไหนจะต้องมาเรียนต่อตอนดึก ผมได้แต่ชันตัวนั่งบนเตียงเพื่อที่จะมองใบหน้าของเขายามหลับให้นานที่สุด สิ่งที่ผมคิดจะทำต่อจากนี้มันคงไม่สามารถทำให้เรากลับมาเจอกันได้อีกแล้ว 

 

ไม่ว่าจะอยู่หรือตายผมก็จะหายไปจากชีวิตเพลงหายไปจากมหา’ลัยนี้และวิธีเดียวที่จะหยุดไอ้คิงได้คือผมต้องฆ่ามันเท่านั้น 

 

น่าแปลกที่ผมไม่มีความลังเลที่จะทำแบบนั้นเลยสักนิด 

 

แผนการมากมายผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดมีหลายวิธีที่สามารถใช้ในการก่อเหตุได้แต่ผมต้องการวิธีที่สามารถใช้ได้ผลจริง ๆ เมื่อต้องสู้กับคนจำนวนมากและมันต้องสามารถจัดการเป้าหมายได้ในทันที รวดเร็ว แม่นยำ 

 

ผมหยิบกระดาษขนาด A4 ขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วเขียนข้อความที่อยากบอกเพลงลงไปในนั้น จากนั้นก็สอดไว้ในหนังสือเรียนของชั้นปีที่สองในวิชาที่ต้องเรียนเหมือนกัน คงมีสักวันที่มันจะได้เปิดใช้หนังสือเล่มนี้แล้วมันจะได้รู้ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีสักวันที่ผมจะไม่คิดถึงมันเลย 

 

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมโดดเรียนพอได้อยู่ในห้องคนเดียวก็เริ่มไล่หาข้อมูลของสิ่งที่ผมต้องการ ข้อความของไอ้คิงมันทำให้ผมรู้อยู่แล้วว่ามันต้องการอะไร ของสำคัญที่ต้องการทำให้กลับคืนเป็นรูปเดิมและมีความบริสุทธิ์สูง มันน่าจะเป็นยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) คนอย่างไอ้คิงคงหาทางนำสารเสพติดพวกนี้เข้ามาด้วยวิธีการละลายด้วยสารละลายบางอย่างเพื่อไม่ให้ตำรวจตามสืบหาร่องรอยเจอและการที่มันต้องใช้ผมแปลว่ายาที่มันเอามาจะต้องเยอะพอตัว 

 

ส่วนสิ่งที่ผมมองหาอยู่คือ แอมโมเนียมไนเตรตกับไนโตรมีเธนและน้ำมันดีเซล เพียงมีของสามอย่างนี้ก็สามารถทำระเบิดได้ไม่ยากหากรู้อัตราส่วนผสมที่พอดี น่าแปลกที่ของพวกนี้สามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดายในอินเทอร์เน็ต ผมไม่รอช้าที่จะโทรสั่งในทันทีไม่รู้ว่าไอ้คิงมันจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่ดังนั้นผมต้องรีบจัดการเรื่องทุกอย่างให้พร้อมก่อนที่จะถึงตอนนั้น

 

ผมค่อย ๆ ทำมันขึ้นมาทีละนิดโดยไม่ให้ใครรู้และลูกที่ผมจะมอบให้เป็นของขวัญไอ้คิงก็มีขนาดเท่าลูกฟุตบอลคิดว่าปริมาณขนาดนี้น่าจะเก็บได้ทีเดียวทั้งหมด เริ่มหาแผนสำรองที่จะใช้ในกรณีที่เกิดความผิดพลาด เรื่องนี้ผมจะพลาดไม่ได้ถ้าพลาดโอกาสนี้เพลงจะต้องอยู่อย่างไม่เป็นสุขแน่

 

ทุกวันผมก็ต้องยังคงพยายามทำตัวเหมือนเคยไปเรียนไปกินข้าวกับเพื่อน พูดคุยตามปกติไปรับเพลงที่ห้องซ้อมการแสดงของคณะศิลปกรรมเกือบทุกวันจนในที่สุดวันที่ต้องจากลามันก็มาถึง คิงส่งข้อความมาให้ผมตั้งแต่เช้าเพื่อให้ค่ำของมะรืนที่จะถึงนี้ต้องไปหามันแถวบางแค มันเป็นร้านสนุกเกอร์ที่อยู่ภายในซอยลึกที่ค่อนข้างเปลี่ยว

 

พอลองเช็กใน google maps ก็มีทางเข้าออกเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้นด้านหลังก็เป็นโรงงานเป็นป่าหญ้ารกสูง การศึกษาพื้นที่คือสิ่งสำคัญมากจำเป็นต้องจ้างวานคนไปแอบถ่ายคลิปวิดีโอเส้นทางเข้าออกเพราะถ้าผมไปเองคิงมันต้องจับได้แน่

 

“พรายเย็นนี้มึงว่างรึเปล่าไปกินข้าวกับพวกกูไหม?” เป็นพายุที่ถามผมขึ้นมาหลังจากจบคลาสที่สอง โดยปกติผมแทบจะไม่เคยไปรวมตัวกับใครเลยน้อยครั้งมากที่จะไปแต่นี่เป็นหนแรกที่ผมไม่แม้แต่จะคิดปฏิเสธพายุมันคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้เจอเพื่อน

 

“มีใครไปบ้างวะ?”

 

“ไปกันทุกคนนั่นแหละกู พายุ เอ เคน ยูจิแล้วก็แมงป่อง มึงจะชวนไอ้เพลงไปด้วยก็ได้นะแต่มันน่าจะเลิกดึกหน่อยว่ะ” ป้องมันบีบมาที่ไหล่ของผม น้ำเสียงของมันดูแปลกไปเหมือนกับมันกำลังป่วยไม่สบายอย่างนั้นแหละ

 

“ไม่เป็นไรคืนนี้เพลงมันจะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนน้องหินน่ะ”

 

“ถ้างั้นเลิกเรียนมึงไปพร้อมพวกกูเลยนะ ว่าแต่วันนี้มึงมีวิชาเลือกเสรีคนละตัวกับพวกกูนี่ต้องไปเรียนเคมีที่ตึกใหญ่ใช่เปล่าวะ เอาเป็นว่าตอนเย็นกูจะไปรอรับมึงที่หน้าตึกนะพราย” ผมพยักหน้าให้ป้องไปทีหนึ่ง วันนี้ทุกคนดูแปลกไปหมดแม้แต่พายุเองก็ดูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่ คงจะไปทะเลาะอะไรก็น้องมันล่ะมั้งคู่นี้เห็นกัดกันได้ตลอด

 

“งั้นกูไปก่อนนะ” ผมเก็บหนังสือลงกระเป๋าผ้าเตรียมลุกเดินออกจากห้องแต่ก็ถูกป้องมันคว้าข้อมือรั้งเอาไว้

 

“มึงต้องรอพวกกูนะพรายอย่าหนีหายไปไหนคนเดียวล่ะ”  

 

“อืม กูรู้แล้วน่าย้ำอะไรนักหนาวะ” 

 

ยิ่งพอรู้ว่ากำลังจะหมดเวลาที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ในไม่ช้า มันกลับเหมือนมีหลุมลึกอยู่ข้างในกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อันที่จริงตอนนี้ผมไม่ควรแม้แต่จะต้องมาเรียนเลยด้วยซ้ำในเมื่อผมตั้งใจว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว แต่ส่วนหนึ่งมันยังคงรั้งให้ผมอยู่ต่อจนถึงวินาทีสุดท้าย 

 

วินาทีสุดท้ายที่จะได้อยู่กับเพื่อน 

 

วินาทีสุดท้ายที่จะได้อยู่กับเพลง 

 

ตกเย็นป้องกับพายุก็มารับที่หน้าตึกใหญ่ตามที่นัดเอาไว้ วันนี้ฟ้าก็ยังมืดครึ้มเหมือนเดิม เหมือนกับท้องฟ้ายังรู้ได้ว่าผมอยากจะร้องไห้มากแค่ไหน พอมาถึงร้านเหล้าคนอื่นก็มารอกันครบหมดแล้ว 

 

“พรายเป็นไงบ้างวะพักนี้ไม่ค่อยเจอหน้ามึงเลย” เอมันเป็นคนเอ่ยทักขึ้นมาในทันทีเมื่อผมนั่งลงที่โซฟา 

 

“ก็ดีน่ะแต่ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเลยตอนดึกก็ต้องไปสอนหนังสือเพลงมัน” 

 

“ถ้างั้นมึงควรหาเวลามาอยู่กับพวกกูบ้างนะพราย ปัญหาบางอย่างมันแก้ไขคนเดียวไม่ได้มึงก็ต้องหาคนช่วย พวกกูที่อยู่ตรงนี้ทุกคนพร้อมจะช่วยมึงเสมอนะ” ยูจิมันน่าจะเป็นคนที่ดูเข้าอกเข้าใจทุกคนในกลุ่มนี้แล้วล่ะครับ แม้แต่พายุมันยังยอมเพื่อนคนนี้เลย 

 

“วันนี้พวกมึงเป็นอะไรกันแน่วะ เห็นไอ้ป้องพูดแบบนี้มาตั้งแต่เช้าแล้วถ้ามีอะไรอยากพูดก็พูดมาเลย” ไม่มีทางที่ใครจะรู้เรื่องที่ผมกำลังทำแน่ดังนั้นการถามออกไปตรง ๆ น่าจะดีที่สุด 

 

“เปล่าหรอกกูเห็นมึงดูเครียด ๆ น่ะ ตั้งแต่เรื่องน้องชายมึงแล้วตอนนี้มึงยังเครียดเรื่องที่บ้านมึงอยู่รึไง” 

 

“ไม่มีอะไรหรอกเอกูแค่เหนื่อยน่ะ” จะว่าไปผมก็ยังไม่ได้ร่ำลาไอ้พุฒเลยอย่างน้อยถ้าผมต้องตายพรุ่งนี้ก็อยากบอกมันเหมือนกันว่าไม่เคยโกรธเกลียดน้องชายเลยสักนิดทำไมผมจะไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรแต่ที่ผมยังปฏิเสธความหวังดีของคนในครอบครัวมาตลอดเป็นเพราะตัวผมเองยังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งยังเด็ก 

 

...ครอบครัวปลอม ๆ ที่ดีแสนดีในขณะที่แม่แท้ ๆ กลับต้องการจะฆ่าลูกตัวเอง... 

 

“งั้นก็ถือว่าวันนี้พวกกูฉลองวันเกิดย้อนหลังให้มึงนะพราย ไม่ว่ามึงจะทำอะไรหรืออยู่ที่ไหนพวกกูก็ยังเป็นเพื่อนเสมอ” เคนมันยกแก้วเหล้าเพื่อชนกับแก้วของผมในขณะที่คนอื่นก็หยิบขึ้นมาด้วยเหมือนกัน มือที่จับแก้วของผมมันกำลังสั่นไหวไปหมด พยายามก้มหน้าซ่อนหยาดน้ำที่เริ่มปริ่มอยู่ที่หัวตา 

 

“ขอบใจกูเองก็จะไม่มีวันลืมพวกมึงเหมือนกัน”  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...บทนี้ยาวมากยังมีครึ่งหลังอีกกลัวจะรอนานเลยเอาลงให้อ่านกันก่อนอีกสองวันจะลงครึ่งหลังแน่นอนขอปรับแก้อีกนิดหน่อยครับ หลังจบบทที่ห้าเพลงพรายจะไม่ดูเศร้าอีกแล้วดังนั้นไม่ต้องกลัวดรามาเยอะนะครับเพราะจะจัดให้แบบฟิน ๆ เลย อ้อยังมีดรามาเรื่องครอบครัวแบบคาดไม่ถึงอีกนิดหน่อย...  

 

 ราชบัณฑิตยสถาน : Drama = ดรามา (นักเขียนยังงง 555) 

ความคิดเห็น