ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

53/สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันกลับมา

ชื่อตอน : 53/สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันกลับมา

คำค้น : ตอนที่53

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 18:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
53/สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันกลับมา
แบบอักษร

ขอบฟ้า Part  

“มึงเลิกด่ากูสักทีได้ไหมไอ้โอกูยังไม่หายหูชาจากคำด่าของเจ้จิ๊บเลยนะ” 

“ให้หูชาจนหูตึงไปเลยก็ดีจะได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันทำให้ใครหลายคนเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำไมถึงคิดอะไรสั้น ๆ วะพี่ฟ้า จะตายทั้งทีทำไมไม่หาวิธีตายที่ทำให้ตัวเองยังคงสภาพนางฟ้าของชาววิศวะวะ ไม่คิดรึไงว่าถ้าจมน้ำตายศพมันจะขึ้นอืดน่ะ แต่เอาจริงนะพี่ฟ้าผมว่าพี่น้ำต้องเป็นลูกของเทพโพไซดอนแน่ ๆ ว่ะ  

“ผมยังจำที่พี่โฬมเล่าได้ชัดทุกคำว่าในขณะที่คนเป็นฝูงวิ่งลงทะเลดำผุดดำว่ายงมหาพี่สองคนตั้งนานยังไงก็หาไม่เจอ แต่จู่ ๆ คลื่นลูกเท่าช้างก็ม้วนเอาพี่สองคนมาเกยตื้นเฉยเลย ถ้าไม่ใช่เทพแห่งมหาสมุทรแล้วใครจะทำอย่างนี้ได้วะ” ตลอดหนึ่งเดือนมานี้นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอ้โอทั้งบ่นทั้งด่าผม แต่มันกับเจ้จิ๊บต่างแท็กทีมกันโทรมาต่อว่าผมแทบจะวันเว้นวันเลยล่ะ  

ทั้งหมดนี้คงโทษใครไม่ได้นอกจากไอ้โฬมปากสว่าง เรื่องที่ควรรู้แค่ไม่กี่คนกลับดังถึงหูป้ากับน้องรหัสผมเสียได้ แต่คำถามของรุ่นน้องที่ผมไม่เคยขาดการติดต่อ ดันเป็นคำถามเดียวกับสิ่งที่ผมยังคาใจในบางเรื่องที่รางเลือนอยู่ในความทรงจำเหมือนกัน 

“มึงแต่งนิยายต่อไปก่อนนะวันหลังค่อยเอาโทรศัพท์ของผัวมึงโทรมาเล่าความเพ้อเจ้อของมึงให้กูฟังต่อ ส่วนโปรเจกต์จบคงราบรื่นเพราะผัวมึงทำให้สินะ ระวังเถอะไอ้ชินจะขอเสียบตูดมึงเป็นรางวัลน่ะไอ้โอใจง่าย ฮ่า ๆ ๆตรู๊ดด พอเหลือบตาไปเห็นตัวป้อม ๆ ของคนที่หนุนตักผมกำลังปรือตาตื่นขึ้นมาผมถึงต้องรีบตัดสายเสียก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวไอ้โอก็เล่นเกมสิบคำถามอีกเพราะผมยังไม่คิดจะบอกอะไรกับมันตอนนี้ สำหรับเรื่องของเด็กหญิงที่นอนหนุนตักผมอยู่ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเป็นคนเลี้ยงดูเธอไปตลอดชีวิตเหมือนกัน 

“ตื่นแล้วก็ลุกมานั่งสินอนในรถเดี๋ยวก็อ้วกหรอก”

“ฉ้มโอม่ายแหวะ ฟ้าแวะเชเว่นนะฉ้มโอจากินนมเปรี้ยว”

“หึหึ ตื่นมาก็ร้องหานมเปรี้ยวแล้วนิสัยเหมือนใครครับเนี่ย” แค่คนขับพูดจบผมก็เหลือบตาจิกใส่คนที่มองผ่านกระจกมองหลังมาเช่นกัน แต่เมื่อได้สบตาคู่นั้นกลับเป็นผมเองที่เลือกจะเมินหน้าหนี การกระทำแบบนี้ไม่ใช่เป็นครั้งแรกเพราะเมื่อเราได้สบตากัน ผมก็อดรู้สึกร้อนรุ่มจากความรักมากมายของสายตาคู่นี้ไม่ได้ทุกที

“เมื่อกี้ไอ้เวย์โทรมาถามว่าน้องโอเคจริงใช่ไหมที่ป้าแววบวชชีน่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะเพราะพี่บอกมันไปแล้วว่าเราจะโอเคพี่พูดถูกใช่ไหม” รถกระบะสี่ประตูคันใหม่ที่เจ้าของเพิ่งถอยมาใช้ ก่อนจะย้ายรกรากมาวนเวียนอยู่ใกล้ผมที่จันทบุรี กำลังพาเราออกนอกเส้นทางที่จะกลับบ้าน ไปยังทิศทางที่ผมเดาไม่ถูกว่าจุดหมายคือตรงไหน

“แน่นอนว่ามันต้องโอเค ว่าแต่จะพาไปไหนเนี่ยนี่สี่โมงเย็นแล้วนะเดี๋ยวก็กลับบ้านมืดค่ำหรอก”

“พี่มีที่ที่อยากพาน้องไปน่ะแล้วบังเอิญว่ามีคนที่เราต้องไปขอบคุณพี่เลยนัดเจอที่นั่นเลย แต่เดี๋ยวแวะส่งส้มโอให้ไอ้เขื่อนที่ร้านไอ้โฬมก่อนนะ” ผมจะอ้าปากท้วงอยู่แล้วเชียวว่าทำไมไม่พาส้มโอไปด้วย แต่ดวงตาคู่ที่มองผ่านทางกระจกมองหลังนั้นกำลังส่งสัญญาณไม่ให้ผมทักท้วงอะไร เลยต้องพยักหน้ารับไปอย่างจำใจ

“เดี๋ยวลุงเขื่อนลุงโฬมจะพาส้มโอไปซื้อนมเปรี้ยวนะครับ”

“ฟ้าน้ำไปด้วยกับฉ้มโอเนอะ” สายตาออดอ้อนจากเด็กที่นั่งเล่นรูบิคข้าง ๆ ทำเอาใจผมอ่อนยวบทันที

“ลุงน้ำกับลุงฟ้า”

“พี่ฟ้า!” พอคำว่าลุงฟ้าหลุดจากปากคนขับผมก็รีบแก้ไขสรรพนามเรียกขานนั้นโดยเร็ว แม่งเอ๊ยผมอุตส่าห์เฝ้าปลูกฝังตัวประหลาดตั้งแต่อยู่ในท้องว่าผมคือพี่ฟ้า แต่ทำไมคนรอบตัวถึงขยันให้ข้อมูลผิด ๆ ว่าลุงฟ้าตลอดวะ!

“หึหึ โอเคพี่ฟ้าก็พี่ฟ้า เดี๋ยวพี่ฟ้าจะไปช่วยลุงน้ำคุยกับคนบ้าแป๊บนะครับ ส้มโอไม่อยากเจอคนบ้าใช่ไหมล่ะ”

“ม่ายอาว ฮึก ฉ้มโอกัว” เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงเจ้าหญิงที่ผมไม่อยากให้ใส่ชุดนี้ ถึงกับปีนมานั่งตักซบหน้าลงกับอกผม เสียงสะอื้นเบา ๆ กับคำว่ากลัวนั่นชวนให้ผมนึกเคืองไปถึงคนพูด 

“ส้มโอไม่ต้องกลัวโลกนี้ไม่มีใครน่ากลัวเท่าลุงน้ำแล้วล่ะ เอ๊ะนั่นลุงเขื่อนเล่นอะไรอยู่น่ะ” พรึ่บ! ผมถึงกับต้องกัดฟันไม่ปล่อยให้เสียงซี้ดออกจากปาก เพราะจุกจากการถูกร่างอ้วน ๆ ของตัวประหลาดลุกขึ้นเหยียบ พร้อมกับใช้สองมือจับเบาะคนขับเอาไว้แล้วโน้มตัวชะโงกหน้ามองไปหาคนที่ผมเอ่ยถึง  

พอเห็นฟองสบู่ลอยละล่องอยู่ในอากาศเท่านั้นแหละ รถทั้งคันก็ดังไปด้วยเสียงกรี๊ดเล็ก ๆ พร้อมกับอาการกระทืบเท้าใส่ต้นขาผมอย่างดีอกดีใจ

“เดี๋ยวนี้มีคนขับรถให้มึงนั่งเชิดหน้าเป็นคุณนายอยู่เบาะหลังสบายใจเฉิบเลยนะไอ้ฟ้า”

“คุณนายบ้านลุงมึงสิไอ้สัส ฮึ ดีนะที่กูเกลียดลุงมึงถึงด่าลุงมึงได้คล่องปาก นี่มึงจะเข้าบ้านเลยใช่ไหมดูตัวประหลาดให้ดีด้วยล่ะอาบน้ำอาบท่าให้ด้วย” เพราะตอนนี้มีเพียงผมกับไอ้เขื่อนยืนอยู่หลังรถเท่านั้น ตัวเองถึงได้กล้าเอ่ยพาดพิงไปถึงลุงมันก็พ่อใจร้ายของคนขับรถนั่นแหละ

“เออ ๆ ถือว่าเป็นอาซ้อกูเข้าหน่อยสั่งได้สั่งเอาเลยนะมึง ไปเถอะไปเป็นเพื่อนเฮียน้ำหน่อยแต่กูเตือนไว้ก่อนว่ามึงอาจจะเจอคนที่มึงเกลียดฝังใจด้วยก็ได้นะเว้ย เรื่องนี้เฮียน้ำยังไม่รู้แต่เฮียทะเลโทรมาบอกกูคร่าว ๆ ประมาณนี้แหละ” คำบอกเล่าของเพื่อนทำเอาผมใจสั่นด้วยความเคืองขุ่น แต่ทุกอารมณ์มุ่งร้ายหมายขวัญที่มีอยู่ก็ถูกตอกย้ำให้นึกถึงหลายความผิดพลาดของตัวเอง และสั่งให้ทุกก้าวที่จะเดินเต็มไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น สติผมถึงกลับมาพร้อมกับความสงบนิ่งของใจอีกครั้ง

การที่ผมปล่อยวางได้ใช่ว่าคนที่รอบนรถจะทำได้เหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังเลือกจะเดินไปเปิดประตูข้างคนขับแล้วนั่งหน้าคู่กับเขา เส้นทางข้างหน้าของเราอาจต้องเจอกับเรื่องท้าทายอีกหลายหน แต่เราจะไม่เก็บทุกความโชคร้ายนั้นมาเป็นกังวลอีกแล้ว จะเดินหน้าหรือถอยหลังไม่ใช่เรื่องของเท้าทั้งสองข้างแต่เป็นเรื่องของหัวใจล้วน ๆ ตอนนี้ใจผมเองก็พร้อมจะเริ่มต้นนับหนึ่งและหันหลังให้กับเรื่องที่ผ่านมาแล้วล่ะครับ

 

เส้นทางเริ่มคุ้นตาเมื่อรถกระบะเลี้ยวเข้าสู่ถนนคับแคบ สุดท้ายก็มาถึงจุดหมายที่ผมไม่คิดว่าจะได้มาในเร็ว ๆ นี้ ลมเย็นพัดผ่านมาจากคลองใหญ่มันชวนให้น่าง่วงนอนเสียจริง

“คิดยังไงถึงนัดที่นี่อะ”

“ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพี่ถึงอยากพาน้องมาที่นี่รู้แต่ว่าตัวเองต้องพามาเท่านั้น ไปกราบท่านกันก่อนเถอะ” สายตาผมเลื่อนไปมองตามคำเชิญชวน ท่านที่ถูกพาดพิงถึงคือพระบรมราชานุสรณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ไม่รู้ว่าสองเท้าของผมเดินไปยังที่ประทับตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้ตัวเองได้ทรุดนั่งตรงหน้ากษัตริย์ผู้เกรียงไกร สองมือยกขึ้นมากราบไหว้พระบรมราชานุสรณ์ด้วยใจภักดี

“คนที่นัดเจอมาแล้วน่ะไปหาเขากันเถอะพี่ไม่อยากให้เขามาเสียงดังแถวนี้” แต่คำบอกเล่าจากคนที่พามาก็เรียกความสนใจให้ผมหันไปมองตามสายตาของเขา แล้วก็พบกับรถเก๋งสามคันของขบวนคนพี่จอดเรียงรายต่อท้ายอยู่กับรถกระบะของคนน้อง โดยที่ชายผู้นัดหมายเขากำลังยืนกอดอกพิงรถกระบะของน้องชายตัวเอง ท่าทีหงุดหงิดของเขาทำให้ผมต้องถอนหายใจยาวแล้วรีบเดินไปหาทันควัน

“สวัสดีครับเฮียทะเลแมวน้อยกับหมาขี้เรื้อนมาแล้วฟ้าเป็นแมวน้อยของเฮียใช่ไหมล่ะ ว่าแต่เป็นอะไรทำไมทำหน้าหงุดหงิดแบบนั้นล่ะ”

“ไม่ต้องมาถามเรื่องอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของตัวเองหรอกขอบฟ้า ฮึ สมองมีบ้างไหมเนี่ยถึงเอาแต่คิดสั้นน่ะ ส่วนมึงใจคอจะไม่กราบขอบคุณกูหน่อยเหรอเรื่องที่กูอุตส่าห์ส่งคนไปช่วยมึงน่ะ แม่งเอ๊ยต่อไปนี้ถ้ามึงสองคนอยากตายกันนักก็ช่วยบอกกูล่วงหน้าหน่อยนะ กูจะได้ไม่ต้องให้ใครไปช่วยให้เสียเวลาเสียทรัพยากรทางบุคคล” คำต่อว่ามีขึ้นพร้อมกับท่าทางจริงจัง ไหนจะคำว่าต้องเสียทรัพยากรทางบุคคลนั่นยิ่งทำให้ผมใจเสียลงไปมากกว่าเดิม

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นผ่านมาช่วงเวลาเดือนหนึ่งนี้ผมไม่เคยได้รับการติดต่อจากเฮียทะเลอีกเลย ได้ยินก็แต่ไอ้เขื่อนเป็นคนเล่าว่าเฮียทะเลส่งคนของตัวเองไปเป็นบอดี้การ์ดให้พ่อมานานแล้ว คนที่ว่าก็คือคนที่กระซิบบอกผมให้อดทนรอความช่วยเหลือนั่นแหละ และในเหตุการณ์คืนนั้นทำให้หลายคนต้องบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน ดีนะที่ไม่มีการสูญเสียไม่งั้นผมคงรู้สึกผิดมากกว่านี้แน่

“ฟ้าขอโทษที่ทำแต่เรื่องเห็นแก่ตัวครับฟ้าไม่มีอะไรแก้ตัวทั้งนั้นแต่เฮียอย่าเกลียดฟ้าเลยนะ ถ้าเฮียเกลียดฟ้าอีกคนฟ้าคงเกลียดตัวเองมากกว่านี้แน่”

“เฮียไม่เคยเกลียดขอบฟ้าสักครั้ง แม้บางครั้งเฮียจะโกรธในสิ่งที่ขอบฟ้าทำไปบ้างแต่ก็ไม่เคยเกลียดหรอก เฮียจะไม่ขอคำสัญญาในสิ่งที่กดดันผูกมัดขอบฟ้าหรอกนะ แต่ต่อไปถ้าจะทำอะไรแบบนั้นอีก ขอให้ขอบฟ้าเสียสละเวลาอันน้อยนิดคิดถึงเฮียกับคนที่รักขอบฟ้าบ้างแค่วินาทีเดียวก็ยังดี” ถึงปากจะบอกว่าไม่โกรธ แต่ทั้งสองแขนของพี่ชายคนนี้ก็เอาแต่กอดอกตัวเองโดยไม่สัมผัสผมเหมือนแต่ก่อนสักนิด สงสัยจะเคืองยาวแน่ว่ะ

“ไม่ต้องทำหน้าจ๋อยหรอกแค่ต่อไปนี้ฉลาดคิดฉลาดทำสักนิดก็พอแล้ว มึงด้วยไอ้หมาขี้เรื้อนรู้ไหมว่ากูต้องเคลียร์กับป๋าเรื่องของมึงนานแค่ไหนกว่าจะลงตัว สำนึกในบุญคุณของกูบ้างสักนิดก็ดีนะไอ้โง่โง่แล้วโง่เลยจริง ๆ แต่ถึงจะโง่ยังไงคนที่ต้องจบเรื่องนี้ก็คือตัวมึงเอง มึงโตแล้วนะไอ้น้ำโตพอที่จะแก้ไขปัญหาด้วยปัญญามากกว่าการวิ่งหนีเหมือนหลายปีก่อน มึงคิดว่าถ้ามึงยังหนีความจริงด้วยการหลบเลี่ยงป๋าไปเรื่อย ๆ หรือฆ่าตัวตายเรื่องมันจะจบจริง ๆ เหรอวะ”

“ผมไม่รู้ว่ามันจะจบไหมหรืออีกนานเท่าไหร่มันถึงจะจบสักที แต่ผมรู้แค่ว่าเขาจะไม่มีวันมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้ชีวิตของผมอีกเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าผมไม่เหนื่อยกับการต่อสู้กับเขานะพี่ ผมเหนื่อยผมท้อผมกลัวผมเสียใจผมน้อยใจเหมือนกัน และความรู้สึกพวกนั้นคือเหตุผลทำให้ผมยอมเป็นคนเนรคุณด้วยการขอเป็นคนตัดขาดกับเขาดีกว่า พ่อที่ผมไม่เคยมีช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตในแบบพ่อลูกกับเขาอย่างที่ควรจะมีสักครั้ง

“ขอบคุณนะพี่ชายขอบคุณที่ไม่ด่าว่าซ้ำเติมผมอีกคน ขอบคุณที่ไม่ขัดขวางผมขอบคุณที่เคียงข้างและช่วยเหลือคนที่ผมรักมาเสมอ” มันเป็นเพียงประโยคสั่นเครือของคนพูดกับแววตาสั่นระริกของคนฟัง ก่อนที่คนเป็นพี่ชายจะเบือนหน้าหันไปมองคลองจันทบุรีแทน แต่การกระทำของเขาสองคนก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าจากนี้ไป ท่าทีแกล้งทำเป็นมึนตึงใส่กันของเขาสองคนคงจะทุเลาลงไปบ้างไม่มากก็น้อยแหละ

“ทะเล”

ขวับ! “เอ๊ะ! เอ่อ ใครอะแล้วทำไมถึงเรียกแค่ชื่ออะ” เมื่อมีเสียงบุคคลที่สี่ปรากฏขึ้นมาผมก็รีบหันขวับไปมองตามเสียงนั้น แล้วต้องพบกับผู้ชายหุ่นบึกบึนเหมือนนักกีฬาเลยว่ะ ใบหน้าสงบนิ่งยิ่งส่งให้ตัวเขามีบุคลิกน่าค้นหามากกว่าเดิม ถึงจะไม่เห็นว่าภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวจะมีกล้ามเนื้อแน่น ๆ ซ่อนอยู่มากแค่ไหน แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าต้องแน่นจริงแน่นจังแน่นอน  

ขายาวภายใต้กางเกงสแล็คสีดำเข้ารูปนั่นก็ด้วยช่างเข้ากันกับรองเท้าหนังเงาวับสีดำเสียจริง อื้อฮือผู้ชายคนนี้เป็นใครวะดาเมจความผัวแห่งชาติรุนแรงมากครับพี่!

แปะ! “มองขนาดนั้นจะสิงมันเลยไหมขอบฟ้า เฮียน้อยใจนะเว้ยทำไมขอบฟ้าไม่เคยมองเฮียแบบนี้บ้างเนี่ย มันก็แค่ผู้ติดตามของเฮียแบบแค่ลูกกระจ๊อกอะขอบฟ้าจะสนใจอะไรนักหนา แล้วมึงออกมาทำไมไปนั่งรอในรถนู่นกูบอกแล้วว่าห้ามลงมาไงล่ะ” 

“ลงมาบอกว่าพ่อมึงใกล้ถึงแล้ว อ้อ นั่นไงมาพอดี” สรรพนามการเรียกขานของผู้ชายคนนั้นช่างแตกต่างกับฐานะที่เฮียทะเลเอ่ยถึงจริง ๆ ทำไมผู้ติดตามถึงกล้าเรียกเจ้านายว่ามึงวะแล้วท่าทางนิ่ง ๆ แต่มีกลิ่นอายความดุดันแบบนี้เสียงแบบนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนสักที่ แต่ความคลางแคลงใจในบุคคลแปลกหน้าต้องสูญสลายไป เพราะการมาของขบวนรถสีดำสี่คันที่ขับมาจอดต่อท้ายขบวนรถของเฮียทะเล ไม่ต้องให้เดาก็รู้ว่าคงเป็นขบวนของคนที่คิดฆ่าผมเมื่อเดือนก่อนนั่นแหละ

“เขามาทำไมผมไม่มีอะไรจะคุยกับเขาหรอกนะ เรากลับกันเถอะน้อง”

หมับ! “มึงจะยังไปไหนไม่ได้เมื่อกี้กูบอกแล้วไงว่ามึงต้องจบด้วยตัวเอง ไม่ต้องกลัวว่าครั้งนี้ป๋าจะทำอะไรคนที่มึงรักอีกเพราะกูเคลียร์เรื่องนี้ไปแล้ว ป๋าจะไม่มีวันแตะต้องขอบฟ้าเหมือนวันนั้นอีกแน่ แต่เรื่องที่มึงจะใช้ชีวิตต่อไปอยู่กับขอบฟ้ามึงต้องเป็นคนไปบอกเขาเอง ป๋าเราเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีเขาไม่ชอบแสดงความอ่อนแอให้ใครได้เห็น และนิสัยนั้นของเขาก็ได้ส่งให้เราสองคนเหมือนกัน  

“มันเป็นทั้งคุณและโทษ โทษที่ทำให้เราไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใคร ไม่ยอมให้คนที่เรารักเห็นเราในขณะที่เราอ่อนแอที่สุด ทำให้เราทะนงตัวเลยหยิ่งเกินกว่าจะพูดคำว่าผิดไปแล้วและเอ่ยคำขอโทษ ทำให้เราอยู่กับความดื้อรั้นเกินกว่าจะยอมอ่อนข้อให้ใคร แต่ก็ใช่ว่าเราจะต้องรับนิสัยนั้นจากเขาไปทุกเรื่องนี่หว่า ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอถ้าเราหยิ่งเกินกว่าจะเอ่ยคำขอโทษเราก็แค่เอ่ยคำขอบคุณเท่านั้น

“มึงไปคุยกับป๋าเถอะคุยให้จบวันนี้ แม้ว่าในวันพรุ่งนี้มึงกับป๋าอาจจะเลือกเป็นแค่คนแปลกหน้ากัน แต่ในทุกความสัมพันธ์ต้องมีการกล่าวลาไม่ใช่เหรอวะน้องชาย” หางตาผมเหลือบไปมองคนน้องโดยอัตโนมัติ และก็เป็นปฏิกิริยาฉับพลันเหมือนกันเพราะผมเลือกจะเมินหน้าไปทางอื่นมากกว่าหันไปมองเขาเต็มตา เพียงเพราะเห็นว่าสองแก้มของเขามันมีน้ำสีใสไหลออกมา

ก็อย่างที่เฮียทะเลพูดนั่นแหละว่าพวกเขาทั้งคู่สืบเชื้อสายของความหยิ่งทะนงมามากมาย ไม่งั้นเขาคงไม่เลือกวิธีโหดร้ายด้วยการเลิกกับผม แทนที่จะเผยความหวาดกลัวของตัวเองให้ผมได้เห็นหรอก นั่นทำให้เขาก็ไม่ควรได้รับความสงสารจากสายตาของผมเพราะไม่งั้นเขาคงรู้สึกอับอายมากไปกว่านี้

หมับ! “น้องไปกับพี่ได้ไหม” แต่แล้วก็เป็นเขาเองที่คว้ามือผมไปจับไว้ เป็นปลายนิ้วของเขาเองที่จับคางผมให้เงยหน้าขึ้นมา เพื่อจะได้เห็นน้ำตาของเขาเต็มสองตาของผมอย่างชัดเจนขึ้น 

“พี่เคยบอกไปแล้วไงว่าต่อไปพี่จะเปิดเผยทุกเรื่องกับน้อง เราจะผ่านมันไปด้วยกันแม้ว่าระหว่างทางพี่อาจจะล้มลุกคลุกคลานต้องร้องไห้ฟูมฟายเท่าไหร่ แต่พี่ไม่อายหรอกเพราะรู้ว่าถึงพี่จะร้องไห้เป็นเผาเต่าน้องก็จะเป็นคนเช็ดน้ำตาให้พี่ น้องจะปกป้องพี่เองพี่เข้าใจถูกใช่ไหมขอบฟ้า”

“อือก็คิดได้เหมือนกันนี่ขอบคุณที่แก้ปมด้อยนี้ให้ใจผมนะ ไม่ต้องห่วงอะไรหรอกถ้าเขาด่าผมผมก็จะด่าเขา ถ้าเขาตีผมผมก็จะหลบเอา แต่ถ้าเขาตีพี่ผมจะเป็นคนผลักเขาออกไปจากพี่เองพี่จะได้ไม่ต้องเป็นคนบาปไงล่ะ ผมโอเคนะกับการที่เราจะช่วยกันปกป้องกันและกันมากกว่าต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ อะเช็ดน้ำตาหมดแล้วหล่อเหมือนเดิมแล้วเนี่ย ไปกันเถอะรีบทำให้จบจะได้รีบกลับบ้านของเราสักที” ฝ่ามือทั้งคู่ของผมเช็ดน้ำตาให้เขาจ้าละหวั่น

ในใจนึกยินดีที่สุดท้ายแล้วเขาก็เข้าใจจนได้ว่าเราควรช่วยปกป้องกันและกัน ฝ่ามือของผมถึงเลื่อนไปจับแน่นกับมือเขาพร้อมกับเท้าของเราสองคนก้าวเดินตรงไปยังจุดหมาย จุดหมายที่คงจะเป็นจุดจบความสัมพันธ์ของคนสองคน จุดจบที่คนนอกอย่างผมรู้ว่ามันจะสร้างความเจ็บปวดให้คนทั้งคู่มากมายแค่ไหน แต่นี่คือทางที่ผู้ชายข้างกายผมเขาได้เลือกเอาไว้แล้ว และผมก็ยินดีที่จะเดินไปกับเขาแม้จะไร้เงาการอวยพรจากใครก็ตาม

 

มีเพียงกระจกจากเบาะหลังเท่านั้นที่เลื่อนลงมาให้เราได้เห็นเสี้ยวหน้าคนที่เคยลงมือถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน คงเป็นเพราะเจ้าของฝ่ามือกำลังทั้งเครียดทั้งกังวลแถมคงกำลังข่มใจอยู่แน่ ถึงมีความเปียกชื้นจากฝ่ามือคู่นี้ที่ผมเกาะกุมอยู่มากมายเหลือเกิน

“ผมจะไม่ขอโทษในสิ่งที่ผมทำลงไปและผมก็จะไม่เรียกร้องขอความเห็นใจหรือคำขอโทษจากคุณเหมือนกัน แต่มีแค่อย่างเดียวที่ผมอยากจะบอกคุณเอาไว้ก็คือ คุณเกมแล้วครับท่านเสธ”

“ก็ดีแล้วที่มึงไม่ขอโทษกู อย่าพูดมันออกมาเพราะคำว่าขอโทษมันหมายถึงมึงอ่อนแอ อีกอย่างกูไม่เคยสอนให้มึงโตขึ้นมาเป็นคนผิดปกติใช้ชีวิตสกปรกแบบนี้นะไอ้น้ำ” มือที่จับกับผมข้างนี้บีบแรงขึ้นไปอีก เส้นเลือดตามท่อนแขนรวมถึงหลังมือของพี่น้ำปูดโปนขึ้นมาตามสภาวะความตึงเครียดของเจ้าตัว จนผมต้องหันไปจ้องคนที่ยังนั่งหน้าตรงอยู่ในรถโดยไม่หันมามองเราสองคนแม้แต่น้อย

ฮึ่ม! นี่ถ้าไม่คิดว่าเป็นพ่อของผู้ชายที่ผมแคร์ทั้งสองคนนะ ไอ้ฟ้าจะยอมปีนเกลียวแซะให้โมโหจนเส้นเลือดในสมองแตกตายไปเลย!

“ที่พูดมามันก็ใช่อยู่หรอก แต่ถ้าจะให้ถูกต้องมากกว่านี้ก็คือคุณไม่เคยสอนอะไรผมเลยต่างหาก และผมไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณอีกแล้วเหมือนกัน ผมรู้ว่าการจะให้ความสัมพันธ์ของเราดีขึ้นมันเป็นเรื่องยากแต่ไม่คิดว่ามันจะพังครืนจนไม่เหลืออะไรเลยขนาดนี้ ขอบคุณที่มอบโอกาสให้ผมได้เกิดมาแต่จากวันนี้ไปเราจะเป็นแค่คนอื่นเท่านั้นครับ”

“งั้นกูจะให้โอกาสมึงอีกครั้ง ถ้ามึงกลับบ้านกับกูวันนี้กูจะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา แต่ถ้ามึงเลือกมันต่อให้กูใกล้ตายมึงก็ห้ามโผล่หน้าไปให้กูเห็นเด็ดขาด กูจะถือว่ากูมีลูกคนเดียวคือพี่ชายมึงเท่านั้น”

“ขอบคุณสำหรับโอกาสแต่ผมขอทิ้งไว้ตรงนี้ดีกว่า คุณไม่ต้องห่วงนะว่าผมจะโผล่หน้าไปรบกวนหรือทำอะไรให้คุณเสื่อมเสีย ผมสัญญาได้เต็มปากเลยว่าต่อให้วันรดน้ำศพคุณหรือต่อให้เป็นวันที่ผมอับจนหนทางยังไงก็ตาม แต่เราจะไม่มีวันเกี่ยวข้องกันอีกลาก่อนครับ”

“เดี๋ยวดิฟ้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ นี่คุณเสธลูกชายคุณน่ะเป็นสมบัติของผมผมขอเขาก็แล้วกัน อะนี่ค่าสินสอดแล้วต่อไปไม่ต้องมาทวงพี่น้ำคืนนะไม่ต้องคิดฆ่าผมทุกทางด้วย เพราะต่อจากนี้ผมมั่นใจว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณคุกคามผมฝ่ายเดียวแน่ ถ้าขืนคุณยังมาวอแววนเวียนไม่จบไม่สิ้นสักทีผมจะจูบปากกับลูกชายคุณแล้วแชร์ให้ชาวโลกได้เห็นกันทั่วเลย

“แก่แล้วไปพักผ่อนตามประสาคนวัยใกล้เกษียณเถอะครับ” ว่าแล้วเชียวเจ้าตัวต้องออกอาการตาเขียวปัดใส่ผมแน่ เพราะทันทีที่พูดจบชายสูงวัยในรถที่ทำเป็นนั่งคอตั้งหน้าตรง ก็รีบหันขวับถลึงตาใส่ผมราวกับจะเชือดผมให้ตายเสียตรงนี้

แต่ที่ผมทำก็คือยักไหล่ทั้งสองข้างแล้วสอดสองแขนตัวเองไปกอดรัดแขนแน่น ๆ ของคนข้าง ๆ เอาไว้ ก่อนจะออกแรงรั้งให้คนตัวใหญ่เดินหันหลังให้ชายสูงวัยไปพร้อมกับผม รอยยิ้มร้ายกาจของตัวเองประดับติดแก้มอย่างสาสมใจในความเคียดแค้นที่ชายสูงวัยมีให้ผม เชิญโกรธเชิญเกลียดผมไปเถอะเพราะถึงยังไงผมก็เป็นคนชนะเขาอยู่ดี

“ผมสะใจที่เขาแค้นผมผมอยากให้เขาเกลียดผมเยอะ ๆ เกลียดตลอดไป อยากให้เขาฝังตัวเองอยู่กับการไม่ปล่อยวางในเรื่องนี้ ให้เขาจมอยู่กับความทุกข์ที่เขาเป็นคนก่อขึ้นมาเอง ให้เขาเจอกับความผิดหวังเหมือนที่เขายัดเยียดความเจ็บปวดมาให้เราสองคน พี่น้ำโกรธไหมที่ผมคิดแบบนี้” ฝ่ามือที่จับกับผมอยู่ถูกผละออกไปในตอนที่เราเดินกลับมาถึงรถพอดี ความว่างเปล่าจากการละทิ้งของเขาทำให้ใจผมวูบหายไปมากพอดู

ฟึ่บ! “เพื่อที่จะได้กอดน้องตลอดไปพี่ยอมเป็นคนบาปในโทษฐานของลูกเนรคุณครับ ผมนายมหาสมุทร ศิริณรงค์ฤทธิ์ ขอพระเมตตาจากองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินและผืนน้ำจันทบุรีจงเป็นสักขีพยาน ชีวิตผมในชาตินี้และทุกภพทุกชาติไปผมจะมอบชีวิตและวิญญาณให้กับนายขอบฟ้า วรโชติอนันต์แต่เพียงผู้เดียว  

“หากผมประพฤติผิดในคำสาบานนี้ไปแม้แต่เพียงสักนิด ผมขอให้ผืนน้ำทุกผืนบนโลกนี้ดูดกลืนชีวิตผมให้จมหายไป ให้อยู่กับความมืดมิดไม่ได้ผุดได้เกิดทุกภพทุกชาติเถิด” แต่แล้วความวูบไหวของหัวใจผมกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตื้นตันเมื่อใครคนนั้นทรุดตัวนั่งคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าเขามองตรงไปยังศาลาที่มีพระบรมราชานุสรณ์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน บุคคลที่ผมให้ความเคารพนับถือมากที่สุด

สองมือคนเอ่ยคำมั่นสัญญาถูกยกขึ้นมาพนมแนบอกของเขา ทุกประโยคที่เขาเอื้อนเอ่ยออกไปถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผมทุกคำ ช่วงจังหวะที่พี่น้ำก้มลงกราบกับพื้นสายตาผมหันกลับไปมองขบวนรถที่เราเดินจากมา ถึงได้เห็นว่าชายสูงวัยคนนั้นเดินมายืนอยู่ไม่ไกลจากเราเท่าไหร่ สายตาเขาจับจ้องมองแค่เพียงการกระทำของลูกชายเท่านั้น

“ในวันที่เราแก่ตัวมากกว่านี้ ในวันที่เรามีลูกของส้มโอมาวิ่งเล่นให้เราได้ชื่นใจน้องจะชวนพี่มาที่นี่อีกครั้ง มาเพื่อฟังคำอธิษฐานถึงคนที่น้องต้องการเจอเขาทุกภพชาติเหมือนกัน แต่วันนี้เรากลับบ้านกันเถอะบ้านที่เป็นบ้านของขอบฟ้ากับมหาสมุทร” ฝ่ามือผมที่ยื่นออกไปถูกคว้าไว้โดยผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนทั่วนภาถูกฉาบไปด้วยแสงสีส้มสีแดงแอบแฝงด้วยสีน้ำเงินคราม

สายลมบางเบาพัดเอาปอยผมของเขาพลิ้วไหวไปตามลม แววตาสีนิลจ้องมองผมด้วยความรัก และผมก็มั่นใจว่าสายตาตัวเองที่ส่งออกไปความนัยที่แสดงให้เห็นนั้นไม่ได้ต่างจากเขาเลยสักนิด

เราจับจูงพากันเดินกลับไปที่รถเมื่อล้อทั้งสี่หมุนผ่านรถสีดำเจ็ดคันที่จอดเรียงราย ณ ที่ตรงนั้น แม้เราจะเห็นเต็มสองตาว่าลูกชายคนโตของผู้ชายคนนั้น กำลังประคองพ่อของเขาที่มีท่าทีอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้นให้เข้าไปนั่งในรถ แต่เราก็เลือกจะมองผ่านไปโดยไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย มันจบลงแล้วผมมั่นใจว่าเรื่องนี้มันจบไปแล้วจริง ๆ

 

***ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ ถ้าเราหยิ่งเกินกว่าจะเอ่ยคำขอโทษเราก็แค่เอ่ยคำขอบคุณเท่านั้น  

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะคะว่าฟางไม่มีเจตนานำเสนออะไรที่เป็นไปในทางยุยงส่งเสริมหรือแนะนำให้ลูก ๆ ไม่เคารพหรืออกตัญญูต่อบิดามารดานะคะ สิ่งไหนไม่ดีก็ขอให้อ่านแล้วคิดว่ามันเป็นนิยาย สิ่งไหนที่ดีก็อยากให้จดจำและนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตท่านเอง  

อย่าถามว่าตอนนี้ฟางร้องไห้ไหม คือฟางนี่ขี้อ่อนไหวเรื่องแบบนี้มาก ๆ และก็ไม่พลาดเรื่องน้ำตาอีกตามเคย มันสุด ๆ แล้วนะกับการตัดความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวน่ะ  

ตอนหน้าถ้าครบสามสิบยังแจ๋วฟางจะมาลงให้ในวันพุธ อาทิตย์นี้ถ้าเพื่อน ๆ ใจดีทักทายกันสม่ำเสมอฟางจะลงให้สามตอนเลย ไม่ใช่ว่าเล่นตัวหรือต่อรองนะแต่มันจะจบแล้วไงเลยอยากให้เรามาอยู่ร่วมกัน พูดคุยเม้ามอยกันในเรื่องนี้เยอะ ๆ เพื่อเป็นการส่งท้าย ส่วนท่านใดรอแสงไฟในรันเวย์ จะมีในตอน55นะคะ เรื่องนี้จะจบที่ตอน58  

ขอบคุณสำหรับทุกการพูดคุย ทุกกำลังใจ ทุกความคิดถึง ทุกสติกเกอร์ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ผิดคำไหนหล่นคำใดรบกวนทักฟางด้วยนะคะ แล้วมาเจอกันเมื่อครบกำหนดจ้าว 

*จากมหาสมุทรสิ้นสุดที่ขอบฟ้า ยังเปิดจองเรื่อย ๆ ถึงวันที่8พย. นะคะ สอบถามได้ที่เพจ #ฟางนิยายวาย36 ค่ะ 

ความคิดเห็น