email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 พิสูจน์ความรู้สึก (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 7 พิสูจน์ความรู้สึก (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 122

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2564 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 พิสูจน์ความรู้สึก (100%)
แบบอักษร

 

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ที่เขียนขึ้นมาเป็นครั้งแรก เป็นการเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มสองคน

 

 

................

 

- 7 -

 

เมฆ ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนสีขาว ได้แต่นอน อมยิ้ม

 

“นายนี่นะ ทำไมชอบทำให้ใจสั่นทุกรอบที่เจอเลย รู้ตัวบ้างไหมว่านายกำลังทำให้คน คนหนึ่งกำลัง  ตกอยู่ในภวังค์ รู้ตัวบ้างไหมว่าแค่รอยยิ้มของนายเพียงแค่แว๊บเดียว ก็สามารถทำให้คน คนหนึ่งยิ้มตามได้ทั้งวัน ทำไมนายถึงมีอิทธิพลต่อหัวใจได้ขนาดนี้วะ จะข่มใจไม่ให้รักนายไม่ไหวแล้วนะ นายพฤกษ์ นายแม่งโคตรมีผลติดหัวใจเลย” เมฆได้แต่นอนยิ้ม กลิ้งไปกลิ้งมา

 

“ตุ๊บ!! ...โอ๊ย!!! เจ็บ”  เสียงเมฆร้องลั่น

 

“เมฆเสียอะไรหล่นน่ะ" เสียงตะโกนจากพี่สาวที่อยู่ใช้ล่างของบ้าน

 

“ไม่มีไรพี่ฝน เมฆทำกระเป๋าตกน่ะครับ”

 

“อ๋อ โอเคร เออเมฆทำไรเสร็จแล้วลงมาหาพี่น่อยนะพี่มีไรจะคุยด้วย”

 

“คร๊าบๆ”

 

เมฆรีบลุกลงไปหาพี่ฝน ที่นั่งรออยู่ในห้องรับแขก เอาจริงๆครอบครัวเมฆเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ผู้หญิง 1 ผู้ชาย 2 เมฆเป็นน้องเล็ก มีพี่ 2 คนคือ พี่พายุ กับ พี่สายฝน แต่ถ้าถามถึงความใหญ่ในบ้านต้องยกให้พี่สายฝนผู้จัดการระบบระเบียบภายในบ้านทั้งหมด ถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนมีแม่อีกคนในบ้านนั่นแหละ เมฆหยุดเดินก่อนจะลงบันได เค้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตั้งสติก่อนจะลงไปหาพี่สายฝน เพราะเค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนดุเรื่องไรอีก

 

               “ก๊อก ก๊อก ก๊อก มาแล้วพี่”

 

               “มานั่งนี่สิ จะยืนคุยตรงนั้นหรอ?” พี่สายฝนพูด

 

               “พี่ฝนมีเรื่อง...อะไรจะคุยกับเมฆหรอครับ”

 

               “ได้ข่าวว่าแกจะไปต่างจังหวัด ใครอนุญาตให้แกไป แล้วแกจะไปกับใคร”

 

               “ครับผมขอแม่แล้วครับพี่ฝน”

 

               “แล้วแกจะไปกับใคร”

 

               “ไปกับเพื่อนครับ ชื่อพฤกษ์...ครับ”

 

               “เพื่อนหรือแฟน ตอบให้ดีๆ”

 

               “ก็...กำลังคุยๆกันอยู่อ่ะพี่!

 

               “จริงจังป่ะเนี่ย? คนนี้ ”

 

               “ตอนแรกก็ไม่ได้อะไรหรอกครับ แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เมฆถึงตกหลุมรักเค้า ผมว่าจะขอจีบเค้าที่โน้นแหละครับ ผมก็กลัวๆว่าเค้าจะโอเครกับผมรึเปล่า ผมกลัวคำตอบแต่ถ้าไม่บอก ก็กลัวเค้าจะหลุดมือไป”

 

               “ถ้าคิดว่า เราพร้อมที่จะยอมรับคำตอบได้เราก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว อย่างน้อยเราก็ได้บอกความรู้สึกของเราทั้งหมดที่มี แต่ถ้าเค้าตอบตกลง อย่าลืมพามาแนะนำที่บ้านนะพี่รออยู่”

 

               “โอเครครับ ถ้าเค้าตอบตกลง ผมจะพาเข้าบ้าน”

 

               “ไปนอนเถอะพรุ่งนี้ออกเช้าไม่ใช่หรอ พักเอาแรงไป”

 

               “ครับ ฝันดีครับ”

               

กรี๊งงงงงงงง … เสียงโทรศัพท์ดัง พฤกษ์เอื่อมมือไปกดรับโทรศัพท์

               พฤกษ์: ฮัลโหลลลล ครายครับ

               ปลายสาย: ยังไม่ตื่นอีกรึไง

               พฤกษ์: เมฆเองหรอมีไรโทรมาแต่เช้า

               ปลายสาย: ก็เช้าแล้ว จะไปเที่ยวไม่ใช่หรอ?

               พฤกษ์: เที่ยว ... เฮ้ยยยย!! ลืมไปเลย รอเราแปปนะอาบน้ำแปปเดียว

               ปลายสาย: เออให้ไว อีก 20 นาที ถึงหน้าบ้าน ถ้าไปถึงแล้วยังไม่ตื่น จะขึ้นไปปลุกด้วยปาก

               พฤกษ์: ฟวยเถอะ แค่นี้นะ...

ปี้นนนนน ปี้นๆ เสียงแตรรถ ดังขึ้นหน้าบ้านของพฤกษ์ ก่อนที่พฤกษ์รีบแบกเป้วิ่งออกมาจากบ้าน

               “เออ มาแล้ว ช้านิดช้าหน่อยไม่ได้รึไง”

               “เป็นคนนัดเองป่ะ อย่าบนขึ้นรถ”

                

เมฆและพฤกษ์ขับรถไปกันเอง ทั้งคู่ผลัดกันขับ เส้นทางต่างจังหวัดสองข้างทางดูคล้ายราวกับหลุดออกมาจากความฝัน ท้องน่าสีเขียว แสงแดง ท้องฟ้าสีคราม สายหมอกบางๆ รายล้อมไปด้วยภูเขาป่าไม้ร่มรื่น ทั้งสองต่างพูดคุยกันสนุกสนานตลอดทาง เหนื่อยก็แวะพักกันตลอดทาง

 

ที่พัก จังหวัดน่าน 

ทั้งคู่มาถึงที่พักที่เมฆได้จองเอาไว้แล้ว จะว่าจองก็ไม่ถูกเพราะที่นี่คือรีสอร์ท ของพี่พายุพี่ชายคนโตของเมฆ และยังอยู่ใกล้กับ ดอยเสมอดาว เมฆได้บอกพี่พายุให้เตรียมห้องที่วิวดีที่สุดไว้ให้ เมฆพาพฤกษ์ขึ้น ไปพักผ่อนบนห้อง เพราะกว่าที่พวกเค้าจะมาถึงก็มืดค่ำกันแล้ว

 

06:00 น.

               “พฤกษ์ครับ ตื่นได้แล้วครับ” เมฆกระซิบข้างๆหูพฤกษ์ ก่อนจะพูดต่อว่า “ถ้านายไม่ตื่นเราจะหอมแก้มนายนะครับ”

 

               “เออ ตื่นแล้ว นายนี่บ้าป่ะเนี่ย ”

 

               “ก็นายไม่ยอมตื่นอ่ะ รีบๆไปอาบน้ำวันนี้เราจะขึ้นดอยกัน”

 

               “ขึ้นดอยอีกหรอ โอ๊ยขี้เกียจอ่ะ”

 

               “งั้นก็นอนตายในห้องนี่แหละ เดี๋ยวเราไปเอง โอเครเนอะ”

 

               “ไม่โอเคร นายเป็นคนพาเรามานายต้องพาเราเที่ยวด้วยสิจะมาปล่อยให้อยู่ห้องแบบนี้ไม่ได้ป่ะ”

 

               “งั้นก็เลิกบ่น ละไปอาบน้ำสิ รึอยากให้เราอาบให้ครับน้องพฤกษ์”

 

               “ไม่ต้อง อาบเองได้”

 

               “รีบๆเลย ”

 

               “บ่นเก่งจังวะ”

 

               “รีบๆอาบเถอะ”

 

               “ครับ คุณเมฆ”

 

สายหมอกยามเช้าที่ปกคุมส่วนยอกของภูเขาและท้องนา สายลมเย็นๆพัดผ่าน ผิดกลับเมืองกรุง ที่มีแต่ตึกอาคาร รถยนต์ฝุ่นครัว มีแต่ผู้คนรีบเร่งวุ่นวาย เมฆนั่งจิบกาแฟอยู่ตรงระเบียงห้องพัก รอพฤกษ์อาบน้ำแต่งตัวก่อนที่จะไปหาข้าวกินและขึ้นดอย

               “ป่ะ นาย ... เสร็จแล้ว” พฤกษ์ในชุดเสื้อฮาวายสีน้ำเงิน กางเกงขาวสั้น

 

               “งั้นไปกันเลยเนอะที่รักของผม”

 

               “ที่รักไรของนาย อย่ามั่วดิ”

 

               “งั้นก็เด็กดีของผม โอเครไหม”

 

               “นายจะเรียกไรก็แล้วแต่เถอะ หิวข้าวจะไปได้ยัง” พฤกษ์ยืนเท้าเอวทำหน้ามู่ มองมาที่เมฆ

 

               “คร๊าบบบ ไปแล้วครับ”

 

ทั้งคู่ออกจากรีสอร์ท แวะคาเฟ่ จิบกาแฟดริป กับ ชาหญ้าหวาน ก่อนจะมุ่งหน้าไป ดอยเสมอดาว ที่สองข้างทางเป็นวิวภูเขาปนสายหมอก ความเงียบสงบของธรรมชาติ เส้นทางคดโค้งเพราะเป็นทางขึ้นดอย ทั้งสองขับไปเรื่อยๆแวะถ่ายรูปตลอดทาง เมฆมองดูรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของพฤกษ์ แววตาที่มีความสุข เสียงหัวเราะที่สดใด ก่อนที่เมฆจะพูดว่า

“พฤกษ์ นายชอบต้นไม้ หรือ ท้องฟ้า”

 

“ถามทำไมเนี่ย”

 

“ก็ตอบมาเถอะ”

 

“ชอบต้นไม้ คงเพราะเราโตมากับป่าเขาด้วยแหละมั้ง รู้สึกว่าต้นไม้คือส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตไปแล้วอ่ะ”

 

“อ่อ อืม”

 

“แล้วเมฆอ่ะชอบต้นไม้ หรือ ท้องฟ้าอ่ะ”

 

“แต่ก่อนชอบท้องฟ้าอ่ะ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มชอบต้นไม้ละ รู้สึกอยู่ด้วยแล้วมีความสุข”

 

“ทำไมครั้งแรกเมฆดูนิ่ง ดูสุขุม ดูไม่เป็นมิตรเลย แต่ดูตอนนี้ดิแตกต่างกันลิบลับ”

 

“ไม่รู้ดิ”

 

“แปลกคน”

 

ทั้งคู่มาถึงดอยเสมอดาว อากาศตอนสี่โมงเย็น หลังจากเกิดฝนตกนานเป็นชั่วโมง ทั้งคู่เดินลงจากรถไปติดต่อเจ้าหน้าที่พนักงาน ที่พวกเค้าได้จองเต็นท์ ไว้สำหรับนอนดูดาวในคือนี้ บรรยากาศที่เย็นสบาย ไม่ร้อนและหนาวจนเกินไป ทั้งคู่เดินเอาของไปเก็บที่เต็นและนั่งกินข้าวเย็นในจุดที่ทางเจ้าหน้าที่จัดไว้

 

21:00 น.

หน้าเต็นท์ที่พัก

               “เมฆไปนั่งดูดาวกัน ป่ะๆ”

 

               “แปปหยิบกีต้าก่อน”

 

               “เฮ้ยมึงจะเล่นกีต้าด้วยหรอ ดีๆกำลังอยากฟังเพลงพร้อมดูดาวพอดีเลย”

 

               “เดินนำไปดิ”

 

 

21:30 น.

สายลมพัดพาลมเย็นๆ เสียงจิ้งหรีดขับร้องผสาน ท้องฟ้ามีดาวประกายเต็มท้องฟ้า ราวกับอยู่ในอวกาศ ที่มีดวงดาวรายล้อมรอบตัวเต็มไปหมด ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้ไม้

               “พฤกษ์ เรามีเพลงจะร้องให้ฟังอ่ะ”

 

               “เพลงไรหรอ”

 

               “เพลงนี้เราตั้งใจซ้อมมาเพื่อนายเลยนะ เมฆอยากให้พฤกษ์ตั้งใจฟังเพลงนี้”

 

               “ถ้านายตั้งใจขนาดนี้ มาสิเราจะตั้งใจฟัง แสดงว่ามีความหมายอะไรซ่อนไว้ใช่ไหม”

 

“หากคืนนี้มีดาวอยู่ล้านดวง ฉันขอได้ไหมสักดวงหนึ่งช่วยฟังฉันที เพราะว่าคืนนี้ฉันมีเรื่องร้อนใจ อยากอธิฐานและขอดวงดาวให้ช่วยฉันสักที เนื่องจากตอนนี้ฉันรู้สึกจิตใจมันอ่อนไหว อยากจะรู้ว่าเขาเป็นยังไงจากคำพูดวันนี้”

 

“เมฆร้องเพลงพร้อมกับรอยยิ้ม แล้วหันมามองหน้าพฤกษ์”

 

“เพราะฉันเพิ่งบอกรักไป และเขาก็รับฟังทุกอย่างทุกถ้อยคำ เหมือนความฝัน แต่ฉันเองก็ไม่อาจแน่ใจ ว่าพรุ่งนี้เรื่องของเราจะสุขหรือแสนเศร้า จึงวอนขอดาวให้ช่วยบอก... หากตัวเขามีใจให้ฉันจริง ฉันขอได้ไหมให้ทุกสิ่งเป็นจริงเรื่อยไป ให้ต่อจากวันนี้เขามีแต่ฉันในหัวใจ จะอธิฐานและขอดวงดาวให้ช่วยฉันสักที”

 

“จู่ๆเมฆก็หยุดร้องเพลงแล้วเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะร้องเพลงออกมาเบาๆ”

 

“ช่วยบอกให้ฉันรู้ ให้มั่นใจ การรอคอยมันยากเกินทนไหว ได้โปรดช่วยบอกฉันและตอบหน่อยได้ไหม ว่าพรุ่งนี้เขากับฉันนั้นจะเป็นยังไง เพราะฉันเพิ่งบอกรักไป และเขาก็รับฟังทุกอย่างทุกถ้อยคำ เหมือนความฝัน แต่ฉันเองก็ไม่อาจแน่ใจ ว่าพรุ่งนี้เรื่องของเราจะสุขหรือแสนเศร้า จึงวอนขอดาวให้ช่วยบอก...ที”

 

 

พฤกษ์ได้มองเมฆที่ร้องเพลง ความรู้สึกที่เค้าเก็บกั้นมาหลายเดือนเหมือนถูกปลดล็อก เมฆและพฤกษ์นั่งมองตากัน (ในสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ที่อยากปลดปล่อย ออกมาให้ผู้คนได้รับรู้เรื่องราวต่างๆในชีวิตที่ผ่านมา อยากให้ทุกคนรับรู้สิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึก) เมฆค่อยๆ เอาหน้าเข้าหาพฤกษ์ พฤกษ์ไม่มีทีท่าว่าจะถอยหน้าหนี เมฆค่อยๆบรรจงจูบไปที่ริมมีปากพฤกษ์อย่างนุ่มนวล เมฆค่อยๆ ถอยหน้าออกมา พร้อมกับพูดออกมา

               “พฤกษ์ เมฆรักพฤกษ์นะ เมฆขอจีบพฤกษ์เป็นแฟนได้ไหม เราไม่รีบเอาคำตอบหรอกเรารอพฤกษ์ได้นะ และ เราจะรอตลอดไป”

 

               “เราว่า เราเป็นเพื่อนอ่ะดีแล้ว เราไม่อยากให้เมฆต้องมาเสียใจเพราะเรา เมฆก็รู้ว่าเราอยู่ได้อีกไม่กี่ปีอ่ะ เมฆจะมารักคนอย่างเราทำไม จะมารักคนใกล้ตายอย่างเราทำไม”

 

               “ไม่พฤกษ์ เมฆไม่ได้คิดว่าพฤกษ์จะอยู่ได้ไม่นาน เมฆหาหมอที่เก่งที่สุดให้ได้แล้วนะ เมฆให้พ่อกับแม่หาหมอที่สามารถรักษาโรคนี้ได้แล้วนะ หลังจบทริปเราจะให้พฤกษ์เข้าการรักษา เราเชื่อมั่นว่าพฤกษ์จะหายนะ”

 

               “ทำไม... ทำไม เมฆถึงทำเพื่อเราขนาดนี้”

 

               “เพราะเมฆ รักพฤกษ์ไงครับ คนดีเข้ารับการรักษานี้นะครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษานะเราจัดการให้หมดแล้ว ขอแค่พฤกษ์...”

 

               “พฤกษ์รู้สึกว่า พฤฤกษ์ไม่คู่ควรกับเมฆเลย”

 

               “ทำไมพูดอย่างนั้น รู้ไหม พฤกษ์เป็นคนแรกเลย ที่กล้าเข้าหาเรา ทั้งๆที่เราพยายาม ทำตัวให้นิ่ง ให้สุขุม แต่เพราะพฤกษ์เข้ามาทำให้เราไม่สามารถข่มใจไว้ได้ พฤกษ์เป็นแฟนกับเมฆได้ไหม”

 

หลังเมฆพูดจบ พฤกษ์ได้จูบ ไปที่ริมฝีปากของเมฆ ทำให้เมฆสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่พฤกษ์จะพูดออกมาว่า

 

               “งั้นนี่ก็คือคำตอบของเรา” เมฆได้ยิน ได้แต่นั่งยิ้ม

 

 

ทั้งคู่ได้จูบกันต่อใต้แสงดาว

 

         

ความคิดเห็น