email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 พูดคุย ( 100% )

ชื่อตอน : บทที่ 2 พูดคุย ( 100% )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 184

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2564 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 พูดคุย ( 100% )
แบบอักษร

 

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของไรท์ที่เขียนขึ้นมาเป็นครั้งแรก เป็นการเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มสองคน

 

 

................

 

- 2 -

 

 

'นี่ผมแนะนำไรให้นะ ไปทำอะไรที่ยังไม่ได้ทำซะ ก่อนตายน่ะ จะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายผมอีก"

 

 

เสียงของเมฆที่ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของพฤกษ์ ทำให้พฤกษ์นอนกลิ้งตัวไปมาบนที่นอนนุ่มสีขาว

 

"เวลาพูดมันก็พูดง่ายน่ะสิ !"

 

“เฮ้ออออ ~ งั้นทำตามเสียงหัวใจแล้วกัน” พฤกษ์พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มีความสุข

 

“พฤกษ์! กินข้าว” เสียงเรียกจากผู้เป็นแม่ตะโกนขึ้นมาจากชั้นหนึ่งของบ้าน

 

“คร๊าบบบบ จะไปเดี๋ยวนี้แหละแม่”

 

มาถูกจังหวะจริงแม่เราเนี่ยนะ!!!

 

พฤกษ์เดินลงไปยังโต๊ะอาหาร

 

“แม่! แล้วเจ้าบุษ กับพ่อล่ะ ไปไหนกันหมด”

 

“พ่อติดลูกค้า คงกลับมาดึกๆ ส่วนเจ้าบุษขอไปนอนค้างบ้านตาลทำโครงงานวิทฯส่งพรุ่งนี้น่ะ ก็เหลือแค่เราสองคนแม่ลูก”

 

ดีจะได้ไม่มีใครมาแย่งกอดจากแม่

 

“บุษไม่อยู่อย่างงี้ก็ดีสิ พฤกษ์จะได้สบายหูไม่ต้องมีใครมาพูดมากข้างหูพฤกษ์”

 

“พฤกษ์อย่าว่าน้องอย่างงี้สิ น้องมันแค่พูดมากนิดหน่อยเอง”

 

“ไม่นิดนะแม่”

 

“พอๆ กินข้าวจะได้รีบอาบน้ำนอน พรุ่งนี้มีเรียนเช้าไม่ใช่หรอ”

 

“ใช่ครับมีเรียนเช้า และ เลิกเย็นมากๆด้วย คงได้นอนหอ”

 

“อ่ะรีบๆกิน จะได้พักผ่อน” แม่พูดพร้อมกับตักแกงจืดหมูสับของโปรดของลูกชายให้

 

“แม่! ถามไรหน่อยดิ” น้ำเสียงที่จริงจังหลุดออกมาจากปากของำพฤกษ์ ไม่ใช่แค่น้ำเสียงแต่รวมถึงแววตาและสีหน้าที่บ่งบอกถึงสีหน้าจริงจัง

 

“ได้สิ? มีไรหรอ”

 

“ถ้าผมตายจากไปแล้วจริงๆ แม่ยังจะทนได้จริงๆใช่ไหม? แม่กับพ่อจะไม่ร้องไห้ใช่ไหม? ทุกคนจะไม่เสียใจใช่ไหมที่ผมจากไป? ทุกคนจะไม่จมปลักกับการจากไปของผมใช่ไหม?” พฤกษ์พูดพร้อมกับหยดน้ำตาที่เอ่อล้นไหลอาบแก้มทั้งสอง

 

“ทำไมถึงถามอย่างนั้นครับ ลูกยังมีโอกาสรักษาหายนะ แม่เชื่อมั่นว่าลูกจะต้องไม่ตาย จะต้องหายแน่นอนนะ เชื่อแม่นะครับ” แม่พูดพร้อม ยื่นมือเช็ดหยดน้ำตาที่แก้มพฤกษ์

 

“แล้วถ้าผมตายล่ะ แม่จะไม่ร้องไห้ใช่ไหม แม่ยังมีเจ้าบุษอยู่อีกคนนะ แม่อย่าลืมล่ะ แม่จะเข้มแข็ง แม่สัญญากับผมมาก่อน”

 

"ไม่พูดอย่างนี้นะครับพฤกษ์"

 

"แม่! แม่สัญญากับผมมาก่อนนะครับ นะ"

 

“แม่สัญญา แม่สัญญา แต่พฤกษ์ต้องสัญญากับแม่ด้วยว่า พฤกษ์จะเข้ารับการรักษาตัวนะครับ”

 

“ครับ แม่สัญญากับพฤกษ์แล้วนะครับ พฤกษ์สัญญาครับว่าจะเข้ารับการรักษาจนหายดี แต่หลังจากนี้ พฤกษ์ของทำตามที่พฤกษ์ต้องการได้ไหม อย่างน้อยก็ยังได้ทำตามในสิ่งที่อยากทำ พฤกษ์กลัวว่าพอทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง พฤกษ์ก็จะได้สบายใจเพราะได้ทำตามที่อยากทำแล้ว นะครับ”

 

“ได้สิ พฤกษ์อยากทำอะไร อยากไปไหนแม่จะไม่ห้าม ขอแค่บอกแม่บ้างนะครับ ความสุขของพฤกษ์ แม่ให้ได้หมดแหละ เพราะในทุกๆวันในการใช้ชีวิตของพฤกษ์ แค่แม่เห็นว่าพฤกษ์ยิ้มได้ แค่นี้แม่ก็มีความสุขแล้ว”

 

“ขอบคุณนะครับแม่ พฤกษ์รักแม่นะครับ”

 

“พอๆมากินข้าวกันดีกว่า แม่ทำแต่ของโปรดลูกทั้งนั้นเลยนะ”

 

“ผมรักแม่จัง และก็รักทุกๆคนด้วย”

 

“แม่และทุกคนในบ้านก็รักลูกนะ” แม่ตอบพร้อมยื่นมือลูบหัวพฤกษ์

 

พฤกษ์ในชุดนอนเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กับ กางเกงขายาวสีเทา นั่งเช็ดผมยุ่งๆที่เปียกน้ำ พร้อมกับส่องเฟสบุ๊คของใครบางคน

 

“ในที่สุดก็หาเจอจนได้ เป็นนายจริงๆด้วยสินะ” รอยยิ้มที่ยกขึ้นอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

 

"พรุ่งนี้เจอกันนะ เจ้าก้อนเมฆ...!"

 

............

 

.........

 

.......

 

......

 

...

 

 

เสียงนกร้องที่ร้องจอแจในยามเช้า ทำให้บรรยากาศดูสดชื่น แต่ไม่ใช่ในห้องพัก จู่ๆก็มีเสียงตะโกนดังลั่นเอะอะโวยวายดังขึ้นภายในห้อง

 

“เออๆ ตื่นแล้วจะร้องไรนักหนาวะไอ้ดาวศุกร์ไอ้ดาวเสาร์เดี๋ยวก็จับทอดแม่งเลยนิ แม่งรำคาน” เสียงร้องโวยวายที่ดูหงุดหงิดของเมฆ ทำให้ไอ้เอ็มสะดุ้งตื่นขึ้นทันที

 

“เฮ้ยๆ ไอ้เมฆมึงจะมาทอดนกกูไม่ได้นะเว้ย หูยยยย ขวัญเอ้ยขวัญมาลูกดาวศุกร์ดาวเสาร์ของพ่อ” เสียงพูดของ้อ็มที่ดูตื่นตระหนก

 

"เออปลอบกันเข้าไป โอ๋กันเข้าไป"

 

"ลูกกูตกใจขนร่วงแล้ว ไอ้เมฆ!"

 

“ร่วงก็ดีจะได้ไม่เสียเวลาขนขนมัน เดี๋ยวกูจะจับทั้งนกทั้งเจ้าของทอดแดก พร้อมกันเลยดีไหม ห๊ะ! นี่พึ่งจะหกโมงเช้าเองนะเว้ย ให้กูนอนตื่นสายๆบ้างเถอะมึงมีเรียนสายทั้งที”

 

“เออน่ากูขอโทษแทนลูกๆกูด้วยแล้วกัน พอดีแฟนกูมาฝากเลี้ยงแค่สองวันเอง ทนอีกนิดนะ เอางี้เดะกูทำวิชาของจารย์สมศักดิ์ให้แลกกับเลี้ยงนกสองวันโอเครป่ะ”

 

“ไม่ แต่ถ้าจะให้กูโอเคร มึงต้องทำของจารย์เลกับจารย์อรทัยให้กูด้วย ไม่งั้นมึงก็หอบลูกรักและเสื้อผ้ามึงออกจากห้องกูไปเลย”

 

“เออๆ ก็ได้วะ นี่กูยอมเพราะที่ซุกหัวนอนลูกกูนะเนี่ยไม่งั้นกูไม่ทำให้หรอก ถ้าหอกูเลี้ยงสัตว์ได้กูไม่มาง้อมึงหรอกกูบอกเลย”

 

“เออดีมาก กูไปอาบน้ำก่อนละ บ่นอยู่นั่นแหละ”

 

“อ่าว! แล้วนี่มึงจะออกไปไหนแต่เช้ามีเรียนบ่ายไม่ใช่หรอวะ”

 

“กูจะไปห้องสมุด หาที่เงียบๆนอน อยู่นี่ต่อคงได้จับนกมาทอดแดกแน่นอน” เมฆพูดจบก็ไปอาบน้ำแต่งตัวออกจากห้องไปมหา'ลัย

 

ระหว่างเดินไปมหาลัยฯเมฆแวะเข้าร้านสะดวกซื้อใกล้ๆมหา'ลัย เดินตรงดิ่งไปหยิบนมถั่วเหลือง จังหวะกำลังหันตัวจะไปจ่ายตังค์ก็ได้พบกับพฤกษ์

 

“อ่าวนายหวัดดี นายมีเรียนเช้าหรอ” เมฆถาม

 

“อือใช่ แต่ก็ไม่ได้เช้าหรอกต้องบอกว่าเรียนสายจะดีกว่ากว่า พอดีมีเรียนตอนสิบเอ็ดโมงตรงน่ะ นี่ก็พึ่งจะเจ็ดโมงเช้า ไปหาที่นั่งคุยกันหน่อยได้ไหม” พฤกษ์ตอบ

 

“อืม ได้ดิกำลังเบื่อๆอยู่พอดี อย่างน้องก็มีอะไรทำฆ่าเวลา” เมื่อเมฆพูดจบก็เดินไปจ่ายตังค์พร้อมกับพฤกษ์

 

ทั้งสองเดินออกจากร้านสะดวกซื้อ เดินมาตรงโต๊ะนั่งม้าหินหน้าตึกคณะบริหาร หน้าต้นบริหารจะปลูกต้นตาเบบูญ่า หรือ ชมพูพันธ์ทิพย์ ที่ตอนนี้ออกดอกบานสะพรั่งสีชมพูไปทั้งหน้าตึก กลีบดอกร่วงโรยลงมาสู่พื้น ดูหมือนราวกับว่าเป็นดอกซากุระ ที่ประเทศญี่ปุ่น สายลมที่พัดอย่างอ่อนโยน เคล้าเสียงประสานกับเสียงนกกระจิบ ที่ร้องสลับกับเสียงใบไม้สีกัน แสงแดดยามเช้าอ่อนๆที่ส่องผ่านช่องว่างของต้นไม้สู่พื้น

 

“ว่าแต่ นายมีเรียนเช้าหรอ” พฤกษ์ถามเมฆ

 

“เปล่าอ่ะ มีเรียนบ่าย พอดีเพื่อนมันเสียงดังเลยกะว่าจะมาหาที่นอนในมหา'ลัยอ่ะ” เมฆตอบ

 

“อ่ออืมมมม... เรารู้แล้วนะเรื่องที่นายบอกเราอ่ะ”

 

“เราบอก? เราบอกเรื่องไรหรอ เรื่องที่จะไม่มากวนเราใช่ป่ะ วันนี้ให้กวนได้ อนุญาตพอดีเบื่อๆ”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้น”

 

"แล้วเรื่องอะไร ?"

 

"ก็เรื่องที่ให้หาไรทำก่อนจะตายไง แค่นี้ทำเป็นลืม นายเป็นคนบอกเราเองแท้ๆ"

 

“อ่อ โทษทีพอดีไม่ได้ใส่ใจ แต่ก็ดีแล้วนี่นายจะได้มีเป้าหมายในการใช้ชีวิตมากขึ้นจะได้ไม่ต้องมากังวลเรื่องที่จะใกล้ตายไง ยินดีด้วยนะที่หากิจกรรมได้”

 

"โห!! พูดทีไม่รักษาน้ำใจกันเลยนะ"

 

"อืมมม"

 

“ชั่งมัน เอาเป็นว่าในกิจกรรมที่เราหามา มีนายอยู่ในกิจกรรมนี้ด้วยนะ นายก้อนเมฆ”

 

“ห๊ะ! เกี่ยวไรกับเราอ่ะ แล้วอีกอย่างเราชื่อเมฆ ไม่ใช่ก้อนเมฆ เรียกซะแบ๊วเชียว”

 

“ก็มีนายคนเดียวที่รู้เรื่องของเรานี่ เราไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วงเราไปมากกว่านี้แล้ว แต่ถ้าเป็นนายบุคคลที่แทบจะไม่สนโลกสนใครสนอะไรทั้งสิ้น เราพร้อมที่จะบอกอยู่แล้ว อีกอย่างนะ ชื่อก้อนเมฆออกจะน่ารักนะ คุณก้อนเมฆ”

 

“เฮ้อออออ รู้งี้ไม่น่าทักนายเลย”

 

“เอาน่า ถือซะว่าสงเคราะห์คนใกล้ตายนะ”

 

“เจ้าเล่ห์นักนะ”

 

“นะนะ ถือซะว่าให้คนใกล้ตายอย่างเราได้ไปเที่ยวไปกินอาหารที่อยากกิน หวังว่านายคงจะไม่ใจจืดใจดำ คงไม่ปล่อยให้เราไปไหนมาไหนคนเดียวใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นนายโครตใจร้ายเลย…”

 

“เอออออ ก็ได้ไปด้วยก็ได้ วุ่นวายจริงๆ”

 

“งั้นตกลงตามนี้นะ เย็นนี้มาเจอกันที่นี่สี่โมงเย็นครี่งโอเครนะ”

 

"วันนี้เลยหรอ ?"

 

"ช่ายยย วันนี้แหละ ตามนี้นะ"

 

“อือๆ” เมฆที่ไม่สามารถปฏิเสธคำตอบได้ ได้แต่แสดงสีหน้าเซ็ง แต่พอหันไปมองไอ้คนที่เอาความตายมาข่มขู่กลับยิ้มหน้าระรื่น เมฆได้แต่ส่ายหัวแล้วฟุบลงไปนอน ส่วนเจ้าพฤกษ์ได้แต่หัวเราะชอบใจที่แผนล่อลวงของตัวเองสำเร็จ

 

“แผนนี้ใช้ได้ผลจริงๆด้วย” พฤกษ์หันไปกินขนมปังกับนมที่ซื้อมาแล้วยิ้มให้เมฆที่นอนก้มหน้าอยู่

 

“ก็เป็นคนดีอยู่นี่เจ้าก้อนเมฆ แล้วจะทำหน้าตาไม่รับแขกไปทำไมกัน” พฤกษ์พูดออกมาเบา ๆ

 

..........

 

......

 

...

 

เมฆตื่นมาดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา สิบโมงครึ่ง เมฆหันมองหาพฤกษ์ แต่ไม่พบมีแต่กระดาษโพสอิทที่มีข้อความเขียนอยู่ว่า “ไปเรียนก่อนนะเจ้าก้อนเมฆ ไว้เจอกันเย็นนี้ เห็นหลับอยู่เลยไม่กล้าปลุก อ่ะนี่ ไอดีไลน์ @xxxxx” เมฆอ่านจบก็เผลอยิ้มมุมปากขึ้น แล้วพูดออกมา

 

"เจ้าก้อนเมฆหรอคิดได้เนอะไอ้พฤกษ์" เมฆเก็บของลงกระเป๋าและพับกระดาษโพสอิทใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อก่อนจะลุกไปหาเพื่อนตัวเองที่ตึกคณะวิศวะ

 

.............

 

.......

 

.....

 

[คณะวิศวะฯ]

16:35 น.

 

เมฆ : อยู่ไหนละ เดะนั่งรอที่โต๊ะม้าหินหน้าตึกบริหาร พฤกษ์ : เออๆกำลังไป อาจารย์ปล่อยช้า พฤกษ์ : อย่าพึ่งไปไหนนะรออยู่ตรงนั้นก่อน

เมฆ : อือ

 

เมฆนั่งเล่นโทรศัพท์รอพฤกษ์ เป็นคนนัด แต่ดันเป็นคนมาสายซะเอง!

 

“เป็นคนนัดเองแท้ๆ ละก็ปล่อยให้คนอื่นรอ” เมฆนั่งพรึมพรําอยู่คนเดียว

 

“มาแล้ว มาแล้ว พร้อมยังไปกันเถอะ!” พฤกษ์วิ่งตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังมาแต่ไกล แล้วก็มายืนหอบตรงหน้าเมฆ

 

“จะไปไหนล่ะ”

 

“ไปปั่นจักรยานกัน!!”

 

“จริงจังป่ะเนี่ย” สีหน้าตกใจป่นสงสัยของเมฆ

 

"ทำไมถึงชวนไปปั่นจักรยานนึกคึกอะไรขึ้นมา"

 

“แล้วจะไปปั่นที่ไหน ไปยังไง” เมฆถามพฤกษ์กลับ

 

“ก็ไปสวนรถไฟฯไง แล้วก็ต้องเป็นนายที่เป็นคนขับเพราะ จะ ไป รถ ก้อน เมฆ” พฤกษ์ตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม ที่ยิ้มกว้างกว่าปกติ หน้าตาดูอ้อน สุดท้ายเมฆก็ใจอ่อนแล้วพาพฤกษ์ไปสวนรถไฟฯจนได้  

 

"คิดถูกคิดผิดวะเนี่ย~"

 

"คิดถูกสิ ทำหน้าให้มันดีๆหน่อยสิ ก้อนเมฆ"

 

"เรียกเมฆปกติได้มั้ย ไอ้ต้นไม้"

 

"ไม่ได้นายก้อนเมฆ"

 

"ไม่เถียงด้วยแล้ว"

 

"ดีมาก คนเก่ง"

 

"แล้วจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานป่ะ จะไปมั้ยสรุป?"

 

"ไปๆๆ รอด้วยสิ"

 

บรรยากาศภายในรถของเมฆ เสียงเพลงของวัชราวลีเปิดคลอไปตลอดทาง พฤกษ์นั่งสำรวจภายในรถอย่างละเอียด เบาะหนังสีดำตัดกับตัวรถสีขาว ดีไซน์หรูแต่เรียบแบบผู้ชายสุขุม ไม่ค่อยมีของไรมากมาย กลิ่นน้ำหอมภายในรถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพที่สุขุมนุ่มลึก เป็นกลิ่นเดียวกับที่ตัวของเมฆ 

 

สักพักเมฆหันมามองพฤกษ์ แต่พฤกษ์หลับไปแล้ว ใบหน้าเวลาหลับเหมือนเด็กน้อยที่หมดฤทธิ์ดื้อ

 

“เวลามันไม่พูดมากก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย” เมฆพูดออกมาเบาๆ แล้วก็หันไปขับรถต่อ...

 

..........

 

.......

 

....

 

“นายถึงแล้ว พฤกษ์ ถึงแล้ว พฤกษ์ครับ” เมฆพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แล้วค่อยๆเอื้อมมือจับที่แขนเบาๆ พฤกษ์ลืมตาตื่นขึ้นมาแบบงัวเงียแล้วเงยหน้ามองหน้าของเมฆ

 

“ถึงละหรอครับ” พฤกษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

 

“อืมถึงแล้ว ป่ะลงไปเช่าจักรยาน”

 

"คันเดียวใช่ป่ะ"

 

"ปั่นใครปั่นมันสิ!"

 

"ชิ!!!"

 

เมฆกับพฤกษ์ลงจากรถเดินตรงไปที่ร้านเช่าจักรยาน ทั้งสองปั่นจักรยานรอบสวน พฤกษ์จอดรถแล้วลงเดินไปนั่งกลางสนามหญ้า เมฆก็จอดรถและเดินตามมานั่งข้างๆ

 

........

 

....

 

“วันนี้ท้องฟ้าสวยดีเนอะ ว่าป่ะ” พฤกษ์พูดพร้อมนอนลงบนพื้นหญ้าที่เขียวขจี

 

“อืม สวยจริงๆแหละ นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้สังเกตมองแบบนี้ วันๆเอาแต่มองพื้นดิน จนลืมไปเลยว่าโลกเราก็ยังมีท้องฟ้าสีคราม” เมฆพูดพลางมองก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า

 

“เออเมฆ เราถามอะไรหน่อยสิ คือเราอยากรู้ว่าทำไมถึงชื่อว่า เมฆอ่ะ” พฤกษ์ถาม

 

“ทำไมน่ะหรอ... ไม่รู้สิ เราไม่เคยถามแม่เลย แต่สำหรับเรา เราน่าจะตอบได้นะว่าทำไมถึงชื่อ เมฆ…” เมฆพูดแล้วหันหน้าไปมองพฤกษ์

 

“ทำไมหรอ หรอ?”

 

“ที่ชื่อ เมฆ ก็เพราะว่า เราจะคอยดูต้นไม้ตลอดเวลาไง ไม่ว่าจะอยู่ไหน ส่วนไหนของโลก ท้องฟ้า ก้อนเมฆ ก็สามารถมองเห็นได้ตลอด ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน เวลาเหนื่อยหรือออนแอ คนเรามักจะยืนมองท้องฟ้านั่นแหละ” เมฆตอบ

 

“ยังไงวะ กูงง? ช่วยพูดให้กูเข้าใจง่ายๆหน่อยได้ไหม!” พฤกษ์ตอบเมฆพร้อมขมวดคิ้วเป็นปม

 

“โง่ๆอย่างมึงอย่างรู้เรื่องเลย”

 

“ไรวะ”

 

“ป่ะ ไปหาไรกินกันจะได้กลับบ้าน”

 

“ไปกินปิ้งย่างกัน!!!” พฤกษ์พูดชวนเมฆ

 

“เออๆ ไปก็ไป แต่กูเป็นคนเลือกร้านนะ”

 

“ก็ได้!”

 

“ป่ะลุกสิ! จะไปกินมั้ย จะได้เอาจักรยานไปคืน”

 

"ไปๆๆๆๆ"

 

เมฆและพฤกษ์เอาจักรยานไปคืนและไปกินปิ้งย่างกันต่อแถวMRT ทั้งสองนั่งกินปิ้งย่างกันอย่างสนุกสนานทั้งสองเริ่มพูดคุยกันมาขึ้น ทำให้ความสนิทของทั้งสองเริ่มพัฒนาไวขึ้น

 

“เออ...สังเกตตั้งแต่เมื่อกี้ละ ทำไมกินแต่หมูไหม้ๆอ่ะ รู้ไหมมันเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนะ” เมฆพูด

 

“ก็เป็นอยู่แล้วนี่ไงจะเป็นไรไปล่ะ”

 

“ก็รู้ แต่มันไม่ดีไง ชิ้นดีๆของดีๆมีก็หัดกินสิ! อะเอาจานมาเดี๋ยวย่างให้” เมฆพูดพร้อมคีบหมูย่างยื่นให้พฤกษ์ พฤกษ์น้อมรับหมูย่างทุกชิ้นที่เมฆยื่นมาให้ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

 

...........

 

........

 

....

 

“อิ่มยัง?” เมฆพูดพร้อมกับมองหน้าพฤกษ์

 

“โอ๊ยยยย อิ่มจนท้องจะแตกแล้ว”

 

“งั้นจ่ายตังค์ละนะ มื้อนี้เราจ่ายให้เอง มื้อหน้านายเป็นคนจ่ายโอเครไหม”

 

“โอเคร กราบขอบพระคุณคร๊าบคูมก้อนเมฆ”

 

“พี่คร๊าบ คิดตังค์ครับ!!” เสียงตะโกนของเมฆที่เรียกให้พนักงานเก็บตังค์

 

.......

 

....

 

หลังจากจ่ายตังเสร็จเมฆก็อาสาไปส่งพฤกษ์ที่บ้านเพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว รถประจำทางก็หมด แถมยังอันตรายอีก

 

“ขอบคุณนะที่มาส่ง” พฤกษ์พูดขอบคุณเมฆก่อนที่จะลงจากรถและเดินเข้าบ้านไป

 

เมฆได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้า เมฆมองตามพฤกษ์ที่เดินเข้าไปในตัวบ้าน เมฆถึงจะขับรถกลับหอตัวเอง ตลอดทางขับรถกลับหอเมฆก็คิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำไมเค้าถึงใจเต้นแรงทุกครั้งที่อยู่ใกล้พฤกษ์ ความรู้สึกนี้คืออะไรกันนะ ทั้งที่พึ่งคุยพึ่งรู้จักกันแท้ๆ แต่ทำไมความรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน.....

 

 

...............................................

 

แน่ะ!!! นายเมฆคิดอะไรกับพฤกษ์น่ะ

ใจเราน่ะใจเราเดะๆ

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น