ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ยี่สิบสอง อวิชชาแดนไซฮก

ชื่อตอน : ตอนที่ยี่สิบสอง อวิชชาแดนไซฮก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 10:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ยี่สิบสอง อวิชชาแดนไซฮก
แบบอักษร

ตอนที่ยี่สิบสอง อวิชชาแดนไซฮก

 

..

ในที่ห่างไกลออกไปมีคนจับตาดูนอกจากพี่ใหญ่ของผมที่หน้าซีดปากสั่นขยับตัวไม่ออกเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

“ฮืมเด็กร้ายกาจ ลงมือทีเดียวสำเร็จผล น่ากลัวจริงๆ”

ผู้อาวุโสของตระกูลดูสถานการณ์ที่เหล่านายน้อยต่อสู้กันบอกออกมา

“ ฮา แต่พวกเรายังจับพิรุธที่หวังลี่ถ่ายทอดพลังให้กับอี้จิงได้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ แม้แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็ยังไม่ยอมเปิดเผยฝีมือที่แท้จริง”

เอ่อ อย่าเข้าใจไปอย่างนั้นสิที่จริงผมสู้อี้จิงไม่ได้ต่างหาก เอ๋ว่าแต่วิชาที่ผมฝึกมันทำให้ได้ยินเสียงดีขนาดนี้เชียวหรือและผมมองไปทางอี้จิงที่กำลังทำท่าทางเขินกับการที่คนจำนวนมากมารุมล้อมชื่นชม..ที่ท่าทางเธอจะไม่ได้ยินเสียงจากที่ไกลๆ?

หรือวิชามันออกมาตามแต่บุคคล คนที่หมกมุ่นไม่สนโลกภายนอกเลยไม่ฝึกวิชาฟังเสียงไกลๆแบบนี้ ส่วนคนหวาดกลัวและระแวงอย่างผมวิชาเลยออกมาอีกอย่างหนึ่ง

โลกนี้นี่มันซับซ้อนจริงๆ ต้องศึกษาและทดลองเพิ่มมากขึ้นอีกแล้ว

เต๋าและเคล็ดวิชาแต่ละคนก็จะแยกไปตามลักษณะนิสัยสินะ

หรือผมจะลองไปเรียนวิชาแพทย์ดีนะ?

น่าสนใจเหมือนกัน

 

ผู้อาวุโสของตระกูล สามไม่สิ สี่คน

อีกคนหนึ่งซ่อนตัวจากอีกสามคนที่ยืนอยู่ไม่ให้อีกสามคนรู้ตัว

ทำท่าทางเป็นผู้รู้ดูสถานการณ์สักพัก พยักหน้ากับตนเองแล้วก็จากไป

นี่ก็คือความสามารถของผม

Echolocation ความสามารถที่คนตาบอดและแดร์เดวิลมี คือการจับคลื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปแม้จะไม่ต้องใช้ดวงตาก็ตาม

ตอนแรกผมนึกว่าแค่จะมีการจับวัตถุแต่เหมือนหากผมรับรู้วัตถุอะไร และหากจับภาพสิ่งนั้นได้ หากผมเพ่งความสนใจในสิ่งนั้น ก็เหมือนกับผมยืนได้ยินหรือสังเกตข้างๆสิ่งนั้นได้

นี่คือสาเหตุที่ผมสามารถรักษากระดูกที่แตกละเอียดได้ด้วยความง่ายดายนั่นเอง

เพราะใช้หลักการคล้ายๆอัลตร้าซาวด์ด้วยคลื่นลมปราณ จำแนกแยะแยะกล้ามเนื้อและกระดูกที่เสียหาย

แต่ว่าพลังการจับเสียงของปราณมันโกงขนาดนี้เชียว

แล้วทำไมไม่ค่อยมีคนใช้งานกันอย่างนี้กันนะ?

หรือเพราะผมออกแนว

“อวิชชาชมพูทวีป”

ที่ใช้ตำราพรหมศาสตร์และของดินแดนอาทิตย์อุทัยในการฝึก วิชาเลยออกมาพิสดารไม่เหมือนแนวทางการฝึกของแดนจงหยวน?

รู้สึกผมจะยิ่งเข้าใกล้ความเป็นวิชามารมากขึ้นอย่างไรชอบกล แต่ไซโรอัสเตอร์ คับบาล่าห์ต่างๆมันก็เรียกว่าเข้าข่ายวิชาของนิกายเรืองโรจน์ เม้งก้ามากกว่าแนวของสำนักมาตรฐานล่ะนะ

ถึงที่จริงพรหมศาสตร์จะเป็นแนววิชามาตรฐานที่ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อเรียนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเจ้าชายในนครรัฐของอินเดียก็ตาม

อย่างที่เคยกล่าวว่าอย่าเข้าใจผิดในเรื่องของเคล็ดวิชา

ว่าก๊วยเจ๊ง เตียบ่อกี้คือคนนอนกลางดินกินกลางทราย

แต่บรรดาปรมาจารย์นั้นคือคนที่มีวิชาความรู้

ก่อนที่ท่านจะคิดเคล็ดวิชาต่างๆ ท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อก็เป็นเจ้าชายที่ได้ชื่อเสียงว่าอัจฉริยะและชาญฉลาดก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว

และใช้ความรู้ความเข้าใจต่างๆ ตกผลึกเป็นเคล็ดวิชาที่ท่านปรมาจารย์สั่งสอนลูกศิษย์ได้ในภายหลัง

ที่ผมทำก็เหมือนกับคิดค้นวิศวกรรมย้อนกลับ จากแนวคิดรากฐานของพรหมศาสตร์ ค่อยๆหาจุดเชื่อมรอยต่อของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น

สร้างความเข้าใจให้ถ่องแท้ขึ้นเหมือนกับการพิสูจน์ทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ที่สูตรสองบรรทัดที่เราเห็นกัน

ที่จริงแล้วมาจากการพิสูจน์ทฤษฎีบทด้วยความยาวสี่ร้อยกว่าหน้า

ผมไม่ค่อยโทษพวกปรมาจารย์ของยุคนี้ ที่แม้แต่คัมภีร์วิชาประจำตระกูลเอง ก็ไม่ยาวไปกว่า 12 หน้าA4

พวกปีศาจผมแดงแดนไซฮกได้ข้อได้เปรียบจากเทคโนโลยีการพิมพ์ต่างๆ ส่วนปรมาจารย์มีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องย่อความเคล็ดวิชาลงกระดาษที่มีเคล็ดวิชาจำกัด

ที่ทำให้ผมต้องพึ่งคนอย่างอี้จิงที่ต้องคอยเชื่อมโยงความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ให้กับผม

และตอนนี้ผมก็กำลังสร้างการพิสูจน์ทฤษฎีบทที่ขาดหายไปอยู่ตามแนวทางของปีศาจผมแดงแดนไซฮกที่ต้องการบทพิสูจน์ที่ชัดแจ้งในทุกขั้นตอน

เรียกว่าคือการ”ปรับพื้นฐานที่หนักแน่น”ในสไตล์ปีศาจผมแดงก็ได้

อะไรที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ ไม่มีการอ้างอิง คือขยะทางวิชาการ

วิชาฝีมือของผมคือแนวของปีศาจผมแดงแดนไซฮกกับอวิชชาชมพูทวีป

ที่แม้แต่ตอนที่ผมแอบฟังพวกผู้อาวุโสคุยกันผมก็แบ่งแยกประสาทมาพูดคุยกับกลุ่มคนที่ขอเป็นผู้ติดตามผมอย่างไม่ขัดเขิน

การสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่รับความสำเร็จและอัปยศร่วมกันคือสิ่งที่เป็นรากฐานของพลังทางการเมือง

ไม่ว่าใครก็เคยทำผิดพลาดในงานราชการ

กลุ่มคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกันก็จะออกมาคอยปกป้องหากเราทำผิดพลาด

การมีกลุ่มของตนเองคือประโยชน์เช่นนี้และการสร้างสถานะของกษัตริย์ไม่อาจทำผิด

คือการสร้างระบบที่กษัตริย์จะไม่ลงมือทำอะไรด้วยตนเอง

แต่ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ซึ่งทางอังกฤษมีการเล่นมุกตลกร้ายกันว่า ยกคนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหาคนที่ต้องรับผิดด้วยโทษประหารง่ายๆเวลาเกิดปัญหาขึ้นจากการบริหารบ้านเมือง

วิธีการของผมก็เรียบง่ายมาก

ผมจะใช้วิธีการบริหารแบบแดนไซฮก

คือให้อี้จิงเป็นหัวหน้าเจ้าพวกผู้ติดตามผมพวกนี้

และผมเป็นแค่คนออกนโยบาย เท่านี้ความผิดพลาดในแผนการที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานจริงก็จะมาไม่ถึงผม

ส่วนความชอบที่ทำสำเร็จจากการทำผลงานผมก็จะได้หน้าตลอด

นี่คือหลักการที่มีมาหลายร้อยปีและก็ยังได้ผลอยู่ตลอด

“และก็ขอให้พวกเจ้าทำตามคำสั่งของอี้จิงเหมือนกับฟังคำสั่งของข้า”

“ทราบแล้วขอรับนายน้อย”

ทุกคนรับคำอย่างพร้อมเพรียงแม้มีอี้จิงคนเดียวที่ยังกล้าๆกลัวๆ

“มั่นใจหน่อย พี่รู้ว่าเจ้าทำได้” ผมพูดจาให้กำลังใจเธอ เพราะเธออย่างน้อยแค่ไม่ฆ่าพวกนี้ตอนที่อารมณ์เสียก็ถือว่าเธอดีกว่าผู้ปกครองเก้าสิบเปอร์เซ็นของโลกนี้แล้ว

บางครั้งเราต้องดูแบบค่าเฉลี่ยเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้เที่ยงตรงมากขึ้น

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว