Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 26

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 26

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 689

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 01:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 26
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 26 

 

“ขะ ขอโทษครับ”

ผมรีบเอ่ยขอโทษคนที่ถูกผมเดินชนเข้าอย่างจังด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ การที่ผมชนแรงขนาดนั้นเขาก็คงจะเจ็บอยู่บ้างแหละ เพราะเขาเองก็ไม่ทันได้ตั้งหลักแถมยังมีเซนิดๆ อีกด้วย 

“ฝุ่น!”

ผมกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงนเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงเรียกนั้นก่อนที่คิ้วของผมจะขมวดเข้าหากันอย่างงงๆ ที่บังเอิญเจอพี่ธีร์ที่นี่ ก็ไหนพี่เขาบอกว่าไปเรียนต่างประเทศไงแล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ 

“พี่ธีร์!” ผมยิ้มอย่างยินดีมากๆ ที่ได้เจอพี่ธีร์อีกครั้ง 

“ใช่พี่เอง ฝุ่นสบายดีมั้ย” พี่เขาพูดพร้อมยิ้มกว้างก่อนจะยื่นมือมาวางที่หัวผมแล้วขยี้ผมบนหัวผมเบาๆ อย่างเอ็นดู 

ผมรู้ว่าระหว่างเราสองคนความรู้สึกมันค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้างแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ปัดมือพี่เขาออกเพราะยังไงซะ ผมก็ยินดีมากๆ ที่ได้เจอพี่ธีร์และการได้เจอกับพี่เขาครั้งนี้มันก็ทำให้ผมลืมเรื่องของพี่ดินไปได้ซะสนิทเลย 

ผมไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ารถของพี่ดินจะแล่นผ่านไปแล้ว ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะเห็นผมยืนอยู่ตรงนี้หรือเปล่า เพราะตอนนี้ความสนใจของผมอยู่กับพี่ธีร์คนเดียวแล้ว 

“สะ สบายดีครับ แล้วพี่ธีร์ล่ะ ทำไมถึงมาอยู่นี่ได้ ไหนบอกไปเรียนลอนดอนไง” ผมรัวคำถามใส่คนตรงหน้าเป็นชุดและตอนนี้พี่เขาก็เอามือออกจากหัวผมแล้วไปกอดอกแทน ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วพี่ธีร์ก็ยิ้มออกมา ยิ้มไปทั้งปากและดวงตา ใบหน้าหล่อๆ นั่นดูเหมือนจะพึงพอใจอยู่ไม่น้อยจนผมต้องเม้มปากเพราะรู้สึกเก้อเขินกับสายตาแพรวพราวของเขา 

“เอ่อ พี่จะตอบคำถามไหนก่อนดี เอาเป็นว่าเราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่ามั้ย ฝุ่นว่างหรือเปล่า” พี่ธีร์พูดเสียงกลั้วหัวเราะเพราะคงขำกับสีหน้าและคำถามรัวๆ ของผม แต่ผมก็แอบเห็นว่าแม้ว่าพี่เขาจะหัวเราะแต่สายตาของพี่ธีร์ก็ดูหม่นๆ และตอนนี้ถ้าจะดูกันดีๆ แล้ว พี่ธีร์ทำไมถึงใส่ชุดดำทั้งตัวล่ะ 

นี่เป็นคำถามที่ผมเก็บไว้ในใจ 

“ว่างครับ พอดีว่าผมเพิ่งเลิกเรียนกำลังจะกลับบ้านพอดี” ผมเก็บความสงสัยไว้ในใจแล้วตอบรับคำชวนของพี่ธีร์ออกไปอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด 

ผมกับพี่ธีร์เราเดินมาที่ร้านกาแฟแถวๆ มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนอยู่ เราสั่งเครื่องดื่มกันคนละแก้วจากนั้นก็เดินไปหาโต๊ะว่างนั่ง ได้โต๊ะมุมสุดของร้านพอดี 

“พี่ธีร์มาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ” ผมถามทันทีที่เรานั่งกันเรียบร้อยแล้ว  

“อ๋อ พอดีพี่ผ่านมาแถวนี้นึกขึ้นได้ว่าไอ้กอล์ฟมันเคยบอกว่าฝุ่นเรียนที่นี่พี่เลยแวะมาดู” พี่ธีร์มองหน้าผมนิดหน่อยก่อนยิ้มแล้วตอบคำถามผม 

“อ่า…” ผมพยักหน้ารับเพราะพี่กอล์ฟก็เป็นรุ่นพี่ของผมแล้วอีกอย่างพี่เขาก็เรียนที่นี่เหมือนกัน 

“มองพี่แบบนั้นทำไมครับ” พี่เขาถามเมื่อผมมองเขาไม่เลิก 

“เอ่อ คือ…” ผมต้องกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าเลิ่กลั่กเมื่อพี่ธีร์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมเผลอกลั้นหายใจและก่อนที่ผมจะขาดอากาศตายเครื่องดื่มที่สั่งไปก่อนหน้านี้ก็มาเสิร์ฟอย่างพอดิบพอดี 

“ว่ายังไงครับ มองหน้าที่แบบนั้นทำไม หืม?” พี่ธีร์ถามเสียงนุ่มขณะที่ผมเอาแต่ดูดน้ำในแก้วไม่ยอมสบตากับพี่เขา 

ก็จู่ๆ ผมก็รู้สึกเขินขึ้นมาน่ะสิครับ แต่เขินอะไรนั้นผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน อาจจะเขินที่มีคนหล่อๆ มานั่งอยู่ตรงข้ามหรือไม่ก็เขินแววตาที่พี่เขามองมาที่ผมนี่แหละ 

เมื่อถูกจ้องไม่เลิกผมเลยต้องปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติ และข่มหัวใจตัวเองไม่ให้มันเต้นผิดจังหวะด้วย 

“เปล่าครับ” ผมบอก 

“อืม…แล้วนี่จะกลับบ้านเลยหรือเปล่า” พี่เขาไม่เซ้าซี้ทั้งยังใจดีเปลี่ยนประเด็นจนผมรู้สึกหายใจหายใจโล่งขึ้นมา 

“ครับ” ผมตอบสั้นๆ ก่อนจะเงยหน้ามองพี่ธีร์อย่างเต็มตา จ้องหน้าพี่เขาอย่างจริงจังและพี่ธีร์เองก็มองผมกลับด้วยสายตาแบบเดียวกัน 

แล้วระหว่างเราก็มีแต่ความเงียบ พี่ธีร์ไม่ยอมพูดอะไรเพราะเขาคงรอให้ผมเป็นฝ่ายถามเองซึ่งผมเองก็ต้องเรียบเรียงคำพูดกับคำถามเพราะไม่รู้ว่าถามไปแล้วมันจะดูเป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือเปล่า 

ผมดูดน้ำจากหลอดอึกใหญ่ก่อนจะยืดตัวขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอี้ ส่วนพี่ธีร์ก็นั่งพิงพนักเก้าอี้เหมือนกันในมือของพี่เขาถือแก้วน้ำส่วนอีกมือก็จับหลอดคนน้ำเหมือนไม่รู้จะทำอะไร 

“พี่ธีร์มีเรื่องอะไรไม่สบายใจคุยกับผมได้นะครับ ถึงแม้ว่าจะช่วยอะไรพี่ไม่ได้มากแต่อย่างน้อยผมก็พร้อมจะรับฟังพี่นะ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังสีหน้าก็จริงจังด้วยจนพี่ธีร์นิ่งไป 

“นี่พี่แสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ” พี่เขาถามเสียงเรียบพร้อมมุมปากที่มีรอยยิ้มขึ้นมาประดับ 

“ก็นิดหน่อย สายตาพี่มันบอกว่าพี่มีเรื่องในใจ ส่วนการแต่งตัวของผมก็ดูเหมือน…” ผมไม่ได้พูดต่อเพราะรู้แล้วว่าตอนนี้พี่ธีร์ผ่านอะไรมา 

มันอาจจะผ่านมาสักพักแล้วแต่พี่เขาก็ยังดูเศร้าอยู่ 

“อื่ม ความจริงพี่ก็ไม่ได้อยากเอาความทุกข์มาให้ฝุ่นรับรู้เลยนะเนี่ย” พี่เขาว่ายิ้มๆ ก่อนจะวางแก้วในมือลงแล้วเริ่มต้นเล่า “พอดีว่าพี่กลับมาไทยได้สักพักแล้วล่ะ”  

“ครับ”  

“เมื่อเดือนก่อนพ่อพี่เพิ่งเสีย” ผมใจกระตุกไปแวบหนึ่งที่ได้ยินอย่างนั้นแต่ก็ยังนั่งฟังนิ่งๆ “พี่ก็เลยต้องดร็อปเรียนที่นั่นแล้วรีบกลับมาอยู่กับแม่ช่วยแม่ดูแลงานที่นี่” 

ผมเอียงคออยากจะถามว่าแล้วพี่ชายของพี่ล่ะแต่พอดีพี่ธีร์เขาดันเดาความสงสัยของผมได้เขาเลยรีบบอก 

“อีกปีเดียวพี่ธีมก็เรียนจบแล้ว แม่กับพี่ก็เลยอยากให้เขาเรียนให้จบแล้วค่อยกลับมา”

“แล้วพี่ล่ะ” ผมรีบถามแทรกทันที คือไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมพี่ธีร์ต้องเสียสละทำไมไม่ให้พี่ชายของเขาเสียสละล่ะ 

“พี่มีความรู้มากกว่าพี่ธีมเพราะว่าพี่คลุกคลีกับงานของพ่อมากกว่า”  

“อ่า…” ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีแหละ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะสอดมือเข้าไปยุ่ง แค่พี่เขาเล่าให้ฟังนี่ก็มากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ “เรื่องของพ่อพี่ผมเสียใจด้วยนะครับ” ผมบอกอย่างจริงใจ 

“ขอบใจนะ แต่ว่าตอนนี้พี่ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ” พี่เขาว่าพลางถอนหายใจยาว 

“ถ้าเหนื่อยก็แวะมากินข้าวเย็นที่บ้านผมได้นะ” ผมบอกยิ้มๆ อยากจะส่งความห่วงใยไปให้และหวังว่าเขาจะได้รับมัน 

“พูดจริงป่ะเนี่ย” ดูเหมือนพี่ธีร์จะดีใจมากนะเพราะพี่เขาตาพราวขึ้นมาเชียว 

“จริงสิครับ” ผมรับคำยิ้มๆ ก่อนถามต่อเพื่อเบี่ยงประเด็นจากสายตาลึกซึ้งคู่นั้น “ว่าแต่พี่ไปเรียนที่นั่นมีสาวสวยๆ เข้ามาจีบเยอะเลยล่ะสิ”  

“หืม?” พี่เขาหรี่ตามองผม 

“อ้าว ไม่มีเหรอครับ”  

“ก็มีบ้าง พี่ก็หล่อขนาดนี้จะไม่มีได้ยังไง” แล้วพี่เขาก็เหมือนจะหลงตัวเองด้วยนะครับ แต่ก็นั่นแหละเขาก็หล่อจริงๆ แถมตอนนี้ยังหล่อขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากด้วย 

“แหม…ถ่อมตัวสักหน่อยก็ได้มั้งพี่” ผมว่ายิ้มๆ ก่อนที่เราสองคนจะหัวเราะออกมา 

ผมกับพี่ธีร์แยกกันที่ร้านกาแฟเพราะพี่เขาต้องกลับไปทำงานต่อส่วนผมเองก็ต้องกลับบ้านเพราะเย็นมากแล้ว 

การได้เจอได้คุยกับพี่ธีร์มันทำให้ผมลืมเรื่องของพี่ดินไปชั่วขณะแต่พอผมกลับมาอยู่คนเดียวเรื่องของพี่ดินก็วกกลับมาหาผมอีก ผมยังจำภาพที่เขานั่งรถไปกับอาจารย์ออยได้อย่างติดตาและมันก็ทำให้ผมเจ็บแปลบๆ ในใจ ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปก่อนจะเข้าไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน  

ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปปิดไฟเพื่อเข้านอนโทรศัพท์ของผมก็แผดเสียงเรียกเข้าดังสนั่น ผมเลยต้องหันไปให้ความสนใจมันสักหน่อยและพอหยิบมันขึ้นมาดูผมก็ต้องเม้มปากแน่นเมื่อเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ของพี่ดิน…  

ผมปล่อยให้โทรศัพท์ส่งเสียงร้องและสั่นอยู่ในมือเพราะกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะรับสายนี้ดีมั้ยแต่สุดท้ายผมก็กดรับมันอยู่ดี 

“สวัสดีครับ” ผมกรอกเสียงเรียบๆ ลงไปตามสายเมื่อกดรับแล้ว 

[ฝุ่นนอนหรือยัง] น้ำเสียงของพี่ดินดูนิ่งๆ จนผมรู้สึกแปลกใจ 

“กำลังจะนอนครับ” ผมตอบก่อนจะนั่งลงบนเตียง 

[พี่อยู่หน้าบ้านฝุ่น]  

“…” 

เสียงของคนปลายสายทำให้ผมดีดตัวขึ้นจากเตียงก่อนจะเดินไปเปิดผ้าม่านหน้าต่างเพื่อแง้มดูว่าสิ่งที่พี่ดินพูดคือความจริงและผมก็ต้องแปลกใจอีกครั้งโทรศัพท์เกือบจะร่วงหลุดมือหล่นลงกระแทกพื้นเมื่อเห็นรถคันคุ้นตาจอดอยู่ที่ริมรั้วหน้าบ้าน เพราะห้องผมอยู่ด้านหน้าผมเลยเห็นรถของพี่เขาอย่างชัดเจน 

[พี่จะรอฝุ่นอยู่ตรงนี้นะ จนกว่าฝุ่นจะออกมาหาพี่] พี่ดินว่าเมื่อเห็นผมเงียบไปนาน 

“…อาจารย์ เอ่อ พี่ดินมีธุระอะไรจะคุยก็คุยมาตอนนี้เลยก็ได้ครับ” ผมต้องพยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้รีบวิ่งออกไปหาเขาตอนนี้ 

[คุยทางโทรศัพท์มันไม่สะดวกหรอก ฝุ่นออกมาเถอะพี่จะรอ]  

พูดแค่นั้นพี่ดินก็วางสายไป ผมได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดพร้อมๆ กับกัดปากตัวเองเมื่อไม่รู้จะเอายังไงกับพี่ดินดี ผมปิดม่านลงพร้อมกันนั้นก็เดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องจนเวลาผ่านไปหลายนาทีสุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจออกไปหาพี่ดินจนได้ 

ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มแล้วและที่บ้านผมก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้วจะมีก็แต่ไฟหน้าบ้านกับตรงรั้วเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่ 

ผมค่อยๆ ย่องลงมาจากบันไดและเดินไปเปิดประตูบ้านอย่างเบามือที่สุดก่อนจะเดินออกไปหาพี่ดินที่ลงมายืนรออยู่นอกรถ เขายังอยู่ในชุดเดิมแสดงว่าเขายังไม่ได้กลับบ้านสินะ 

“พี่ดินมีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่าครับ” ผมถามทันทีที่เดินมายืนอยู่ตรงหน้าของพี่ดินและคำถามของผมก็คงจะดูห่างเหินเกินไปพี่เขาถึงได้มองผมด้วยสายน้อยใจแบบนั้น 

“ถ้าไม่มีธุระสำคัญพี่มาหาฝุ่นไม่ได้เหรอ” พี่เขาว่าเสียงนิ่ง แววตาที่สะท้อนมาก็ดูนิ่งพอกัน 

“ก็…” ผมพูดไม่ออกนอกจากยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น 

“วันนี้พี่บอกให้ฝุ่นไปหาพี่ทำไมไม่ไป” พี่เขาว่าพร้อมจ้องหน้าผมนิ่ง ผมเองก็มองกลับนิ่งๆ เช่นกัน 

จะให้ผมบอกเหรอว่าถึงผมนะไม่ได้ไปหาที่ห้องพักอาจารย์แต่ผมก็ไปรอพี่ที่ลานจอดรถนะ แต่พี่กลับมากับคนอื่นแถมยังพากันขึ้นรถไปด้วยกันอีก 

หึ! ผมพูดแบบนั้นไม่ได้หรอก 

“พอดีผมไม่ว่าง” ผมบอกไปแบบนั้นพี่เขาก็โยนคำถามกลับมาทันที 

“ไม่ว่างมาหาพี่ แต่มีเวลาว่างไปกับผู้ชายอื่นสินะ!” 

ผมเม้มปากไม่ต้องตอบโต้อะไรไปได้แต่ยืนนิ่งๆ มองสบตากับพี่ดินอยู่อย่างนั้น มองด้วยความไม่เข้าใจว่าเขาจะมาหงุดหงิดใส่ผมทำไมกันในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย 

ความคิดเห็น