email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่ห้า (ครึ่งแรก) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

ชื่อตอน : บทเรียนที่ห้า (ครึ่งแรก) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ธ.ค. 2563 09:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 900
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่ห้า (ครึ่งแรก) คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ
แบบอักษร

บทเรียนที่ห้า (ครึ่งแรก) 

คิดจะรักต้องหัดเปิดใจ 

[Music Yotin]  

 

 

 

“เพลง...” 

 

... 

 

“ไอ้เพลง!” 

 

“หะ ว่าไงวะเซฟโทษทีนะ ช่วงนี้กูเบลอไปหน่อยว่ะ” ไอ้เซฟตัวเต็งประกวดเดือนคณะศิลปกรรมศาสตร์มันหลิ่วตามองมาที่ผม “ช่วงนี้มึงเป็นอะไรไปวะ ไม่ค่อยมีสมาธิกับการซ้อมเลยอีกไม่กี่วันก็จะประกวดแล้วนะ” 

 

เซฟมันเป็นเพื่อนภาคเดียวกับไอ้หิน ตอนนี้จะว่าไปเราสองคนก็สนิทกันน่าดูเลยครับเพราะต้องหาเวลาออกมาซ้อมความสามารถพิเศษด้วยกันในงานประกวดดาวเดือนและที่สำคัญถึงไอ้เซฟมันจะดูป่าเถื่อนและปากจัดราวกับก๊อบปี้ไอ้พี่พายุมาแบบพิมพ์เดียวกันก็เหอะแต่นิสัยมันเนี่ยเรียกว่าดีสุดยอดคนหนึ่งเลยครับและมีมันคนเดียวนี่แหละที่ชอบออกไปเที่ยวร้านเหล้าหลังมอเป็นเพื่อนผมบ่อย ๆ ในขณะที่ช่วงนี้ไอ้หินมันก็ติดพี่พายุน่าดูตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ก่อนที่ถูกพี่พายุตามไล่ล่าจนวุ่นวายไปหมดทั้งมหา’ลัย 

 

“อืม ช่วงนี้แม่งเรียนโคตรหนักเลยแถมยังต้องหาเวลามาซ้อมอีก กว่าจะได้กลับถึงห้องก็เกือบสี่ทุ่มแล้วยังต้องไปติวเนื้อหาที่พลาดไม่ได้เข้าเรียนเพราะติดซ้อมช่วงเช้าด้วย” ส่วนหนึ่งที่พูดไปมันคือความจริงครับแต่ที่จะไม่บอกแน่นอนเพราะหลังติวหนังสือกับพี่พรายเสร็จพี่มันจะให้กินของหวานต่อจนแทบจะเอวแตกคาเตียงอยู่แล้ว! 

 

“หักโหมไปมันไม่ดีนะมึง ถ้ามึงเหนื่อยวันนี้ก็รีบกลับไปพักผ่อนก่อนก็ได้ ที่จริงมึงกับกูก็ซ้อมกันจนเป๊ะหมดแล้วเหลือแค่จังหวะที่ยังไม่ค่อยสอดคล้องอีกแค่นิดหน่อยเอง” โห่...ซึ้งมากน้ำตาจะไหล! “ว่าแต่ช่วงนี้มึงเจอพี่แมงป่องบ้างรึเปล่าวะ กูเห็นมึงไปที่ชมรมถ่ายภาพกับไอ้หินบ่อย ๆ นี่” 

 

“อ้าวทำไมมึงมาถามกูวะไอ้เซฟ มึงน่าจะเป็นคนที่ได้เจอพี่แมงป่องมากกว่ากูไหม? ในเมื่อมึงเองก็อยู่ชมรมถ่ายภาพเหมือนกันนิ” มึนมากครับมันน่าจะได้เจอพี่แมงป่องมากกว่าผมนะ 

 

ไอ้เซฟมันทำหน้าบูดเหมือนคนกลั้นขี้ออกมาเลยครับเมื่อพูดจบ 

 

“แมงป่องเขาคงเกลียดกูแล้วล่ะ ช่วงนี้พี่มันหลบหน้ากูตลอดเวลามีบรีฟงานที่ชมรมก็ฝากให้คนอื่นมอบหมายงานให้กูแทนน่ะ” เสียงสั่นเชียวนะมึงถึงจะเดาได้มาตั้งนานแล้วก็เถอะระหว่างเรื่องไอ้เซฟกับพี่แมงป่องเนี่ย เวลาอยู่ต่อหน้าเขาก็เกรี้ยวกราดไม่พูดไม่จาแต่ลับหลังกลับมองไม่ละสายตาเลย 

 

“กูถามจริง ๆ นะเซฟมึงไปทำอะไรให้พี่แมงป่องเขาโกรธวะ” 

 

...เฮ้อ! เสียงถอนหายใจแบบนี้แม่งเดาได้อย่างเดียวเลยคนป่าเถื่อนแบบไอ้เซฟเนี่ยมันน่าจะตบตีกักขังแล้วข่มขืนพี่แมงป่องไปแล้วแน่ ๆ 

 

“กูต่อยแมงป่อง...ละ แล้วก็จูบ...” แว๊กกกกก! อาชญากรรมสัด ๆ เดาห่าอะไรไม่เคยผิดเลยทำไมซื้อหวยแม่งไม่ตรงแบบนี้บ้างวะ 

 

“จากนั้นมึงก็ข่มขืนพี่แมงป่องเหรอวะ?” อยากรู้ตอนต่อไปมากต่อให้มันจะหาว่าผมเสือกก็ยอม 

 

“ไอ้บ้า! กูทำไม่ลงหรอกยิ่งเห็นสายตาที่เขาจ้องกลับมาที่กู ยิ่งแล้วใหญ่เหมือนกับแมงป่องมันยอมทนรับทุกความเลวร้ายของกูแต่เพียงผู้เดียว” โฮ้โห...แม่งยิ่งกว่าละครจำเลยรักซะอีกน้ำเน่าฉิบหาย! แต่ก็ว่าไม่ได้เพราะของผมเองก็ไม่ต่างกับละครหัวใจศิลาเหมือนกัน 

 

“สรุปคือมึงยัง?” ฟู่...โล่งอกอย่างน้อยก็อย่าลากผมเข้าไปสมรู้ร่วมคิดในแผนการอันชั่วร้ายเลยว่ะไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราอะ 

 

“เออ ยังแต่กูเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วว่ะ” 

 

...ปัดโธ่! 

 

“ใจเย็นก่อนไอ้เซฟ มึงจะไปข่มขืนคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสองเดือนไม่ได้” เซฟมันขมวดคิ้วแล้วเหล่ตามองกลับมาที่ผมถ้าพูดถึงเรื่องนี้ตัวผมเองก็ย้อนแยงฉิบหายเพราะผมก็โดนพี่พรายข่มขืนตั้งแต่วันแรกเลยนี่หว่า แถมทุกวันนี้ก็ยังถูกข่มขืนอยู่เลยมั้งถึงกูจะรุกเองก็เถอะ 

 

“ใครบอกมึงว่ากูเพิ่งรู้จักแมงป่อง มันเป็นรุ่นพี่กูตั้งแต่เรียนอยู่ที่ระยองแล้ว เมื่อก่อนกูเองก็ไม่ได้เป็นแบบที่มึงเห็นหรอกนะ กูเนี่ยฉายาอายุน้อยเฉียดร้อยโลเลยนะแล้วที่มึงเห็นหน้ากูเป๊ะแบบนี้เนี่ย ทั้งจมูก ทั้งปากน่ะกูก็ทำมา ไหนจะต้องจัดฟันตัดกรามลดน้ำหนักอยู่ตั้งหลายปีเพียงเพราะกูอยากให้มันสนใจกูบ้างแต่สุดท้าย...” เชรดดดด! ยิ่งกว่านิราในละครใบไม้ที่ปลิดปลิวเสียอีกอย่าบอกนะว่าที่มันตามมาเรียนที่มหา’ลัยนี้เพื่อแก้แค้น! 

 

“สุดท้ายแมงป่องมันก็ไม่เลือกกูอยู่ดี ที่แย่ที่สุดคือมันยังทำร้ายคนสำคัญที่สุดของกูอีกคนหนึ่งด้วย” 

 

“มึงก็เลยทั้งรักทั้งเกลียดพี่เขาสินะแต่เท่าที่กูรู้จักพี่แมงป่องมากูไม่เห็นว่าพี่เขาจะเป็นแบบที่มึงเล่ามาเลยเซฟ กูถามจริง ๆ นะเรื่องที่มึงรู้เนี่ยรู้มาจากใครและมึงเคยถามพี่แมงป่องไปตรง ๆ รึเปล่า? พ่อกูเคยบอกเสมอว่าถ้ามีปัญหากับใครให้ถามเจ้าตัวก่อนแล้วค่อยฟังคำของคนรอบข้าง บางที่เหตุผลของพี่เขากับสิ่งที่มึงคิดอาจจะไม่เหมือนกันนะโว้ย” 

 

อย่างที่บอกครับว่าบ้านผมสอนมาดีอย่าเชื่อคำจากปากคนอื่นจนกว่าจะได้ยินจากปากคนใกล้ตัวนั่นเลยทำให้ผมอยากรู้อะไรสงสัยอะไรก็ถามไปตรง ๆ ส่วนจะบอกไม่บอกค่อยว่ากันอีกที 

 

“กูไม่เคยถามมันหรอกเพลง” 

 

“แล้วหัวใจมึงละเซฟมึงเคยถามหัวใจตัวเองรึเปล่า ถ้ามึงได้อยู่กับไอ้หินบ่อย ๆ มึงน่าจะเข้าใจนะ ว่าหินมันเป็นคนที่ตรงไปตรงมากับความรู้สึกของตัวเองขนาดไหน มึงลองถามใจตัวเองให้ดีละกัน” 

 

คนเรานี่ก็แปลกดีนะครับเวลาแก้ปัญหาให้คนอื่นล่ะเก่งนักแต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับเละไม่เป็นโจ๊กเลย 

 

“ขอบใจไอ้เพลง วันนี้มึงกลับไปเถอะคนของมึงเองก็มารออยู่ตั้งนานแล้วล่ะ” ไอ้เซฟมันชี้ไปที่ระเบียงนอกห้องซ้อมเป็นพี่พรายที่ยืนพิงกระจกอยู่คนเดียวเงียบ ๆ อันที่จริงผมว่าพี่พรายเนี่ยเป็นคนที่ค่อนข้างประหลาดเลยครับ พี่แกแทบจะไม่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นเลยสักครั้ง ขนาดผมกับพี่พรายรู้จักกันมาเกือบสองเดือนพี่มันยังไม่เคยให้ไลน์ผมเลย มีแต่ผมนี่แหละที่ให้เบอร์โทรให้ไลน์ไปแต่พี่มันก็ไม่เคยติดต่อมาเลยสักครั้ง 

 

ผมก็ไม่ได้รู้สึกงอนหรือน้อยใจหรอกนะครับบางทีนี่อาจจะเป็นสไตล์ส่วนตัวของพี่พรายก็ได้และทุกครั้งเวลาที่ผมคิดถึง พี่พรายก็มักจะมาหาแบบคาดไม่ถึงเสมอ 

 

“รีบไปสิ ดูท่าว่าวันนี้ฝนจะตกหนักนะเห็นฟ้าร้องมาตั้งแต่ก่อนลงมาจากตึกแล้ว” เซฟมันตบมาที่หลังผมก่อนที่มันจะลุกไปเก็บอุปกรณ์การซ้อมทั้งหมดลงกล่องในขณะที่อุปกรณ์ของผมเองก็เป็นของสำคัญที่ต้องเก็บรักษาลงกล่องสักหลาดไว้ให้ดีเพราะไม้กลองสะบัดชัยถือว่าเป็นครูของคนที่เรียนกลองมา 

 

ครืด... 

 

ผมเลื่อนประตูกระจกออกแล้วส่งยิ้มหวานให้พี่พรายที่เงยหน้าขึ้นมองมา 

 

“คิดถึงผมเหรอครับพี่พรายถึงมาหาที่นี่ได้น่ะ” 

 

“เปล่าแค่เห็นว่าฝนกำลังจะตกแล้วเดี๋ยวมึงจะกลับห้องไม่ได้” ไอ้พี่พรายก็ยังคงเป็นไอ้พี่พรายครับ ไม่เคยพูดอะไรตรง ๆ ออกมาเลยสักครั้งยิ่งคำว่ารักอะนะตายชาตินี้ยังไม่รู้เลยว่าชาติหน้าจะมีโอกาสได้ยินรึเปล่า 

 

“แค่พี่ห่วงผมบ้างแค่นี้ผมก็ดีใจแล้วละ เออ ว่าแต่พี่ได้กินอะไรมารึยังไปหาอะไรกินกันหน้ามอกันดีไหม?” ถ้าพี่มันตอบว่าไม่ละก็ ผมจะลากพี่มันกลับไปกินที่ห้องแล้วนะนาน ๆ ทีจะได้มีเวลาเหลือเยอะแบบนี้จะกระหน่ำให้เอวเคลื่อนไปเลย 

 

พี่พรายมันเหมือนกับยิ้มอยู่พริบตาหนึ่งคือเร็วมากแล้วก็กลับไปตีหน้าตายเหมือนเดิม 

 

“เอาสิงั้นวันนี้ก็หยุดติวสักวันละกัน มึงจะได้พักผ่อนให้เต็มที่ด้วยเพลง” 

 

โว๊ะ! มาแปลกแหวกแนววุ้ยปกติไม่เคยเห็นพี่มันเอาเวลาไปเที่ยวเล่นไหนเลยนี่หว่า 

 

เราทั้งคู่เดินลงจากตึกคณะศิลปกรรมมาตามทางเดินที่ปูไปด้วยอิฐบล็อกตัวหนอน ภายใต้ท้องฟ้ามืดครึ้มในยามค่ำกับกลิ่นของสายลมเย็นชื้นในหน้าฝนแบบนี้ 

 

พอมาคิดดูให้ดีแล้วการที่ผมแนะนำไอ้เซฟให้ถามพี่แมงป่องออกไปตรง ๆ นั้นมันคงทำไม่ได้แน่นอนขนาดผมเองยังไม่กล้าจะถามพี่พรายออกมาเลย รู้แค่ว่าพี่เขามีปัญหา รู้แค่ว่าเขายังมีบาดแผลจากเรื่องในอดีตผมเลยเลือกที่จะไม่ถาม 

 

แม่เองก็เคยสอนอยู่เสมอว่าคำพูดเป็นได้ทุกอย่างอยู่ที่เราจะใช้มันยังไง จะใช้คำพูดเพื่อเป็นคมมีดกรีดแทงบาดแผลให้ลึกยิ่งกว่าเดิมหรือจะใช้มันเพื่อเป็นยารักษาบาดแผล และผมเลือกที่จะเป็นยาถึงตอนนี้แผลเป็นของพี่พรายมันจะนูนจนเห็นได้ชัดแต่สักว่ามันจะต้องจางหายไปแน่ ๆ 

 

“เพลงจับมือกูหน่อยสิ” ...! ได้แต่กะพริบตาแบบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองมองมือขาวที่ยื่นส่งมาข้างตัว แถมยังเป็นที่สาธารณะด้วยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่พรายถึงได้กล้าทำขนาดนี้

 

พี่มันจะรู้ไหมนะว่าผมอยากจะเดินจับมือพี่มันแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ได้แต่เอื้อมมือไปกำมือพี่พรายเอาไว้อย่างที่เคยหวังมาตลอด

 

“พี่...”

 

“อย่าถามอะไรกูเลยนะเพลง แค่มึงเดินจับมือกูไว้แบบนี้ก็พอ...กูขอแค่นี้แหละ”

 

“อืม”

 

ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากเราทั้งสองคนแต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงมือที่กำลังสั่นเทาเหมือนกับกำลังตามหาแหล่งพักพิงที่ปลอดภัย สายลมเย็นหอบเอากลิ่นของฝนที่น่าจะตกลงมาในไม่ช้า พี่พรายหลับตาลงแล้วทำท่าสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด

 

เม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมากระทบที่ใบหน้าจนผมต้องรีบดึงมือพี่พรายให้เร่งเดินต่อแต่กลับเป็นพี่พรายเองที่หยุดไม่ขยับเขยื้อนตัวเงยหน้ารับสายน้ำที่กำลังร่วงหล่นลงมาหนักขึ้นเรื่อย ๆ

 

“เพลงมึงรู้ไหมว่ากูชอบสายฝนมากที่สุดเพราะอะไร?”

 

ใบหน้าที่มองมามันทำให้ผมต้องชะงักไปครู่หนึ่ง...พี่พรายกำลังร้องไห้โดยมีเม็ดฝนเป็นตัวปิดอำพรางหยาดน้ำตานั้นไว้เพียงแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้โดยหัวใจของตัวเองว่าควรจะทำยังไง ได้แต่ดึงตัวพี่พรายเข้ามากอดไว้แนบอกตัวเองในทันที

 

“ถ้าพี่อยากจะร้องก็ร้องออกมาเลยครับผมจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจนกว่าฝนจะหยุด” เนื้อตัวที่สั่นเทาของคนตรงหน้ามันช่างดูเบาะบางเหลือเกิน

 

พี่พรายแนบหน้าอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนที่ผละออกแล้วล้วงหยิบร่มสีดำในกระเป๋าออกมา เอาจริง ๆ ตอนนี้ไม่ต้องใช้ร่มแล้วล่ะ ผมมั่นใจเต็มร้อยเลยว่าเปียกเข้าไปยันกางเกงในหมดแล้ว ร่มคันเล็กถูกกางออกมาคลุมศีรษะเราทั้งคู่แต่ผมกลับคิดผิดที่นึกว่าพี่พรายจะใช้เพื่อกันฝน พี่เขากลับใช้ร่มเพื่อบังสายตาของคนอื่นมากกว่า ริมฝีปากของพี่พรายกดลงมาที่ปากของผมท่ามกลางหยดน้ำแพรวพราวที่ยังปกคลุมใบหน้า

 

ตอนนี้ไม่ว่าหนังเกาหลีเรื่องไหนก็สู้เรื่องของผมไม่ได้ มันทั้งเศร้าและโรแมนติกในเวลาเดียวกันจนแทบจะเลิกอิจฉาพระนางในซีรี่ย์เลยที่ดีไปกว่านั้นคือผมเริ่มหลงรักผู้ชายคนนี้มากขึ้นไปทุกที ทุกครั้งที่เจอก็มีแต่เรื่องที่คาดไม่ถึงเสมอ

 

ถ้าจะบอกว่าหินแพ้หัวใจของพี่พายุ

 

ผมเองก็คงจะมอบหัวใจให้กับพี่พรายไปซะแล้ว

 

“ไปกันเถอะ” พี่มันเดินจูงมือผมออกมานอกมหา’ลัยไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งอยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนนี้หนาวฉิบหายเปิดแอร์เบอร์อะไรวะ แถมยังตัวเปียกเป็นลูกหมาแบบนี้พรุ่งนี้ไข้หวัดแดกชัวร์

 

“อะเอาเสื้อกับกางเกงไปเปลี่ยน” พี่พรายมันก้มลงไปหยิบของในกระเป๋ากีฬาแล้วส่งห่อพลาสติกสองห่อมาตรงหน้า เสื้อบอลกางเกงขาสั้นถูกซีนในถุงสุญญากาศอย่างดี ส่วนอีกห่อก็เป็นผ้าเช็ดตัวบาง ๆ กับกางเกงใน

 

น้ำตาจะไหล! พี่พรายมันวางแผนเรื่องที่ฝนจะตกจนต้องเปียกเอาไว้หมดแล้วนี่หว่า คือทั้งหมดมันไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอนงานนี้พี่พรายมันตั้งใจมาเพื่อร้องไห้โดยเฉพาะ

 

“งั้นพี่ก็ไปเปลี่ยนเสื้อพร้อมผมนะ ผมไม่อยากให้พี่ไม่สบาย”

 

“มึงไปก่อนเถอะเพลงกูชอบฝน กูขออยู่แบบนี้สักพัก” ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองรึเปล่าเหมือนกับพี่พรายมันกำลังทำร้ายตัวเองแบบเนียน ๆ น่ะและมันทำให้ผมโคตรไม่สบายใจเลย

 

“ถ้าผมเปลี่ยนเสร็จแล้วพี่ต้องสัญญากับผมนะว่าจะรีบไปเปลี่ยนชุด” เอื้อมมือไปลูบหัวพี่มันทีหนึ่งโมเมนต์นี่มันคือดีมากถ้าเป็นเวลาปกติอย่าหวังเลยว่าพี่มันจะยอมให้ทำ

 

“อืมรีบไปเถอะ”

 

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เดินกลับมาที่โต๊ะไอ้พี่พรายมันก็หยิบรองเท้าแตะหูหนีบออกมาวางให้ที่พื้น ใส่ใจทุกรายละเอียดสุด ๆ

 

“กูสั่งกับข้าวให้มึงแล้วนะ งั้นเดี๋ยวกูไปเปลี่ยนชุดก่อน” สายตาของพี่พรายมันทำให้ผมรู้สึกกังวลใจอย่างประหลาดเหมือนกับคนตรงหน้าผมกำลังจะหายไปอย่างนั้นแหละรออยู่สักพักจนอาหารมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะไอ้พี่พรายก็ไม่มีท่าทีจะออกมาจากห้องน้ำจนผมว่าจะลุกไปตามก็เห็นพี่มันเดินออกมา

 

พี่มันเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตางี้แดงเชียวไม่ต้องเดาเลยว่าพี่มันหายไปทำอะไรมา

 

“รอทำไม? ไม่กินไปก่อนเลยล่ะ” จานข้าวช้อนส้อมถูกส่งมาไว้ตรงหน้าผมเสียงเพลงในร้านอาหารแม่งก็เข้ากับบรรยากาศตอนนี้ฉิบหายเล่นเอาขมับเต้นตุบ ๆ เลย

 

~~หิวไหมทานอะไรมาหรือยัง ถ้ายังทานข้าวกันหน่อยดีไหม มีเรื่องต้องคุยกับเธอ~~

 

อยากจะวิ่งไปกระทืบคนเปิดแผ่นมากครับไม่รู้ว่าเอาสมองที่ไหนคิดเปิดเพลงแบบนี้ในร้านอาหาร ใจงี้หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยกลัวมากว่าพี่มันกำลัง...

 

“เพลง...”

 

“ห่ะ...ครับ” ผมเงยหน้ามองพี่มันได้แต่ภาวนาในใจว่าอย่าพูดอะไรก็ตามที่ผมกำลังคิดอยู่ออกมาเชียว

 

“ต่อจากนี้ไปมึงกับกูไม่ต้องมาเจอกันอีกแล้วนะ”

 

...เคร้ง!

 

แค่พี่มันพูดขึ้นมามือไม้ผมมันก็อ่อนยวบไปหมดคำถามมากมายมันจุกอยู่ในลำคอได้แต่ขมวดคิ้วมองพี่มันอย่างไม่เข้าใจ

 

ผมทำอะไรผิด?

 

เรื่องระหว่างเราที่ผ่านมามันไม่มีความหมายเลยเหรอ?

 

หรือผมยังไม่ดีพออย่างที่พี่พรายต้องการ

 

“ทะ ทำไม?” เป็นครั้งแรกที่ผมต้องการคำตอบที่ชัดเจนมากขนาดนี้อย่างน้อยก็ช่วยบอกเหตุผลกับผมสักนิดก็ยังดี

 

“...”

 

“ทำไมวะพี่!” ทุกอย่างที่ผมเก็บเอาไว้ในใจตอนนี้มันระเบิดออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่

 

“เพราะกูไม่ได้ชอบมึงกูไม่เคยชอบมึงเลยสักครั้ง กูรำคาญที่มึงตามมาวอแวกูอยู่ตลอดเวลามึงมันโง่เองที่เข้ามายุ่งกับคนอย่างกู”

 

ครืด...พี่พรายมันลุกยืนขึ้นแล้วกดตาลงมองมาที่ผม ไอ้โง่ที่ไม่ยอมเข้าใจสักทีถ้านี่คือเหตุผลของพี่พรายมันก็คือเหตุผลที่เหี้ยที่สุดที่เคยได้ยินมา

 

“หวังว่ากูจะไม่ได้เห็นหน้ามึงอีกนะเพลง” พูดจบพี่พรายมันก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินหันหลังออกไปจากร้านในทันที

 

แหมะ...น้ำตาตอนนี้มันไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด คำพูดของพี่พรายไม่ต่างกับกระสุนที่ยิงเข้ากลางอกข้างซ้าย

 

มันเจ็บ...โคตรเจ็บ ได้แต่ขย้ำมือไปที่เส้นผมที่ยังเปียกชื้นอยู่ การถูกคนที่เรารักเขี่ยทิ้งมันเจ็บปวดอย่างนี้นี่เองไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้พูดด้วยซ้ำ หูตามันพร่ามัวไปหมดไม่รู้ว่าผมนั่งค้างอยู่แบบนั้นนานแค่ไหนจนมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านหลัง

 

ป๊าบ!

 

ฝ่ามือหนัก ๆ มันตบลงมาที่กบาลแบบไม่มีออมแรงเลยสักนิด นั่นแหละยิ่งดีอย่างน้อยมันก็ยังเจ็บน้อยกว่าที่พี่พรายทำ สายตาของคนที่ยืนอยู่หน้าผมกดตาลงมาอย่างเกรี้ยวกราด เป็นไอ้พี่พายุที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วยังการแต่งตัวของพี่มันอีกเสื้อดำกางเกงดำ แว่นตา หมวกแก๊ปที่เหมือนกับกำลังจะไปดักปล้นใครสักคนหรือถ้าคิดในทางที่เลวกว่านั้นคือพี่มันกำลังจะไปก่ออาชญากรรม

 

ตุ๊บ! เสื้อวอร์มสีดำกับกางเกงขายาวถูกโยนมาที่ตักผม

 

“เลิกโง่แล้วตามกูมาไอ้เพลง กูจะพามึงไปเห็นอะไรดี ๆ”

 

ผมเดินตามพี่รหัสมาอย่างเหม่อลอยน่าจะลอยออกมาจากร้านเลยแหละ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามานั่งอยู่บนรถพี่มันได้ไงตอนนี้ในหัวมันมีแต่เสียงของพี่พรายที่ยังตอกย้ำแต่คำว่ารำคาญอยู่เต็มไปหมด

 

“ป๊าบ!” แรงตบครั้งที่สองของวันทำให้สติผมกลับคืนมาเกือบจะเต็มร้อยเลยครับ ไอ้พี่เชี้ยนี่ก็ไม่ได้มีความปรานีกับน้องเลยสักนิด

 

“เปลี่ยนเสื้อซะไอ้เพลงเผื่อมึงต้องลงไปลุย” เดี๋ยว ๆ พี่มึงจะให้กูลงไปลุยกับใครครับกูไม่ใช่ไอ้หินนะครับพี่! หางตาของพี่พายุมันเหล่มองมาทางผมเหมือนกับจะบอกว่าถ้ามึงยังไม่รีบเปลี่ยนตอนนี้กูนี่แหละที่จะฆ่ามึงเองก็ได้แต่ทำตามอย่างว่าง่ายคนอย่างผมคงไม่กล้าไปท้าทายพี่มันแน่...สยองเกิน!

 

...ไอ้หินมันไปชอบคนแบบนี้ได้ไงวะ! เถื่อนฉิบหาย

 

“เรื่องไอ้พรายน่ะ...”

 

...! แค่ได้ยินชื่อก็เจ็บแล้วอะ...ฮือ

 

“มันไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอกนะไอ้เพลงแค่นี้มึงก็ยังเดาไม่ออกอีกรึไงที่วันนี้มันทำไปทั้งหมดเพื่ออะไร” ตุบ “เอาไปอ่านเอง” ซองสีน้ำตาลอ่อนที่หัวมีตราของบริษัทนักสืบประทับเอาไว้ผมคลี่ซองออกแล้วหยิบเอกสารด้านในออกมาดู

 

มันเป็นรูปของผม พี่พราย พี่พายุ พี่ป้องและใครอีกคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนแถมประวัติของคนนี้ก็โชกโชนจนน่ากลัวเชียวล่ะ ตัวหนังสืองี้สีแดงเพรียบแถมยังประทับว่าเป็นบุคคลอันตรายอีก

 

“ใครครับ?”

 

“มันชื่อคิง”

 

“ฟะ แฟนเก่าพี่พราย?” พี่พายุมันกระตุกยิ้มออกมาเหมือนกับรู้อะไรดี ๆ

 

“ก็ไม่เชิงมันเคยหลอกไอ้พรายในช่วงที่อ่อนแอที่สุดในชีวิตแสร้งทำเป็นคนดีแต่จริง ๆ แล้วคือตัวชั่วที่คอยทำร้ายไอ้พรายมาโดยตลอด กูจะไม่บอกมึงหรอกนะว่าพรายมันโดนอะไรถึงต้องยอมไอ้คิงขนาดนี้มึงคิดจริง ๆ เหรอว่าคนอย่างพรายมันจะจัดการไอ้คิงไม่ได้ถ้ามันจะทำนะแม้แต่ศพก็ไม่มีใครหาเจอแน่” ขนลุกได้ไหม!

 

“เพราะไอ้คิงมันรู้ว่าพรายฉลาดแค่ไหนถึงไม่ยอมปล่อยมันไปสักที แล้วมันก็เป็นคนที่ค่อนข้างมีอิทธิพลเลยล่ะมีตัวใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ไม่งั้นมันไม่สามารถจ้างนักสืบมาตามพวกกูได้อย่างนี้หรอก”

 

“ตอนนี้เรื่องแรกคือต้องรีบจัดการไอ้คิงแล้วเอาของสำคัญบางอย่างของพรายคืนมาให้ได้ก่อน สองข้อมูลของพวกกูจะหลุดออกไปไม่ได้โดยเฉพาะไอ้ป้องถ้าพ่อมันรู้ว่าแอบมาหลบอยู่ในเมืองไทยแล้วชีวิตต้องไม่สงบสุขแน่และสามคือมึงเพลง มึงคือเป้าหมายที่ไอ้คิงคิดจะเล่นงานเพราะพรายมันรักไปแล้วมึงไง”

 

...

 

“พะ พี่พรายรักผม” ชี้มือไปที่หน้าตัวเองเลยครับพี่พรายมันเพิ่งบอกว่ารำคาญผมไปเองนะโว้ย

 

“ก็เพราะมันรักมึงไงถึงได้พยายามกันมึงให้ออกห่างจากเรื่องนี้ให้มากที่สุด กูจะไม่บอกหรอกนะว่าไอ้คิงมันขู่เรื่องอะไรของมึงกับพรายแต่คนอย่างเลวอย่างไอ้คิงมันทำได้ทุกอย่างแหละและงานนี้ไอ้พรายก็ตั้งใจฆ่าไอ้คิงร้อยเปอร์เซ็นต์เลยล่ะ พอเป็นเรื่องมึงแล้วไอ้พรายมันก็ไม่ยอมอยู่เฉยแล้วล่ะ”

 

“แล้วพวกพี่รู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ไง!”

 

“กูก็มีนักสืบคอยตามดูไอ้พรายแล้วก็ไอ้คิงอีกทีไงละ แล้วก็มือถือไอโฟนของพรายที่มันใช้อยู่ก็เป็นเครื่องของกู กูเป็นคนให้มันและทำไลน์ให้มันเองซึ่งพรายมันก็ไม่รู้หรอกว่ากูแอบทำหนึ่งบัญชีสองเครื่องไม่ว่ามันคุยอะไรก็เด้งเข้ามาในไอแพดกูหมดแหละ” ผิดกฎหมายนะโว้ย! คนอย่างพี่พายุแม่งน่ากลัวสัด

 

“ตอนนี้พวกไอ้ป้องมันตามพรายไปแล้วล่ะ”

 

“พวก?” นั่นย่อมไม่ได้หมายถึงแค่ผม พี่พายุกับพี่ป้องแน่ ๆ

 

“เออ ทั้งไอ้เคน ไอ้เอ ไอ้แมงป่องและก็ยูจิด้วยงานนี้พวกมันกะจะล้างบางแหล่งซ่องสุมของไอ้คิงเลยล่ะ” โหใจชื้นเลยอะแค่ไอ้หินคนเดียวก็น่าจะถล่มได้ทั้งกองทัพแต่เอ๊ะ! เมื่อกี้พี่มันไม่ได้พูดถึงไอ้หินนี่น่า

 

“แล้วไอ้หินล่ะพี่?”

 

“ถามทำไม? กูไม่มีวันยอมให้เมียกูต้องมาเจ็บตัวหรอกแล้วอย่างไอ้หินมันจะไปทำอะไรได้ ตัวก็เล็กแค่นั้น” กูว่าพี่มึงพลาดแล้วครับเอาไอ้หินมาน่าจะดูดีกว่ายกมาทั้งกองทัพซะอีก แถมยังพูดเต็มปากเต็มคำว่าเมียไปอีก...อย่างนี้ก็ได้เหรอวะ ที่สำคัญพี่มันแม่งไม่ได้ห่วงคุณภาพชีวิตของกูเลยสักนิดแต่ถ้าพี่มันถามผมตรง ๆ ผมก็ต้องตามมาช่วยพี่พรายอยู่ดีนั่นแหละ

 

“ตกลงนี่เราจะไปที่ไหนกันครับพี่พายุ” เส้นทางที่พี่พายุมันขับวกวนจนผมเองก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพก็แทบจะไม่เคยไปที่ไหนไกลจากหอพักเลย

 

“แถวบางแคน่ะ เราจะไปถล่มร้านสนุกเกอร์กัน” ฮ่า ฮ่า ฮ่า อยากจะร้องดัง ๆ

 

พี่พายุมันหยิบไอแพดแล้วเปิดส่งมาให้ผม

 

“มึงเอาข้อความไปอ่านเองเพลง มึงจะได้รู้สักทีว่าจริง ๆ แล้วพรายมันคิดยังไงกับมึง” ผมรับไอแพดเครื่องนั้นเปิดเข้าไปในแอปพลิเคชันไลน์ไล่อ่านข้อความมากมายที่อยู่ภายในและข้อความที่สะดุดความรู้สึกของผมมากที่สุดก็คือ

 

...ถ้ามึงคิดจะแตะต้องเพลงแม้แต่นิดเดียว กูจะเป็นคนไปฆ่ามึงด้วยมือกูเอง... 

 

“ตอนนี้เราต้องรีบตามไปห้ามไอ้พรายก่อน ไม่งั้นมันได้ติดคุกหัวโตแน่” 

 

“พี่พราย...พี่พรายกำลังจะทำอะไร?” น้ำเสียงพี่พายุมันดูเครียดจัดจนผมเองต้องถามออกมา 

 

“อาทิตย์ที่ผ่านมามันหาซื้อแอมโมเนียมไนเตรทน่ะ ขนาดนักสืบที่กูจ้างตามดูไอ้พรายยังขนลุกเลยมึงคงรู้แล้วใช่ไหมว่าไอ้พรายมันกำลังจะทำอะไร ระดับมันสมองแบบไอ้พรายมันแค่สูตรเคมีง่าย ๆ มันก็ทำอาวุธขึ้นมาได้แล้ว” 

 

“ฉิบหาย! นี่พี่อย่าบอกผมนะว่าพี่พรายมันทำระเบิดปุ๋ยน่ะ ถ้างั้นในกระเป๋าที่พี่พรายหิ้วมาวันนี้มันก็...” 

 

“เออ รู้เรื่องนี้แล้วก็เหยียบเอาไว้ให้ดีนะมึงไอ้เพลง ไม่งั้นได้รวมตัวกันไปนอนในซังเตกันยกคณะแน่แล้วเรื่องระหว่างมึงกับพรายน่ะนอกจากกูแล้วยังไม่มีคนอื่นรู้หรอกนะ” มีครับมี! เพรียบเลยเผื่อพี่จะยังไม่รู้ 

 

Rrrrrrr 

 

พี่พายุมันหยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดเปิดลำโพงให้ผมได้ยินด้วยอีกคน 

 

[พายุตอนนี้มึงอยู่ไหนแล้ววะ กูกับพวกไอ้เคนตามมาจนถึงหน้าร้านสนุกเกอร์แล้วนะ] 

 

“กูใกล้จะถึงแล้วป้องอีกไม่เกินห้านาทีนี้ละ ว่าแต่ไอ้พรายมันเป็นยังไงบ้าง” 

 

[ตอนนี้มันลงจากแท็กซี่แล้วกำลังเดินเข้าไปในร้าน มึงจะให้กูหยุดเอาไว้ตอนนี้เลยรึเปล่า] 

 

“ปล่อยมันเข้าไปเลยไม่ต้องไปห้ามมัน อย่างไอ้พรายมันไม่รีบทำอะไรผลีผลามหรอกถ้าไม่จวนตัวจริง ๆ น่ะแล้วยิ่งไอ้คิงเอาของสำคัญมาล่อพรายขนาดนี้มันต้องมีแผนอะไรบางอย่างเอาไว้แล้วแน่นอนพวกมึงเข้าไปตอนนี้ก็จะเป็นอันตรายซะเปล่า” 

 

[แต่กูเป็นห่วงมันนะพายุ!] 

 

“เออน่ารอจนกว่าจะแน่ใจว่าไอ้คิงมันจะเอาของออกมาก่อนค่อยเข้าไปถล่มมัน พวกมึงคอยฟังมือถือเอาไว้เถอะ กูอุตส่าห์จ้างคนเข้าไปติดเครื่องดักฟังไว้ตั้งหลายตัวแค่นี้นะกูจะถึงแล้ว” 

 

โฮล่กกกก...กูว่าพี่พรายมันร้ายแล้วนะแต่คนที่ร้ายจริง ๆ มันน่าจะเป็นไอ้พี่พายุมากกว่าและดูท่าว่างานนี้ผมได้แหย่เท้าลงนรกไปข้างหนึ่งแล้วล่ะแต่เพื่อคนที่ผมรักต่อให้ต้องกระโจนลงกระทะทองแดงผมก็จะทำ 

 

...ผมจะต้องช่วยพี่มันให้ได้และต่อไปนับจากนี้จะไม่ยอมให้พี่พรายมันต้องอยู่คนเดียวอีกเลย... 

ความคิดเห็น