ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

52/เยียวยาหัวใจตัวเอง

ชื่อตอน : 52/เยียวยาหัวใจตัวเอง

คำค้น : ตอนที่52

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
52/เยียวยาหัวใจตัวเอง
แบบอักษร

ขอบฟ้า Part  

ไม่รู้ว่าผมเดินทางอยู่ในความเหน็บหนาวและมืดมิดนี้มานานแค่ไหน อีกทั้งไม่รู้ว่าทำไมผมถึงมองหาใครไม่เจอทุกสิ่งรอบข้างผมล้วนมืดครึ้มไปหมด แต่แล้วกลุ่มหมอกหนาก็คืบคลานเข้ามาครอบงำ จากที่มีแต่ความมืดมิดวังเวงตอนนี้กลับเคว้งคว้างน่ากลัว เพราะเหลือเพียงผมตัวคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมอกควันเท่านั้น  

“มึงตระบัดสัตย์กับกูรึ!” 

เฮือก! “คะ คุณเป็นใครครับผมรู้จักคุณด้วยเหรอ” แต่แล้วจู่ ๆ กลับมีเสียงตวาดดังสนั่นมาจากทางด้านหลังจนเผลอสะดุ้งเฮือกในน้ำเสียงดุดันนั้น พอหันหลังไปหาคนที่กล่าววาจาว่าร้ายผมก็เผลอตัวถอยหลังสองสามก้าว เพราะหวั่นเกรงกับเงาตะคุ่มสูงใหญ่ของชายคนนั้นอย่างห้ามใจไม่ได้ 

“มึงจำกูไม่ได้งั้นรึ” แม้เสียงเข้มจะลดความดุดันลงแต่มันกลับดังกังวานไปทั่วบริเวณนี้ พื้นที่ที่ยังคงปกคลุมไปด้วยหมอกควัน เมื่อชายคนนั้นก้าวออกมาจากเงามืดกลุ่มควันหนาที่ห้อมล้อมพื้นที่นี้กลับค่อย ๆ เจือจางลงไป สุดท้ายก็ไม่มีแม้แต่ไอบางมากางกั้นสายตาอีกเลย

แต่สิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจมากกว่าการสูญสลายของหมอกควัน ก็คือผู้ชายไว้ผมทรงมหาดไทยหนวดที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นดูคุ้นตาชะมัด ไหนจะเสื้อผ้าไม่คุ้นตานั่นอีก แต่อะไรก็ไม่ดึงดูดใจเท่ากับสิ่งที่อยู่ด้านหลังของชายคนนั้น ไม่ต้องเสียเวลาให้คิดผมก็รู้ทันทีว่านั่นคือดาบแน่ ๆ

“เอ่อ ขอโทษครับผมไม่รู้จักลุงเลย” เมื่อคำพูดของผมจบลงร่างกายสูงใหญ่กว่าใครที่เคยพบเห็น ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นชายสูงวัยใส่เสื้อสีขาวกางเกงแพรพลิ้วไหวไปตามสายลม ทัศนียภาพรอบข้างเปลี่ยนจากความมืดครึ้มกลับกลายเป็นความสว่างไสวด้วยสีของท้องฟ้า สายลมบางเบามันเย็นสบายจนรู้สึกง่วงชะมัด

“กูเคยบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าแม้กาลข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นมึงจะไม่สร้างวิบากกรรมด้วยการปลิดชีวิตตัวเองเด็ดขาด แล้วทำไมมึงกล้าตระบัดสัตย์กับกูแบบนี้รึอยากลองดีกับกูใช่ไหม!” ชัดเลยคิดไว้แล้วว่าทำไมถึงดูคุ้นตาที่แท้ก็คือคุณตาที่เคยมอบอความารีนให้ผมนี่เอง ถึงแม้ว่าตอนนี้สีหน้าท่าทางของท่านจะไม่เอ็นดูผมเหมือนเมื่อหลายปีก่อนก็เถอะ แต่นั่นคงเป็นเพราะการละเลยในคำสัญญาที่ผมมีให้ คุณตาจะโกรธแบบนี้ก็สมควรแล้วล่ะ

“ผมขอโทษครับตาขอโทษที่ความอ่อนล้าทำให้ผมอ่อนแอ ขอโทษที่ความอ่อนแอทำให้ผมขี้แพ้จนเมินเฉยกับคำสัญญา ผมไม่มีคำไหนจะแก้ตัวได้อีกแล้วผมขอโทษจริง ๆ ครับ” อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิด อาจจะเป็นเพราะรัศมีความเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่แผ่ขยายจากกายของบุรุษตรงหน้า ทำให้ผมต้องทรุดตัวนั่งคุกเข่าก้มลงกราบเท้าและเอื้อนเอ่ยในสิ่งที่ตัวเองนึกคิดอยู่

“กูสั่งความกับลูกหลานกูเสมอว่าจงอย่าปล่อยให้ความอ่อนแอมาเยือนเหมือนดั่งมิตรสหาย สู้ได้ก็ต้องสู้ถึงสู้ไม่ได้ก็ต้องสู้เช่นกัน กว่าที่บรรพบุรุษของมึงจะฝ่าฟันตั้งหลักปักฐานได้มึงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายนักรึ ทุกชีพที่เสียไปเลือดทุกหยดที่หลั่งรินรดผืนดินก็เพื่อให้พวกมึงมีแผ่นดินอยู่ทั้งนั้น แล้วทำไมมึงถึงคิดการสั้น ๆ ตัดช่องน้อยแต่พอตัวแบบนี้ เมื่อการณ์ข้างหน้าหากต้องเจอกับบรรพบุรุษของมึงเจอกับพ่อแม่ปู่ย่าตายายของมึง มึงจะชดใช้ให้กับความเสียใจของพวกเขายังไง

“ทุกชีวิตล้วนเคยเจอกับอุปสรรคทั้งนั้น แต่เมื่อเจอกับความมืดมิดตรงหน้าอยู่ที่มึงแล้วว่าจะค่อย ๆ เดินด้วยความระมัดระวังหรือจะรีบเร่งให้ก้าวไปอย่างเร็วไว แต่ถึงกระนั้นกูก็ไม่เคยสั่งความให้ลูกหลานของกูเป็นคนขลาดเขลา เพราะฉะนั้นมึงจงกำจัดใจที่มีแต่ทุกข์ของมึงเสียให้หมดสิ้น หากยังหลงอยู่ในวังวนของคนอ่อนแอมึงก็จะได้ตายสมดั่งที่ใจมึงหมายเสียเดี๋ยวนี้!

“บอกความกูมาว่ามึงหมายใจจะทำเยี่ยงไรต่อไป อย่าเอาแต่อมพะนำเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนที่จะสิ้นชีพไปก่อนก็คือมันผู้นั้น!” ทุกคำที่ได้ฟังยิ่งตอกย้ำถึงความผิดพลาดในหลายเรื่องที่ผมได้ทำให้มันพังด้วยมือของตัวเอง เมื่อสายตาเหลือบแลไปตามน้ำเสียงเด็ดขาด ใจผมยิ่งแกว่งไกวโอนเอนไปตามคลื่นลมของมหาสมุทรที่พัดกระหน่ำอยู่ด้านล่าง

ในความเกรี้ยวกราดของคลื่นลมนั้นมีร่างของชายคนหนึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางพายุทะเล เขาคนนั้นไม่มีทีท่าต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเลยสักนิด นอกจากวางสองมือของตัวเองประสานไว้ที่หน้าอก เปลือกตาปิดสนิทปล่อยให้เกลียวคลื่นหอบร่างกายของเขาห่างไปจากสายตาผมทุกที ทุกที

“อย่ากลัวเงาของมึงเพราะนั่นหมายความว่าจะมีแสงไม่ห่างไกลจากที่มึงยืนอยู่ หลายครั้งชีวิตมักจะเจอเรื่องยากมากกว่าที่มึงคิด แต่มันคือสิ่งยืนยันว่าถึงจะล้มลุกคลุกคลานยังไงมึงก็ยังคงยืนหยัดอยู่ต่อไป แม้จะต้องอยู่อย่างเจ็บปวดเป็นทุกข์ในใจแต่มึงก็ยังมีลมหายใจอยู่” คงเป็นเพราะน้ำเสียงดุดันผ่อนปรนลงจนผมกล้าจะหันหน้าไปสบตากับชายสูงวัยที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

ถึงท้องฟ้าตรงนี้มันจะดูสว่างไสวจนน่าติดอกติดใจในความงดงามมากเท่าไหร่ แต่เมื่อก้มมองท้องทะเลบ้าคลั่งที่มีแต่ความมืดมน ผมก็เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าแล้วจะปล่อยให้เขาล่องลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้นตามลำพังได้เหรอ เขาที่ยอมเอื้อมมือมาจับมือผม ยอมเดินตามผมมาโดยไม่มีคำไถ่ถามหรือทักท้วงอะไรเลย

“กลับไปเสียเถิดหลานกูที่ตรงนี้ยังไม่ใช่ที่ของมึง แต่จงจำคำของกูให้ขึ้นใจว่าจากนี้ต่อไปจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สามของมึงอีกแล้ว การณ์ข้างหน้ามึงจงใช้สติปัญญาให้มากกว่าความโมโหโกรธาของมึงเอง ถึงมึงจะเป็นลูกหลานของกูแต่นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายที่กูจะมีให้มึง จะรับหรือไม่รับ”

“รับครับรับ ผมขอโทษที่ใช้แต่อารมณ์ชั่ววูบของตัวเองมาตัดสินปัญหา ผมจะไม่ทำอีกแล้วแต่ขอให้ผมได้ลงไปอยู่กับเขาเถอะครับ เขากำลังโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้นคนเดียวทั้งที่ผมเป็นคนชักนำให้เขามาด้วยกันแท้ ๆ” นี่คงเป็นรอยยิ้มแรกที่ผมได้รับจากชายสูงวัยคนนี้ มีสัมผัสอบอุ่นลูบลงบนหัวผมอย่างนุ่มนวลมันอ่อนโยนจนน้ำตาผมไหลออกมาเป็นทาง ตาทั้งสองข้างจึงพร้อมใจกันปิดลงเพื่อเปิดรับความผูกพันในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้เอาไว้

“ไอ้ผู้นั้นมันเป็นลูกหลานของจ้าวสมุทรเหมือนที่มึงเป็นลูกหลานของผู้กอบกู้ ในการณ์ข้างหน้ามึงสองคนจะมีชีวิตที่มั่นคงแข็งแรงสืบไป” ฟิ้วว จู่ ๆ สายลมบางเบาที่พัดเอื่อยเฉื่อยก็หอบหิ้วตัวผมให้เคลื่อนคล้อยต่ำลง จนเท้าทั้งสองข้างแตะกับความเย็นฉ่ำของมหาสมุทร ตัวผมถึงได้ทรุดไปนอนเคียงข้างกับเขามือขวาเอื้อมไปจับมือเขาออกจากแผ่นอก และปลายนิ้วเย็นเฉียบของเขาก็ขยับสอดแทรกทุกนิ้วมาประสานกับนิ้วผมไว้ ราวกับว่าเขารอคอยเวลานี้มานานเหลือเกิน  

แสงสว่างจากที่ใดที่หนึ่งค่อย ๆ แผ่ขยายเข้ามาขับไล่ความมืดมนรอบตัวเราให้จางหายไป แต่เพียงอึดใจเดียวเกลียวคลื่นขนาดใหญ่กลับดึงดูดร่างกายเราสองคนให้ตกอยู่ภายใต้กระแสน้ำวน ภาพสุดท้ายที่ผมมองเห็นก็คือผิวเนื้อสีทองของชายที่อยู่บนอาชาตัวใหญ่ รอยยิ้มสุดท้ายที่ผมส่งไปให้ก็คือรอยยิ้มของคำสัญญา ว่าจากนี้ต่อไปผมจะไม่ตระบัดสัตย์ในสิ่งที่ตัวเองได้สัญญาเอาไว้

ผมคือลูกหลานของผู้กอบกู้และผมจะแข็งแกร่งให้สมกับที่บรรพบุรุษยอมเสียเลือดสิ้นเนื้อไปมากมาย เพื่อให้คนรุ่นหลังอย่างผมถือกำเนิดเกิดมา และได้ยืนอยู่บนผืนแผ่นดินที่มีคุณค่านี้อย่างมั่นคง

 

“ไอ้ฟ้ารีบตื่นเร็วเข้าส้มโอขี้แตกเป็นรอบที่สามละ ไอ้เขื่อนอุ้มวิ่งเข้าออกห้องน้ำจนมันหอบแฮกแล้วเนี่ย” ไอ้โฬมมันพูดมันบ่นอะไรข้างหูตั้งนานวะ ไอ้ผมก็อยากลืมตาไปด่ามันสักตั้งอยู่หรอกแต่คนมันง่วงนี่หว่าเปลือกตาตัวเองเลยหนักอึ้งมากกว่าปกติ แต่ไอ้ประโยคที่ว่าส้มโอขี้แตกนี่ส้มโอไหนวะ?

แปะ ๆ “ฟ้าตื่นได้แย้วฉ้มโอปวดอึ๊ แปะ ๆ ฟ้าตื่น!” 

“อื้อ ใครมันกวนคนหลับคนนอนวะ หือ? เด็กประหลาดที่นั่งทับกูนี่ใครอะโฬม” ทั้งเสียงเล็ก ๆ ทั้งแรงตบแปะเบา ๆ ตามใบหน้ามันน่ารำคาญจนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้

เมื่อสายตาชินกับแสงสว่างและกวาดตามองไปทั่วห้องถึงรู้ว่านี่คงเป็นโรงพยาบาลแน่ แต่แล้วสายตาก็ปะทะกับเด็กผู้หญิงหน้าตาบ้องแบ๊วคนหนึ่งที่นั่งทับอกผมอยู่ คำถามของผมคงสร้างความแปลกใจให้ไอ้โฬมมากพอดู มันถึงรีบตาลีตาเหลือกวิ่งออกจากห้องไปปล่อยให้ผมเผชิญหน้ากับเด็กที่ยังนั่งทับอกผมตามลำพัง จะว่าไปสีหน้าไอ้โฬมเมื่อกี้น่าขำชะมัด หวังว่ามันคงไม่คิดว่าผมความจำเสื่อมเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าวนะ

“ลุกดิส้มโอฟ้าหนักนะ”

“ม่ายอาวเดี๋ยวฟ้าหลับนานอีกฉ้มโอคิดถึง” ว่าแล้วตัวเล็ก ๆ นั้นก็เปลี่ยนกิริยาเป็นนอนทับอกผมเฉยเลย เสียงใสพูดนั่นพูดนี่ราวกับไม่ได้พูดมานาน เหมือนที่แขนทั้งสองข้างของผมยังโอบกอดร่างเล็กบนอกเอาไว้ราวกับกลัวว่าจะไม่ได้กอดกันอีกแล้ว คิดถึงส้มโอชะมัดนี่ถ้าผมตายไปจริง ๆ ใครจะดูแลตัวประหลาดให้ผมวะเนี่ย

“ฟ้าลุงน้ำร้องไห้หาฟ้าฉ้มโอฉงฉาน”

“จริงเหรอร้องไห้เมื่อไหร่อะแล้วมีใครเห็นบ้าง”

“ม่ายมีใครเห็นลุงน้ำร้องไห้กับฉ้มโอฉองคน” คำบอกเล่าของสาวน้อยคนนี้ทำให้ใจผมถวิลหาคนที่ถูกพาดพิงถึงอย่างสุดใจ ในความคิดถึงนั้นมันมีความยินดีปะปนมามากมาย ยินดีที่รู้ว่าเขายังคงยืนอยู่บนโลกใบเดียวกับผม และเราสองคนยังไม่ได้จากกันไปไหน

ตุ๊บ ๆ ๆ ผลัวะ! หมับ! “น้องตื่นแล้วเหรอ! พี่คิดถึงมากเลยขอบฟ้าคิดถึงที่สุด” 

“อือฟ้ารู้” เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นมาพร้อมกับประตูห้องถูกเปิดอย่างแรง ผู้ชายตัวใหญ่หนวดเคราครึ้มเขาก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ แขนแข็งแรงทั้งคู่ของเขารั้งตัวผมให้ลุกขึ้นจากเตียงแล้วสวมกอดทั้งผมกับส้มโอเอาไว้ ผมรู้ดีว่าความคิดถึงของเขามันมีมากมายมหาศาลแค่ไหน เพราะผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกันสองมือของผมถึงได้โอบกอดเขาเอาไว้ กอดในช่วงเวลาที่ยังมีโอกาสได้โอบกอด

“ไอ้เหี้ยฟ้า! เมื่อกี้มึงยังมีทีท่าเหมือนคนความจำเสื่อมอยู่เลยตกลงมึงแกล้งกูใช่ปะเนี่ย มึงนี่มันชั่วแล้วชั่วเลยจริง ๆ เรื่องเห็นแก่ตัวในสิ่งที่มึงทำกูยังไม่ได้คิดบัญชีกับมึงเลยนะเว้ย แล้วมึงยังจะมาสร้างเรื่องให้กูต้องเพิ่มเข้าไปในบัญชีแค้นกับมึงอีกเหรอไอ้เพื่อนชั่ว!”

“กูแค่ อะ เอ่อป้าแววครับคือว่าน้องฟ้า” เพราะเสียงตะคอกของไอ้โฬมทำให้ผมสำนึกได้ว่าตรงนี้ไม่ได้มีแค่เรา สองมือถึงรีบละออกจากเอวหนาแล้วมองข้ามไหล่ตั้งใจจะขอโทษไอ้โฬม แต่ผู้หญิงที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มคนหลายคนทำให้ผมอดพูดตะกุกตะกักไม่ได้ ป้าแววจะโกรธในเรื่องที่ผมทำมากไหมจะยังรักผมอยู่หรือเปล่า ไหนจะเรื่องที่ผมกอดพี่น้ำเต็มสองแขนให้ป้าแววได้เห็นเต็มสองตานี่อีก

“ตื่นแล้วเหรอคะน้องฟ้านอนขี้เซาจนป้าเกือบปลุกด้วยไม้แขวนเสื้อแล้วนะเนี่ย หิวไหมลูกอยากอาบน้ำอาบท่ารึเปล่าไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้วเหนียวตัวล่ะสิ แต่ป้าเช็ดตัวให้น้องฟ้าทุกวันเลยนะ อ้อเช็ดแต่ตัวไม่ได้เช็ดช้างน้อยหรอกค่ะอันนั้นพี่เวย์เขาเป็นคนเช็ดให้ คิก ๆ ๆ 

หมับ! “น้องฟ้าขอโทษที่นอนขี้เกียจตั้งนาน ป้าแววอย่าโกรธน้องฟ้าเลยนะครับ” พี่น้ำถอยออกไปในจังหวะที่ป้าแววเป็นฝ่ายเดินเข้ามานั่งแทน ผู้หญิงสูงวัยถึงถูกผมคว้าตัวไปกอดอย่างแสนรัก 

“ใครจะไปโกรธน้องฟ้าได้ลงคอล่ะลูก ฟอดด อะไรที่ผ่านไปแล้วเราจะไม่พูดถึงมันอีกป้าหมายถึงทุกเรื่องกับทุกคนดีไหมลูก”

“อื้อดีครับ น้องฟ้าดีใจที่เราทุกคนจะเดินไปข้างหน้าหลังจากที่เราพากันหยุดพักเพราะความเหนื่อยล้ามานานแล้ว น้องฟ้าเชื่อว่าการเดินไปข้างหน้าของเราครั้งนี้มันจะแข็งแรงขึ้นมากกว่าเดิมแน่ครับ” รอยยิ้มแววตาสีหน้าและบางประโยคของป้าแวว บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเราทุกคนเข้าใจในเรื่องที่ตรงกัน นั่นทำให้ความหนักใจในเรื่องของป้าแววกับพี่น้ำหายวับไปทันที เวลาอีกไม่นานต่อจากนี้ผมมั่นใจว่าพี่น้ำจะชิงตำแหน่งหลานรักของป้าแววคืนกลับมาได้แน่นอน

 

ผมกับพี่น้ำนอนดูอาการที่โรงพยาบาลอีกสองวันถึงได้กลับมาบ้านสักที แต่ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลจนกลับมาอยู่บ้านได้ร่วมอาทิตย์ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับพี่เวย์ตรง ๆ สักที อย่างกับว่าเจ้าตัวกำลังหลบเลี่ยงผมอยู่ยังไงยังงั้น วันนี้ก็เหมือนกันผมเดินหาทั่วบ้านทั่วสวนก็ยังไม่เจอแม้แต่เงา สุดท้ายถึงได้เดินมาทางบ้านพักอีกหลังซึ่งถูกจับจองโดยไอ้เขื่อนกับพี่น้ำ

แต่เท้าทั้งคู่ของผมต้องหยุดชะงักและพยายามแนบตัวให้กลมกลืนกับผนังบ้านมากที่สุด ไม่ใช่ว่าผมสอดรู้สอดเห็นนะแต่สองคนในบ้านเขากำลังเอ่ยถึงผมด้วย เพราะงั้นผมก็มีสิทธิ์ฟังได้เหมือนกันนี่หว่า

“ตกลงบ้านที่กรุงเทพขายไปแล้วจริงเหรอวะ”

“อืมได้ราคาดีกว่าที่ตั้งไว้ซะอีก ว่าแต่มึงมีอะไรจะด่ากูไหมเวย์”

“หึหึ กูจะด่ามึงทำไมในเมื่อกูรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่ลากมึงลงไปตายในทะเลคือน้องชายกูเอง แต่ไม่ใช่ว่ากูไม่เคืองมึงนะน้ำคือกูไว้ใจมึงให้ดูแลน้องกูมากมึงรู้ใช่ปะ และกูก็หวังเอาไว้มากเหมือนกันว่าวันไหนที่น้องกูมันเดินหลงทาง คนที่จะจับมือมันให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยก็คือมึง แต่มึงดันคล้อยตามมันแล้วพากันแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนั้นซะได้

“ทำไมไม่นึกถึงใจกูกับพี่ชายมึงที่ขับรถแข่งกันจากกรุงเทพแถมยังต้องวิ่งแข่งกันไปดำผุดดำว่ายในน้ำเค็ม ๆ นั่นเพื่องมหาศพมึงสองคนบ้างวะ ไหนจะไอ้เขื่อนไอ้โฬมและคนอีกหลายคนที่ต้องเสี่ยงตายไปงมหามึงสองคนอีก รู้ไหมว่ามึงทำให้กูผิดหวังนะเพื่อน” แม้จะไม่เห็นสีหน้าของพี่เวย์แต่ในน้ำเสียงนั้นผมสัมผัสได้ว่าพี่ชายผมกำลังผิดหวังเหมือนอย่างที่พูดจริง ๆ นั่นถึงเป็นเหตุผลให้ผมต้องทำในสิ่งที่สมควรทำ

“พี่เวย์อย่าผิดหวังผิดคนเลยเพราะคนที่ทำให้พี่เวย์ผิดหวังก็คือน้องฟ้าเอง น้องฟ้าขอโทษน้องฟ้าสัญญาว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด น้องฟ้าจะไม่ให้พี่เวย์ต้องสูญเสียน้องฟ้าเพียงเพราะความอ่อนแอของน้องฟ้าอีกแน่

“รันเวย์จ๋ากอดขอบฟ้าหน่อยสิขอบฟ้าขอโทษที่คิดถึงแต่ตัวเองจนละเลยเส้นทางเส้นนี้ ขอโทษที่ขอบฟ้าไม่เป็นขอบฟ้าสีสดใส วัน ๆ หาแต่เรื่องให้สีของขอบฟ้ามีแต่ความมืดครึ้มจนทำให้ทางเส้นนี้พลอยมืดมนไปด้วย รันเวย์อย่าเกลียดขอบฟ้ากับมหาสมุทรเลยนะขอบฟ้าขอร้อง” เพราะเคยอยู่ในเส้นแดนระหว่างการมีอยู่หรือต้องพลัดพราก ผมถึงไม่อิดออดที่จะเรียกหาพี่ชายที่ยืนมองผมนิ่ง ๆ อย่างออดอ้อน

คิดถึงรันเวย์ผมคิดถึงพี่ชายมากจริง ๆ คิดถึงจนก่นด่าตัวเองอยู่หลายครั้งว่าทำไมถึงคิดสั้นจนหลงลืมว่าคนที่จะเสียใจมากที่สุดก็คือพี่ชายคนนี้ เพราะถ้าไม่มีผมเขาก็คงเหลือเพียงตัวคนเดียว แก้มของผมแนบชิดอยู่กับอกอุ่นของพี่ชายสองมือกอดรัดร่างกายใหญ่โตนี้เอาไว้ ผมไม่อยากมีความรู้สึกว่าจะต้องพลัดพรากจากพี่เวย์เกิดขึ้นอีกแล้ว

“พี่ไม่เคยผิดหวังกับทุกสิ่งที่ฟ้าทำ แม้ว่าบางสิ่งบางอย่างพี่จะเสียใจบ้างโกรธบ้างแต่ก็ไม่เคยเกลียดหรือผิดหวังในตัวน้องชายคนนี้สักครั้ง ในบางช่วงเวลาคนเราต้องเคยเจอกับความอ่อนแอทั้งนั้น แต่ฟ้าจะไม่มีวันเดินตามลำพังนี่ก็คือคำสัญญาของพี่เหมือนกัน พี่ดีใจที่ฟ้าไม่กลายเป็นฟองหายไปพร้อมละอองคลื่น ไม่งั้นพี่คงทนแบกรับความเสียใจเอาไว้ไม่ไหวแล้วต้องตามฟ้าไปแน่”

“ตลกละฟ้าไม่ใช่นางเงือกน้อยในThe Little Mermaidที่พี่ชอบอ่านให้ฟังตอนเป็นเด็กสักหน่อย” ประโยคสุดท้ายของพี่ชายยิ่งทำให้ผมแนบหน้าฝังลงกับอกพี่เวย์มากขึ้นกว่าเดิม แต่ปากยังคงเอ่ยถึงเรื่องในวันวาน เรื่องที่พอนึกถึงทีไรก็ทำให้ผมยิ้มขึ้นมาได้ทุกที

“ดีแล้วที่ฟ้าไม่ใช่นางเงือกในนิทานเพราะพี่ไม่อยากให้ฟ้าสลายกลายเป็นฟองไปเหมือนกัน ไม่งั้นพ่อกับแม่คงตีพี่ไม่ยั้งมือแน่ ว่าแต่ตกลงเรื่องโฮมสเตย์จะเอายังไงเดี๋ยวพี่หาวันลงเสาเอกให้ใหม่เอาไหม” คำถามของพี่เวย์คือสิ่งที่ผมเริ่มคิดอยู่เหมือนกันว่าก้าวต่อไปควรทำอะไรต่อดี

ตัวเองถึงได้ผละออกจากอกอุ่นแล้วเดินไปนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าระเบียงบ้าน สายตากวาดมองไปทั่วสวนที่ยังไม่คุ้นชินเหมือนสวนฝั่งของบ้านผม ถึงก่อนหน้านี้จะเป็นสวนติดกันแต่ผมไม่ได้เดินมาฝั่งนี้บ่อย ๆ นี่หนา พอรู้ว่าพ่อซื้อที่นี่ไว้ให้ผมกับพี่เวย์ผมถึงไม่รีรอจะตัดสินใจให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสวนฝั่งนี้สร้างเป็นโฮมสเตย์

“น้องไม่ต้องรีบร้อนทำก็ได้ไอ้เวย์มันถามดูเฉย ๆ มันไม่ได้กดดันอะไรน้องหรอกใช่ไหมเวย์”

“เออต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วพี่ไม่ได้คาดคั้นอะไรทั้งนั้น พี่แค่อยากให้ฟ้าทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจและทำในเวลาที่ใจของตัวเองพร้อมก็พอ ถึงยังไงพี่กับไอ้น้ำก็ไม่ปล่อยให้ฟ้าอดอยากหรอกน่ะ” เพียงเพราะผมเงียบไปผู้ชายทั้งสองถึงเดินมานั่งขัดสมาธิประกบผมคนละข้าง หลากหลายถ้อยคำของพวกเขาเป็นสัญญาณบอกผมว่าพวกเขายังคงเป็นห่วงในสิ่งที่ผมเป็นอยู่ ฉะนั้นผมก็ไม่ควรฝังตัวเองอยู่กับความคิดด้านลบอีกต่อไป

“เรื่องโฮมสเตย์คงต้องพักไว้ก่อนตอนนี้ฟ้าอยากใช้เวลาเพื่อเยียวยาจิตใจตัวเอง ระหว่างนี้ฟ้าแค่อยากปลูกผักบ้างเลี้ยงปลาบ้าง และก็ดูแลผลไม้ทุกต้นให้มันออกดอกออกผลสมบูรณ์มากกว่าที่เคยเป็นมา ฟ้าจะสานต่อสิ่งที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ให้ดีที่สุด ถ้าถึงจุดหนึ่งที่จิตใจฟ้าไม่ต้องรับการเยียวยาแล้วฟ้าค่อยเริ่มต้นใหม่เอาให้ดีให้แข็งแรงไปเลย

“พี่เวย์พี่น้ำไม่ต้องประคองฟ้านะแค่ยืนดูฟ้าก็พอฟ้าจะลุกขึ้นยืนด้วยตัวของฟ้าเอง ฟ้าจะพึ่งตัวเองให้มากที่สุดขอความช่วยเหลือคนอื่นให้น้อยที่สุด เพราะฟ้ารู้ว่าไม่มีใครสามารถเยียวยาจิตใจของฟ้าได้นอกจากตัวฟ้าเองเท่านั้น พี่เวย์เสียใจไหมที่มีน้องชายไม่เป็นโล้เป็นพายแบบนี้”

“ไม่มีอะไรน่าเสียใจนี่ พี่ดีใจด้วยซ้ำที่ฟ้ารู้จักลำดับความสำคัญในสิ่งที่ต้องทำด้วยตัวของฟ้าเอง แค่ใจของฟ้าคิดจะเริ่มใหม่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว จำไว้ว่าสักวันหนึ่งเราทุกคนต้องมีทางที่ต้องเดินด้วยกันทั้งนั้น การจางหายไปของคนข้างตัวถึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร เพราะนั่นคือการหายไปเพื่อทำตามความฝันแล้วสักวันเราจะกลับมายืนข้างกันเหมือนเดิม

“พี่เองก็อาจต้องจากฟ้าชั่วครู่ชั่วคราวเหมือนกันหรือพี่อาจจะมีคนสำคัญอีกคนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของพี่ แต่ฟ้ารับรู้ได้ใช่ไหมว่าทุกเวลาที่ฟ้าต้องการพี่พี่จะมาหาฟ้าเสมอ” เราสามคนนั่งเรียงหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาต้นทุเรียนหลายสิบต้น หูของผมยังคงได้ยินคำปลอบโยนของพี่ชายดังก้องเข้ามาให้ได้อุ่นใจ มือทั้งสองข้างของผมถูกชายทั้งสองคนคว้าไปเกาะกุมเอาไว้ ความหม่นหมองถูกผมเตะทิ้งออกไปเพื่อเปิดรับเอาความสดใสในหลายเรื่องเข้ามาทดแทน

..เอาเถอะน่ะถ้าอยากมีจิตใจที่ดีขึ้นก็ต้องกล้าเผชิญกับความท้าทายกันหน่อยนะไอ้ขอบฟ้า

 

“ป้าแววจะไม่เปลี่ยนใจจริงเหรอ ไม่สงสารน้องฟ้ารึไงถึงจะมาบวชชีแล้วทิ้งให้น้องฟ้าอยู่บ้านคนเดียวอะ ทำไมชีวิตนี้ถึงมีแต่คนทิ้งน้องฟ้าก็ไม่รู้ เฮ้อ!”

“อย่าพูดเหมือนไม่รู้ว่าป้ารักน้องฟ้ามากแค่ไหนสิคะ เพราะรักมากป้าถึงกลัวว่าเวรกรรมที่น้องฟ้าสร้างให้ตัวเองมันจะย้อนกลับมาทำร้ายน้องฟ้าในวันหน้าไงลูก ป้าถึงต้องมาสวดภาวนาให้น้องฟ้าทุกวันต่อไปถ้าน้องฟ้าจะทำอะไรร้าย ๆ กับตัวเองอีก จะได้ฉุกคิดบ้างว่าคนแก่คนนี้ต้องสวดมนต์ภาวนาให้น้องฟ้าไปอีกกี่คืน บาปกรรมที่น้องฟ้าทำกับตัวเองมันถึงจะเบาบางลงสักที

“น้องฟ้าเด็กดีของป้าอย่ากลัวว่าตัวเองจะไม่เหลือใคร ถึงแม้ตอนนี้ป้าจะเชื่อใจใครบางคนไม่ได้สนิทใจเหมือนเมื่อก่อน แต่สักวันความเชื่อมั่นนั้นมันจะเต็มหัวใจป้าเหมือนเดิม” คำว่าใครบางคนของป้าแววคงเป็นคนที่พาส้มโอไปเดินเที่ยวแถว ๆ รอบวัดนี่แหละ

คำตักเตือนของป้าแววมาพร้อมกับดวงตาอ้อนวอนขอให้ผมอย่าคิดสั้นไปอีกหน แววตาสั่นระริกคู่นั้นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดก่อนหน้าวันครบรอบสองขวบของส้มโอเพียงไม่กี่วัน เหตุการณ์ที่เป็นจุดพลิกผันของหลายเรื่องราวและในบางเรื่องราวมันยังฝังอยู่ในใจจนถึงตอนนี้

“คืนนั้นน้องฟ้าเป็นคนยื่นมือให้พี่น้ำจับเองและน้องฟ้าก็เป็นคนจูงมือพาพี่น้ำลงทะเล พี่น้ำเขารักน้องฟ้าจริง ๆ นะป้าแวว”

“ป้ารู้ค่ะว่าเขารักน้องฟ้ามากเพราะรู้แบบนั้นป้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจ อย่าทำให้ความเชื่อใจที่ป้ามีให้น้องฟ้ามันสูญเปล่านะคะ ต้นกล้าไม่ได้เติบโตและแข็งแรงในเวลาแค่วันสองวัน กว่ามันจะฝังรากหยั่งลึกลงในผืนดินกว่ามันจะเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา กว่าที่จะทนต้านทั้งฝนทั้งแดดมันต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานเหมือนกัน ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่รากของต้นกล้าก็ยิ่งฝังลึกลงไปมากเท่านั้น

“แต่สุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงแม้มีลมฝนพัดผ่านมาเท่าไหร่มันก็จะไม่ล้มลงง่าย ๆ น้องฟ้าของป้าก็เหมือนกัน ตอนนี้ป้ารู้ว่าใจของน้องฟ้ามันเติบโตขึ้นพร้อมกับบทเรียนหลายอย่างที่น้องฟ้าได้เจอมาแล้วใช่ไหมลูก” ฝ่ามือหยาบกร้านของผู้หญิงในชุดแม่ชีสีขาวสะอาดตากำลังลูบแก้มผมเบา ๆ ผู้หญิงที่ส่งยิ้มให้ผมเป็นคนแรกยามที่ผมลืมตาขึ้นมาบนโลกนี้อีกครั้ง ตอนนี้สายตาคู่นั้นก็ยังจ้องมองผมด้วยความรักเหมือนเดิม

“น้องฟ้าสัญญาไม่ว่าวันหน้าจะมีเรื่องอะไรเลวร้ายมากกว่าวันที่เคยเจอ น้องฟ้าก็จะไม่ทิ้งป้าแววกับพี่เวย์ไว้ข้างหลังอีกแล้ว น้องฟ้าขอบคุณนะครับที่ป้าแววยังไม่ทิ้งเด็กดื้ออย่างน้องฟ้า”

“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” ความอ่อนโยนที่ผมได้รับในตอนนี้มันเป็นยิ่งกว่ายาวิเศษแขนงไหนในโลกเสียอีก หลังจากผ่านความเป็นความตายเมื่อเดือนก่อนมาได้ ความคิดด้านลบหลายอย่างที่ผมเคยหมกมุ่นอยู่กับมันในช่วงหนึ่งก็ค่อย ๆ จางหายไป ผมอาจจะยิ้มอย่างสนิทใจทุกครั้งไม่ได้ในตอนนี้ แต่อย่างน้อยผมก็ยิ้มให้กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเองได้ในทุกเช้าที่ลืมตา ผมเลือกจะบอกรักตัวเองในช่วงเวลาก่อนนอนทุกวัน และผมก็ไม่ร้องไห้ให้กับความเหนื่อยล้าอะไรอีกแล้ว

ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคิดที่ว่า มันยากที่จะพบกับความหวังในยามที่เราตั้งความหวังเอาไว้สูง แต่บางทีความหวังก็อาจจะมีหนทางมาหาเราเองถ้าเรารู้จักยอมรับมันโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ

 

***ทุกชีวิตล้วนเคยเจอกับอุปสรรคทั้งนั้น แต่เมื่อเจอกับความมืดมิดตรงหน้าอยู่ที่เราว่าจะค่อย ๆ เดินด้วยความระมัดระวังหรือจะรีบเร่งให้ก้าวไปอย่างเร็วไว 

มาแล้วนะคะมาพร้อมกับความแฟนตาซี เหมือนที่ฟางบอกว่าในตอนพิเศษในเล่มจะมีแฟนตาซีนิดหน่อย คู่นี้กำลังคลี่คลายและเป็นไปตามที่ควรเป็นโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนท่านใดรอคู่แสงไฟจะมาในตอนที่56นะคะ 

วันพุธฟางไปให้อาหารน้องหมาจรมา คือก่อนหน้านี้ก็เคยให้อาหารเด็ก ๆ หลายครั้ง หุงข้าวเองเป็นหม้อ ๆ ผสมไข่ต้ม เนื้อไก่ โครงไก่แกะกระดูกออก อาหารเม็ดแล้วผสมในกะละมังขับรถไปตามทางเรื่อยๆ เจอก็ตักใส่กล่องวางข้าววางน้ำให้เด็ก ๆ เลยทำแล้วมีความสุขนะ มีความสุขโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ ว่าเอ๊ะช่วยไปแล้วให้ไปแล้วจะเสียความรู้ทีหลังไหม  

ทำให้ฟางมีโอกาสได้เห็นในหลายเรื่องแล้วเอามาคุยฟุ้งกันกับแฟนว่าครั้งต่อไปเราไปที่นั่นที่นี่นะ ฟางได้เห็นชีวิตเล็ก ๆ หลายชีวิต ที่ตอนแรกไม่กล้ามากินต้องเรียกต้องทำความคุ้นเคยนาน ๆ น้องจะค่อย ๆ โผล่จากพงไม้มาทีละตัวเห็นแล้วหัวเราะเลย เอ็นดูนะแต่ไม่สามารถเก็บมาเลี้ยงได้แฟนบอกว่าถ้าคุณจะเก็บทุกตัวที่น่าสงสารมาเลี้ยงต่อไปจะไม่พาไปหาอาหารอีก แฟนไม่ได้ใจดำนะแต่ประเด็นคือนับ ๆ ได้ฟางจะเก็บมาเป็นสามสิบตัวแล้วมั้งถ้าไม่โดนห้ามไว้นะ 

วันนี้มาเล่าแค่นี้ก่อนเดี๋ยวจะพากันเบื่อ ไว้เรามาเจอกันวันจันทร์นะคะ ขอบคุณทุกท่านที่มาทักทายกันขอบคุณคำอวยพรที่มีให้คุณสามีฟาง ขอบคุณที่มีอารมณ์ร่วมในแต่ละตอน แล้วเรามาพบกันวันจันทร์นะคะ เจอคำผิดคำหล่นทักฟางด้วยเน้อจ้าว 

#หนังสือยังเปิดจองอยู่รอบโอนสิบวันแรกหมดเขตพรุ่งนี้นะคะแต่ยังโอนมาได้เรื่อย ๆ ฟางปิดจอง8พย.จ้าว สอบถามได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36 

ความคิดเห็น