Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 25

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 25

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 685

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 02:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 25
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 25 

 

วันนี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนไม่อยากจะทำอะไรเลยสักอย่าง ไม่อยากตื่นนอน ไม่อยากอาบน้ำ ไม่อยากไปเรียน ผมคิดว่าพี่ดินกำลังจะทำให้ผมเป็นคนขี้เกียจและเป็นคนเกเรแล้วนะครับ 

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ยังไงผมก็ต้องไปเรียนอยู่ดี แต่ยังไงซะวันนี้ผมก็คงไม่ได้เจอพี่เขาหรอกเพราะว่าวันนี้ผมไม่มีเรียนวิชาของเขา 

“ฝุ่นไปเรียนแล้วนะยาย” ผมบอกหลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จซึ่งยายเองก็พยักหน้ารับพร้อมยิ้มให้ผมอย่างอบอุ่นเหมือนเช่นทุกวัน 

“แป้งไปด้วย” ปาแป้งว่าแล้วลุกขึ้นพร้อมกับแก้วนมที่ยังคาอยู่ในปาก 

“เอ้าๆ กินดีๆ แม่คนนี้นี่ไม่มีความเป็นผู้หญิงเอาซะเลย” ยายว่าเสียงเขียวแต่ก็ไม่ได้จริงจังมากนักเพราะเห็นภาพแบบนี้จนชินตาแล้วแต่ก็ยังไม่หยุดบ่นอยู่ดี 

ยายคงอยากให้ปาแป้งมีความเป็นกุลสตรีมากกว่านี้ซึ่งผมก็เข้าใจยายดี แต่น้องสาวผมนี่สิคงไม่อยากจะเป็นกุลสตรีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์สักเท่าไหร่นักหรอกเท่าที่ผมดูด้วยตาเปล่าน่ะนะ

“พี่ฝุ่นแป้งไปก่อนนะ”  

“อืม เจอกันที่บ้าน” ผมกับน้องแยกกันที่ป้ายรถเมล์เพราะว่าเราต้องไปกันคนละทางและรถเมล์คันที่น้องสาวผมจะต้องขึ้นก็มาพอดี 

แต่ขณะที่ผมกำลังยืนรอรถเมล์อยู่นั้นก็มีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบด้านหน้า เห็นแล้วผมอยากหันหลังแล้วเดินหนีแต่ติดที่ว่าคนในรถนั้นบีบแตรดังลั่นจนคนที่อยู่แถวนี้หันมองเป็นตาเดียวกัน 

ผมทำเป็นไม่สนใจและนั่งรอรถเมล์คันที่ผมต้องการแต่… 

เสียงบีบแตรก็ดังขึ้นอีกสองคันติดๆ กัน และก่อนที่ผมจะทันได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นคนในรถก็เลื่อนกระจกลงมาพร้อมตะโกนเรียนเสียงดัง

“ฝุ่น ขึ้นรถ!”  

“…” ผมเม้มปากพลางถอนหายใจแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้เพราะข้างหลังรถกำลังติดยาวเป็นขบวนเพราะรถของพี่ดินคันเดียวที่จอดกีดขวางการจราจร

“กว่าจะยอมขึ้นรถพี่มาได้นะ นี่ต้องรอให้รถติดยาวเป็นขบวนก่อนใช่มั้ย” พี่เขาว่าเสียงเรียบหลังจากที่ผมเปิดประตูขึ้นมานั่งบนรถแล้ว 

“อาจารย์ไม่เห็นต้องลำบากเลยนี่ครับ” ผมตอบนิ่งๆ พร้อมกับดึงเข็มขัดนิรภัยมารัดให้ตัวเองแล้วนั่งเกร็งอยู่อย่างนั้น 

“หึ…ทำไมชอบพูดจาห่างเหินกับพี่นักล่ะ” ผมจำต้องหันไปมองหน้าคนพูดเพราะรู้สึกว่าเขาเองก็มองผมอยู่เหมือนกัน 

“…พี่ดินต้องการอะไรกันแน่” ผมสูดลมหายใจก่อนรวบรวมความกล้าถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้น 

ใช่ ผมอาจจะดีใจที่ได้เจอพี่ดินอีก แต่ผมก็อึดอัดกับการที่ผมรักเขาแต่เขาชอบทำเหมือนผมเป็นของเล่น เป็นของตายที่เขาอยากจะทำอะไรกับผมก็ได้ อยากจะเล่นกับความรู้สึกของผมซ้ำแล้วซ้ำอีกยังไงก็ได้ 

“…” แล้วเขาก็ให้คำตอบผมไม่ได้ 

เรานั่งอยู่ในรถกันเงียบๆ มีเพียงเสียงรถรากับเสียงการจราจรด้านนอกที่เป็นตัวบ่งบอกว่าเรายังนั่งอยู่ด้วยกัน  

ผมเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างในขณะที่พี่ดินเองก็ขับรถไปเงียบๆ หลังจากที่ผมถามคำถามนั้นออกไปเขาไม่ได้ชวนผมคุยอะไรอีก 

“จอดให้ผมลงตรงนี้ก็ได้ครับ” ผมบอกตอนที่รถกำลังจะถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย แล้วพี่ดินก็ยอมจอดให้ผมลงแต่โดยดี แต่ตอนที่ผมกำลังปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวนั้นเสียงทุ้มๆ เย็นๆ ก็ดังตามมา 

“เจอกันตอนเย็น”  

“เจอ? เจอทำไมครับ วันนี้ผมไม่มีเรียนกับอาจารย์นะครับ” ผมถามพลางกะพริบตาปริบๆ ก็วันนี้ไม่มีเรียนวิชานั้นแล้วทำไมผมยังต้องเจอเขาอีกอ่ะ 

“รอกลับพร้อมพี่”  

“ทำไมผมต้องรอกลับพร้อมพี่ด้วย”  

จากที่ตอนแรกผมตั้งท่าจะลงจากรถตอนนี้ขอเปลี่ยนมานั่งคุยกับพี่ดินอย่างจริงจัง คือคุยให้รู้เรื่องกันไปเลยว่าพี่เขาจะเอายังไงกับผมกันแน่ 

“ก็…” แล้วพี่เขาก็ตอบผมไม่ได้ 

“ก็อะไรครับ พี่ต้องการอะไรจากผมพูดมาเลยดีกว่า” ผมว่าเสียงแข็งมองหน้าพี่ดินที่เอาแต่มองหน้าผมนิ่ง  

ตอนนี้คำว่าอาจารย์กับลูกศิษย์ผมขอตัดทิ้งไปสักแป๊บก็แล้วกัน 

“ในเมื่อพี่ก็ตอบคำถามผมไม่ได้ งั้นผมว่าเราเจอกันเท่าที่จำเป็นดีกว่าครับ ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์ให้ผมติดรถมาด้วย” ผมว่าแค่นั้นก่อนจะเปิดประตูลงมาจากรถ พอดีกับจังหวะที่ก็อตเดินมาพอดีและไม่กี่นาทีพี่ดินก็ขับรถออกไปพอดีเหมือนกัน

ผมมองตามรถของพี่ดินที่เลี้ยวให้ไปในมหาวิทยาลัยแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดจนก็อตที่เดินมาด้วยกันเอ่ยถาม

“เฮ้ย เป็นอะไรถอนหายใจซะแรงเลย”

“เปล่า พอดีหงุดหงิดนิดหน่อย”  

“นี่…” ก็อตว่าแล้วกอดคอผมจนตัวเราแนบชิดกัน ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากตัวก็อต มันกลิ่นประจำตัวของเขานั่นแหละ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับกลิ่นนั้นหรอกนะก็แค่กลิ่นมันหอมดีเท่านั้นแหละ  

ไม่ได้ใจเต้นแรงด้วยกับการที่ก็อตชอบกอดคอผมแบบนี้ 

“อะไร?” ผมไม่ได้ขัดขืนหรือปัดป้องอะไรกับการกระทำของก็อต คิดแค่ว่าเราก็เป็นเพื่อนกัน  

เพื่อนกอดคอเพื่อนก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร 

“เมื่อกี้ใครมาส่งเหรอ แล้วเขาเลี้ยวเข้าไปในมหา’ลัยทำไมอ่ะ” ผมก็นึกว่าก็อตจะไม่ถามแล้วซะอีก อุตส่าห์โล่งใจแล้วเชียว 

“เอ่อ…”  

“เออๆ ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ ไปหาอะไรกินกันดีกว่าหิวมาก”  

พอเห็นผมอึกอักก็อตก็ไม่เซ้าซี้ เขากอดคอลากผมเดินเข้าไปในมหา’ลัย ตรงไปยังโรงอาหารของคณะ จับผมนั่งลงที่โต๊ะว่างแล้วตัวเองก็เดินไปซื้อข้าวซื้อน้ำกลับมานั่งกินอย่างผู้หิวโหย 

“เมื่อคืนไม่ได้กินข้าวเหรอก็อต” ผมถามพลางจ้องคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปาก 

“กินไปนิดเดียวที่เหลือเหล้ากับเบียร์ล้วนๆ” ก็อตเงยหน้าขึ้นมาตอบก่อนจะก้มหน้ากินต่อ 

“อ่า งั้นก็กินเยอะๆ นะ” ผมบอกเขาแล้วส่ายหน้าไปมา เอาจริงๆ ก็เป็นห่วงก็อตอยู่เหมือนกันนะเพราะตั้งแต่รู้จักกันมาถึงจะไม่นานมากแต่ผมก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ ผมว่าเขากินเหล้าดุเกินไป 

“ไม่ต้องห่วงจ้ะ กินเยอะๆ อยู่แล้ว ว่าแต่ฝุ่นเหอะไม่หิวเหรอ” ก็อตว่าพร้อมยิ้มกว้าง แต่ผมมองว่ามันค่อนข้างจะกวนๆ นิดหน่อย 

“เรากินมาจากที่บ้านแล้วแหละ”

“ดีจัง อิจฉาอ่ะ วันหลังขอไปกินข้าวด้วยดิ”  

“เอาสิ” ผมตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิดอะไรมากกับคำขอของก็อต 

“พูดแล้วนะ” ก็อตจ้องหน้าผมแล้วพูดอย่างจริงจัง 

“อืม รีบกินเหอะเดี๋ยวต้องเข้าเรียนแล้ว” 

แล้ววันนี้หลังจากเรียนวิชาสุดท้ายของวันเสร็จผมกับก็อตก็เดินเหี่ยวออกมาจากคลาสเรียนเพราะวิชาเล็คเชอร์นี่มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อและเป็นยานอนหลับชั้นดีเลยจริงๆ 

“โอยยย ง่วง หิว เบื่อ เมื่อย” ก็อตบ่นออกมาเป็นคำๆ พร้อมกับใช้ไหล่ผมเป็นหลักพิงหัว  

“อย่าบ่นน่า รีบๆ เดินเข้าเดี๋ยวไม่ทันรถเมล์” ผมว่ายิ้มๆ พร้อมกับดันหัวหนักๆ ของก็อตออกจากไหล่ของตัวเองแต่ดูก็อตจะไม่ค่อยอยากจะเอาหัวที่พิงไหล่ผมออกถึงได้ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดมาให้ผมแบกรับ 

“นาย! เดี๋ยวก่อน”  

ขณะที่ผมกับก็อตกำลังเดินผ่านซุ้มม้านั่งหน้าคณะก็มีเสียงหนึ่งร้องเรียกผมเลยต้องหยุดเดินและหันกลับไปมอง ก็เห็นเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่ผมเคยเห็นเขาผ่านๆ เพราะเคยเรียนวิชารวมด้วยกัน 

“ครับ?” ผมหันไปพูดกับเขาแล้วก็อตเองก็เลิกพิงไหล่ผมแล้วยืดตัวขึ้นเต็มความสูงของตัวเอง 

“อาจารย์ดินเรียกให้นายไปพบอ่ะ” เขาบอกแค่นั้นก็เดินจากไป 

“อาจารย์ฝึกสอนคนนั้นน่ะเหรอ” ก็อตถามแล้วเอียงคอมองผม เขาคงสงสัยแหละว่าทำไมอาจารย์ฝึกสอนถึงได้ขยันเรียกหาผมนัก 

“อืม งั้นเดี๋ยวเราไปก่อนนะ” ผมบอกก็อตแค่นั้นก่อนจะแยกตัวออกมาก็อตเองก็ดูจะงงๆ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรผมนอกจากแยกตัวไปอีกทาง 

ผมเดินมารอพี่ดินแถวลานจอดรถ ไม่ได้ไปหาที่ห้องพักอาจารย์เพราะคิดว่าคงไม่เหมาะที่ผมจะไปที่นั่นทั้งๆ ที่ผมเองก็ไม่ได้มีธุระหรือมีกิจอะไรแถวนั้น เลยหาที่นั่งรอแถวนี้เพราะยังไงพี่ดินก็ต้องมาเอารถที่นี่อยู่แล้ว 

“ขอบคุณอาจารย์ดินมากๆ เลยนะคะที่ให้ออยติดรถกลับบ้านด้วย”  

และตอนที่นั่งรออยู่นั้นผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงดังขึ้นพอเงยหน้าขึ้นไปดูก็เห็นพี่ดินเดินเคียงข้างมากับอาจารย์ธนิศา ผมเลยรีบหลบและหันหลังให้คนทั้งคู่ทันที 

ไม่รู้ทำไม แต่ผมรู้สึกใจมันวูบโหวง รู้สึกว่าข้างในใจมันกำลังจะเจ็บเพราะคนที่บอกให้ผมรอกลับพร้อมกัน คนที่บอกให้ผมมาหากำลังจะไปส่งผู้หญิงอีกคน 

ผมเองก็รู้นะว่าผมไม่มีสิทธิ์คิดอะไรแบบนั้น ไม่มีสิทธิ์หวง ไม่มีสิทธิ์โกรธ แต่มันก็ยากเกินที่จะควบคุมหัวใจตัวเองไม่ให้เจ็บ 

“ไม่เป็นไรครับ ก็รถอาจารย์ออยเสียนี่ครับ” พี่ดินตอบอาจารย์ออยพร้อมยิ้มหล่อให้เธอ ก่อนที่พี่เขาจะสั่งปลดล็อกรถแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นรถไปด้วยกัน 

ผมได้แต่มองตามท้ายรถของพี่ดินไปด้วยความเจ็บปวดก่อนจะฝืนยิ้มออกมา 

ผมเดินออกมาจากมหาวิทยาลัยด้วยความรู้สึกเหมือนตัวจะลอย ทุกก้าวที่เดินเหมือนขาไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยและท้อจนอยากจะร้องไห้ออกมาซะตอนนี้  

แต่ผมจะทำแบบนั้นได้ยังไง ผมร้องไห้ไม่ได้หรอกในเมื่อผมรักเขาเองผมก็ต้องยอมรับความเจ็บปวดนี้เองและจังหวะที่ผมเดินไปตามฟุตบาธบังเอิญสายตาผมก็เหลือบไปเห็นรถของพี่ดินที่จอดติดแหง็กอยู่บนถนน พี่เขาหันมาเห็นผมและมองสบตากับผมเข้าพอดี ผมมองสบตาเขาชั่วครู่ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วรีบเร่งฝีเท้าไปที่สะพานลอยเพื่อข้ามไปรอรถอีกฝั่ง 

แต่ผมคงจะรีบเดินมากเกินไปเลยชนเข้ากับแผ่นหลังของใครบางคนเข้าพอดี 

ความคิดเห็น