Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 24

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 24

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 710

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2563 02:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 24
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 24 

 

 ผมรวบรวมความกล้ามาที่ห้องพักอาจารย์ตามคำสั่งของอาจารย์ฝึกสอนและพยายามที่จะเดินให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้แต่สุดท้ายผมก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องนี้แล้ว 

 “ขออนุญาตครับ” ผมเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะก้าวเท้าสั่นๆ เข้าไปในห้องพักอาจารย์และพอมองไปรอบๆ แล้วภายในห้องไม่มีอาจารย์คนอื่นอยู่เลยนอกจาก… 

“สบายดีมั้ย” เสียงทุ้มๆ เอ่ยถามขณะที่เขาเองก็เงยหน้าขึ้นมองผม 

“…” ผมกะพริบตาปริบๆ กับคำถามนั้น ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพราะไม่รู้ว่าจะตอบเขาว่ายังไงดี  

ถามว่าผมสบายดีมั้ย มันคงก็สบายดีแหละมั้งถ้าไม่ได้มาเจอเขาอีกในวันนี้  

แต่ตอนนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ ไม่สบายใจที่ต้องกลับมาเจอกันอีกเพราะตอนนี้สถานะของเราสองคนมันต่างกันเกินไป 

เขาเป็นอาจารย์ส่วนผมเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่งเท่านั้น ระยะห่างของเราสองคนมันขยับออกมาไกลกว่าเดิมอีก เราเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกันได้ 

“เย็นนี้กลับบ้านยังไง” เมื่อผมไม่ตอบเขาก็ถามคำถามใหม่กับผม ผมเลยต้องจำใจตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย 

“รถเมล์ครับ”  

“อืม…งั้นไปรอพี่ที่ลานจอดรถเดี๋ยวพี่ไปส่ง” เขาว่าโดยที่ไม่เงยหน้ามามองผม  

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมกลับเองดีกว่า” ผมไม่อยากให้ใครมองไม่ดี ไม่อยากให้ใครเห็นว่าผมกลับกับอาจารย์ฝึกสอน ไม่อยากให้ใครนินทา 

“จำได้ใช่มั้ยว่ารถพี่คันไหน” เขาไม่สนใจว่าผมจะพูดอะไร 

“แต่ว่าผม…” 

“แค่นี้แหละออกไปได้แล้ว หวังว่าพอพี่ออกไปแล้วจะเห็นฝุ่นรออยู่ที่นั่นนะ”  

ออกคำสั่งกับผมเสร็จเขาก็ก้มหน้าก้มตาเคลียร์งานของตัวเองต่อผมเลยต้องเดินออกมาจากตรงนั้น ในใจก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดว่าจะไปรอเขาที่รถดีมั้ยหรือว่าชิ่งหนีกลับบ้านเลยดีแต่พอเดินพ้นตัวอาคารมาก็อตก็ร้องทักผมมาแต่ไกลเขาเดินมากับกลุ่มเพื่อนอีกสองคนตรงมาที่ผม 

และเพื่อนของก็อตทั้งสองคนนี้ผมเองก็ไม่รู้จักเพราะว่าเราไม่ได้เรียนอยู่คณะเดียวกัน 

“อ้าว ฝุ่นยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ”  

“เอ่อ กะ กำลังจะกลับ”  

“เฮ้ย ทำไมต้องทำหน้าตื่น ทำเสียงสั่นด้วย เป็นอะไร” พูดจบก็มองหน้าผมอย่างจับผิด “แอบไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่าเนี่ย”  

“บ้าเหรอ!”  

“เนี่ยๆ เสียงสูงมีพิรุธนะเนี่ย” ก็อตว่าแล้วเดินเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น 

“ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วนี่จะทำไมยังไม่กลับอีก” ผมบอกปัดก่อนจะถามก็อตกลับบ้าง 

“ก็ว่าจะกลับอยู่เหมือนกันแต่พอดีว่าไอ้สองตัวนี้มันรั้งไว้” ก็อตว่าแล้วหันไปมองเพื่อนทั้งสองคนของตัวเอง 

“ใครรั้งมึง กูไม่ได้รั้งมึงไว้สักนิดเลยนะ” หนึ่งในสองคนนั้นว่าเสียงหน่ายๆ  

“เออ นั่นดิ แม่งพูดซะพวกกูดูเป็นคนเลวเลยนะสัส” 

“เออๆ ขอโทษๆ กูนี่แหละเสือกอยากไปกับพวกมึงเอง โอเคยัง”  

ผมได้แต่ยืนมองสามคนนี้เถียงกันไปมาดูแล้วเหมือนเด็กประถมไม่มีผิด 

“เอ่อ แล้วตกลงพวกนายจะไปไหนกันเหรอ” ผมจำต้องพูดแทรก 

“อ้อ โทษทีนะฝุ่น” ก็อตหันมาพูดกับผม “พอดีว่าพวกเรากำลังจะไปหาอะไรกินกันน่ะ แล้วก็จะไปกินเหล้าต่อที่หอไอ้มีน”  

“อ๋อ” ผมพยักหน้ารับรู้ก่อนจะยิ้มให้เพื่อนทั้งสองคนของก็อต 

“สนใจไปด้วยกันมั้ย” ก็อตชวนอย่างไม่จริงจังนักเพราะคงรู้คำตอบของผมดี 

“เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า” ผมบอก 

“เฮ้อ ตลอดอ่ะ” ก็อตถอนหายใจก่อนจะเดินมากอดคอผม “ตอนนี้พวกเราเรียนมหา’ลัยกันแล้วนะฝุ่น ควรมีชีวิตเป็นของตัวเองได้แล้วนะ” บอกผมเหมือนตัวเองเป็นผู้ใหญ่นักว่างั้น 

“เออน่า ถึงเวลาค่อยว่ากัน” ผมบอกก็อตยิ้มๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้นเสียงเข้มๆ ก็ดังมาจากด้านหลังซะก่อน 

“นักศึกษายังไม่กลับบ้านกันอีกเหรอครับ ไม่มีเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ”  

“เอ่อ สวัสดีครับอาจารย์ พอดีว่าพวกผมจะไปหาอะไรกินกันก่อนน่ะครับ” ก็อตเป็นคนตอบแต่ยังไม่ยอมเอาแขนออกมากคอผม 

“อืม แล้วมาทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ล่ะ”  

“ก็ กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ แล้วอาจารย์ล่ะครับมีอะไรกับเพื่อนผมหรือเปล่า” ก็อตที่บอกว่ากำลังจะไปแต่ตอนนี้กลับตั้งท่าปักหลักถามคำถามและมองหน้าอาจารย์นิ่ง 

“พอดีว่าผมมีธุระจะคุยกับเพื่อนของคุณหน่อย”  

“ฝุ่นไปทำอะไรให้อาจารย์แกไม่พอใจเหรอ ทำไมเขามองเราแบบนั้นอ่ะ” ก็อตกระซิบถามผมซึ่งผมเองก็แค่หันไปยิ้มให้ 

“มึงกูว่าเราไปกันเหอะ กูชักจะหิวแล้วว่ะ” คนที่ชื่อมีนพูดขึ้นก่อนจะหันไปโค้งศีรษะให้กับอาจารย์ฝึกสอนคนที่เอาแต่มองหน้าผมกับก็อตไม่วางตา 

“เออ ไปก็ไป สวัสดีครับอาจารย์” ก็อตรับคำแล้วกล่าวลาอาจารย์ก่อนจะหันมาตบไหล่ผมปุๆ  

ผมเดินตามอาจารย์ฝึกสอนมาที่รถของเขาอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็เบาใจได้ในระดับหนึ่งเพราะตอนเย็นๆ แบบนี้นักศึกษาก็ทยอยกลับกันหมดแล้ว ถึงจะยังมีหลายคนที่ยังไม่กลับแต่ก็ถือว่าบางตาลงไปพอสมควรและการที่ผมเดินตามอาจารย์มาที่รถก็คงไม่เป็นที่สังเกตของใครมากนัก 

“ขึ้นรถสิฝุ่น” เสียงทุ้มๆ เอ่ยบอกเมื่อผมยังยืนนิ่งไม่ยอมเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ 

รถของพี่ดินยังเป็นรถคันเดิม คันเดิมที่ผมเคยนั่งก่อนที่เราจะแยกกันไป 

“คะ ครับ” ผมรับคำก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถแล้วพี่ดินก็ตามเข้ามาหลังจากที่ผมปิดประตูรถแล้ว 

“ฝุ่นยังไม่ตอบคำถามของพี่เลยนะ”  

ผมหันไปมองหน้าคนพูดพร้อมขมวดคิ้ว นี่นับว่าเป็นคำพูดประโยคแรกหลังจากที่เรานั่งเงียบกันมาพักใหญ่ เงียบกันมาตั้งแต่ขึ้นรถจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว 

“ตอบคำถามอะไรครับ”  

“ที่พี่ถาม ว่าฝุ่นสบายดีมั้ย” ขณะพูดพี่เขาไม่ได้หันมามองผมเพราะต้องจดจ่อกับถนนเบื้องหน้าเลยไม่ทันเห็นว่าผมต้องเม้มปากกับคำถามนั้น 

“สบายดีครับ” ผมตอบไปสั้นๆ  

“อืม พี่ก็คิดว่าอย่างนั้นนะ” พี่เขาว่าอย่างอารมณ์ดี 

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ” ผมถามพร้อมจ้องหน้าเขา 

“ก็ฝุ่นดู โตขึ้น ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แล้วก็ดูหล่อขึ้นอีกด้วย” พี่เขาหันมามองหน้าผมแล้วยิ้มให้ 

“…” ผมไม่ได้พูดหรือตอบอะไรนอกจากรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหน้าแดงเพราะคำชมนั้น 

“ผมยาวขึ้นด้วยนะเนี่ย”  

“แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละครับ” ผมตอบเสียงห้วน 

“อย่าเพิ่งโกรธพี่สิ” เขารู้ได้ยังไงว่าผมโกรธ ก็แค่ผมพูดเสียงห้วนนิดหน่อยเท่านั้นเอง 

“ผมไม่ได้โกรธ” ผมบอก 

“โอเค ไม่โกรธ” เขาหัวเราะเบาๆ หลังจากพูดจบ  

“หัวเราะทำไมครับ”  

“ดุจัง” เขาว่าแล้วยื่นมือมายีหัวผมเบาๆ ก่อนจะชักมือกลับเมื่อเห็นว่าผมชะงักนิ่ง 

ผมใจเต้นแรงกับการกระทำนั้นทันที พยายามข่มใจแทบตายไม่ให้มันเต้นแรงไปมากกว่านี้ ก็แค่เขาทำไปโดยไม่ได้คิดอะไร จะไปเต้นแรงกับเขาทำไม 

“หิวข้าวหรือเปล่า แวะหาอะไรกินกันก่อนมั้ย”  

“ไม่ดีกว่าครับ พอดีว่าผมต้องกลับไปกินข้าวกับที่บ้าน”  

“ทำไมเราทำตัวห่างเหินกับพี่จังล่ะ หืม?”  

อะไรครับ อะไรคือผมทำตัวห่างเหิน เราสองคนก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ เราสองคนก็แค่คนเคยรู้จักกันไม่ใช่หรือไง  

“ถ้าฝุ่นไม่ว่าอะไร กินข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้มั้ย กินข้าวคนเดียวมาหลายวันแล้วเหงา” พี่เขาว่าจบก็เปิดไฟเลี้ยวหมุนพวงมาลัยรถเข้าไปในซอย ที่ผมเดาว่าคงเป็นที่ตั้งของร้านอาหารเพราะเมื่อกี้ก่อนถึงหน้าปากซอยผมเห็นป้ายชื่อร้าน 

และคงจะห้ามหรือปฏิเสธอะไรไม่ได้แล้วเพราะตอนนี้พี่ดินขับรถเข้ามาจอดที่หน้าร้านอาหารแล้วเรียบร้อย 

“ทำไมพี่ เอ่อ ทำไมอาจารย์ไม่ไปกินกับแฟนล่ะครับ” ผมพูดไปตามอารมณ์แต่ดูเหมือนจะขุดหลุมฝังตัวเองนะ 

“ที่ถามแบบนี้ แสดงว่าฝุ่นกำลังจะเช็คว่าพี่มีแฟนหรือเปล่าใช่มั้ย” พี่เขาปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวแล้วหันหน้ามาคุยกับผมอย่างจริงจัง 

“เปล่านะ!” ผมโพล่งออกไปในทันที  

ผมไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย! 

“พี่ไม่มีแฟนหรอก” พี่เขาว่าแล้วมองตาผมเหมือนต้องการจะสื่อด้วยสายตาว่าเขาไม่ได้โกหก 

คนเราเวลาโกหกตาจะหลุกหลิกแวกวอกและจะไม่ยอมสบตากับฝ่ายตรงข้ามเวลาพูด 

“บอกผมทำไม” ผมว่าเสียงเบาพร้อมกับหลบสายตาคู่นั้น 

ยอมรับก็ได้ว่าหวั่นไหวทุกทีที่ผมได้มองสบตากับพี่ดิน 

ยอมรับก็ได้ว่าผมไม่เคยลืมเขาได้เลย 

ยอมรับก็ได้ว่าผมคงรักเขาไปหมดทั้งหัวใจแล้ว แม้ว่าผมจะเจ็บเพราะเขามาหลายครั้งแล้วก็ตาม 

“ก็แค่อยากบอกให้ฝุ่นรู้ไว้ ไปเถอะไปกินข้าวกัน” พี่เขาว่ายิ้มๆ ก่อนจะเปิดประตูลงไปจากรถผมเลยต้องปลดเข็มขัดออกแล้วตามลงไปอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ  

คิดซะว่าก็แค่มากินข้าวและมันจะไม่มีอะไรนอกเหนือจากนั้น 

กินข้าวเสร็จพี่ดินก็มาส่งผมที่บ้าน ผมไม่ได้เชิญเขาเข้าบ้านเพราะคิดว่าไม่จำเป็นแล้วอีกอย่างผมก็ไม่ค่อยอยากจะใกล้ชิดกับเขามากไปกว่านี้  

“ใครมาส่งอ่ะ รถดูคุ้นๆ นะ” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านเสียงใสๆ ของปาแป้งก็เอ่ยถามอย่างจับผิด 

ปาแป้งรู้เรื่องของผมดีทุกอย่างและคงจำได้ว่ารถคันนั้นคือรถของพี่ดิน 

“พี่ดินมาส่ง” ผมบอกตามความจริงเพราะโกหกไปก็ไม่มีประโยชน์ยังไงน้องสาวผมก็รู้อยู่แล้ว 

“อ่า แล้วนี่ไปเจอกันได้ยังไงอ่ะ”  

“เขาเป็นอาจารย์ฝึกสอนที่มหา’ลัย” ผมบอกก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ 

“แล้วพี่ฝุ่นโอเคหรือเปล่า” น้องถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นกังวลจนเกินเหตุผมเลยเคาะหัวน้องไปทีจนเจ้าตัวร้องโอดครวญ 

“พี่โอเคดี สบายดีทุกอย่าง” ผมบอกยิ้มๆ แม้ในใจไม่จะยิ้มด้วยก็ตาม 

“อืม ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แต่แป้งอยากเตือนพี่อีกอย่างหนึ่ง” ผมมองหน้าที่จริงจังของน้องแล้วทำหน้าจริงจังบ้าง  

“จะไม่พาตัวเองไปเจ็บอีกไว้ใจได้” ผมบอกในสิ่งที่น้องเป็นห่วงแต่ก็ไม่รู้จะทำได้อย่างที่ปากพูดหรือเปล่านะ 

ก็ในเมื่อใจมันยังรัก มันก็ยากที่จะตัดแล้วยิ่งตอนนี้ความรักนั้นดันมาอยู่ใกล้ๆ ด้วยแบบนี้ผมก็แย่ไปใหญ่น่ะสิ 

ความคิดเห็น