facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 40 ขวานวายุตระกูลซ่ง (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ขวานวายุตระกูลซ่ง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 370

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2563 00:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ขวานวายุตระกูลซ่ง (2)
แบบอักษร

ตอนที่ 40 

 

ทั้งที่ ซ่งไห่เฟิง แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงรัศมีรอบกาย แต่ทุกคนกลับรู้สึกราวกับภาพลักษณ์ของชายชรากลายเป็นขุนเขาที่มั่งคงไม่มีวันเคลื่อน ประสานเข้ากับขวานในมือดุจอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย หายใจร่วมกับขวาน เป็นหนึ่งเดียวกับขวาน!! 

 

เฒ่าชีเปลือยเผยรอยยิ้ม ก่อนจะมากระซิบข้างใบหู... 

“ตาแก่คนนี้ฝีมือไม่เลว สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับศาสตราอย่างแท้จริง เจ้าจงตั้งใจดูให้ดี ๆ หากผู้ใดผู้หนึ่งเข้าถึงแก่นแท้ของสิ่ง ๆ นั้น และหลอมรวมเข้ากับมันได้อย่างสมบูรณ์ จะก่อเกิดทักษะที่ไม่อาจได้มาจากการฝึกฝน แต่จะได้มาจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้... 

 

สิ่งนี้ถูกเรียกว่า... เจตจำนงประสาน 

 

ตาแก่ผู้นั้นถือครองเจตจำนงแห่งขวานไปแล้ว สามารถกลายเป็นหนึ่งเดียวกับขวานทุกเล่มได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้รีดเค้นศักยภาพของศาสตราประเภทนั้นออกมาได้เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้น... ที่ข้าอยากแนะนำ เพราะตัวเจ้ามีพลังสมาธิที่สูงส่งเป็นพรสวรรค์ อาจใช้เวลาอันสั้นเข้าถึงเจตจำนงในสิ่ง ๆ หนึ่งในได้ง่ายกว่าผู้อื่น...” 

 

ซุน แม้จะยังไม่เข้าใจถ่องแท้นักในความหมายที่ เฒ่าชีเปลือย ต้องการจะสื่อ... แต่ก็ได้จดจ้อง ซ่งไห่เฟิง ด้วยสมาธิขั้นสูงมิต่างเข้าฌาน จดจ่อเสมือนหลุดเข้าไปในห้วงมิติที่แตกต่าง ที่มีเพียง ซุน และ ชายชรา รับรู้กระทั่งจังหวะการหายใจ และการเต้นของชีพจรอีกฝ่าย...  

 

“ผู้อาวุโส เตรียมรับมือ!!” มือปราบมู่ ส่งเสียงย่ำเตือนอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตวัดกระบี่เนื่องช้า หากแต่มันก่อเกิดเงากระบี่ผุดขึ้นมานับร้อย ๆ เงาครอบฟ้าคลุมดิน บ่งบอกถึงทักษะความชำนาญในการใช้กระบี่ และเข้าถึงหลักการแห่งกระบี่ จริง 3 ลวง 7 ได้เกือบสมบูรณ์ 

 

ดวงตาคมกริบของมือปราบหนุ่ม รู้ดีกว่าชายชราเบื้องหน้าคือยอดฝีมือที่แท้จริง ซึ่งเหนือกว่าตนหลายขั้น การออมมือจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็น พลิกข้อมือก่อนจะเสือกแทงกระบี่พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า เงากระบี่นับร้อยพลันเคลื่อนไหวเรียงตัวเป็นระเบียบ พุ่งเป้าไปยังชายชรา... 

 

ซ่งไห่เฟิง หดนัยน์ตาคับแคบลง... 

“ซุน... จงจับตาดูให้ดี นี่คือเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง!!” 

 

ชายชราระเบิดออร่าอันมหาศาลในคราเดียว ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศโดยรอบขยายตัวจนระเบิดขึ้น... ขวานศิลาระดับ 4 ในมือยังคงมีขนาดเท่าเดิม หากแต่ในมุมมองของเหล่าผู้ชมกลับปรากฎเงาขวานขนาดมหึมา เป็นภาพจำแลงที่จิตปรุงแต่งสร้างขึ้น 

 

“ปัดกวาด!!” 

 

ซ่งไห่เฟิง ตวัดขวานเป็นแนวนอนออกไปเพียงครั้ง!! เงาขวานขนาดมหึมา ก็บดทำลายเงากระบี่นับร้อยของ มือปราบมู่ จนแหลกละเอียดและสูญสลายไป ทั้งยังก่อเกิดเป็นแรงลมกรรโชกจากการตวัดขวานที่น้ำหนักร่วม 2,000 ชั่ง ผลักดันให้ร่างของมือปราบหนุ่มร่นถอยไปด้านหลัง ทั้งที่การฟาดฟันขวานในครั้งนี้ ยังไม่ถูกร่างเสียด้วยซ้ำ 

 

“!!!!!!!!!!!” มือปราบหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นทันที 

“ร้ายกายยิ่งนัก!! หากเมื่อครู่ข้าฝืนตัวพุ่งเข้าไปอีกนิด คงถูกขวานศิลาไร้คม บดขยี้ร่างกายจนแหลกเหลวในกระบวนท่าเดียวเป็นแน่...” 

 

ทุกคนที่เฝ้าชมการปะทะถึงกับอ้าปากค้าง จนปลายคางเกือบจะกระแทกพื้นดินอยู่รอมร่อ... แน่นอนว่าการปะทะของยอดฝีมือระดับนี้ มิอาจหาชมได้โดยง่ายในยุทธภพที่กว้างใหญ่...  

 

หรือต่อให้เกิดการต่อสู้ของยอดฝีมือระดับนี้ขึ้นจริง ๆ การเข้าไปเฝ้าดูในระยะประชิด รังแต่จะถูกผลกระทบจากรัศมีการปะทะ จนทำให้ผู้รับชมที่อ่อนแอเกินไปสามารถตกตายได้จากความอยากรู้อยากเห็น โชคดีที่ทั้ง ซ่งไห่เฟิง และ มู่เจี้ยน สามารถควบคุมรัศมีพลังลมปราณได้เป็นเลิศ และไม่ได้ใช้จิตสังหารในการต่อสู้ ทุกคนจึงสามารถเฝ้าดูอย่างปลอดภัย...  

 

“ดูสิ!! สุดยอดไปเลย ข้าเพิ่งจะเคยเห็นท่านอา แสดงพลังจริงจังเป็นครั้งแรกนี่แหละ...” หญิงสาว ซ่งจื่อฮุ่ย เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขย่าแขนเสื้อของเด็กหนุ่มระรัวตามประสา 

 

ทว่า... 

 

ซุน กลับไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาเลย ทั้งสีหน้า และแววตาต่างล้วนแน่นิ่ง... จมอยู่ในห้วงสมาธิไปกับการเฝ้ามอง ซ่งไห่เฟิง เพื่อจดจำทุกสิ่ง... จึงทำให้หญิงสาวมองใบหน้าของ ซุน ด้วยความฉงน... 

“ซุน... ซุน!!” 

 

“หืม?” เด็กหนุ่ม กลับมาได้สติอีกครั้งจึงสะดุ้งเล็กน้อย 

 

“นี่เจ้าดูการประลองอยู่จริง ๆ หรือไม่เนี่ย?! ใยเจ้าดูเหม่อลอยประหนึ่งไม่มีสติ...” นางเค้นเสียงถามขึ้น 

 

“ก็เพราะข้าตั้งสมาธิไปกับการเฝ้าดูนั่นแหละ...” ซุน กล่าวขึ้นพลางยิ้มแห้ง ๆ ออกมา 

 

มือปราบมู่ จำต้องโคจรปรับลมปราณเล็กน้อย ก่อนจะเก็บกระบี่ประสานมือสุภาพ... 

“สมเป็นผู้อาวุโสซ่ง เพลงขวานวายุตระกูลซ่งช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ ผู้น้อยขอยอมแพ้...” 

 

“หึหึ... กล่าวหนักเกินไปแล้ว หากเจ้าอายุมากกว่าอีกสัก 4-5 ปี ดูท่าข้าก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้เจ้าได้อีกต่อไป สมแล้วที่มาจากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ความสามารถคนละระดับกับผู้คนในรุ่นเดียวกันจริง ๆ” ชายชรากล่าวพลางตวัดสายตามายัง กลุ่มสมาชิกตระกูลซ่ง เพราะหลายคนอยู่ในช่วงวัยเดียวกับ มือปราบมู่ หากแต่ด้านฝีมือยังอ่อนด้อยกว่าหลายช่วงขั้น... 

 

“พวกเจ้าหัดมีความตั้งใจฝึกฝน เอามือปราบมู่เป็นแบบอย่างเสียบ้าง!! หากข้าตายไปจะได้นอนตายตาหลับ!!” ชายชราเค้นเสียงดุ ทำเอาทุกคนที่ถูกตำหนิหดคอสั้นลงอย่างช่วยไม่ได้ 

 

ก่อนที่ชายชรา จะหันมองมายัง ซุน ที่เวลานี้แววตายังคงกลับมาเลื่อนลอยอีกครั้ง... ซ่งไห่เฟิง นอกจากจะไม่ว่ากล่าวสิ่งใดแล้ว ยังเผยรอยยิ้มขึ้นเจือจาง วางขวานศิลาระดับ 4 กลับไว้ที่เดิม... 

“กลับกันเถอะ... ปล่อย ซุน มันไว้ที่นี่แหละ ด้านหน้าเรือนโรงเตี้ยมยังเปิดทิ้งไว้ไม่มีผู้ใดเฝ้า...” 

 

ชายชรานำพาคนตระกูลซ่ง กลับไปที่โรงเตี้ยมด้านหน้า... เหลือไว้เพียงแค่ ซุน มู่เจี้ยน และ ซ่งจื่อฮุ่ย ไว้ที่ลานฝึกยุทธ หญิงสาวแสดงสีหน้างุนงง หันมองมายัง ซุน แต่ก็คล้ายว่าจะไม่มีประโยชน์อันใด จึงเอ่ยถามกับ มู่เจี้ยน ที่น่าจะพอทราบได้... 

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?! ทำไมท่านอาไม่กล่าวอะไรกับ ซุน สักคำเดียว?” 

 

มือปราบมู่ เผยรอยยิ้ม... 

“ยามนี้ ซุน กำลังตกอยู่ในภวังค์สมาธิขั้นสูง... ในหมู่ยอดฝีมือจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังสมาธิในส่วนนั้น จากกระแสลมปราณอันนิ่งสงบที่วนเวียนรอบตัว บอกตามตรงว่าข้าเองก็อึ้งไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน เนื่องด้วยปกติการจะเข้าภวังค์สมาธิขั้นสูงได้ คนผู้นั้นมักจะต้องนั่งในท่วงท่าขัดสมาธิ อยู่ในพื้นที่อันเงียบสงบ อย่างเช่นในป่า หรือในถ้ำตามลำพัง... 

 

แต่ ซุน สามารถเข้าสู่ภวังค์สมาธิขั้นสูง ทั้งที่ยังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน ไม่แม้แต่จะหลับตาลงตั้งสมาธิเสียด้วยซ้ำ ข้าเพิ่งจะเคยเห็นผู้เข้าถึงภวังค์สมาธิได้อย่างง่ายดายก็ครานี้นี่แหละ...” 

 

หญิงสาวขมวดคิ้วต่ำลงทันที แต่ในเมื่อทั้ง ซ่งไห่เฟิง และ มู่เจี้ยน ลงความเห็นเช่นนี้ นางก็ได้แต่เฝ้ารอจนกว่า ซุน จะหลุดออกมาจากภวังค์สมาธิด้วยตนเองเท่านั้น ตัดสินใจไม่รบกวน... 

 

ยามนี้ภายในหัวของ ซุน มองเห็นท่า [ปัดกวาด] ของ ซ่งไห่เฟิง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในภวังค์ โดยที่เด็กหนุ่มกำลังพยายามนำจิตสำนึกของตนเองเข้าไปสอดแทรกกับจำเหล่านั้น... พยายามทำตามท่วงท่า การเคลื่อนไหว การหายใจ ซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน... 

 

ในตอนนั้นเอง ที่ ซุน เริ่มก้าวเดินจากตำแหน่งที่ยืนตรงไปยัง ขวานศิลาระดับที่ 1 ท่ามกลางสายตาของ หญิงสาว และ มือปราบหนุ่ม ที่กำลังเฝ้ามองดู... ซุน จับขวานศิลาค่อย ๆ ยกขึ้น เดินต่อตรงไปยัง แท่นศิลา ที่เป็นเป้าฝึกซ้อม... 

 

เด็กหนุ่มหลับตาลง ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการหายใจ ให้สอดคล้องกับ ซ่งไห่เฟิง ก่อนหน้านี้ แม้แต่กระแสลมปราณที่ไหลเวียน ก็ยังก่อรูปไม่ผิดแผก ถึงจะไม่สามารถเข้าสู่ระดับกลายเป็นขุนเขาที่มั่นคง แต่ก็เข้าถึงขั้นเป็นก้อนศิลาไม่ไหวติง... 

 

จังหวะที่ลืมตาขึ้นมา ดวงตาพลันบังเกิดประกายชั่ววูบหนึ่ง... ขวานศิลาในมือก่อเกิดเงาที่ใหญ่กว่าสภาพแท้จริงเป็นเท่าตัว รูปแบบคล้ายคลึงกับภาพจำแลงจิตปรุงแต่ง ทำเอา ซ่งจื่อฮุ่ย และ มือปราบมู่ เบิกตากว้างขึ้นในทันที… 

 

“ปัดกวาด!!” 

 

ซุน รีดเค้นพละกำลังทั้งหมด ตวัดขวานออกไปเป็นแนวนอน... 

 

ตูม!! 

 

แท่นศิลา พังทลายลงในการฟาดฟันเพียงครั้งเดียว... 

 

“!!!!!!!!!!!” ทั้งหญิงสาว และ มือปราบหนุ่ม อดไม่ได้ที่ตกตะลึง จะมีก็แต่ ซุน ที่หน้ามุ่ยเล็กน้อย ยังรู้สึกไม่พอใจกับผลลัพธ์ในกระบวนท่าครั้งนี้เท่าใดนัก... 

 

“ข้ายังต้องใช้ถึงสองมือในการแสดงพลังออกมา ทั้งที่เป็นขวานระดับแรกเริ่ม... อีกทั้งข้ายังไม่อาจเป็นหนึ่งเดียวกับขวานได้สมบูรณ์ เฉกเช่นที่ผู้อาวุโสซ่งแสดงให้เห็น ดูท่าข้ายังต้องฝึกฝนอีกมากจริง ๆ” ชายหนุ่มทอดถอนหายใจ 

 

จังหวะนั้น ซ่งจื่อฮุ่ย พลันตวาดเสียงแทรกทันที 

“พูดบ้าอะไรของเจ้ากัน!! ใจคอเจ้าจะทำให้ได้ระดับเดียวกันกับท่านอา ที่ฝึกฝนเพลงขวานมาร่วม 50 ปีเลยงั้นหรือ!! เพียงแค่เจ้าเห็นกระบวนท่า ปัดกวาด ครั้งแรก เจ้าก็เลียนแบบได้แล้วเนี่ยนะ!! ทั้งยังใช้ออกมาได้เกินกว่าระดับที่ข้าฝึกฝนมาร่วมปีเสียอีก สารภาพมาเดี๋ยวนี้ว่านี่มิใช่การจับขวานครั้งแรกของเจ้า!!” 

 

ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง... 

“ใช่... อันที่จริงก่อนหน้านี้ ข้าเคยจับขวานตัดผ่าฟืนให้ เหล่าซือ อยู่ครั้งหนึ่งแล้ว...” 

 

หญิงสาวใบหน้าบิดเบี้ยวในทันที... 

“อย่าเอาเพลงขวานวายุตระกูลข้า ไปเหมาร่วมกับการตัดฟืนสิ!!” 

 

มือปราบมู่ ใบหน้าเคร่งขรึม เดินตรงเข้าไปดูร่องรอยของแท่นศิลาที่ถูกทำลาย... แม้รอยฟันของขวานจะไม่ได้คมกริบ แต่นั่นเป็นเพราะขวานศิลาเล่มนั้น เป็นขวานที่ไร้คมสำหรับฝึกซ้อน... แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือแท่นศิลาก้อนนี้ เป็นศิลาลักษณะเดียวกับที่ใช้สร้างขวานระดับที่ 1 ดังนั้นความแข็งแกร่งของมันย่อมทัดเทียมกัน... 

 

“เจ้าเด็กนั่นใช้ขวานศิลา ทำลายแท่นศิลาที่มีมวลหนาแน่นกว่าให้พังทลายลงได้... โดยที่ขวานศิลาในมือ ไม่มีร่องรอยการบุบสลายแม้แต่น้อย เป็นไปได้ยังไงกัน?!  

 

หากมันใช้ลมปราณห่อหุ้มที่ตัวขวาน สัมผัสลมปราณของเราต้องรับรู้ได้สิ แต่นี่ไม่มีร่องรอยการส่งพลังลมปราณแม้แต่น้อย เป็นการใช้น้ำหนัก พละกำลัง ท่วงท่า และความสมดุลอย่างลงตัว ไม่ต่างจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่มันใช้กระบวนท่าเป็นครั้งแรกเนี่ยนะ?!” 

 

มือปราบมู่ เพ่งมองไปยัง ซุน ที่กำลังถูกหญิงสาวตำหนิว่ากล่าว... ใช้สัมผัสลมปราณมองภาพองค์ประกอบรวมระหว่าง ซุน และขวานศิลาในมือ จังหวะนั้น มู่เจี้ยน อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้น... 

 

“อย่าบอกนะว่าเจ้าเด็กนี่... พยายามลอกเลียนแบบแม้แต่ เจตจำนงแห่งขวาน ของผู้อาวุโสซ่งเชียวหรือ!! อีกทั้งยังดูเหมือนว่าประตูสู่เจตจำนงจะเริ่มถูกแง้มออกมาบ้างแล้ว ผ่านเฝ้ามองเพียงครั้งเดียวเนี่ยนะ!!” 

 

จู่ ๆ มู่เจี้ยน ก็ขนลุกชูชันขึ้นทั้งตัว... แน่นอนว่า มู่เจี้ยน มาจากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ แห่งราชวงศ์ไป๋หู่ ซึ่งหน่วยพิเศษดังกล่าวได้มีการรวบรวมอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วทวีปให้ไปร่วมกันที่นั่น ดังนั้นอัจฉริยะในสายตาของ มู่เจี้ยน ที่เติบโตมาในหน่วยพิเศษดังกล่าว จึงไม่ต่างจากบุคคลชั้นสามัญที่พบเห็นบ่อยครั้ง 

 

แต่พอครั้งนี้ มู่เจี้ยน หลังได้เห็นถึงความสามารถที่แอบซ่อนอยู่ของ ซุน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า... เด็กผู้นี้นี่แหละคือ มังกรในหมู่อัจฉริยะใต้หล้า!! 

 

............................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว