ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.5 [สายลับห้องใต้หลังคา]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.5 [สายลับห้องใต้หลังคา]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2559 20:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.5 [สายลับห้องใต้หลังคา]
แบบอักษร

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PARTแรก เงิน+กัส / ตอนที่ 5 [สายลับห้องใต้หลังคา]

...........................................................

แค่ได้ยินคำว่าอยู่ร่วมห้องเดียวกันกับออกัส น้ำเงินก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองตาย

.

จริงอยู่ที่เขารู้สึกชื่นชอบในตัวเจ้านายคนนี้ แต่ความชื่นชอบนั้นก็ไม่ได้มีมากพอที่จะยอมให้เขาอยู่เห็นหน้ากันตลอด 24 ชั่วโมงได้ มันไม่สนุกเลยสำหรับน้ำเงิน

ออกัสทำตัวแปลกๆ มีนิสัยประหลาดๆ ที่เขาเองก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่านั่นมันเพราะอะไร หรือทำไมเขาถึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น จริงอยู่ว่าน้ำเงินเรียนจิตวิทยามามาก แต่ก็เป็นเฉพาะจิตวิทยาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เขาไม่ค่อยถนัดจิตวิทยามนุษย์สักเท่าไหร่

ยิ่งกับออกัส ยิ่งแล้วใหญ่เลย เขาไม่รู้จะหาทฤษฎีไหนมาอธิบายกับคนหน้าหล่อคนนี้ดี

.

ความเชื่อเรื่องด้ายแดง ทำให้น้ำเงินหัวเสียอยู่ไม่น้อย เขาเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาบ้าง แต่ในความคิดของสัตวแพทย์หนุ่มนั้น ทั้งหมดมันเหลวไหล ไม่มีเรื่องพวกนั้นอยู่จริงหรอก แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรเลยที่ออกัสจะต้องโมโหรุนแรงขนาดนั้นด้วย

ทำเอาคุณหมอตกใจไปหลายยกเลยทีเดียว

แถมเรื่องมันยังทำท่าจะไม่จบแค่นั้น เพราะออกัสไม่ยอมตอบว่าเมื่อไหร่ถึงจะแยกกันอยู่ได้ ตอบมาแค่ว่า จนกว่าจะหาทางแก้ด้ายแดงสำเร็จ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน

.

.

#เสียงจากน้ำเงิน

เมื่อกี้นี้ไอ้หมอนี่มันพูดว่าอะไรนะครับ?

.

อยู่ด้วยกันเหรอ?

ไม่นะ -0-

ถึงผมจะชอบเขา รู้สึกว่าเขามีเสน่ห์ แต่ผมก็ไม่กล้าอยู่กับเขาหรอกนะ ผมไม่ได้พิสวาสอะไรมากขนาดนั้น แถมตอนนี้โมโหผมจนแทบจะฆ่าตายได้ ขืนวันต่อๆ ไป ผมเผลอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีก คงได้มีคนมาเจอศพผมอยู่แถวนี้แน่ล่ะ

.

แต่อาจจะไม่มีใครมาเจอก็ได้ อยู่ลึกซะขนาดนั้น

“ฉันจะทำยังไงดี” เขาพึมพำ

“ทำยังไงล่ะ คุณก็ขึ้นไปนอนห้องเดิมไง ยากตรงไหน”

“ไม่ได้”

“ทำไมครับ”

“ถ้าอยู่ห่างกัน พลังจะลดลง”

“พลังอะไร?” เห็นไหมล่ะ ผมเคยบอกพวกคุณแล้วว่า ออกัสเตียนเป็นบุคคลที่มีความคิดแปลกประหลาด จนผมเผลอคิดไปหลายครั้งว่า เขาอาจต้องการจิตแพทย์ มากกว่าสัตวแพทย์ หรือบางทีนะ อาจต้องการย้ายบ้านไปอยู่ศรีธัญญาก็ได้

“ไม่รู้สักเรื่องได้ไหม”

“เอ้า ก็คุณขอย้ายมาอยู่ในห้องนอนของผม จะไม่ให้ผมรู้ได้ไงล่ะคุณ ผมไม่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเองเลยเหรอ”

“ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก”

“ให้มันจริงเหอะ” ผมย้อนกลับ

ไอ้แววตาแบบนั้นล่ะ น่ากลัวนัก ดวงตาที่จ้องผมแบบที่ผมเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

“นายคิดว่าฉันจะทำอะไรล่ะ” แล้วเขาก็เดินเข้ามาใกล้

“ป เปล่าครับ”

“นายคิดอะไร” เข้ามาใกล้อีก

“ผมไม่ได้คิดอะไร”

“โกหก” และใกล้อีก...

.

ใกล้จนผมเริ่มรู้สึกว่า ระยะนี้มันอันตราย...

.

“เอ่อ จะเช้าแล้ว ไปหาอาหารเช้าทานกันไหมครับ”

ออกัสชะงักกึก และเดินไปเปิดม่านที่หน้าต่างออกเล็กน้อย เขาหยีตามองแสงอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้ามารำไร ก่อนจะปิดมันลงอย่างรวดเร็ว

“แสงทรงกลด”

“ครับ??” ทรงกลดอะไรวะ เพิ่งโผล่มานิดเดียว

“ฉันต้องรีบขึ้นไปดูพี่ชาย และขอสั่งห้าม ห้ามนายก้าวเท้าพ้นประตูบ้านออกไปเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“ทำไมล่ะ”

“รับปากฉันก่อน!!!!

“ครับ” ผมพยักหน้า

มิสเตอร์อลาสเตอร์เดินหันหลังขึ้นบันไดวนไปทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผม เขามีพี่ชายอยู่ข้างบน คุณไวท์เวเรี่ยน ตั้งแต่มาอยู่นี่หลายสิบวัน ยังไม่เคยจะเห็นหน้าเขาสักกะที ไม่รู้ตัวจริงหน้าตาเป็นยังไง รู้แค่ว่าเขาอยู่บนชั้นสามของบ้านก็เท่านั้น

ชายผ้าคลุมสีดำหายวับไปลับสายตา ออกัสไม่ชอบแสงแดด และผมก็ไม่เคยเห็นเขาลงมาข้างล่างในตอนกลางวัน อีกอย่าง ตอนนี้ผมก็เริ่มง่วงแล้วด้วย สงสัยเวลานี้ประเทศไทยคงจะดึกแล้ว ไม่แปลกที่ผมจะมีความรู้สึกนี้

ผมยังชินกับเวลาที่ไทยอยู่

“ฮ๊าววว~~~~” นอนดีกว่า

กลอนห้องถูกล็อคอย่างแน่นหนา ไม่ให้ไอ้ตัวซีดนั่นเข้ามาได้ ก่อนที่ผมจะทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วผล็อยหลับไปในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

.

.

.

@ สามวันผ่านไป

ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ กับการมานั่งตากยุงรอม้ายูนิคอร์นที่นี่คนเดียว

วันนี้เป็นคิวที่ผมต้องตัดขนม้า และนำขนสีขาวเงินกลับไปยังปราสาท นับตั้งแต่วันนั้น ออกัสก็ยังไม่ลงมาจากห้องของเขาที่ชั้น 3 มีเพียงแม่ครัวที่ถือถาดน้ำดื่ม และผลไม้แปลกๆ บางอย่างขึ้นไปให้ นอกนั้นก็ไม่เห็นว่าเขาจะเรียกร้องอยากได้อะไร หรือต้องการอะไรเพิ่ม ความสงสัยบังเกิดขึ้นในหัวของผมมาหลายวัน ผมเริ่มอยากรู้แล้วว่า บนชั้น 3 ของปราสาทอลาสเตอร์มีอะไรกันแน่ แล้วทำไมพี่ชายของเขาถึงไม่เคยลงมาข้างล่างให้ผมเห็นหน้าสักที

“คุณแอ็ดวิค” ผมเรียกม้ายูนิคอร์นตัวผู้ อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน เพิ่งจะรู้ว่าเขาชื่ออะไร จากลุงคนขับรถที่บอกผมเมื่อเช้า

“คุณออกัส เจ้านายของผมน่ะ เค้าเป็นโรคประสาทรึเปล่าคุณ เดี๋ยวก็มาเดี๋ยวก็ไป ชอบทำให้ผมปวดหัวอยู่เรื่อย”

“.....” แน่นอนว่าเขาตอบผมไม่ได้หรอก

ผมไม่เคยได้ยินกระแสจิตของยูนิคอร์นเลยสักครั้ง มาทีไรก็ยืนพูดคนเดียวตลอด จนผมเริ่มติดนิสัยยืนพูดคนเดียวในห้องอาบน้ำมาหลายครั้งแล้ว

“แล้วบนชั้น 3 น่ะ มีอะไรเหรอ ทำไมต้องห้ามไม่ให้คนอื่นขึ้นไปด้วยล่ะครับ”

“.....”

“พูดกับผมหน่อยเถอะ ผมเหงานะคุณ” ผมบ่นพึมพำ แล้วค่อยๆ ลากคุณแอ็ดวิคออกมาให้ไกลจากคุณวิคตอเรีย ม้ายูนิคอร์นตัวเมียอีกตัว ที่ยืนเล็มหญ้าอยู่ใกล้ๆ

.

อาจารย์ย้ำกับผมเสมอว่า ในการตัดขนม้าทุกครั้ง ควรตัดนอกโรงม้าเพราะขนม้าอาจปลิวไป เมื่อม้าตัวอื่นๆ หายใจเข้าไป จะทำให้อวัยวะหายใจของม้าพิการได้ ตรงนี้เป็นทุ่งหญ้า สถานที่กว้าง ไม่อยู่ในโรงเลี้ยง ปลอดภัยไปได้ระดับหนึ่ง แต่ที่ผมต้องลากออกมาเพื่อทิ้งระยะห่าง เพราะการตัดขนในที่โล่ง จะมีปัญหาในเรื่องของลม ที่อาจพัดเอาขนของคุณแอ็ดวิคปลิวเข้าจมูกคุณวิคตอเรียได้

“ผมเคยได้ยินมาว่า ขนของพวกคุณนี่แพงหูฉี่เลยทีเดียว”

“.....”

“สวยจังเลยนะครับ” ผมคุยกับเขา และค่อยๆ ตัดขนออกมาจนกว่าเขาจะสวยงามทั้งสองตัว รินน้ำชาคาร์โมมายล์ใส่ถ้วยทองคำให้ดื่ม รอจนกว่าเขาจะพอใจและกลับไป

หลังจากนั้น ก็หมดหน้าที่ของผม น้ำเงินผู้เหงาหงอยต้องเดินกลับปราสาทอลาสเตอร์คนเดียวในยามค่ำคืนอีกตามเคย

เห้อ...ออกัสหายไปไหนของเค้านะ บอกผมว่าจะขึ้นไปดูพี่ชายในวันที่พระอาทิตย์ทรงกลด สั่งห้ามผมออกจากบ้านในวันนั้น แล้วก็หายเงียบไปเลย

ไอ้หมอนั่น...ทิ้งผมไว้คนเดียวแบบนี้ได้ยังไง บ้าจริง

“คุณลุงอาเธอร์ครับ ผมนำขนม้ายูนิคอร์นมาให้ครับ” เสียงตะโกนของผมเองแหละ รอสักพัก กว่าที่ลุงแกจะวางมือจากสายยางรดน้ำต้นไม้ มารับขนม้าที่ผมเก็บใส่กล่องมาอย่างดีไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

คนที่นี่ก็แปลก รดน้ำต้นไม้ตอนกลางคืน แถมต้นไม้ก็แปลก ที่ดันมาเติบโตได้ดีในตอนกลางคืนเหมือนกันอีก

“ขอบคุณครับคุณน้ำเงิน ไปพักผ่อนเถอะครับ”

ลุงแกเดินขึ้นไปยืนคุยกับยามสองคน ที่เฝ้าทางขึ้นบันไดชั้นสาม ก่อนจะได้รับอนุญาตให้นำขนม้าขึ้นไปด้านบนได้ ผมถอนหายใจแล้วเดินเลี้ยวออกมาอีกทาง

...ปราสาทอลาสเตอร์ใหญ่โต หรูหรา สวยงามก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เงียบเหงา และวังเวงเป็นที่สุด

บางที ผมก็อดจะคิดถึงเชียงใหม่ไม่ได้...

เมืองไทย อาจจะไม่ได้เป็นเมืองมหานครเหมือนที่นี่ บ้านเมืองไม่ได้ใหญ่โต แต่ผมกลับผูกพันกับที่นั่นมากกว่า และรู้สึกว่าไม่มีที่ไหนน่าอยู่เท่าเมืองไทยอีกแล้ว

.

คิดถึงบ้านจัง...

.

“อ๊ะ!” นั่น...

เดินไปเดินมา คงจะต้องพูดกันตรงๆ ว่าผมหลงทาง ปราสาทนี่ใหญ่เกินไป และผมก็จำทางไม่เก่งด้วย ตอนนี้เบื้องหน้าของผมเป็นห้องๆ หนึ่ง ที่มีป้ายเขียนติดหน้าห้องไว้ว่า Οι απόγονοι του Δράκουλα

ตัวอักษรพวกนี้เป็นภาษากรีก และแน่นอนวาผมอ่านไม่ออก

.

.

แช๊ะ!

โทรศัพท์ถูกยกขึ้นมาถ่ายรูป ผมเพิ่งเห็นประโยชน์ของมันตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นอกจากฟังเพลง สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยจะมี ทำให้ผมหมดอารมณ์ในการจะโทรหาใคร หรือแม้กระทั่งจะแชทกับใครก็ตาม เพราะสัญญาณช่างมีน้อยยิ่งกว่าหาขนพญานาคเสียอีก

รูปภาพของป้ายหน้าห้องถูกบันทึกเอาไว้ในเครื่อง ก่อนที่ผมจะค่อยๆ ดันประตูเข้าไปข้างในด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเครื่องประดับเก่าๆ วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือ และมีตู้เก็บหนังสือเก่าๆ วางอยู่ประมาณสี่ตู้

มันคงเป็นห้องอ่านหนังสือ หรือห้องสมุด หรือไม่ก็ห้องทำงานของใครสักคนที่อยู่ที่นี่

กรอบรูปบนโต๊ะ มีรูปของออกัสกับพี่ชายเขาวางอยู่ ผมมองรูปนั้นได้ไม่นานก็เดินไปดูอย่างอื่น ตู้หนังสือไม่ได้ล็อคไว้ ทำให้ผมถือวิสาสะหยิบมันออกมาบางเล่มแล้วเปิดดูเนื้อหาข้างใน ตัวอักษรทั้งหมดเป็นภาษากรีกอีกตามเคย และผมก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ไม่ว่าจะยืนจ้องมันนานแค่ไหนก็ตาม

ด้านซ้ายมือ เป็นกรอบรูปอีกรูปนึง เดาว่าคงเป็นรูปของออกัสตอนเด็กๆ ไอ้หมอนั่นหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็กเลยเชียว เขาใส่ชุดนักเรียนลายสก๊อต พร้อมกับแว่นตากันแดดสีชา และเสื้อคลุมตัวยาวเหมือนกับที่ชอบใส่อยู่ในตอนนี้

ไอ้นิสัยไม่ถูกกับแสงแดดนี่เป็นมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอเนี่ย

.

.

ในวินาทีที่ผมยกกรอบรูปนั้นขึ้นมาดู มีประตูบางอย่างถูกเลื่อนอยู่ที่ผนังริมกำแพง

“ป ประตูกล”

.

บ้านหลังนี้มีประตูกล!

.

กรอบรูปในมือผม คือช่องเปิดประตูกลงั้นหรอ

ผมยิ่งอยากรู้มากไปกว่าเดิม ว่าหลังประตูกลที่เพิ่งเปิดออกนั้นมีอะไร จึงค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง

.

มันมืด แคบ และน่ากลัว

“ห้องใต้หลังคาเหรอเนี่ย”

แปลกแฮะ ไม่ยักจะมีหนูสักตัวอยู่ที่นี่ ปราสาทใหญ่ขนาดนี้ ห้องใต้หลังคาที่เก็บของอะไรต่อมิอะไรไว้รกขนาดนี้ ไม่มีหนูเลยได้ยังไง

 

แปลกจริงๆ

ผมค่อยๆ คลานหมอบต่ำๆ ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ แย่นิดหน่อยตรงที่แบตโทรศัพท์ของผมใกล้จะหมด เลยทำให้ไฟฉายที่กำลังใช้อยู่เริ่มสลัวลง ผมตั้งใจจะถอยหลังกลับอยู่แล้ว ถ้าหากว่าจะไม่ได้ยินเสียงของออกัสดังขึ้นจากห้องข้างล่างนั้น

“เมื่อไหร่พี่จะตื่นสักทีครับ”

.

.

.

หืม???

จริงสิ!!

นี่มันห้องใต้หลังคานี่นา  เพราะฉะนั้น ใต้ห้องที่ผมกำลังเหยียบอยู่ ต้องเป็นห้องใดห้องหนึ่งบนชั้น 3 ที่เขาห้ามนักห้ามหนาไม่ให้ผมขึ้นไปบนนั้น

.

ว่ะฮ่าๆ! โชคชะตาช่างเข้าข้างผมจริงๆ

แผ่นหูของผมแนบลงไปกับฝ้ากระเบื้อง เพื่อพยายามตั้งใจฟังว่าออกัสพูดอะไรกับพี่ชายของเขา ผมอยากได้ยินเสียงคุณไวท์เวเรี่ยน ถึงจะไม่เคยเห็นหน้า แต่ได้ยินเสียงสักครั้งก็ยังดี

“.....”

“.....”

“.....” เงียบสนิท

แย่จริง ออกัสเงียบไปแล้ว ไม่มีเสียงคนเดิน และไม่มีเสียงคนคุยกันอีกเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าผมแงะกระเบื้องออกสักสองสามแผ่น จะมองเห็นอะไรในห้องข้างล่างนี้มั่งนะ?

.

“ความคิดดีจริงๆ” ผมชมตัวเอง

มีดพกอันเล็กที่เหน็บอยู่ขอบเข็มขัดถูกดึงออกมางัดฝ้าออก มันเป็นมีดที่ผมใช้ตัดเชือกม้า หรือไม่ก็กรีดถุงชาให้ขาดก่อนจะชงให้ม้ากิน ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ และผมก็ไม่คิดหรอกว่ามันจะแงะฝ้าที่โคตรแข็งแรงของปราสาทหลังนี้ออกได้

“ไม่ออกว่ะ!” คิดได้ไงวะ จะเอามีดแงะกระเบื้อง

ผมคลานต่อมาอีกหน่อย เผื่อว่าไอ้คนข้างล่างมันจะเดินมาแถวนี้ ยิ่งคลานต่อก็ยิ่งรู้สึกถึงไอเย็น ข้างหน้าคงจะมีหน้าต่าง ถึงได้มีลมหนาวพัดเข้ามาถูกเนื้อผม

ออกัสหายไปไหน...ได้ยินเสียงอยู่แป๊บๆ ก็หายไปซะละ

“ถ้านายคลานต่อไปอีกหน่อย เดี๋ยวก็จะไปโผล่ที่หอดูดาว”

.

.

O..O!

ผมหันขวับไปมองด้านหลัง คนร่างสูงอยู่ในท่าคลานเดียวกันกับผม และส่งยิ้มแป้นให้ปากแทบจะฉีกถึงหู

“ค คุณออกัส! คุณขึ้นมาบนนี้ได้ไง”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามว่า นายมาทำอะไรตรงนี้ วันนี้เป็นคิวตัดขนม้าไม่ใช่เหรอ”

.

เชี่ยยย...

“อ เอ่อ ผมตัดเรียบร้อยแล้วครับ ข ขึ้นมา เข้าห้องน้ำ”

“บนห้องใต้หลังคาเนี่ยนะ?”

“ครับ”

.

.

อยากกัดลิ้นตัวเองตายแม่ง!

.

ดวงตาคู่สวยทรงเสน่ห์มองจ้องมา สาบานเลยว่าเขาไม่เชื่อผมหรอก

หมับ!

“มานี่เถอะ”

“ไปไหนครับ” เขาจับมือผม และนำทางให้คลานต่อไปอีกประมาณ 20 เมตร

มีประตูช่องเล็กๆ พอให้คนมุดลอดออกไปได้อยู่ตรงนี้จริงๆ

“ออกมา”

เขาออกไปก่อน และส่งมือให้ผมจับเพื่อมุดออกไปตาม

.

วิ้ววว~

ลมหนาวพัดมาถูกแขนผมเข้าจังๆ แต่ผมกลับลืมเรื่องหนาวไปสนิท เพราะนี่คือดาดฟ้าอย่างที่เขาบอก และมีดาวพร่างพราวอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ผมไม่เคยเห็นดาวสวยขนาดนี้

“สวยใช่มั้ยล่ะ” เขาพูดยิ้มๆ

“สวย...มากจริงๆ” สวยจนผมเผลอรำพึงรำพันออกมา

“เอ่อ แล้วคุณไม่โกรธผมเหรอ ที่ผมแอบขึ้นมาบนนี้”

“โกรธสิ! ฉันเคยบอกนายแล้ว ว่าอย่าอยากรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ แต่นายก็ขัดคำสั่งฉันประจำ ต่อไปคงต้องให้ยามมาเฝ้าหน้าห้องนี้อีกคน หรือไม่ก็หักเงินเดือนนายจนไม่เหลือไปเลย”

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ วันหลังผมจะไม่ขึ้นมาแล้ว ขอโทษนะคุณออกัส”

“ขอโทษเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว

“ว๊าาา ฉันจะลงโทษนายยังไงดีล่ะ”

เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาว และดึงผมลงไปนั่งข้างๆ

ผมไม่ได้สนใจว่าเขาจะลงโทษอะไร แต่ผมแค่เป็นห่วงคนหน้าหล่อที่นั่งหลับตาอยู่ตรงนี้ เขากำลังพยายามร่าเริง เพื่อกลบเกลื่อนอะไรอยู่รึเปล่า

“คุณเหนื่อยมากเหรอครับ”

“.....”

“พี่ชายของคุณเป็นอะไร ให้ผมช่วยอะไรได้ไหม”

“ไม่มีใครช่วยพี่ชายฉันได้ จนกว่าจะถึงเวลา”

“.....” เวลาไรวะ?

“เมื่อถึงเวลานั้น เขาจะตื่นขึ้นมาเอง”

“ตื่น?”

“ใช่ เขาหลับอยู่”

อ๋อ... พรุ่งนี้เช้าก็คงจะตื่นขึ้นมาสินะ

.

ผมคิดเองเออเองแล้วดึงแขนเขามานวดให้

“มา ผมนวดให้ ถึงจะเป็นสัตวแพทย์ แต่ผมนวดเก่งนะ”

“จริงอะ?” ออกัสเงยหน้าขึ้นมามองผม

.

ไอ้สายตาระยิบนั่น ผมอยากจะจิ้มให้ตาบอดจริงๆ

“หึหึ ไม่ต้องหรอก นอนดูดาวเป็นเพื่อนฉันดีกว่า”

แรงดึงทำให้ผมเซลงไปปะทะแผงอกของเขา ดูคนร่างสูงออกจะผอมกว่าผมอยู่สักนิด แต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงมีแรงเยอะจัง

“นอนลงเถอะ เก้าอี้ตัวนี้รับน้ำหนักของเราสองคนได้สบาย”

“เราสองคน???”

“อืม นั่นกลุ่มดาวนายพราน นายเคยเห็นไหม” เขาชี้มือขึ้นไปบนฟ้า

“เดี๋ยว อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิคุณ เอามือออกจากไหล่ผมเดี๋ยวนี้เลย”

“เอาออกทำไม” เขาหันหน้ามาถาม

.

.

ระยะใกล้ที่ลมหายใจรินรดกันได้ เริ่มทำให้ผมใจคอไม่ดี

.

ชอบผู้หญิงนะน้ำเงิน! ชอบผู้หญิง แฟนก็มีแล้ว เขาก็แค่หล่อ (มาก) เท่านั้นเองล่ะน่า

.

“ก็...มันใกล้ไป”

“ก็นายเอง ที่เป็นคนผูกด้ายแดงให้ฉัน นายเป็นคนทำให้ฉันต้องอยู่ใกล้นาย แล้วจะมาโวยวายอะไรล่ะ”

“ผมไม่ได้ตั้งใจ” ผมค้อนควัก และพยายามแงะไอ้มือตุ๊กแกนี่ออกจากไหล่ตัวเองให้เร็วที่สุด

มิสเตอร์ออกัสเตียนไม่ได้สนใจคำบ่นของผม นอกจากนอนหลับตาเฉยๆ บนเก้าอี้ตัวยาวตัวนั้น (ที่มีผมนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างๆ)

“ฉันขออยู่อย่างนี้สักพักเถอะ”

“.....”

“ฉันเหนื่อยจริงๆ”

“เหนื่อยก็ไปนอนสิครับ ไปนอนในห้องผมก็ได้ แต่ตอนนี้ช่วยเลิกโอบไหล่ผมสักทีได้ไหม ไม่ขนลุกบ้างเหรอคุณ”

“หึหึ ขนลุกอะไร” เขาหัวเราะในลำคอ

.

สาบานต่อหน้าดวงดาวทั้งหมดว่า ถ้าในตอนนี้ผมมีปืน ผมจะยิงหัวออกัสคนแรก

คนอะไร กวนประสาทชะมัด

.

“ก็คุณเป็นผู้ชาย ผมก็เป็นผู้ชาย อยู่ใกล้กันมากๆ ผมก็ขนลุกน่ะสิ ทางที่ดี คุณออกไปไกลๆ ผมดีกว่า ไม่กลัวคนอื่นมาเห็นเหรอ”

“อะไรกัน” เขาพูดเบาๆ “ไม่เจอหน้าฉันตั้งหลายวัน แทนที่จะคิดถึง กลับไล่ให้ฉันไปไกลๆ ซะได้”

“เอ้า”

“กัดคอซะดีมั้ง”

“อะไรนะครับ?” ผมได้ยินไม่ค่อยถนัด เมื่อกี้ไอ้หน้าหล่อนี่มันพูดว่าอะไรนะ

.

“นอนเถอะ”

“นอน?”

“อืม”

“ท่านี้??”

“ใช่”

“ผมเมื่อย”

“แต่ฉันไม่เมื่อย” เขาตอบ และตะแคงมาดึงตัวผมเข้าไปใกล้อีก

“ตัวนายอุ่นดี”

.

.

แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะครับ นอกจากนอนนิ่งๆ ดูดวงดาวบนฟ้าไปเงียบๆ ไม่นานคุณออกัสก็หลับไปจริงๆ

ผมเพ่งพินิจดูใบหน้าของเขามาหลายครั้ง ไม่เคยเห็นใครที่หล่อสมบูรณ์แบบได้เท่าเขามาก่อน

.

โครงหน้า...

ดวงตา...

จมูก....

ริมฝีปาก...

ทุกอย่างลงตัวกันไม่มีขาดไม่มีเกิน มันพอดีจนผมเองก็อิจฉา ขนตาที่ยาวหนาเป็นแพ คิ้วเข้มดกเงานั่นอีก

โอ๊ย อะไรจะปานนั้นล่ะพ่อคุณเอ๊ย

“อย่าจ้องหน้าฉัน”

O_O รู้อีก! ขนาดหลับตาอยู่ มันรู้ได้ไงวะ

“วันที่ฉันห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน นายได้ออกไปไหนรึเปล่า”

“เปล่าครับ” ผมตอบอย่าขมีขมัน

“เด็กดี” ไอ้บ้านั่นลูบหัวผมยังกะเด็กสองขวบ

.

-^- กัดนิ้วแม่ง!

“เลิกจ้องหน้าฉันได้แล้ว” เขาพูดทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่

นี่แหละความแปลกอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าผมจะคิดอะไร เขามักจะรู้ทันผมเสมอ

“ฉันไปดีกว่า” แล้วเขาก็ลุกขึ้นไม่มีปีมีขลุ่ย “ไปไหนล่ะครับ”

“ไปนอนในห้องของฉัน ขืนอยู่ตรงนี้ต่อ ฉันต้องเหนื่อยมากกว่าเดิมแน่”

“เหนื่อยเรื่องอะไรครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้

.

บางทีก็เกลียดตัวเอง กูจะอยากรู้อะไรนักหนาวะ

.

.

ออกัสเตียน อลาสเตอร์ไม่ได้ตอบผม เขาแค่มองหน้าผมยิ้มๆ ด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเลศนัย

“ช่างเถอะ รีบลงมาข้างล่างซะ แล้วอย่าให้ฉันเห็นนายขึ้นมาบนนี้อีก เข้าใจนะ”

“เอ่อ ฮะ”

.

.

.

ผมรีบคลานตามเขาออกมาอย่างไวที่สุด และเดินกลับมานั่งงงในห้องของตัวเองอยู่อีกหลายชั่วโมง

ถ้าผมจ้องหน้าเขาต่อ จะเกิดอะไรขึ้นหนอ?

 

.................................................

 

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

ความคิดเห็น