ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สิบแปด เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า

ชื่อตอน : ตอนที่สิบแปด เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 09:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สิบแปด เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า
แบบอักษร

ตอนที่สิบแปด เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า

ผมมองไปทางท้องฟ้า

“น้องคิดว่าวิชาความรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ผมจ้องมองตาของอี้จิง อี้จิงกลับหลบตาผม

“อะเอ่อ จากหนังสือของท่านจอมปราชญ์และเออ..”

“ใช่แล้วท่านจอมปราชญ์และเหล่าปราชญ์ พวกเขาเหล่านั้นได้ความรู้มาจากไหน ทำไมเขาถึงมั่นใจในเรื่องที่พวกเขาบันทึกลงตำราให้พวกเราเล่าเรียน”

“พวกเขาเอ่อ..นึก..ได้..รู้แจ้งจากการสังเกตฟ้าดินแบบท่านพี่..เอ่อ...หนูไม่รู้ค่ะ”

อี้จิงก้มหน้าแบบจ๋อยๆ

“อืม ถูกบางส่วน สังเกตฟ้าดินเป็นเรื่องของส่วนหนึ่ง แต่มีเรื่องที่พี่อยากบอกไว้ให้เข้าใจก่อน พี่ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมด จึงอยากจะเลียนคำปราชญ์ท่านหนึ่งมาว่า ที่ข้าได้รู้คือ ข้าไม่รู้อะไรเลย”

“มะ ไม่ใช่นะคะ ท่านพี่เป็นคนที่รอบรู้ดีมาก ฉลาดเก่งสง่างาม หนูไม่ได้ตั้งใจดูถูกท่านพี่นะคะ”

ผมลูบหัวอี้จิง

“ฮา หรือเจ้าลืมไปแล้วแม้แต่ท่านจอมปราชญ์ก็มีคนที่ท่านต้องการถามความรู้เพื่อเพิ่มพูนความรู้ของตัวท่านเอง?

การศึกษาหาความรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้เจ้าจำข้อนี้ไว้เจ้าจะไม่หลงทาง

แต่การศึกษาหาความรู้นั้นก็มีสิ่งที่เรียกว่าระเบียบวิธีการ

นั่นคือสิ่งที่พี่ยึดถืออาจะเรียกวิถีของวิถี เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า กฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมกฎเกณฑ์”

อี้จิงจ้องมองผมและปากก็ท่องคำ

“...เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้า กฎเกณฑ์ของกฎเกณฑ์..”แววตาของเธอฉายแสงสีน้ำเงินออกมาวูบหนึ่ง

หรือที่เรียกกันว่าแบบแผนของการวิจัย

“ท่านจอมปราชญ์นั้น สังเกตฟ้าดิน จดบันทึก และนำมาสั่งสอนพวกเรา ปรุงยาการแพทย์ ล้วนเกิดจากการลองเข้ากับตนเองและศึกษาค้นคว้าวิจัย

และหลายครั้งพวกเขาก็พบกับความผิดพลาดและมีคนโต้แย้งพวกเขาและพวกเราที่เหลือก็ได้รับผลดีจากการโต้แย้งนั้นเพราะได้ความรู้ที่จริงแท้กว่า ครบถ้วนชัดเจนกว่า

นั่นคือหนทางของพี่“

 

ผมชี้ไปที่อี้จิง

 

”เจ้าคือนักเรียน เรียนความรู้ตามตำรานั่นคือขั้นต้น  เรียนความรู้ดีมากละเอียดถี่ถ้วน เท่ากับว่าเจ้าเป็นระดับอาจารย์ที่สามารถถ่ายทอดคนอื่นได้

ที่พี่ให้เจ้าสอนและเน้นการที่ให้เจ้าอธิบายออกมา แท้จริงแล้วคือการฝึกถ่ายทอดความเข้าใจและถ่ายทอดความรู้ให้คนทั่วไปได้ เท่ากับว่าเจ้าเข้าใจเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้

แต่เจ้ารู้ไหมอะไรที่เหนือกว่าระดับอาจารย์?”

“อะไรหรือคะ?”

“ระดับปรมาจารย์อย่างไรเล่า ท่านจอมปราชญ์เหล่าครูต่างๆ พวกท่านสามารถสร้างสรรค์ความรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน หรือแม้แต่ตั้งคำถามมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ก่อนที่เราจะทำอย่างนั้นได้เราก็ต้องรู้เรื่องราวจำนวนมากมาก่อนจึงจะสามารถตั้งคำถามเช่นนั้นได้

ที่พี่ทำคือแนวทางของท่านปรมาจารย์

หรือเจ้าลืมแล้วว่าพี่เคยบอกว่าให้เจ้าเป็นคนที่สามารถเดินร่วมทางไปกับพี่ได้ในการแสวงหาความรู้”

หรือที่เรียกว่าการทำดุษฎีบัณฑิตหรือที่เรียกว่าการทำด็อกเตอร์

ระดับปริญญาตรีเรียนตามแบบแผน ปริญญาโทเรียนละเอียดพิสดาร

แต่ปริญญาเอกเป้าหมายคือ “สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ในศาสตร์นั้นๆ”

ตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม ความรู้ในระดับปริญญาเอกนั้นต้องเป็นความรู้ที่ไม่เคยมีใครรู้เรื่องนั้นมาก่อน ถึงเรียกว่าการทำวิจัย

ข้อมูลของทั้งโลกที่จะอ้างอิงต่อไปก็จะมาจากการวิจัยของเรา

สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆขึ้นมาเสมอ นั่นคือหลักการของปีศาจผมแดงแดนไซฮก

“อี้จิงไม่กล้าลืมเลือนค่ะ อภัยให้อี้จิงด้วย”

เธอคุกเข่าโขกศีรษะอีกครั้ง

นี่คนในโลกนี้ติดนิสัยคุกเข่าโคกศีรษะตลอดเลยหรืออย่างไร

“ดังนั้นที่พี่อยากทำคือให้เราทั้งสองคนเป็นอย่างท่านปรมาจารย์ แสวงหาความลับของโลกหล้า ตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครตั้งคำถาม ไปในจุดที่ลึกล้ำที่ไม่เคยมีใครไปถึง พี่ไม่ใช่คนที่รู้คำตอบของคำถามพวกนั้น แค่เป็นคนที่จะแนะนำการเดินทางไปด้วยกัน นั่นคือวิถีแห่งวิถี เต๋าในเต๋าของพี่”

หรือที่เรียกง่ายๆว่าระบบของอาจารย์ที่ปรึกษาเวลาทำวิทยานิพนธ์นั่นเอง

“พวกเราจะศึกษา สังเกตและพยายามเผยความลับของฟ้าดินไปด้วยกัน เป้าหมายของพี่คือการสร้างเจ้าให้เป็นปรมาจารย์อีกคนหนึ่ง”

แววตาของผมผนึกไปด้วยแสงอาทิตย์เพื่อสร้างสเปเชี่ยลเอฟเฟคว่าจริงจังในการพูด

“อี้จิงน้อมรับคำสั่งสอนค่ะ”

อี้จิงคุกเข่าประสานมือคารวะอีกครั้ง

“เต๋าในเต๋า ไม่ใช่อะไรที่จะทำให้เจ้าได้รับพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่จะทำให้เจ้าหาหนทางที่จำต้องก้าวเดินไปได้เสมอเท่านั้นเอง นั่นคือ เต๋าในเต๋า ฟ้าเหนือฟ้าของพี่

มันไม่ใช่เพียงแค่เคล็ดวิชา มันคือตัวตนและการใช้ชีวิต”

และผมก็พูดความจริงในแง่นี้

วิธีการทางวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่ค่อนข้างเหมาะกับตัวตนของผมมากกว่าพวกบ้าพลังทั้งหลายในโลกนี้

น่าจะเป็นเพราะแนวความคิดเรื่องการ”ซื่อตรงต่อเต๋า”ของตนเอง ทำให้การกลับใจไม่มีในโลกนี้เพราะ เต๋าของพวกเขาคือตัวตนของพวกเขา

มันไม่ใช่โลกของการที่จะปรับความเข้าใจกันได้แบบแนวอิเซไคของญี่ปุ่น

คนที่ฝึกเต๋า”ผู้ผยองต้านสวรรค์” ก็ไม่ใช่คนที่จะเชื่อฟังสวรรค์

มีคำกล่าวว่า”ชื่ออาจตั้งผิดพลาด แต่ฉายาไม่อาจตั้งผิด”ก็เพราะเหตุนี้นั่นเอง

ทำให้การมองจากคนทั่วไปน่าจะเหมือนคนบ้า เพราพยายามจะดำรงตนเองให้เข้ากับเต๋าของตนเอง

เต๋าคือเส้นทาง คือวิถี คือชีวิต

ผมไม่ได้เลือกเต๋านี้แต่ตัวผมคือเต๋านี้ต่างหาก

แต่รู้เรื่องเต๋าก็เป็นเพียงขั้นแรก ที่ลำบากคือการก้าวต่อไปตามเส้นทางของตนเองต่างหาก

..

จากนั้น”การฝึก”ของพวกเราก็จะเป็นการที่อี้จิงตีความและผมพยายามจะพัฒนาไปทางเทคนิคด้วยความรู้ปัจจุบันหรือจินตนาการที่ผมมี มีคติว่าแม้จะเพียงนิดหน่อย ขอเพียงก้าวต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆก็พอแล้ว

เต๋าแห่งเต๋า มิใช่เรื่องที่จะสำเร็จหรือรับรู้ได้อย่างง่ายดาย

เต๋าที่แท้จริงไม่อาจอธิบายได้เป็นถ้อยคำ

คำอธิบายหนึ่งที่กว้างขวางในภาพรวม อาจจะผิดในเรื่องเล็ก

คำอธิบายหนึ่งที่อาจถูกต้องในภาพเล็ก ไม่อาจอธิบายในภาพใหญ่

แบบเดียวกับเศรษฐศาสตร์

ดังนั้นเมื่อไม่อาจอธิบายได้ใยต้องกลัดกลุ้มใจ ก้าวต่อไปเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็ถอยก่อนได้มิเห็นจะเป็นไร?

ผมเลียนแบบเตียบ่อกี้และเหล่าพระเอกที่ไม่โลภ รีบร้อนบรรลุจนร่างกายไม่อาจรับไหว

และทุกขั้นตอนสามารถอธิบายตามหลักเทคนิคได้อย่างชัดเจน

ทุกอย่างค่อยๆแจ่มชัดขึ้นแม้แต่จะฝึกได้เพิ่มเพียงชั่วโมงเดียวหรือวันเดียวก็ตาม

ตราบใดที่สามารถตีความได้ล้ำลึกมากขึ้นเรื่อยๆทุกวันตราบนั้นก็ถือว่าผมมีความก้าวหน้า

ซึ่งผมอยากให้มีไทม์สคิปในโลกของความเป็นจริงเหลือเกินแต่น่าเสียดายที่โลกเราไม่ได้ง่ายๆขนาดนั้น

ซึ่งเรื่องราวก็อาจมาหาเรา..ในวันเดียวกันนั้นเองตอนเย็นๆในรูปแบบของพวกบรรดา”นายน้อย”ทั้งหลายมารุมต่อแถวห้องพักของผม

และห้องผมเผอิญอยู่ตรงกลางพอดีเป็นที่ให้คนผ่านไปผ่านมาได้ทุกคน

ที่น่าแปลกคือพี่ใหญ่ของผม..พี่ชายมารดาเดียวกันของผมเอง หวังฟู่หรง

ไม่ได้เป็นคนนำพวก”นายน้อย”คนอื่นๆของบ้านมาหาเรื่องผม

แต่ผมสัมผัสพลังของเขาได้จากที่ห่างไปหลังต้นไม้

อ๊ะ พี่ใหญ่ ยุยงพวกนี้มาทดสอบฝีมือผมนี่เอง สังหรณ์ของจอมยุทธตอบคำถามที่ตัวผมสงสัยให้ผมเอง

และตั้งแต่เมื่อไรนี่ที่ผมทำตัวเหมือนเป็นยอดฝีมือที่จับพลังของคนทั่วไปได้

แต่ผมกลับ...เกิดอะไรขึ้นกับตัวผมนี่?

ทำไมผมถึงไม่กลัว”นายน้อย”เหล่านี้เลย?

เกิดอะไรขึ้นกับผม ผมควรจะกลัวเพราะผมเป็นคนขี้ขลาดสิ แม้จะมีโอกาสแพ้แค่หนึ่งเปอร์เซ็นผมก็ควรจะกังวลจนนอนไม่หลับ ไม่กล้าเผชิญหน้า

แต่...สบตาพวกเหล่านายน้อยและสัมผัสพลังที่อยู่ในตัวพวกเขาได้..ผมกลับกลัวไม่ออก

“หวังลี่กฎของตระกูลห้ามบังคับด้วยกำลัง แต่เจ้ากล้าเผชิญหน้ากับพวกข้าหรือไม่ เอาภาพวาดมาเดิมพันกันกับตำแหน่งผู้นำตระกูล หากเจ้ามีความเป็นลูกผู้ชายก็กล้ารับการประลองซะ”

เอ่อ อันที่จริงหลังจากที่ผมคัดลอกเคล็ดวิชาออกมาจากภาพวาดแล้ว ภาพวาดก็ไม่มีความหมายแล้วล่ะ

แล้วพวกเอ็งเป็นแค่หินล่อหยก ที่พี่ใหญ่ล่อให้พวกแกออกมาเท่านั้นยังทำหน้าใหญ่อีกนะ

พี่ใหญ่คงหวังจะให้พวกนี้ออกมาเพื่อดูฝีมือของผมล่ะนะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว