facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 36 เหตุและผล

ชื่อตอน : ตอนที่ 36 เหตุและผล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 375

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2563 23:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 36 เหตุและผล
แบบอักษร

ตอนที่ 36

 

“ถูกต้องแล้ว ท่านเจ้าเมือง... ข้ามีนามว่า ซุน เป็นผู้สืบทอดของอาจารย์ เหยาหมิง...” 

 

ฉีเฟยเทียน แม้จะคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว แต่ก็ยังอดที่จะอึ้งไม่ได้... 

“จริง ๆ หรือเนี่ย... กว่า 30 ปีได้แล้วกระมัง ที่ได้ยินข่าวว่า เหยาหมิง ถอนตัวออกจากยุทธภพ นับเป็นความสูญเสียของยุทธภพไม่น้อย ที่บุคคลระดับนั้นละทิ้งทุกสิ่ง... ข้าเองก็ไม่ได้รู้จัก เหยาหมิง เป็นการส่วนตัว เพียงแต่ได้ยินกิตติศัพท์ และชื่อเสียงที่เลื่องลือเท่านั้นเอง เป็นโชคดีที่ข้านั้นสนิทกับ เตียมู่หยง ทำให้พอจะทราบเรื่องราวมาบ้าง...” 

 

ซุน แสดงสีหน้าสลดลง... 

“ตัวผู้เยาว์อยู่ร่วมกับเหล่าซือที่สถานศึกษาศาสตร์อักษรมา 2 ปี แต่ในฐานะศิษย์ที่เรียนรู้ตำราวิชาการเท่านั้น มิได้รู้ว่าก่อนเลยว่า เหล่าซือ เคยมีชื่อเสียงในยุทธภพ... จวบกระทั่งวันหนึ่ง ผู้เยาว์ถูกพิษจากอสรพิษทะเลเล่นงาน ทำให้ เหล่าซือ ยอมเปิดเผยสถานะแท้จริงในอดีตเพื่อช่วยชีวิตข้าเอาไว้ 

 

นับจากวันนั้น ผู้เยาว์ก็ได้โขกศีรษะคำนับเหล่าซืออีกครั้ง เพื่อเป็นศิษย์สืบทอดวรยุทธอย่างสมบูรณ์... แต่ชะตากรรมช่างเล่นตลก ภายในวันเดียวกันนั้น เหล่าซือ กลับถูกกลุ่มโจรชั่วจับตัวไป หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย อีกทั้งตัวผู้เยาว์ก็ยังถูกกลุ่มโจรดังกล่าวตามล่า คาดว่าคงต้องการใช้ชีวิตของผู้เยาว์ไปต่อรองเหล่าซือ เพื่อล้วงความลับบางอย่างที่เหล่าซือเก็บงำเอาไว้...” 

 

ฉีเฟยเทียน ได้ฟังดังนั้นก็ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที... 

“เข้าใจแล้ว... เตียมู่หยง เป็นสหายเพียงคนเดียวของอาจารย์ที่ตัวเจ้ารู้จัก ดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายอยากให้ เตียมู่หยง ช่วยเหลือเจ้างั้นสินะ” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับ... 

 

ฉีเฟยเทียน แสดงสีหน้าครุ่นคิด... 

“ข้าสามารถติดต่อ เตียมู่หยง ให้กับเจ้าได้... ทว่าเจ้าก็อย่าได้ตั้งความหวังมากเกินไปนัก เพราะในเมื่อศัตรูมีพลังถึงขั้นจับเป็น เหยาหมิง ซึ่งเป็นถึงยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นปลาย กลับไปด้วยได้ แสดงว่าฝีมือของศัตรูคงเหนือยิ่งไปกว่านั้นอีกขั้น 

 

เตียมู่หยง นับเป็นยอดฝีมือก็จริง หากแต่ก็มิได้เก่งกาจไปกว่าอดีตเทพปรมาจารย์อย่าง เหยาหมิง... ฉะนั้นแล้วอาจทำได้อย่างมากก็เพียงสืบหาตัวศัตรู เรื่องที่จะช่วยเหลือคงต้องว่ากันต่อไป เจ้าเข้าใจความหมายที่ข้ากำลังสื่อหรือไม่?!” 

 

ซุน อึ้งไปเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ ซุน ไม่เข้าใจในระดับความแข็งแกร่งอย่างถ่องแท้นัก จึงไม่อาจประเมิณได้ว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่าผู้ใด แต่หลังจากที่เริ่มฝึกฝนจนฝีมือกล้าแกร่งขึ้น ก็เริ่มเข้าใจถึงความแตกต่างในพลัง... 

 

ฉีเฟยเทียน ตบไหล่ของเด็กหนุ่มเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มชรา... 

“อย่าเพิ่งตัดใจไป... ตราบเท่าที่ เหยาหมิง ยังเก็บงำความลับที่ศัตรูอยากรู้เอาไว้ พวกมันไม่มีทางสังหาร เหยาหมิง อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญก็คือตัวเจ้า ห้ามถูกจับตัวได้เป็นเด็ดขาด!! มิเช่นนั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตของ เหยาหมิง แม้แต่ชีวิตของตัวเจ้าเอง ก็จะไม่เหลือ...” 

 

ซุน ประสานมือโค้งน้อมรับคำแนะนำ... 

 

ฉีเฟยเทียน หยิบเอาหยกสื่อสารโบราณออกมาจากแหวนมิติ... ซุน เพิ่งจะเคยพบเห็นสิ่งนี้กับตาเป็นครั้งแรก แต่ก็เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับหยกสื่อสารโบราณมาบ้าง มันเป็นสิ่งของล้ำค่าที่ราคาสูงมาก มีใช้กันเฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้น ลักษณะการใช้งานจะเป็นการติดต่อสื่อสารจากระยะไกล คุณสมบัติคล้ายกับโทรศัพท์มือถือในโลกที่ ซุน เคยจากมา... 

 

หยกสื่อสารโบราณ เปล่งประกายชั่วครู่หนึ่ง...  

ก่อนจะเกิดเสียงจากอีกฝั่งฝากสะท้อนกลับมา...  

 

“มีธุระอะไรงั้นหรือ... เจ้าเมืองซอมซ่อ?!” เสียงที่ดังออกมาจากหยกสื่อสาร เป็นเสียงของ เตียมู่หยง ที่ ซุน เคยได้ยินจริง ๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กหนุ่มไม่น้อย... 

 

“ตาแก่เตีย... เมื่อไหร่จะเลิกเรียกข้าเช่นนั้นเสียที? ที่ข้าชอบแต่งกายซอมซ่อ ก็เพื่อจะแฝงตัวเข้าชุมชน สำรวจสารทุกข์สุกดิบของเหล่าชาวบ้านต่างหาก!!” ฉีเฟยเทียน เค้นเสียงตอบกลับไป 

 

เสียงหัวเราะของ เตียมู่หยง ดังขึ้นเบา ๆ  

“ว่าแต่มีธุระอันใด?! ปกติแล้วเจ้าไม่ค่อยติดต่อข้าเข้ามา” 

 

“มีคนผู้หนึ่งอยากติดต่อกับเจ้า จึงไหว้วานให้ข้าเป็นธุระให้ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว...” เจ้าเมืองฉี กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

 

“ผู้ใดกัน?!” 

 

“เป็นเด็กหนุ่มนามว่า ซุน ศิษย์ของ เหยาหมิง เจ้ารู้จักหรือไม่?!” 

 

“อะไรนะ!! เจ้าเด็กผู้นั่นน่ะหรือ แน่นอนว่าข้ารู้จัก” เตียมู่หยง ตอบรับทันทีด้วยความตกใจ จากนั้น ฉีเฟยเทียน จึงเล่าถึงเหตุการณ์คร่าว ๆ ให้ฟัง ก่อนจะส่งหยกสื่อสารให้กับ ซุน ได้พูดคุยด้วยตัวเอง... 

 

เด็กหนุ่ม รับหยกสื่อสารด้วยความประหม่า... 

“ผู้อาวุโส... นี่ข้าเอง” 

 

“ไอหนู... เกิดอะไรขึ้นกับ เหยาหมิง เล่ามาให้ละเอียด...” เตียมู่หยง ถามด้วยความร้อนรน 

 

ซุน จึงได้เล่าเหตุการณ์เท่าที่ตนทราบ แม้จะไม่ละเอียดถึงเรื่องที่ตนเองสังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมากจากจวนผู้ว่า แต่ก็หาทางเข้าเรื่องได้อย่างแนบเนียนตามไหวพริบ บอกถึงเรื่องศัตรูที่เวลานี้สืบมาได้ผิวเผิน ว่าหนึ่งในสมาชิกกลุ่มโจรที่กำลังตามล่าตน เป็นคนของตระกูลเกา ที่ถือครองป้ายเหล็ก... 

 

“อะไรนะ!! คนตระกูลเกา งั้นหรือ!! เจ้าแน่ใจนะว่าจำไม่ผิด...” เตียมู่หยง ตกตะลึงอีกครั้ง 

 

“ข้าแน่ใจ...” ซุน ตอบแน่นหนัก 

 

เสียงของ เตียมู่หยง แน่นิ่งไปสักระยะ จนเด็กหนุ่มที่ร้อนรนใจต้องเอ่ยถามขึ้น... 

“ผู้อาวุโส พอจะหาทางช่วยเหลือ เหล่าซือ ได้หรือไม่?!” 

 

เสียงถอนหายใจของชายชราดังขึ้น... 

“หากตระกูลเกา มีส่วนร่วมกับเรื่องนี้จริง ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องยากไม่น้อย... สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คืออาศัยพลังของคนตระกูลเกา ไม่มีเพียงพอจับกุม เหยาหมิง กลับไปได้แน่นอน ดังนั้นจะต้องมีขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคอยหนุนหลังตระกูลเกาอีกทอดหนึ่ง 

 

ข้าจะพยายามสืบเรื่องของตระกูลเกาอย่างลับ ๆ ว่ามันมีผู้ใดสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง... พวกเราจึงสามารถสาวหาตัวการใหญ่ ที่แอบซ่อนในเงามืดออกมาได้ ข้าพอจะรู้จักกับสหายของ เหยาหมิง อยู่อีกหลายคน จะพยายามติดต่อพวกนั้นอีกทอดหนึ่ง ให้ช่วยกันตามหาอาจารย์ของเจ้า...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะลำพังผู้เยาว์เพียงคนเดียว คงไม่อาจต่อกรขุมอำนาจใด ๆ ได้ แต่เมื่อ เตียมู่หยง รับปากเป็นธุระให้อีกขั้น ย่อมเพิ่มโอกาสและความหวังให้กับ ซุน เป็นเท่าทวี  

 

เวลานี้สิ่งที่ ซุน พอจะทำได้ คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง เพื่อเฝ้ารอโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการช่วยเหลือ เหล่าซือ และปกป้องตนเองระหว่างที่กำลังตกเป็นเป้าของศัตรู... 

 

“ผู้อาวุโส... เช่นนั้นให้ข้าเข้าร่วมเป็นศิษย์ สำนักสายลมประจิม ของท่านได้หรือไม่?! ข้าต้องการฝึกฝนตนเอง ให้แข็งแกร่งขึ้น อย่างน้อยก็ปกป้องตนเองมิให้ถูกศัตรูเล่นงาน...” 

 

“ย่อมได้!! ยิ่งเจ้ามาอยู่ใกล้ตัวข้า ก็ยิ่งปกป้องเจ้าได้ง่ายขึ้น... แต่สำคัญตรงที่เวลานี้ ข้ามิได้อยู่ในเมืองหลวง แต่ออกมาทำธุระที่หัวเมืองทิศเหนือ กว่าจะกลับไปถึงเมืองหลวง คาดว่าคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน...” เตียมู่หยง กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล 

 

“เช่นนั้น ให้ข้าไปรอท่านที่สำนักสายลมประจิมเป็นอย่างไร?!” 

 

“ไม่ได้เด็ดขาด... เจ้าไม่ควรจะเข้าเมืองหลวงอย่างยิ่ง หากข้าไม่อยู่ที่นั่น!! ตระกูลเกา แม้ไม่ได้ยิ่งใหญ่คับเมือง แต่ก็นับเป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่อาจดูแคลน มีอิทธิพลอยู่ในเมืองหลวงไม่น้อย... แม้แต่ภายใน สำนักสายลมประจิม ก็มีเหล่าอาจารย์ฝึกสอน รวมถึงศิษย์สำนักอีกหลายคน ที่มาจากตระกูลเกา หากเจ้าไปที่นั่นตอนนี้ เกรงว่าจะถูกเล่นงานก่อนข้าจะกลับไปถึง... 

 

ทางที่ดี ข้าว่าเจ้าควรจะอยู่ที่เมืองบุปผาแดง ไปอีกสักระยะ... อย่างน้อยที่เมืองนั้นอิทธิพลของตระกูลเกา ก็ยังมีไม่มากนัก... สำคัญกว่านั้น เจ้าเมืองซอมซ่อ เป็นสหายที่ข้าไว้ใจ ตราบเท่าที่เจ้ายังอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลฉี ต่อให้สมาชิกตระกูลเกายกมาทั้งตระกูล ก็ไม่อาจเล่นงานเจ้าได้...” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นตามตรง 

 

ซึ่ง ฉีเฟยเทียน ที่อยู่ตรงนี้ด้วย ก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน หันมาส่งยิ้มพร้อมพยักหน้าให้กับเด็กหนุ่ม เป็นเหมือนสัญญาณว่ายินดีจะช่วยปกป้องดูแล... ซึ่งแน่นอนว่าการที่ ฉีเฟยเทียน ผู้เป็นเจ้าเมืองตอบรับ นั่นเท่ากับว่า ซุน ได้สวมเกราะล่องหนทับร่างเข้าไปแล้ว เพราะภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับตระกูลฉี... 

 

“เข้าใจแล้ว... ผู้อาวุโส ข้าจะอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือน รอให้ท่านกลับมายังเมืองหลวง แล้วค่อยเดินทางไปพบท่านที่สำนักสายลมประจิม...” ซุน ตอบรับคำแนะนำดังกล่าว  

 

ก่อนที่ เตียมู่หยง จะขอกล่าวพูดคุยกับ ฉีเฟยเทียน เรื่องจะของฝากฝังเด็กหนุ่มคนนี้ไว้ชั่วคราว โดยใช้วาจาแน่นหนักว่า ซุน เป็นศิษย์ของ เหยาหมิง ดังนั้นก็เสมือนศิษย์ของตนเช่นเดียวกัน อยากให้ ฉีเฟยเทียน ดูแลให้ดี  

 

คำพูดเหล่านี้ทำให้ ซุน ที่ได้ยิน อดตื้นตันใจมิได้  

รู้สึกติดค้างชายชรา เตียมู่หยง เป็นล้นพ้น... 

 

“เอาล่ะ ไอหนู... ในเมื่อตาแก่เตีย มันฝากเจ้าให้ข้าดูแล ซึ่งเจ้าแก่นั่นไม่ค่อยจะเอ่ยปากขอร้องข้าบ่อยครั้งนัก ดังนั้นข้ายินดีทำตามที่มันร้องขอ ที่นี่มีเรือนรับรองแขกเหรื่อมากมาย จึงย่อมไม่ใช่ปัญหาหากข้าจะให้เจ้าพักที่นี่...” ฉีเฟยเทียน กล่าวขึ้น 

 

แต่ทว่า... 

 

“นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ท่านเจ้าเมืองเมตตาข้า...  

หากแต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธที่จะอยู่ที่นี่...”  

 

ซุน เอ่ยปฏิเสธ ในทันที 

ทำเอา ฉีเฟยเทียน ถึงกับขมวดคิ้ว... 

 

“เพราะอะไรงั้นหรือ?! ที่นี่มีทุกอย่างให้กับเจ้า อย่าว่าแต่หนึ่งเดือนเลย มากกว่านั้นก็มิใช่ปัญหาสำหรับข้า... อีกอย่างข้ารับปากกับ เตียมู่หยง มันไว้แล้ว เกิดเจ้าเป็นอะไรขึ้นมานอกสายตาข้า จะมิเท่ากับว่าข้าผิดคำพูดกับสหายงั้นหรือ?!” 

 

“ท่านเจ้าเมืองฉี ข้าเข้าใจในความปรารถนาดีของท่าน หากแต่ข้าเองย่อมสามารถดูแลตัวเองได้ และข้าก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงอยู่ภายในอาณาเขตของเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ หากท่านเป็นกังวลก็เพียงส่งมือปราบไปดูแลและเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของข้า 1-2 คน ก็นับว่ามากพอดูสำหรับเมืองที่สงบสุขแห่งนี้ 

 

อีกทั้งอย่าลืมว่าท่านเจ้าเมืองก็มีหลานสาวอย่าง ฉีลู่ชิง ที่รุ่นราวคราวเดียวกับข้า เมื่อครู่เพียงแค่ข้าเดินเข้าเรือนตระกูลฉีมาพร้อมกับนาง ก็เป็นที่ครหาสำหรับผู้ที่พบเห็นแล้ว หากข้ายังฝืนอยู่ที่นี่ต่อไป แม้เรื่องจริงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างข้ากับคุณหนูฉี แต่ก็ยังมีคนเอาไปนินทาได้อยู่ดี...” ซุน กล่าวอธิบายถึงเหตุผล  

 

แต่ลึก ๆ แล้วที่ ซุน ไม่อยากอยู่ที่นี่ เพราะไม่อยากเสียเวลาฝึกฝนตนเองไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งด้วยนิสัยของ ซุน ชื่นชอบความเรียบง่าย จึงรู้สึกอึดอัดกับความเป็นระเบียบจนไร้ที่ติ ภายในเรือนตระกูลฉีแห่งนี้... 

 

ฉีเฟยเทียน แสดงสีหน้าครุ่นคิด... 

“นั่นสินะ มันก็จริงของเจ้า... เช่นนั้นแปลว่าเจ้ามีเป้าหมายแล้วใช่หรือไม่ ว่าจะพักแรมอยู่ที่ใด?!” 

 

เด็กหนุ่ม เผยอยิ้มยกมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย... 

โรงเตี้ยม ตระกูลซ่ง... 

 

....................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว