ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สิบเจ็ด คนธรรมดาต้องโด๊ปยาถึงจะเป็นกัปตันอเมริกา

ชื่อตอน : ตอนที่สิบเจ็ด คนธรรมดาต้องโด๊ปยาถึงจะเป็นกัปตันอเมริกา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2563 09:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สิบเจ็ด คนธรรมดาต้องโด๊ปยาถึงจะเป็นกัปตันอเมริกา
แบบอักษร

ตอนที่สิบเจ็ด คนธรรมดาต้องโด๊ปยาถึงจะเป็นกัปตันอเมริกา

“หากอัจฉริยะยังพยายามหามรุ่งหามค่ำกันขนาดนี้ จะให้คนธรรมดาอย่างพวกชั้นทำอย่างไร?” ซากุราบะกล่าวกับชิน เซจูโร่ในอายชิลด์ 21

คนธรรมดาจะต้องทำตัวอย่างไร หากเห็นกระทั่งอัจฉริยะ พยายามฝึกวิชาและมีวินัยยิ่งกว่าตนเอง?

บ้าคลั่งวิชายุทธยิ่งกว่าเราเองหลายเท่า?

คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่ไม่ควรตอบในการ์ตูน โชวเน็น

“โด๊ปยา”

การบ่มเพาะพลังต้องปรับพื้นฐานให้หนักแน่น ไม่มีวิธีลัด..เว้นแต่คุณจะเป็นอัจฉริยะ ได้ยาวิเศษหรือไอเท็มของวิเศษต่างๆหรือมีคนที่พลังขั้นสูงกว่าช่วยเหลือคุณให้เพิ่มพลังสูงขึ้น

แม้เอี้ยก้วยจะฉลาด แต่กิมย้งก็ต้องเขียนให้มีฉากกินดีงูเพื่ออธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงมีลมปราณสู้ยอดฝีอมือแห่งยุคคนอื่นๆได้

ผมเปิดเคล็ดวิชาประจำตระกูลที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดและให้อี้จิงช่วยตีความให้ว่าแต่ละคำมันแปลว่าการเดินปราณไปที่จุดไหนอย่างไร

ถึงแม้ว่าปราณธาตุหยางที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดจะไม่เหมาะกับคนที่มีร่างกายเก้าหยินอย่างอี้จิงก็ตาม

สะสมพลังปราณร้อน ธาตุหยางไปให้มากที่สุดเพื่อที่อี้จิงจะได้ใช้ปราณหยินปรับสมดุลย์เป็นปราณบริสุทธิ์ช่วยให้ผมมีขั้นพลังสูงขึ้น

เมื่อยามที่เราคิดอะไรไม่ออก ผมจะใช้ช่วงนั้นเพิ่มพลังให้สูงขึ้นไว้ก่อน

และพยายามหาอาหารที่ช่วยในเรื่องของการเติบโตของกล้ามเนื้อและธาตุหยางตามตำรา

เมื่อยังไม่สามารถมีของดีอย่างพวกยาวิเศษต่างๆ ผมคิดว่าจะเริ่มจากวิทยาศาสตร์โภชนาการ การทานอาหารตามธาตุ

และผมเลียนแบบการเดินเคล็ดวิชาอมตะโดยการเดินลมปราณในขณะที่นอนอยู่

ลมหายใจกลายเป็นร้อนระอุ ข้างในร่างกายเหมือนกับมีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งอยู่ในร่างกาย

วิชานี้ดีมากๆ แต่มีข้อเสียที่ต้องซ่อนไว้เพราะขั้นสุดท้ายจะทำให้ร่างกายเผาไหม้จนตายไป แต่แน่นอนพวกขี้โม้ในเรื่องแก้ข้อเสียเช่นว่านั้นได้

อีกอย่างที่เป็นผลประโยชน์ที่คิดว่าโชคดีมากๆคือมันบอกการบรรลุไว้จนถึงขั้นเซียนยุทธแน่ะ...เพราะเกินกว่าเซียนยุทธคนฝึกจะเส้นลมปราณเผาไหม้ โดนเผาจนตาย

วิชาที่ชอบซ่อนเอาไว้มันก็มีข้อเสียประมาณนี้นั่นล่ะนะ

ดังนั้นนับเป็นวิชาที่เหมาะมากสำหรับผมที่พยายามจะเร่งการผลิตปราณธาตุหยาง

ที่ใช้คำว่า”ผลิต” อาจจะเพราะผมมองการบ่มเพาะพลังเป็นอุตสาหกรรมและคนที่สามารถมีกำลังการผลิตสูงสุดได้คือสิ่งที่คนในโลกนี้มองว่าเป็นอัจฉริยะ

คืนนั้นผมนอนไปโดยมีดวงไฟเล็กๆดวงหนึ่งระอุในช่องท้อง

วิธีเดียวที่จะรอดจากการเผาตัวตายคือยอมเสียพลังหรือถ่ายทอดให้ผู้อื่น

สำหรับคนที่บ้าคลั่งฝึกยุทธปรกติ แนวการยอมสลายพลังของตนเองเพื่อส่งเสริมผู้อื่น คงเป็นสิ่งที่ใครแทบจะคิดไม่ถึง

แน่นอน มันมีแนวทางที่คนที่พลังขั้นสูงกว่าเป็นวิญญาณเข้าสิงแหวนหรือหยกของคนพลังต่ำกว่าและถ่ายทอดพลังให้ แต่นั่นคือหนทางของยามที่ไม่มีหนทางของผู้มีวรยุทธสูง

ว่าการที่ช่วยเด็กที่มีพรสวรรค์ฝึกวิชาคือหนทางเดียวที่ตนจะได้ร่างกายและพลังคืนมา..อันนี้น่าสนใจในการวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วย แสดงว่าวิญญาณคือส่วนสำคัญกว่าร่างกาย

ส่วนผมยอมเสียพลังและเวลาไปเพื่อเป้าหมายเดียว

การทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่าพลังปราณคืออะไรและมีคุณสมบัติอย่างไรกันแน่?

ถึงผมจะไม่มีพรสวรรค์อย่างอี้จิง แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่อ้าปากค้างเฉยๆมองความสามารถของพระเอกนางเอกหรอกนะ

 

...

อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคดีหรือแค่ตามสามัญสำนึก

การหาธาตุร้อนนั้นค่อนข้างง่ายกว่าธาตุเย็น

แม้อำมาตย์หวังจะรวยแต่การจะเอาน้ำแข็งมาช่วยฝึกนั้นก็เป็นเรื่องลำบาก

ต้องโชคดีจริงๆถึงจะมีของวิเศษในการช่วยฝึกคนที่ร่างกายธาตุหยิน...ซึ่งอี้จิงก็มีนั่นล่ะ

หยกเย็นเก้าสวรรค์ คือของที่อี้จิงว่าของดูต่างหน้าท่านแม่ที่เก็บไว้ไม่ห่างกาย ช่วยในการฝึกวิชาในสายธาตุหยินมาก

ดีกว่าแนวความคิดอาหารเพิ่มพูนธาตุหยินหรือการเอาน้ำแข็งมาล้อมรอบตัวเพื่อฝึกในห้องเย็นเสียอีก

กลายมาเป็นว่าของที่หาง่ายอย่างกองไฟที่จะเอามาล้อมตัวผมในขณะที่ฝึกเพิ่มพูนธาตุหยางอาหารเช่นเพิ่มธาตุหยางหรือกล่าวอีกอย่างว่าเพิ่มฮอร์โมนเพศชายนั้น

มีประสิทธิผลน้อยกว่า หยกเย็นเก้าสวรรค์ของอี้จิงนั่นเอง

โชคดีที่ดูจากผลลัพธ์ผมไม่ได้เป็นตัวถ่วงเธอมากเท่าที่ผมคิด

เพราะธาตุหยางที่ผมผลิตได้จากร่างกายของเด็กสิบขวบที่ยังเป็นพรหมจรรย์อยู่นี้ก็เรียกว่าช่วยเธอในการฝึกวิชาได้อย่างว่องไวมากกว่าการที่เธอจะฝึกคนเดียวจริงๆ

ผมลองเอาคบไฟมาตั้งไว้ในห้องและจ้องมองเพื่อให้มีจิตวิญญาณแห่งไฟและเต๋าแห่งไฟให้ทรงพลังมากขึ้น

หรือการเอากองไฟมาล้อมรอบแบบการบำเพ็ญทุกขกิริยา

หากโลกเก่าผมเอาไฟมาล้อมรอบผมขนาดนี้ผมคงไฟไหม้เกรียมไปแล้ว

แต่ผิวหลังจากที่ผมฝึกวิชาเมื่อได้พบกับธาตุไฟก็รูขุมขนเปิดกว้าง ดูดความร้อนเข้าไปอย่างกระหายจากกองไฟรอบข้าง

ร่างกายกระปรี้กระเป่ามากขึ้นยิ่งกว่าการทานกาแฟหรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังใดใดที่เคยเป็นมา

ท่าทางการบำเพ็ญตนในที่ร้อนนั้นจะได้ผลต่อความก้าวหน้าในการฝึกจริงๆ

แปลว่ามุก

“บำเพ็ญทุกขกิริยาเดินร้อยวันในทะเลทราย”ก็น่าจะได้ผลกับการฝึกฝีมือจริงๆ

ดังนั้นแม้ผมจะค่อยๆให้อี้จิงตีความหลักการและเคล็ดวิชาต่างๆ

ผมเองก็ลงมือเพ่งไปในสิ่งเดียวที่ผมทำได้ดีกว่าอี้จิงคือการฝึกวิชาธาตุหยางนั่นเอง

แนวทางการฝึกของเราคือจะปล่อยให้ผมรวบรวมพลังได้พักหนึ่ง

อี้จิงจะใช้เวลานั้นตีความเคล็ดวิชาและเราจะมาเดินลมปราณบำเพ็ญคู่ประสานพลังในการฝึกวิชาจากการตีความและการแก้ไขให้ลึกล้ำมากขึ้นในการเดินลมปราณฝึกวิชา

ผมรู้สึกว่าพวกเราจะมีพวกของเหลวสีดำคล้ำหรือลมหายใจสีดำออกมาจำนวนมาก

ตามที่ชอบบรรยายในเรื่องแนวนี้ มันคือสัญลักษณ์ของการที่ขับของเสียออกจากร่าง

เป็นมุกที่ว่าเมื่อมีเคล็ดวิชาใหม่ๆที่ลึกล้ำกว่าเดิม มากกว่าวิชาเดิมที่เคยใช้อยู่

ก็จะแสดงให้เห็นถึงของเสียที่ยังคงค้างอยู่ในร่างกาย

แสดงถึงเคล็ดวิชาใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น

และด้วยการฝึกของพวกเราที่ผมเอาแนวความคิด คับบาล่าห์และแนวพรหมศาสตร์ของชมพูทวีปมาให้อี้จิงตีความ

ทำให้การฝึกของพวกเรามีของเหลวสีดำขับออกมาอยู่เสมอโดยยังไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว

จนผมคิดว่า

หรือมุกที่ว่ามีอะไรกับนางเอกในธาตุเก้าหยินร่างพรหมจรรย์จะเป็นแนวคิดที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพที่สุดจริงๆ

อย่างที่ตัวร้ายทำกันหรือพระเอก

การมีอะไรกันจะทำให้เคล็ดวิชารุดหน้าได้อีกขั้นภายในครั้งเดียว

แต่ต่อจากนั้นก็จะพัฒนาพลังจากร่างกายของเธอไม่ได้แบบนั้นอีกแล้ว

พอมาตอนนี้น่าจะเพราะพวกเราทั้งสองยังเป็นหนุ่มสาวบริสุทธิ์อยู่

แต่ประสิทธิภาพของร่างกายนั้น แม้จะด้อยกว่าการบำเพ็ญคู่เวอร์ชั่น 18+

ที่เพิ่มพลังได้มหาศาล

การบำเพ็ญคู่แบบสม่ำเสมอทุกวันทีละเล็กทีละน้อยจะได้ผลมากกว่า

การบำเพ็ญคู่เวอร์ชั่นเด็กไม่ดีกับนางเอกทำให้เสียร่างกายบริสุทธิ์ไป

แบบเดียวกับฆ่าห่านที่ออกไข่ทองคำมาให้เราเพราะหวังว่าจะได้ไข่ทองคำมาก

ก็ได้ไข่มาจริงๆแต่ห่านก็ไม่ออกไข่ทองคำให้อีกแล้ว

และอาจจะเป็นเรื่องของการเมือง และความระแวงด้วย

ในเรื่องของการที่ยอดยุทธฝีมือสูง ย่อมไม่ไว้ใจอี้จิงในการที่จะให้ช่วยเดินลมปราณในร่างกายของตนเอง

เพราะสำหรับยอดยุทธแล้ว อาจจะทำให้ตนเองตาย พิการ สูญเสียวรยุทธไปได้เลย

สำหรับยอดยุทธ เสียวรยุทธนั้นทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น

ดังนั้นอาจจะมีคนคิดวิธีที่ผมกำลังทำอยู่นี้ได้ แต่ไม่มีใครกล้าทำเพราะหวาดระแวงนั่นเอง

บางครั้งวิทยาการและวิทยาศาสตร์ก็ถึงพร้อม แต่เราก็ไม่สามารถสร้างจรวดไปดวงจันทร์ได้ทุกประเทศ เพราะปัญหาด้านการบริหารนั่นเอง

ผู้คนในโลกนี้ไม่ใช่ไม่ฉลาด แต่วิธีที่ผมใช้อยู่น่าจะเรียกได้ว่าต้องไว้ใจในตัวอี้จิงเอามากๆนั่นล่ะนะ หากมองตามสายตาคนภายนอกก็คือฝากชีวิตไว้กับเธอนั่นเอง

ผมไม่คิดมากเรื่องนั้น เพราะมองในระยะยาว แผนการของผมก่อนหนีออกนอกแดนจงหยวนก็ฝากชีวิตไว้กับเธอเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากยังอยู่ในสถานที่สำคัญตามท้องเรื่องอยู่อย่างนี้

ผิวผมจากที่ขาวนวล กลายเป็นเริ่มเปล่งแสงถ้ากระทบกับแสงอาทิตย์จริงๆ

ความรู้สึกที่ตนเองกลายเป็นแบบภาพโฟโต้ช็อปนี่ทำเอาผมค่อนข้างกังวลไปเหมือนกัน

และผมก็ระบายลมหายใจเต็มไปด้วยควันสำดำออกมาอีกครั้งในตอนที่ปรับสมดุลย์ร่างกายตอนเช้ากับอี้จิง

ความก้าวหน้านั้นมีเป็นทวีคูณ ไม่สิเรียกว่าเป็นทวีคุณก็คงจะดูถูกความพยายามของคนธรรมดาที่พยายามฝึกขั้นสะสมลมปราณหรือปราณยุทธไปหน่อย

 

หากคนธรรมดาวิ่งได้ไม่เกินสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงและไม่สามารถติดต่อกันได้นาน

พวกผมสองคนที่ช่วยกันฝึกเหมือนนั่งจรวดที่เคลื่อนที่เพื่อหนีแรงโน้มถ่วงของโลกและออกไปสู่ห้วงอวกาศ ที่ตามทฤษฎีพวกเราจะสามารถบ่มเพาะพลังได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆแต่นั่นก็ต้องดูว่าในโลกความเป็นจริงจะมีขีดจำกัดแค่ไหน

ตอนนี้น่าจะทะลวงผ่านเป็นนักยุทธได้แล้วแต่

“ท่านพี่คะ”อี้จิงเรียกใช้ตาสีน้ำเงินจ้องมองผม

“ทำไมหนูรู้สึกเหมือนว่าท่านพี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยและเหมือนกับทดลองทำอะไรอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ คะ..”

ทันใดนั้นเธอก็รีบส่ายหัวและรีบพูด

“มะ ไม่ใช่หนูสงสัยอะไรพี่นะคะ แค่อยากรู้น่ะค่ะ”

ฮืม สมกับเป็นนางเอก เรื่องระแวงคนที่หวังดีกับตนเองนั้นค่อนข้างจะรู้ตัวเร็ว แต่คนที่หวังร้ายกับตนรู้ตัวช้า

ส่วนผมนี่น่าจะเป็นกรณีก้ำกึ่งเธอเลยลังเล

“อืม ถามได้ดีอี้จิง”

แต่ผมมีคำตอบไว้ก่อนแล้ว

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว