facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 32 ตำนานแห่งร่างสถิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 ตำนานแห่งร่างสถิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 395

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2563 21:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 ตำนานแห่งร่างสถิต
แบบอักษร

ตอนที่ 32

 

เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มเจอจาง ก่อนจะนำเต้าสุราของตน เทลงจอกสุราของ ซ่งไห่เฟิง ครึ่งจอก... กลิ่นสุราคละคลุ้งขึ้น จนชายชรามิอาจละสายตาจากจอกสุรานี้ได้... 

“ผู้อาวุโส ก็ลองชิมดูสักคำเป็นอย่างไร?!” 

 

ซ่งไห่เฟิง กลืนน้ำลายเบา ๆ ครั้นนะเอ่ยปากขอลืมลองสุราของแขกรุ่นเยาว์ ก็ดูจะไม่เป็นการเหมาะสม แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอหยิบยื่นก็ย่อมไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธสิ่งนี้... ซุน รู้ดีว่าโลกนี้แตกต่างไปจากโลกเดิมของตน ไม่ได้มีสิ่งเย้ายวนใจมากมายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชราผู้หนึ่ง ขอเพียงแค่ได้ร่ำสุราเลิศรส ในค่ำคืนที่สงบก็นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้ว... 

 

“เช่นนั้นข้าขอมิเกรงใจก็แล้วกัน...” ซ่งไห่เฟิง ยอมรับสุราจอกนั้น ก่อนจะยกกระดกหนึ่งคำรวดเดียว ดวงตาของชายชราพลันเบิกโพลง เมื่อสุราเข้าปาก ความร้อนแรงของสุราแทบจะแผดเผาไล่ลงไปตั้งแต่ปลายลิ้นจนถึงอวัยวะภายใน กระจายแผ่ซ่านไปทั่วร่างในลมหายใจต่อมา หัวใจประหนึ่งถูกกระตุ้น จนโลหิตไหลเวียนในร่างอย่างรุนแรงดุจกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตอบสนองต่อฤทธิ์สุราที่ดุดัน  

 

หากเปรียบวัดกับสุราสามัญที่ตนเคยดื่มก่อนหน้านี้  

สุราสามัญ คงมิต่างอันใดกับน้ำหมักรสเปรี้ยว... 

 

“สุราดี!! ทั้งยังเป็นสุราลมปราณที่มิอาจหาซื้อได้ทั่วไป ต่อให้มีเงินทองมากเพียงใดก็ตาม ใช่ว่าจะสามารถเป็นเจ้าของสุรานี้ได้!! มีฤทธิ์เพิ่มพูมลมปราณที่พร่องโหว่ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่ติดขัด หรือแม้แต่การไหลเวียนของลมปราณ ก็ถูกกรุ่ยเส้นสาย... เหตุใดเด็กหนุ่มเยี่ยงเจ้าจึงพกพา ยอดสุราเช่นนี้!!” ซ่งไห่เฟิง ดวงตาเบิกกว้างกลมโต ยิ่งกว่าพบเจอก้อนทองคำเสียอีก 

 

ซุน เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย... 

“สุรานี้เป็นของที่อาจารย์ข้าเก็บรักษาไว้... แม้มันจะมีไม่มากนัก แต่ข้าก็ยินดีร่วมแบ่งปันต่อท่านในค่ำคืนนี้...” กล่าวจบ ซุน ก็หยิบจอกสุราจากมือของ ซ่งไห่เฟิน ค่อย ๆ รินสุราของตนลงไปเนืองช้า... ผู้ชราดูจะไร้ท่าทีปฏิเสธ ออกจะตื่นเต้นออกอาการเสียด้วยซ้ำ... 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เด็กน้อย เจ้ามีสุราล่ำค่าถึงเพียงนี้... มิกลัวว่าข้าจะใช้กำลังแย่งมันมาทั้งหมดงั้นหรือ?!” 

 

“สุราจะดีได้ ควรมีคู่ร่ำสุรา... ต่อให้ท่านยื้อแย่งข้าไป ท่านก็จะไม่ได้ลิ้มรสสุราที่หอมหวนเฉกเช่นจอกแรก...” เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวใด ๆ 

 

ยิ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับ ซ่งไห่เฟิง มากขึ้น... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้ามิเพียงพกสุราชั้นเลิศ แต่ยังเป็นคู่ร่ำสุราชั้นยอดด้วยงั้นสินะ... วันนี้ถือว่าข้าติดค้างเจ้าแล้ว เด็กน้อย...” 

 

“เรียกผู้เยาว์ว่า ซุน จะดีกว่า...” เด็กหนุ่มกล่าวพลางยืนจอกสุรา 

 

“ซุน งั้นหรือ... ไม่มีแซ่?!” สีหน้าของชายชราสงสัยไม่น้อย 

 

เด็กหนุ่ม จึงยอมเล่าว่าแท้จริงแล้ว ตนเองมีสถานะเป็นคนเถื่อน ที่ถูก เหล่าซือ เมตตาชุบเลี้ยงมา... ก่อนจะพบเจอเรื่องโชคร้ายทำให้ เหล่าซือ ถูกกลุ่มโจรจับไป โดย ซุน ได้เลือกที่จะโกหกต่อชายชราไปว่า ตนและเหล่าซือ เผลอไปล่วงรู้ความลับสำคัญของกลุ่มโจรพวกนี้เข้า จึงทำให้ถูกตามล่าตัว... แต่ไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวโดยละเอียดที่เกิดขึ้นในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงออกไป... 

 

“เวลานี้ ผู้เยาว์ จึงออกเดินทางเพียงลำพัง โดยตั้งใจว่าจะออกตามหา สหายของเหล่าซือ เพื่อให้ช่วยเหลือ... แต่ด้วยความบังเอิญในวันนี้ ที่ข้าได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลเกาจาก ซ่งจื่อฮุ่ย ซึ่งหัวหน้ากลุ่มโจรที่จับกุมเหล่าซือของข้าไป ก็บังเอิญมีแซ่เกา และพกพาป้ายเหล็กเช่นเดียวกัน...”  

 

ซ่งไห่เฟิง ถึงกับชะงักจอกสุราที่ริมฝีปาก... 

“แบบนี้เองสินะ เจ้าจึงมีอาการตกใจเช่นนั้น เมื่อหลานสาวข้าเล่าเรื่องของ เกาทงหลิน...” 

 

เด็กหนุ่ม พยักหน้าตอบรับ... 

 

ชายชราได้แต่ถอนหายใจ เพราะรู้ดีว่าตนเองก็คงจะช่วยเหลืออะไร ซุน ไม่ได้มากนัก... ลำพังตระกูลซ่งเอง ก็ยังมิอาจเปรียบวัดกับตระกูลเกาในปัจจุบันได้... เพียงแค่หวนนึกถึงตระกูลเกา ก็รู้สึกเจ็บปวดแขนข้างที่ถูกตระกูลเกาตัดทิ้งขึ้นมาในทันที... 

 

เมื่อบรรยากาศการร่ำสุราเริ่มไม่สู้ดีนัก ซุน จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที... 

“จริงสิผู้อาวุโส... ท่านออกท่องยุทธภพมาค่อนชีวิต คงมีประสบการณ์มากมายที่ข้าไม่อาจจินตนาการ เพื่อแลกเปลี่ยนกับสุราที่ดื่มกินในคืนนี้ ไม่ทราบว่าท่านพอจะเล่าถึงเรื่องราวในยุทธภพ ให้ข้าฟังจะได้หรือไม่?! พอดีข้ามีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่รู้แจ้งแน่ชัด...” 

 

ชายชรา ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับทันที... 

“ข้าเองก็ท่องยุทธภพมาไม่น้อย ถึงแม้จะไม่เคยออกจากทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ แต่ก็คงพอจะช่วยเหลือเรื่องที่เจ้าใคร่รู้ได้...” 

 

“ก่อนหน้านี้ ข้าเคยประมือกับชายคนหนึ่ง ซึ่งชายผู้นั้นเห็นทักษะที่ข้าใช้งาน อันเป็นทักษะเฉพาะที่ข้าเรียนรู้ เรียกว่า [การทรงร่าง]... แต่ชายคนนั้นกลับเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าทักษะของข้า คือพลังจาก [ร่างสถิต] ผู้อาวุโสพอจะทราบหรือไม่ว่าพลัง [ร่างสถิต] นั่นคือสิ่งใด?!” ซุน เอ่ยถามตามตรงไม่อ้อมค้อม... 

 

ในการต่อสู้ที่เส้นทางทิศใต้ ทั้งมือปราบคนอื่น ๆ และมือปราบเฉิน ต่างเข้าใจว่า ซุน มีพลังของ ร่างสถิต ทำให้เจ้าตัวเกิดความสงสัยในเรื่องนั้น... แม้ภายหลังจะสอบถามกับ เฒ่าชีเปลือย แต่ก็ดูเหมือนว่า เฒ่าชีเปลือย จะไม่ทราบเรื่องนี้เช่นกัน เวลานี้ ซ่งไห่เฟิง จึงจะเป็นผู้ที่ทราบคำตอบ... 

 

ซุน ไม่แน่ใจว่าการถูกเข้าใจผิดเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดผลดีร้ายอย่างไรตามมา... ดังนั้นการชักชวนชายชราร่ำสุราในคืนนี้ เด็กหนุ่มก็มีเป้าหมายหลักที่จะทราบให้แน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย... มั่นใจว่ายอดฝีมือเก่าแก่อย่าง ซ่งไห่เฟิง คงมีคำตอบให้กับตนได้ไม่มากก็น้อย... 

 

ชายชรา กดหัวคิ้วลงต่ำ... 

“แน่นอนว่าข้าย่อมรู้... พลังร่างสถิตนั้น มีที่มาอันน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยมันเริ่มต้นมาจาก ตำนานของสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์... เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา เจ้าเองหากได้ศึกษาตำราประวัติศาสตร์มาบ้าง คงจะพบเห็นนามของทั้งสามอยู่เป็นนิจ... เนื่องด้วยทั้งสามเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุด ตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเท่าที่มีการบันทึกมา...” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับ... 

“ทั้งสามคือ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์ ที่สามารถบรรลุชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน... ตำนานกล่าวไว้ว่าทั้งสามคน มีพลังมากพอจะทำลายทวีปทั้งทวีปได้ด้วยซ้ำ เป็นพลังที่ไม่มีมนุษย์คนใดในยุคสมัยนี้ จะสามารถจินตนาการไปถึง แต่ภายหลังก็มีเสียงล่ำลือกันว่าเรื่องราวทั้งหมด มันเป็นเพียงตำนานเรื่องเล่า ที่ถูกแต่งเติมเสริมขึ้นไปจากความจริง...” 

 

ชายชรา เผยรอยยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ 

“นั่นไม่ใช่ตำนาน หรือการถูกแต่งเติมแน่นอน ทุกอย่างล้วนเป็นจริงตามที่ถูกเล่าขาน... พลังของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคนนั้น อยู่ในขั้นภัยพิบัติแห่งดวงดาว ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่แม้แต่ ราชวงศ์ทั้งสาม และสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ยังต้องบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ เพียงแต่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยให้ผู้คนสามัญรับรู้ได้เท่านั้น... 

 

ซึ่งก้นบึ้งของพลังอันไร้เทียมทาน ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามนั้น... เกิดจากพลังของร่างสถิต!!” 

 

“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที 

“พลังของร่างสถิต น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!!” 

 

ชายชราพยักหน้าตอบรับ... 

“ถูกต้อง... พลังร่างสถิตของทั้งสามคนนั้น เกิดจากการประสานร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับสัตว์อสูรในยุคแรกเริ่มอย่าง เทพนักษัตร เป็นสัตว์อสูรโบราณที่ทรงพลังมากที่สุด และเป็นสายพันธุ์ต้นกำเนิดของสัตว์อสูรในใต้หล้า... 

 

หลังการจากไปของ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ก็ไม่ได้ปรากฏมนุษย์ที่มีพลังของร่างสถิตขึ้นมาอีกเลย... ซึ่งตำนานของร่างสถิตเหล่านั้น มันกลับกลายเป็นเป้าหมายของเหล่ายอดฝีมือในรุ่นหลัง!!  

 

พลังของร่างสถิต เนื้อแท้แล้วคือการที่มนุษย์สามารถผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสัตว์อสูร และดึงพลังเฉพาะของสัตว์อสูรสายพันธุ์ที่ตนได้ผสาน ออกมาใช้ได้อย่างอิสระ จนเกิดเป็นรูปแบบการต่อสู้ที่มิอาจฝึกฝนหรือสืบทอดได้... 

 

ด้วยตำนานของสามผู้ยิ่งใหญ่... จึงเกิดวิทยาการค้นคว้าเกี่ยวกับพลังของร่างสถิต ตลอดหลายพันปีหลังจากนั้น เพื่อหาความลับจากพลังอันไร้เทียมทาน และสุดท้ายก็ได้มาประสบความสำเร็จเมื่อราว ๆ สามพันปีที่ผ่านมานี้เอง ยอดฝีมือหลายคนในแต่ละยุคหลังจากนั้น จึงแฝงไว้ด้วยพลังของร่างสถิตแห่งสัตว์อสูร แฝงอยู่ภายในร่าง...” 

 

“!!!!!!!!!!!” ซุน อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ข้อมูลเหล่านี้แน่นอนว่าจะรู้กันเพียงเฉพาะในกลุ่มยอดฝีมือมากประสบการณ์เท่านั้น ไม่มีทางปรากฏในบันทึกหรือตำราที่ถูกควบคุมการเผยแพร่ โดยหน่วยงานของแผ่นดินเพื่อป้องกันความวุ่นวายในภายหลัง... 

“หมายความว่า ผู้ที่มีพลังของร่างสถิต ก็มีโอกาสแข็งแกร่งเทียบเท่าสามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตงั้นหรือ?!” 

 

ชายชรา หัวเราะขึ้นเบา ๆ  

“ไม่มีทางแน่นอน... สามผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา เป็นร่างสถิตของ เทพนักษัตร ที่ยิ่งใหญ่ ราชันย์แห่งสัตว์อสูรยุคแรกเริ่มชนชั้นลมปราณสีรุ้ง ดังนั้นพลังอำนาจที่ผสานร่างจึงยิ่งใหญ่ตามไปด้วย... แต่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีสัตว์อสูรโบราณระดับนั้น หลงเหลืออยู่อีกแล้ว... 

 

ด้วยวิทยาการร่างสถิตในปัจจุบัน ทำให้มนุษย์สามารถผสานเข้ากับสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้... ในเรื่องของขั้นตอนและกระบวนการนั้น ตัวข้าเองก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ จะต้องใช้ชีวิตของสัตว์อสูรแท้ตามธรรมชาติ เป็นเครื่องเซ่นสังเวยในพลังดังกล่าว  

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่สัตว์อสูรแท้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์อสูรสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดิน ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการเป็นร่างสถิตมากกว่าสัตว์อสูรสายพันธุ์แห่งท้องทะเล ถูกตามล่าอย่างหนักหน่วง เกือบจะสูญพันธุ์ในระยะเวลาอันสั้น!! จนทางหน่วยงานราชการแผ่นดิน ต้องออกมาประกาศคุ้มครองด้วยกฎหมาย...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจได้ในทันที... 

“แบบนี้นี่เอง... การทรงร่างของข้า จะปรากฏเงาร่างและกลิ่นอายของสัตว์ร้ายแผ่ล้นออกมาด้วย จึงไม่แปลกเลยที่จะถูกเข้าใจว่านั่นเป็นการผสานร่างมนุษย์กับสัตว์อสูร อันเป็นเอกลักษณ์ของพลังร่างสถิต...” 

 

“น่าจะเป็นเช่นนั้น...” ชายชรากล่าวทั้งรอยยิ้ม 

 

ในคืนนั้น ซุน ก็ยังไต่ถามถึงอีกหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับข้อสงสัยนอกเหนือจากข้อมูลในตำรา ซึ่ง ซุน ไม่เคยมีโอกาสได้เอ่ยถามเรื่องราวเกี่ยวกับยุทธภพ และการฝึกฝนลมปราณเช่นนี้กับ เหล่าซือ มาก่อน... ซึ่งทางด้าน ซ่งไห่เฟิง ก็มิได้ปิดบัง ยอมเล่าอธิบาย ทั้งยังส่วนชี้แนะในอีกหลาย ๆ จุดที่ ซุน ยังไม่รู้แจ้ง จนเรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่ก่อประโยชน์ และเปิดโลกทัศน์ให้กับ ซุน ได้มากพอดู... 

 

เสียงหัวเราะของผู้เยาว์และผู้ชรา ระหว่างร่ำสุรามีเป็นระยะ  

จนทั้งสองหลงลืมไปว่ายังมีคนผู้หนึ่งอยู่ละแวกนี้ด้วย... 

 

“พวกท่านมานั่งทำอะไรกันอยู่นี้?!” หญิงสาว เค้นเสียงเอ่ยถามขึ้น  

 

ทำเอา ซุน และ ซ่งไห่เฟิง ผงะไปเล็กน้อย ไม่อาจอธิบายได้ว่ากำลังลอบแอบดูนางที่กำลังฝึกฝน... โดยเฉพาะฝ่ายเด็กหนุ่ม ที่ดูจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง ในการทำเช่นนี้... 

“ขะ...ข้าแค่นอนไม่หลับ จึงชวนผู้อาวุโสมาร่ำสุราก็เท่านั้นเอง...” 

 

นางกดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย... คล้ายไม่เชื่อถือนัก... 

 

“จื่อฮุ่ย... อาว่าเจ้ารีบไปเปลี่ยนชุดก่อนจะดีกว่า หากยังยืนอยู่เช่นนี้ มันจะดูไม่เป็นการดีสำหรับเจ้าเท่าใดนัก...” ชายชราเค้นเสียงขึ้น ทำให้หญิงสาวเพิ่งจะรู้สึกตัว ว่าตนเองอยู่ในชุดที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าชุดของนางจะมิได้วาบหวิวนัก แต่เพราะความเปียกชื้น ทำให้อาภรณ์เข้ามาแนบชิด เผยสรีระในส่วนต่าง ๆ ของนางอย่างเด่นชัด 

 

ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นในทันที ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าอก และวิ่งกลับไปที่เรือนของตนเอง... ซุน ได้แต่เผยอยิ้มมุมปาก จนเห็นถึงฟันเขี้ยวที่มีประกายเล็ดรอดออกมา สายตาจดจ้องยังเอวที่คอดกิ่ว และสะโพกที่ผายได้รูป ค่อย ๆ วิ่งหนีไปตรงหน้า... 

 

เสียงของชายชรา กระแอมขึ้นในลำคอเล็กน้อย...  

ทำเอาเด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าสะบัด จนกระดูกคอลั่นดัง... 

 

.................................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว