facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 29.ลาดตระเวน

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.8k

ความคิดเห็น : 128

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2563 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
29.ลาดตระเวน
แบบอักษร

29.ลาดตระเวน 

  

               แก้วเจ้าจอมยืนมองรอบกายด้วยความแปลกหูแปลกตาด้วยไม่คุ้นชินกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่น แม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยมาเยี่ยมผู้เป็นพ่อกับแม่ที่ปัตตานีอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยได้เข้ามาสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างจริงจังเลย เธอไม่คิดฝันมาก่อนว่าวันหนึ่งจะต้องได้มาทำงานอยู่ใกล้ๆ กับชาวบ้าน แม้จะไม่คุ้นชินสักเท่าไหร่แต่เธอก็ตั้งใจว่าจะพยายามปรับตัวให้ได้ ชาวบ้านในพื้นที่นี้ล้วนเป็นชาวมุสลิม อาชีพส่วนใหญ่คือการทำไร่ทำสวน โดยเฉพาะการทำสวนยางพาราและการทำสวนผลไม้ เช้าๆ แบบนี้จึงไม่ค่อยเห็นมีใครออกมาจากบ้าน เนื่องจากในเวลาเช้ามืดชาวบ้านจะออกไปกรีดยางกันก่อนจะกลับเข้ามานอนในตอนเช้าตรู่ ผู้กองพนาแบ่งทีมออกเป็นสองทีม โดยแต่ละทีมจะมีคุณหมอไปด้วยหนึ่งคนเพื่อลาดตระเวนตรวจตราความเรียบร้อย ส่วนรถมอเตอร์ไซค์จะจอดเอาไว้ที่หน้าโรงเรียนระดับมัธยมของหมู่บ้านซึ่งมีเจ้าหน้าที่ทหารพราน จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 ดูแลความเรียบร้อยอยู่ แต่ผู้กองพนาก็ยังแบ่งกำลังอีกส่วนเฝ้ารถเอาไว้ด้วย 

               “คุณหมอไปกับทีมผม ส่วนคุณหมออรินไปกับทีมของหมวดเทพนะ เดินตามเส้นทางที่เราใช้ประจำ แล้ววนกลับมาเจอกันที่จุดนี้” ผู้กองพนาแบ่งทีมให้คุณหมอแล้วดึงเอาแก้วเจ้าจอมไปหา อรินก็ยิ่งมองเขาไม่วางตา 

               “ดูเหมือนผู้กองจะเกาะติดพี่ไนเปอร์จังเลยนะ คิดอะไรรึเปล่า” พออรินถาม ผู้กองพนาก็มองเขากลับทันที หากว่าไม่ติดแว่นตาดำอรินคงได้เห็นสายตาดุๆ ของเขาแล้ว 

               “ในที่นี้ผมเป็นผู้บังคับบัญชาและผมก็มีประสบการณ์มากกว่าคุณหมอที่เพิ่งเรียนจบมาแค่ไม่กี่ปี มันไม่เกี่ยวหรอกว่าผมจะเกาะติดใคร แต่ถ้าคุณหมอไม่พอใจล่ะก็ คุณหมอจะไปกับทีมของผม แล้วให้คุณแก้วไปกับทีมของหมวดเทพก็ได้ จะเอาแบบนี้มั้ย” 

               “อริน อย่ามีปัญหา” แก้วเจ้าจอมรีบกระซิบบอกน้องชาย อรินจึงได้แต่มองผู้กองพนากับผู้หมวดเผ่าเทพสลับกัน ในที่นี้คนที่มีความสามารถด้านการรบมากที่สุดก็คือผู้กองพนา ถ้าแก้วเจ้าจอมไปกับเขาเธอจะต้องปลอดภัยมากกว่าไปกับผู้หมวดเผ่าเทพ ด้วยเหตุนี้อรินจึงจำต้องยอมถอยแล้วเดินจากไปกับทีมของผู้หมวดเผ่าเทพอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ไม่ว่าจะยังไงเขาก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้กองพนาเลยแม้แต่น้อย 

               “ผู้กอง อย่าถือสาอรินเลยนะ อรินเขาติดฉันมากแล้วก็เป็นห่วงฉัน เด็กคนนี้จริงๆ แล้วเป็นเด็กที่จิตใจดีมาก แค่งอแงที่ต้องห่างกับพี่สาวเท่านั้นค่ะ” แก้วเจ้าจอมรีบหันมาแก้ต่างให้ อย่างไรเสียผู้กองพนาก็คือผู้บังคับบัญชาของเธอกับอริน ลูกน้องมีเรื่องกับผู้บังคับบัญชาแบบนี้มันเป็นอะไรที่ดูไม่ดีมากๆ  

               “โตขนาดนี้ไม่เด็กแล้วมั้ง การทำงานสายนี้จะเอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ไม่ได้ เรามาที่นี่ก็เพื่อมาทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เพื่อความสงบสุขของประชาชน จะมาทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจ ติดพี่สาวแบบนี้ไม่ได้หรอก” เขาบอกกับเธอก่อนจะส่งสัญญาณมือให้ทีมออกเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดแก้วเจ้าจอมจึงรีบตามเขาไป จะว่าไปสิ่งที่เขาพูดมันก็มีเหตุผล อรินติดใช้อารมณ์ส่วนตัวในการทำงานมากเกินไปเรื่องนี้เธอรู้ดี เมื่อก่อนตอนที่อยู่แม่สอด ผู้กองกรินทร์กับผู้หมวดศิขรินก็เคยตักเตือนอรินเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะเขาสนใจแต่เธอมากกว่าหน้าที่การงานตรงหน้า แต่ตอนนั้นคนที่ต้องร่วมงานด้วยเป็นคนกันเองอย่างผู้กองกรินทร์กับผู้หมวดศิขริน เธอเลยไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่ว่าตอนนี้ ผู้กองพนาไม่ใช่คนกันเองอีกแล้ว อรินจะมาทำตัวแบบนี้กับเขาไม่ได้ และเขาก็คือผู้บังคับบัญชา เขามีสิทธิ์สั่งย้ายอรินไปประจำการที่อื่นได้ทุกเมื่อถ้าอรินทำงานไม่โอเค ไว้เสร็จจากงานนี้เธอค่อยคุยกับอรินใหม่แล้วกัน 

               ทีมลาดตระเวนเดินเท้าลัดเลาะไปตามชายป่าที่เชื่อมติดกับไร่สวนของชาวบ้าน ผืนป่าทางใต้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก แม้แต่สวนผลไม้ของชาวบ้านก็ให้ผลผลิตดีจนแก้วเจ้าจอมตาพราวเลยทีเดียวขณะเดินผ่านสวนเงาะของชาวบ้าน เงาะลูกโตๆ แดงๆ ท่าทางเนื้อคงจะหวาน แต่ก็ทำได้แค่คิด ไม่กล้าไปเด็ดมากินเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ควรทำแบบนี้กับทรัพย์สินของชาวบ้าน 

               “เก็บอาการหน่อยแม่นางไม้ เห็นผลไม้เป็นไม่ได้เลยนะ” ผู้กองพนาหันมาว่าเมื่อเห็นนางไม้แถวนี้จ้องพวงเงาะสีแดงตาเป็นมัน ก่อนหน้านี้เดินผ่านสวนลองกองเธอก็มองแต่ต้นลองกองอย่างตื่นเต้น สงสัยจะไม่เคยเห็นมาก่อน 

               “นอกจากสวนยางพาราแล้ว ชาวบ้านเขาก็ทำสวนผลไม้กันด้วย ถ้าอยากชิมผลไม้สดๆ จากสวนไว้เจอเจ้าของสวนก่อนผมจะซื้อให้ชิม” 

               “ผลไม้สดๆ จากต้น...คงจะหวานกรอบน่าดู” 

               “หวานสู้ผมไม่ได้หรอก” 

               “แหม หยอดเก่งขนาดนี้ลาออกจากตำรวจไปหยอดขนมครกขายดีกว่ามั้ง พ่อขนมหวานเมืองพระ” แก้วเจ้าจอมตวัดหางตาใส่ พ่อขนมหวานเมืองพระของเธอก็เลยหัวเราะออกมาเบาๆ 

               “ชอบจัง พ่อขนมหวานเมืองพระ เมืองเพชรบุรีบ้านเกิดของผมขึ้นชื่อเรื่องขนมหวานมากเลยนะ ถ้าถึงวันหยุดแล้ว...ไปเที่ยวเพชรบุรีกันมั้ย” 

               “ไม่ ฉันกลัวไกด์จะหลอกพาลูกทัวร์ไปทำอย่างอื่นมากกว่าไปเที่ยว” 

               “ว้า เป็นเมียยังไงไม่ยอมไปเที่ยวบ้านเกิดผัว” เขายังคงกระซิบเย้าแหย่เธอ หากแต่สายตาคมก็ยังมองสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อหาสิ่งผิดปกติ เมื่อเห็นอะไรผิดปกติเขาก็จะเดินเข้าไปดูก่อนเป็นคนแรก แล้วถ้าสำรวจแล้วไม่มีอะไรเขาก็จะปล่อยผ่านแล้วเดินนำลูกน้องสำรวจพื้นที่ต่อ 

               “อาทิตย์ก่อนเส้นทางนี้ทหารพรานเพิ่งเดินมาสำรวจ พวกเขาเจอห่อเสบียงอยู่ที่ชายป่าติดกับสวนลองกองก็เลยเก็บเอาไว้ แล้วจากนั้นเส้นทางนี้ก็เลยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาลาดตระเวนบ่อยๆ เพื่อคอยจับตาดูและกดดันคนร้าย” 

               “อาจเป็นห่อเสบียงของชาวบ้านที่มาทำสวนก็ได้นี่คะ” 

               “ไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขาพกข้าวสาร อาหารแห้งมาทำสวนด้วยหรอกนะ นั่นเป็นเสบียงของพวกแนวร่วมแอบเอามาส่งให้ผู้ก่อการร้าย” ผู้กองพนาบอกกับแก้วเจ้าจอม เพื่อสอนให้เธอรู้จักพื้นที่ในแถบนี้ รวมถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ก่อการร้าย 

               “ผู้ก่อการร้ายในพื้นที่แถบนี้จะมีอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มแนวร่วม คนพวกนี้จะยังไม่มีหมายจับ พวกเขาจะใช้ชีวิตกันตามปกติเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่เบื้องหลังพวกเขาจะเป็นคนคอยส่งเสบียงให้คนร้ายอีกกลุ่มที่มีหมายจับ บ้างก็คอยดูต้นทางหรือบางทีก็โรยพวกตะปูเรือใบขัดขวางการจรราจรของเจ้าหน้าที่และเหยื่อ ผู้ก่อการร้ายอีกกลุ่มก็คือพวกที่มีหมายจับแล้ว พวกนี้ส่วนมากจะกบดานอยู่แถวๆ รอยต่อระหว่างป่ากับชุมชม” 

               “อ้าว ทำไมล่ะคะ ถ้ามีหมายจับก็น่าจะหนีไปอยู่ในป่าลึกๆ สิ” 

               “เพราะการอยู่ใกล้ชุมชมมันจะทำให้พวกเขาออกมารับเสบียงจากกลุ่มแนวร่วมได้ง่ายแล้วก็จะได้ติดตามข่าวสารต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ก็จะมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เป็นกลุ่มนักรบ พวกนี้เป็นพวกที่เราต้องระวังให้ดีเพราะพวกเขามีหน้าที่หลักคือการเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ บ้างก็ทำร้ายชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านที่ถูกทำร้ายเข้าใจว่าพวกเขาได้รับอันตรายเพราะเจ้าหน้าที่ปกป้องพวกเขาไม่ได้ ทีนี้ชาวบ้านก็จะไม่มีความมั่นใจแล้วก็เชื่อใจเจ้าหน้าที่อย่างพวกเราจนอาจพลั้งเผลอไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ดังนั้นพวกเราจึงมีหน้าที่อีกอย่างคือการสร้างความมั่นใจและเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน ทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเรามาเพื่อปกป้องพวกเขา ทำงานเพื่อพวกเขาจริงๆ” 

               “นับว่าเป็นนโยบายที่ดีเลยนะคะ คุณพ่อของฉันก็เคยบอกแบบนี้เหมือนกัน แล้วแบบนี้ถ้าพวกคนร้ายเขาร่วมมือกันต่อต้านเจ้าหน้าที่ล่ะ” 

               “ก็...ถ้าร่วมมือกันจริงๆ ก็คงเป็นคนร้ายกลุ่มไม่ใหญ่มาก เอาจริงๆ นะ ความจริงแล้วพวกผู้ก่อการร้ายเขาก็ไม่ได้รู้จักกันหรอก สมมติว่าคุณกับผมเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เรามาจากคนละพื้นที่ พอมาเจอกันวันนี้เราจะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคือผู้ก่อการร้ายจากกลุ่มเดียวกัน เพราะการทำงานของพวกผู้ก่อการร้ายน่ะ เขาจะทำงานแยกกันคนละแผนกเลยนะ เช่นว่าถ้าจะมีการทำระเบิดไปวางเอาไว้ที่ไหนซักที่ ก็จะมีกระบวนการทำงานเกิดขึ้นในหลายๆ ขั้นตอน อย่างกลุ่มนี้เป็นคนทำดินระเบิด อีกกลุ่มทำวงจรไฟฟ้า อีกกลุ่มเตรียมถังระเบิด อีกกลุ่มเป็นคนเอาส่วนประกอบของระเบิดจากกลุ่มต่างๆ มาประกอบ แล้วก็ยังมีกลุ่มเอาระเบิดไปติดตั้ง กลุ่มกดชนวนระเบิด คิดดูสิ กว่าจะมีการก่อเหตุวางระเบิดขึ้นมาแต่ละครั้งพวกคนร้ายจะทำงานกันหลายกลุ่มมากแค่ไหน แล้วแต่ละกลุ่มก็คือไม่มีใครรู้จักกันเลย นี่ก็เลยเป็นอีกปัญหาของเจ้าหน้าที่ที่ไม่อาจสาวไปถึงตัวผู้ก่อเหตุหลักๆ ได้” 

               “ซับซ้อนจัง มิน่าล่ะปัญหาความรุนแรงถึงยังไม่หมดไปซักที” 

               “ไม่หรอก” ผู้กองพนาหันมายิ้มให้กับแก้วเจ้าจอมผ่านผ้าที่ปกปิดใบหน้า “ทุกวันนี้สถานการณ์มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ ไล่หลังไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ชาวบ้านแทบไม่เป็นอันทำมาหากินเลยนะ ผู้ร้ายกับผู้บริสุทธิ์ปะปนกันไปหมด ตอนเช้านั่งดื่มชาอยู่ด้วยกันดีๆ พอตกดึกก็ออกมายิงกัน แต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างมันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบสุข พื้นที่สีแดงค่อยๆ ลดลงไป เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวกันเยอะ สถานที่ท่องเที่ยวบางที่นี่คนแน่นมากเลยนะ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนตอนนี้น่ะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ใครๆ เข้าใจหรอก ที่นี่ธรรมชาติสวย ผู้คนโอบอ้อมอารีแล้ววัฒนธรรมก็น่าศรัทธา อยู่ๆ ไปคุณอาจหลงมนต์เสน่ห์เมืองชายแดนใต้ก็เป็นได้” 

               “ฉันเชื่อค่ะว่าผู้คนโอบอ้อมอารีจริง ดูได้จาก...ตอนเช้าจะมีผู้หมวดสาวคนสวยหิ้วปิ่นโตมาให้คนแถวนี้ทุกวัน เอ...ทำยังไงฉันถึงจะมีหนุ่มหล่อๆ หิ้วปิ่นโตมาฝากทุกเช้าแบบนี้บ้างน้า” 

               “แล้วที่เดินอยู่ข้างๆ เนี่ย หล่อไม่พอรึยังไง” 

               “ไม่ซักนิด” 

               “คิดจะมีชู้งั้นหรอยัยโหดสไนเปอร์” 

               “ก็น่าลอง” 

               ปั้ก! 

               “โอ๊ย!!!” แก้วเจ้าจอมร้องลั่นสวนเงาะพร้อมกับยกมือขึ้นกุมศีรษะเมื่อปลายกระบอกปืนในมือผู้กองพนาเคาะมาที่หมวกกันกระสุนของเธออย่างจังทำเอาเธอมึนไปชั่วขณะ หนอย...ล้อเล่นแค่นี้ทำเป็นจริงจังไปได้ตาแก่บ้า!!! 

               แก้วเจ้าจอมยังไม่ทันจะได้เอาคืนที่ถูกเขาเอาปลายกระบอกปืนเคาะศีรษะเลยก็ต้องข่มใจเอาไว้เมื่อเห็นมีชาวบ้านกำลังเดินเข้ามาในสวน ชาวบ้านรายนี้เป็นหญิงวัยกลางคนในชุดพร้อมลุยงานสวนและรองเท้าบูทคู่ใหญ่ คุณป้าท่าทางใจดีมีท่าทีตื่นๆ ที่เห็นเจ้าหน้าที่หลายนายมาอยู่ในพื้นที่สวนของตัวเอง ผู้กองพนาจึงได้เดินเข้าไปหาคุณป้าท่านนี้ก่อนเป็นคนแรกพร้อมกับดึงผ้าที่ปกปิดใบหน้าออกแล้วยกมือขึ้นไหว้อย่างอ่อนน้อม 

               “สวัสดีครับคุณป้า” เขายิ้มให้อย่างจริงใจ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณป้าท่านนี้ตกใจแม้แต่น้อย “พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มครับ วันนี้ออกลาดตระเวนตรวจดูความเรียบร้อยก็เลยผ่านมาทางนี้พอดี ไม่ทราบว่าสวนผลไม้ที่นี่เป็นของคุณป้ารึเปล่าครับ” 

               “ใช่จ้ะ” คุณป้าตอบ โล่งใจหน่อยที่เป็นเจ้าหน้าที่ ตนก็อายุเยอะแล้วหูตาไม่ค่อยจะดี มองไกลๆ เลยอดกลัวไม่ได้นึกว่าจะเป็นโจรผู้ร้ายเข้า “ป้าจะมาตรวจดูเงาะน่ะว่ามันพอเก็บไปขายได้แล้วยัง พรุ่งนี้จะได้ให้คนมาเก็บ” 

               “ทำไมมาคนเดียวล่ะครับ” 

               “ปกติเป็นลุงกับลูกๆ มาดู แต่วันนี้พวกเขาเข้าไปซื้อปุ๋ยที่ตัวอำเภอกันป้าเลยมาดูแทน”  

               “เงาะสวนคุณป้ามีแต่ลูกแดงๆ ใหญ่ๆ น่ากินทั้งนั้นเลยนะคะ” แก้วเจ้าจอมรีบเดินเข้ามาคุยกับคุณป้าท่านนี้ด้วย แม้ว่าภาษากลางสำเนียงใต้ของคุณป้าจะฟังยากไปหน่อย ก่อนที่เธอจะใช้ข้อศอกสะกิดแขนของผู้กองพนาให้เขาทำตามที่พูดไปเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้กองพนาก็เลยทำตาดุใส่เธอผ่านแว่นตาดำ 

               “เออ...จะเป็นอะไรมั้ยครับคุณป้าถ้าผมจะขอซื้อเงาะในสวนของคุณป้าซักพวงสองพวง...” 

               “พวงสองพวงได้ไงคะผู้กอง ไม่เห็นหรอว่ามากันเยอะ เดี๋ยวไม่อิ่ม” แก้วเจ้าจอมพยักหน้าไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มอีกห้าหกนายที่เดินลาดตระเวนมาด้วยกัน ผู้กองพนาที่ถูกกดดันจากเธอและจากลูกน้องก็เลยต้องหันมาทางคุณป้าเจ้าของสวนอีกครั้ง 

               “ขอซื้อเงาะซักเก้าโล สิบโลครับ” 

               “จะซื้อก็ซื้อได้อยู่นะ แต่ว่าลุงกับลูกป้าไม่อยู่ ไม่มีคนปีนขึ้นไปเก็บให้ พวกคุณตำรวจปีนขึ้นไปเก็บกันเองได้รึเปล่าล่ะ” 

               “ได้ค่ะ” คนอยากกินเงาะรีบตอบพร้อมกับส่งปืนในมือให้ผู้กองพนาช่วยถือให้ จากนั้นก็ดึงผ้าปกปิดใบหน้าออก เผยให้เห็นความสวยงดงามจนคุณป้าเจ้าของสวนอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าตำรวจหญิงคนนี้จะทั้งสวยแล้วก็ขาวผ่องอย่างกับพวกดาราในทีวี ไม่สิ สวยกว่าพวกดาราเสียอีก 

               “น้อยๆ หน่อย เดี๋ยวผมให้คนอื่นปีนไปเก็บให้ เกิดปีนพลาดตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง” 

               “ฉันเป็นนางไม้นะ นางไม้ปีนต้นไม้เก่งอยู่แล้ว เอาน่า รออยู่นี่แหละเดี๋ยวฉันจัดการเอง” แก้วเจ้าจอมยกมือบอกเจ้าหน้าที่ทุกคนว่าเธอจะปีนขึ้นไปเก็บเงาะเอง 

               จากที่ไม่ค่อยจะไว้ใจเธอ แต่พอเห็นท่วงท่าลีลาการปีนต้นไม้ของแก้วเจ้าจอมแล้วผู้กองพนาก็ต้องยอมรับแหละว่าเธอปีนต้นไม้เก่งสมกับเป็นนางไม้จริงๆ เห็นตัวเล็กๆ หน้าหวานๆ แบบนี้ เผลอแป๊บเดียวก็ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้แล้ว ว่องไวอย่างกับลิง 

               “โอ้โห มีอะไรบ้างครับผู้กองที่คุณแก้วเธอทำไม่ได้” ลูกน้องนายหนึ่งที่เคยรู้จักแก้วเจ้าจอมเมื่อสามเดือนก่อนเดินเข้ามาถามผู้กองพนาอย่างขำๆ 

               “กระโดดกัดหูตัวเองมั้ง” ผู้กองพนาตอบขณะเงยหน้าขึ้นมองแก้วเจ้าจอมที่ตอนนี้กำลังนั่งแกะเงาะกินอยู่บนต้น แม้ว่าเงาะต้นนี้จะค่อนข้างสูงแต่กิ่งก็เล็กมาก ถ้าผู้ชายตัวใหญ่ๆ ปีนขึ้นไปคงไม่แคล้วทำกิ่งหักได้ แต่แก้วเจ้าจอมตัวเล็กนิดเดียวเธอเลยสามารถนั่งอยู่บนกิ่งเงาะได้อย่างสบายๆ 

               “นี่! อย่ามัวแต่นั่งกินอยู่บนนั้น รีบเก็บแล้วก็รีบลงมา เดี๋ยวต้องออกลาดตระเวนต่อ...” 

               ปั๊ก!!! 

               เมล็ดเงาะที่แก้วเจ้าจอมเพิ่งคายออกมาถูกปาลงมาใส่หมวกกันกระสุนของผู้กองพนาเต็มๆ จนเหล่าลูกน้องของเขาได้แต่พากันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ คุณหมอแก้วเธอช่างกล้านัก กล้าปาเมล็ดเงาะใส่หัวผู้บังคับบัญชา  

               “นี่!!! รีบลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ คุณหมอแก้วเจ้าจอม!” 

               “ค่าๆๆ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มดุ แก้วเจ้าจอมก็เลิกแกล้งเขาแล้วจึงได้ค่อยๆ ปีนลงมาจากต้นเงาะพร้อมกับเงาะพวงใหญ่ในมือ ซึ่งพอลงมาแล้วเธอก็รีบส่งเงาะที่เก็บได้ให้เจ้าหน้าที่นายอื่นๆ ชิมกัน แล้วจึงเดินมาหาผู้กองพนาเป็นคนสุดท้าย 

               “ผู้กอง แบมือออกมาค่ะ” ผู้กองพนาก็นึกว่าเธอจะส่งเงาะให้เขาบ้าง แต่ที่ไหนได้ พอเขาแบมือไปสิ่งที่วางลงบนมือของเขากลับเป็นลูกงูเขียวหางไหม้ ดีแค่ไหนที่เขาจับคองูตัวนี้เอาไว้ได้ทัน ยัยเด็กบ้านี่! นี่มันงูพิษนะ คิดจะฆ่าผัวรึยังไง 

               “จับน้องเบาๆ หน่อยสิผู้กอง เดี๋ยวน้องเจ็บนะ” ยังจะมาลอยหน้าลอยตาใส่เขาอีก รู้สึกว่าเธอจะเป็นมิตรกับเหล่าสัตว์ป่าซะเหลือเกินนะ ทั้งงูเห่า งูเขียวหางไหม้ ตุ๊กแก แล้วก็กระต่ายป่า ต่อไปไม่ขี่ช้างเดินจูงเสือเลยหรอ 

               “เอาคืนที่ผู้กองตีหัวฉันเมื่อก่อนหน้านี้ค่ะ” กวนประสาทเขาแล้วก็เดินไปพูดจ๊ะจ๋ากับคุณป้าเจ้าของสวนเงาะราวกับรู้จักกันมาก่อน คุณป้าที่โดนมนต์เสน่ห์ของนางไม้เข้าให้ก็เกิดใจดีขึ้นมา นอกจากจะให้เงาะกินฟรีแล้วยังขนเอาลองกอง มังคุดกับทุเรียนมาให้เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชิมด้วยอีก กว่าจะออกมาจากสวนผลไม้ของคุณป้าได้ทุกคนก็ได้ผลไม้ติดเป้กันมาด้วย 

               “ไว้ไปหาแม่แก้มที่ปัตตานีค่อยมาซื้อผลไม้ที่สวนคุณป้าไปฝากแม่แก้มดีกว่า แม่แก้มชอบผลไม้” คนมีเสน่ห์ ใครเห็นใครก็รักว่าอย่างภูมิอกภูมิใจที่เสน่ห์นางไม้ของตนช่วยให้ทุกคนในทีมได้กินผลไม้อร่อยๆ มากมาย พอออกมาจากสวนก็เป็นเขตชุมชน มีบ้านเรือนหนาตาขึ้น ผู้กองพนาเคยมาลาดตระเวนแถบนี้บ่อยจึงคุ้นเคยกับเหล่าชาวบ้านเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มสายแล้วจึงมีชาวบ้านออกมาทำกิจวัตรประจำวันนอกบ้าน 

               นอกจากจะเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยแล้ว อีกหน้าที่ที่ต้องทำก็คือการทักทาย ผูกมิตรกับชาวบ้านเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ให้ชาวบ้านได้รู้สึกเชื่อใจเจ้าหน้าที่และเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ทุกนายเข้ามาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้ รวมถึงช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ด้วย ยามที่ทางชาวบ้านจัดกิจกรรมขึ้นในชุมชนหรือในโรงเรียน เจ้าหน้าที่ก็จะมาร่วมกิจกรรมด้วยเสมอ หรือแม้แต่ยามเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เจ้าหน้าที่ก็จะมาช่วยชาวบ้านด้วย ซึ่งการเข้ามาของเจ้าหน้าที่มันทำให้ชาวบ้านมองเจ้าหน้าที่ในแง่ดีขึ้นกว่าเมื่อครั้งอดีตมาก 

               วันนี้ผู้กองพนาสังเกตได้ว่าชาวบ้านดูจะสนใจทีมลาดตระเวนของเขามากกว่าทุกที จากที่เขาเคยเดินเข้าไปทักทายชาวบ้านก่อน แต่มาคราวนี้กลับเป็นชาวบ้านที่เข้ามาทักทายพวกเขา โดยเฉพาะกับแก้วเจ้าจอมที่ชาวบ้านดูจะชอบเธอมากตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า ยิ่งรู้ว่าเธอเป็นหมอด้วยทุกคนก็มีแต่ชื่นชม เดินผ่านบ้านไหนก็มีแต่คนกวักมือเรียกให้ไปดื่มน้ำดื่มท่า บ้านไหนมีผลไม้ก็เอาออกมาต้อนรับราวกับเธอเป็นลูกหลานที่กลับมาเยี่ยมเยือนทุกคนก็ไม่ปาน 

               “เสน่ห์แรงจริ้ง” เขาว่า ขณะที่เธอเดินสะพายปืนเอาไว้ทางด้านหลังแล้วตั้งอกตั้งใจแกะมังคุดในมือกินเพราะคุณลุงบ้านหลังที่เพิ่มเดินผ่านมาเอามาให้ ตอบแทนที่เธอช่วยตรวจดูอาการของหลานสาวที่เป็นไข้หวัด 

               “ฉันเป็นคนมีเสน่ห์ตั้งแต่เกิด ใครเห็นใครก็รัก” 

               “ขี้โม้” 

               “แม่แก้มบอกว่าฉันเป็นนางไม้น้อย ฉันมีมนต์นางไม้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เวลาฉันอวยพรอะไรให้ใคร ทุกคนจะสมหวังโดยเฉพาะเรื่องความรัก ตอนเด็กๆ ฉันเคยอวยพรเรื่องความรักให้พวกคุณอาด้วย แล้วคุณอาทุกๆ คนก็สมหวังในความรักกัน เลยทำให้ตอนนั้นชอบมีคนมาขอพรเรื่องความรักจากฉันอยู่เรื่อย” 

               “เรื่องจริงหรอ” 

               “จริงมั้ง ก็ทุกคู่ที่ฉันอวยพรให้ ทุกวันนี้ก็ยังเห็นรักกันดี ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองอยู่เลยนะ” 

               “ถ้านางไม้จะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้น แล้วทำไมถึงไม่อวยพรเรื่องความรักให้ตัวเองบ้างล่ะ” พอเขาถาม แก้วเจ้าจอมที่กำลังจะแกะมังคุดอีกลูกเลยชะงักไป ดวงตาที่เคยสดใสแลดูหมองเศร้าลง 

               “คุณพ่อเคยให้ฉันสัญญาว่า ห้ามฉันอวยพรเรื่องความรักให้ตัวเองเด็ดขาด ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว โดยเฉพาะเป็นลูกสาวที่เป็นนางไม้เหมือนกับแม่แก้มคุณพ่อก็เลยหวงมาก เป็นเหมือนของล้ำค่าที่คุณพ่อหวงและไม่อยากเสียไปให้ใคร ฉันก็เลยไม่เคยอวยพรเรื่องความรักให้ตัวเอง เลยเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้นี่แหละ” 

               “ถ้าอวยพรเรื่องความรักให้ตัวเองไม่ได้ งั้นก็อวยพรให้ผมแทนสิ ผมจะได้สมหวังในความรักไง” 

               “จะได้ครองคู่กับหมวดริษาว่างั้น” 

               “จะได้ครองคู่กับเมียของผมต่างหาก เมียผมเขาทิ้งผมไป ผมอยากได้เขาคืน ถ้านางไม้อย่างคุณศักดิ์สิทธิ์จริงงั้นก็อวยพรให้ผมสมหวังในความรักจะได้มั้ย” 

               “ฉัน...” แก้วเจ้าจอมไม่มีอารมณ์จะกินผลไม้แล้ว เธอโยนมังคุดในมือทิ้งก่อนจะดึงผ้าขึ้นมาปิดคลุมใบหน้าเอาไว้แทนเมื่อไม่อยากให้เขาเห็นสีหน้าของเธอในขณะนี้ “นางไม้อย่างฉันให้หวยแม่นด้วยนะจะบอกให้ จับล็อตเตอรี่ขึ้นมาใบไหน ถูกรางวัลทุกใบ อยากลองมั้ย” 

               “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ผมอยากได้เมีย ไม่ได้อยากได้หวย” 

               “พิลึกคน เขามีแต่คนอยากได้หวย” แก้วเจ้าจอมเฉไฉไปเรื่องอื่นไม่ยอมพูดเรื่องพรนางไม้กับเขาอีก ผู้กองพนาก็เลยได้แต่ถอยหายใจออกมา ดูเหมือนว่าเธอจะกำลังปิดกั้นตัวเองจากอะไรบางอย่างอยู่ เหมือนกับว่าเธอมีเรื่องอะไรที่ติดค้างอยู่ภายในใจที่อาจบอกกับใครได้ เฮ้อ! เอาเถอะ เขาจะไม่บีบคั้นเธอก็ได้ บางทีเรื่องแบบนี้ก็ปล่อยให้มันค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปจะดีกว่า อย่างไรเสียตอนนี้เธอก็อยู่กับเขาแล้ว เขารอเธอได้ 

               “ผู้กองนั่นอะไรน่ะ มัสยิดรึเปล่าทำไมมีเด็กๆ เยอะจัง เอ๊ะ! หรือว่าจะเป็นโรงเรียน” แก้วเจ้าจอมที่เงียบไปพักหนึ่งหันมาถามเขาพลางชี้ไปยังอาคารสีครีมขนาดหนึ่งชั้นหลังไม่ใหญ่ ไม่เล็กซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ มัสยิดที่เป็นอาคารสีขาวก่ออิฐถือปูน มีอาคารยอดโดมอยู่ตรงกลางคล้ายกับมัสยิดทั่วไป แต่ที่เธอสงสัยว่าอาจเป็นโรงเรียนก็เพราะที่นี่มีเด็กตัวเล็กๆ อยู่หลายสิบคน ทั้งหญิงและชาย โดยเด็กแต่ละคนแต่งกายคล้ายกับเครื่องแบบของนักเรียน แต่เป็นเครื่องแบบแบบชาวมุสลิม เด็กผู้หญิงสวมฮิญาบ และเด็กผู้ชายก็สวมหมวกกะปิเยาะ 

               “โรงเรียนตาดีกาน่ะ เป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่เปิดสอนในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับมัสยิดในชุมชน โดยที่นี่จะสอนวิชาศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐานให้กับเด็กๆ ในวัยปฐมศึกษา มีหกชั้นตั้งแต่ชั้นหนึ่งถึงหก คล้ายๆ เรียน ป.1 ถึง ป.6 แหละ แต่จะเรียนเฉพาะวิชาศาสนา แล้วก็มีการสอนภาษามลายูด้วยซึ่งแยกออกเป็นสองแบบคือยาวีกับรูมี อ้อ! มีสอนภาษาอาหรับด้วยนะ” 

               “อ๋อ” นี่หรอโรงเรียนสอนศาสนา แก้วเจ้าจอมเพิ่งจะเคยเห็นหลังจากที่เคยได้ยินแต่ชื่อ 

               “เดี๋ยวผมจะพาไปรู้จักกับมูเดร มูเดรเป็นเสมือนกับครูใหญ่ของที่นี่” ผู้กองพนาบอกพลางมองไปยังชายวัยสี่สิบกว่าปีที่นุ่งผ้าโสร่งและสวมหมวกกะปิเยาะ ซึ่งเขากำลังเดินตรงเข้ามาหาทีมของทางเจ้าหน้าที่ ชายคนนี้ยิ้มแย้มขึ้นมาเมื่อเห็นผู้กองพนาคล้ายกับคนที่เคยรู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี 

               “อัสลามูอาลัยกุม” 

               “วาอาลัยกุมมุสลาม” คำทักทายหรือการสลามนี้แก้วเจ้าจอมเคยเห็นจากผู้เป็นพ่อมาบ้างยามที่ต้องออกไปพบปะกับพี่น้องชาวมุสลิม ผู้กองพนามาประจำการที่นี่ก็ปีกว่าๆ เห็นจะได้ จึงไม่แปลกที่เขาจะซึมซับเอาวัฒนธรรมของผู้คนที่นี่มาบ้าง มองๆ เขาไปแก้วเจ้าจอมก็รู้สึกว่าเขามีหลายๆ อย่างที่คล้ายกับพ่อของเธออยู่ 

               “ออกลาดตระเวนหรอครับผู้กอง” อีกฝ่ายถาม ก่อนจะหันมามองทางหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่ด้านหลังของผู้กองพนา แก้วเจ้าจอมที่ทักทายตามวัฒนธรรมท้องถิ่นยังไม่เป็นก็เลยยกมือขึ้นไหว้เขาแทน 

               “นี่คือคุณหมอแก้วเจ้าจอมครับ เป็นแพทย์ที่เพิ่งมาประจำการอยู่ที่ฐานของผม วันนี้ออกลาดตระเวนพอดีผมก็เลยพามาด้วยจะได้รู้จักพื้นที่แล้วก็ชาวบ้าน เผื่อใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ให้คุณหมอช่วยดูอาการได้นะครับ” ผู้กองพนาแนะนำแล้วจึงหันมาทางแก้วเจ้าจอม 

               “มูเดรคือคนที่ดูแลโรงเรียนตาดีกาที่นี่ อย่างที่บอกน่ะ ว่าคล้ายๆ กับเป็นครูใหญ่” 

               “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” แก้วเจ้าจอมไม่รู้จะพูดทักทายอีกฝ่ายอย่างไรดีเพราะมูเดรดูเป็นผู้ใหญ่ที่มีความน่านับถือและน่าเกรงขามมาก สิ่งที่เธอทำได้คือการยิ้มผ่านผ้าคลุมหน้าอย่างจริงใจให้เท่านั้นแล้วก็ค่อยๆ กระดึ๊บๆ เท้ามายืนแอบอยู่ด้านหลังของผู้กองพนาจนเขาอดขำเธอไม่ได้เมื่อเห็นอาการประหม่าของเธอแบบนี้ 

               “ไปเล่นกับเด็กๆ หน่อยมั้ย” 

               “ไม่เอา” เธอรีบตอบทันควัน ไม่ใช่ว่าเกลียดเด็ก แต่เธอเข้ากับเด็กไม่ค่อยจะเก่งมากกว่า แม่แก้มชอบพูดบ่อยๆ ว่าเธอนิสัยเหมือนพ่อ เมื่อก่อนพ่อของเธอก็เข้ากับเด็กไม่เก่ง เรียกว่ากลัวเด็กเลยก็ว่าได้ จนกระทั่งมีลูกนั่นแหละ พ่อของเธอถึงได้เข้ากับเด็กตัวเล็กๆ เป็น 

               “เป็นโรคเข้ากับเด็กไม่ได้น่ะครับ” ผู้กองพนาบอกกับมูเดรจนมูเดรหัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางเธอจะกลัวเด็กมากจริงๆ เพราะพอมีเด็กๆ วิ่งเข้ามาใกล้ๆ แววตาของเธอมันดูประหม่าและดูกังวลเป็นอย่างมาก เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ หมอกลัวเด็ก 

  

 

 

               การออกลาดตระเวนครั้งแรกของแก้วเจ้าจอมนับตั้งแต่ที่มาประจำการอยู่ที่นี่ผ่านไปอย่างราบรื่น ถ้าไม่นับตรงที่ผู้กองพนาไปบอกให้เด็กๆ ในโรงเรียนตาดีกาพากันมาวิ่งเล่นใกล้ๆ เธอจนเธอต้องรีบถอยหนี ผู้กองพนาบอกว่านี่เป็นการลาดตระเวนทั่วไปในพื้นที่ที่ทางฐานของเขารับผิดชอบดูแล ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอะไรมาก มุ่นเน้นที่การพบปะชาวบ้านและเฝ้าระวังการก่อเหตุร้ายมากกว่า ส่วนการลาดตระเวนสุดหินของจริงคือการลาดตระเวนในสัปดาห์หน้าที่จะมีการร่วมงานกับทีมลาซู หน่วยรบพิเศษอีกหน่วยของทางตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งจะเป็นการลาดตระเวนในพื้นที่ป่าเพื่อดัดจับกลุ่มผู้เข้ามาตัดไม้และล่าสัตว์หวงห้าม รวมทั้งยังเป็นเส้นทางขนยาเสพติดอีกด้วย แก้วเจ้าจอมยังไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะได้ไปลาดตระเวนกับเขามั้ย เพราะผู้กองพนาเองก็ยังชั่งใจอยู่ว่าจะให้ใครไปด้วยดีระหว่างเธอกับอริน แต่ก็คาดว่าน่าจะเป็นอรินแหละ เพราะงานหินแบบนี้ผู้กองพนาคงอยากได้หมอผู้ชายไปร่วมทีมมากกว่า แต่ว่า...อรินไม่ค่อยจะกินเส้นกับเขาสักเท่าไหร่ ให้ไปทำงานด้วยกันก็ไม่รู้ว่าจะตีกันตายเปล่า 

               “เป็นยังไงบ้างหมวด” ผู้กองพนาเดินเข้าไปถามผู้หมวดเผ่าเทพที่จุดนัดพบ ซึ่งทีมของผู้หมวดเผ่าเทพเพิ่งเดินทางมาถึงจุดนัดพบก่อนหน้าทีมของผู้กองพนาเล็กน้อย 

               “อริน” แก้วเจ้าจอมรีบวิ่งเข้าไปหาอรินทันทีที่เห็นเขา ทำให้ผู้กองพนากับผู้หมวดเผ่าเทพที่คุยงานกันอยู่ต้องหันไปมองตาม โดยเฉพาะผู้กองพนาที่ดูจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ที่แก้วเจ้าจอมวิ่งไปหาอรินพร้อมกับดึงผลไม้มากมายที่ได้มาจากการลาดตระเวนส่งให้เขา 

               “เงาะหวานมากๆ เลยอรินลองชิมดู มังคุดก็อร่อย มาๆ พี่แกะให้” ท่าทีเอาใจอรินของเธอ ผู้กองพนาเห็นแล้วก็ขัดใจนักจนฟังผู้หมวดเผ่าเทพรายงานการลาดตระเวนคร่าวๆ ไม่เข้าหูเลยแม้แต่น้อย 

               “เขาก็เป็นคนที่ใช้ได้อยู่นะครับผู้กอง” ผู้หมวดหนุ่มบอกหลังจากที่เพิ่งได้ร่วมงานกับอรินมา “ถึงแม้ว่าเวลาอยู่กับคุณแก้วเขาจะเป็นเหมือนเด็กน้อยติดแล้วก็หวงพี่สาว แต่เวลาทำงานเขาก็จริงจัง มีสติและมีเหตุผลมาก เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่อยู่พอตัว รับฟังความคิดเห็นของทุกคนและคารพคำสั่งของผู้บังคับบัญชาด้วย” 

               “หึ!” ผู้กองพนาไม่ได้ตอบอะไร อรินจะทำงานเก่งหรือไม่เก่งเขาไม่สนใจหรอก สิ่งที่เขาสนใจคือ เขาไม่ชอบเวลาที่อรินมาสนิทสนมกับเมียของเขา 

               “แล้วลาดตระเวนกับทีมลาซูผู้กองจะให้คุณหมอคนไหนไปด้วยครับ” 

               “ผมยังไม่ได้คิด ถึงแก้วเขาจะเป็นผู้หญิงแต่เขาก็มีทักษะทางด้านการรบและรู้จักยุทธวิธีต่างๆ ของหน่วยรบเยอะมาก วิชาการดำรงชีวิตในป่าของเขาค่อนข้างใช้ได้เลยล่ะ ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้หญิงผมก็คงตัดสินใจได้ไม่ยาก” 

               “ถ้าตัดสินใจยาก งั้น...ก็ใช้หัวใจช่วยตัดสินสิครับ เมื่อเช้าก็เห็นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กอดเอวกันซะแน่นเลย” 

               “ถ้าหมวดอยากให้ผมใช้หัวใจตัดสิน งั้นหมวดก็ควรกำจัดก้างขวางคอให้ผมก่อน” 

               “ก้างไหนล่ะครับ ก้างหมออรินหรือก้างหมวดริษา” 

               “ทั้งสองก้างเลย ผมไม่อยากให้มีใครมาป่วนความรักของผมกับเมีย” สายตาคมดุมองไปยังแก้วเจ้าจอมกับอรินที่กำลังยืนกินผลไม้อยู่ด้วยกัน มองได้สักพักก็ไม่อาจข่มใจไหวเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมป้อนเงาะให้อริน เขาจึงได้เดินเข้าไปหาคนทั้งคู่ก่อนจะคว้าแขนดึงเธอออกมา 

               “กลับฐาน!” เขาสั่งทุกๆ คนแล้วลากแก้วเจ้าจอมไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดเอาไว้ที่หน้าโรงเรียน อารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่จึงไม่ได้กล่าวทักทายเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่อยู่รักษาความปลอดภัยด้านหน้าโรงเรียน และไม่เปิดโอกาสให้อรินตามมาป่วนด้วยเมื่อผู้หมวดเผ่าเทพช่วยสกัดอรินเอาไว้ให้เขา 

               “ผัวอยู่นี่ทั้งคนยังมีหน้าไปป้อนเงาะให้ผู้ชายคนอื่นอีก” 

               “ใคร” แก้วเจ้าจอมทำหน้าตึงเมื่อเขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แล้ว 

               “ไม่ต้องมาใส่ใจ ผมแค่บ่นเมียผม ไม่เกี่ยวกับคุณ” 

               “อ้าว” ก็แล้วเมียของเขากับเธอมันไม่ใช่คนๆ เดียวกันรึยังไง แก้วเจ้าจอมคิดขณะปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเขา มือเล็กๆ ยื่นมาจะเกาะไหล่เขาแต่ผู้กองพนากลับดึงมือเธอไปกอดเอวของเขาเอาไว้เหมือนกับเมื่อเช้านี้จนเจ้าหน้าที่ทหารพรานพากันแอบมอง ด้วยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับผู้กองพนา และเพิ่งจะเคยเห็นเขาเข้าใกล้ผู้หญิงแบบนี้ น่าเสียดายที่ตำรวจพลร่มหญิงรายนี้ปิดใบหน้าเอาไว้เลยไม่เห็นหน้าตา แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็พอจะเดาออกว่าเธอคงสวยไม่ใช่เล่น 

               รถมอเตอร์ไซค์ขับเรียงแถวออกไปด้วยความเร็วสูงเหมือนกับเมื่อตอนเช้า แต่จะใช้เส้นทางอีกเส้นเพื่อป้องกันการลอบโจมตีจากกลับผู้ก่อการร้ายที่อาจจะมาดักรออยู่ แต่ถึงจะเปลี่ยนเส้นทางก็ยังคงมีวิวสวยๆ จากเขื่อนบางลางให้ได้มอง แก้วเจ้าจอมกระชับกอดเอวคนที่ขับรถอยู่ให้แน่นขึ้นกว่าเดิมก่อนจะโน้มตัวเข้าไปหาเขา 

               “ว้า อดไปบ้านหมวดริษาเลย ไหนๆ ก็ได้ออกมาลาดตระเวนแล้ว เสียใจมั้ยผู้กองไม่ได้ไปไหว้พ่อตากับแม่ยาย” 

               “บ้านหมวดริษาอยู่อีกหมู่บ้าน แต่ถ้าผมอยากจะไปไหว้พ่อตากับแม่ยายของผม ผมจะไปไหว้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี พ่อตาผมเป็น ผบ.ทหารพรานชายแดนใต้อยู่ที่นั่น เอ๊ะ! หรือว่าจะไปไหว้แม่ทัพภาคที่ 3 ที่ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชดี พ่อตาผมมีสองคนซะด้วยสิ” 

               “นั่นคุณพ่อของฉันนะ” 

               “พ่อตาผมต่างหาก” นี่ถ้าไม่เห็นว่ากำลังขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาที่คดเคี้ยวไปมาอยู่ริมเขื่อนบางลางนะเธอจะทุบเข้าให้ ไม่รู้ว่าไปหัดเป็นคนกวนประสาทมาตั้งแต่ตอนไหน หรือว่าอกหักจนเพี้ยน ผู้กองพนาคนที่เคยอบอุ่น สุขุมคนเดินถึงได้หายไป 

  

 

 

               เมื่อกลับมาถึงฐานแก้วเจ้าจอมก็ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นเจ้าเก่าขาประจำกำลังยืนถือปิ่นโตรอรับผู้กองพนาด้วยรอยยิ้มแสนหวาน เพราะวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์สินะก็เลยว่างงานไม่ได้ไปสอนหนังสือเด็กๆ ที่โรงเรียน ถ้าขยันสอนหนังสือเด็กเหมือนขยันมาหาผัวคนอื่นแบบนี้ เด็กๆ ที่โรงเรียนคงได้ความรู้มากโข 

               “ผู้กองคะ” แก้วเจ้าจอมยืนถือปืนกอดอกดูผู้หมวดมาริษาเดินเข้ามาหาผู้กองพนาพร้อมกับเอ่ยเรียกเขาเสียงหวาน หวานจนเธอขนลุกซู่  

               “ไอ้เทพ มานี่” เสียงผู้หมวดศิวะร้องเรียกเพื่อนเมื่อรับรู้ได้ถึงพายุแรงหึงที่กำลังจะตามมา เพราะเขาไม่ได้ไปลาดตระเวนกันทุกคน ขณะที่อยู่เฝ้าฐานเลยรู้ว่าผู้หมวดมาริษามาดักรอผู้กองของเขานานแล้ว 

               “ริษาทำแกงไตปลากับคั่วกลิ้งหมูมาให้ค่ะ กำลังร้อนๆ เลย ผู้กองทำงานมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วมาทานข้าวนะคะ” พอได้ยินแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็เบะปากใส่ทันที นี่มันหน้าที่ของเมียชัดๆ รู้ทั้งรู้ว่าเมียเขายืนหัวโด่อยู่ที่นี่ยังจะมาอ่อยผัวเขาอีก 

               “พี่ไนเปอร์ เราไปกันเถอะ” อรินเดินเข้ามาตาม แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังไม่ยอมตามเขาไปง่ายๆ ซ้ำยังส่งปืนในมือให้อรินด้วยอีก 

               “อรินเอาของไปเก็บก่อนเถอะไป ฝากเอาปืนไปเก็บด้วย ขืนให้พี่ถือปืนเอาไว้ตอนนี้...กลัวว่าจะทำปืนลั่นใส่คน” 

               “ลั่นใส่ใครพี่” 

               “พวกทำผิดศีลกาเมแถวๆ นี้แหละ” 

               “ใคร” อรินยังไม่เข้าใจ เขาก็เห็นแค่ผู้หมวดมาริษามาตื้อผู้กองพนาเท่านั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องดีซะอีก ถ้าสองคนนี้ลงเอยกันได้ผู้กองพนาจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับพี่ไนเปอร์ของเขา 

               “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่ารู้เลย รีบๆ เอาของไปเก็บเถอะเดี๋ยวพี่ตามไป” แก้วเจ้าจอมผลักอรินให้เอาของไปเก็บจนผู้กองพนาหันมามอง แล้วพอเขาหันมามองเธอก็หยิบกล้วยน้ำว้า หนึ่งในผลไม้ที่เหล่าชาวบ้านให้มามาปอกเปลือกอย่างใจเย็น ก่อนที่ริมฝีปากแดงๆ ของเธอจะค่อยๆ จูบลงมาเบาๆ ที่ส่วนปลายของกล้วย แล้วจากนั้นก็อ้าปากงับกินกล้วยอย่างเย้ายวน อ้าปากงับไม่พอ ลิ้นเล็กๆ ยังตวัดเลียกล้วยด้วยอีก ผู้กองพนาเห็นแล้วถึงกับใจไม่ดี เสียวท้องน้อยวูบวาบจนเผลอนึกถึงเรื่องใต้สะดือที่เคยทำกับเธอ ซึ่งตอนนั้นเธอก็ทำแบบนี้กับเขาเหมือนกัน ทำเก่งมากๆ ด้วย ให้ตายสิ! เขาอยากเป็นกล้วยในมือเธอชะมัด 

               “โห กล้วยที่นี่หวานดีแฮะ” แก้วเจ้าจอมที่กินกล้วยน้ำว้าจนหมดลูกว่าขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาหาผู้กองพนาแล้วส่งเปลือกกล้วยใส่มือของเขา “กล้วยจากสวนของคุณป้าเจ้านี้หวานมากเลยนะคะผู้กอง แต่เสียอยู่อย่างเดียว...เล็กไปหน่อยกินไม่อิ่ม ถ้าได้ใหญ่ๆ กว่านี้เหมือนกับอันที่เคยกินประจำก็...คงจะดี” ทิ้งระเบิดแห่งความเสน่หาเอาไว้แล้วแก้วเจ้าจอมก็เดินจากไป โดยที่ไม่รู้ว่าการกระทำของเธอเมื่อกี้นี้มันทำให้ผู้กองพนาคิดดีไม่ได้เลย ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่เรื่องใต้สะดือทั้งนั้น นี่เธอตั้งใจจะยั่วเขาใช่มั้ยแม่เสือสาว 

               ผู้กองพนารีบเดินตามแก้วเจ้าจอมไปทันทีด้วยหลงมนต์เสน่ห์แห่งนางไม้ที่เธอหว่านเอาไว้ แม้ว่าผู้หมวดมาริษาจะร้องเรียกเขาเอาไว้ แต่ด้วยความลืมตัวทำให้เขาเผลอโบกมือไล่ให้เธอกลับไปและไม่สนใจใยดีอะไรเธออีกเพราะผู้หญิงที่เขาต้องการมีเพียงแค่แก้วเจ้าจอมเท่านั้น 

  

 

 

               ผู้กองพนาพยายามตามหาแก้วเจ้าจอมไปทั่วฐาน แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ จะว่าไปกับอรินก็ไม่น่าจะใช่เพราะตอนนี้อรินกำลังนั่งกินมื้อเย็นอยู่กับดาบดำรงที่หน้าห้องพยาบาล ถามจากผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะทั้งสองคนก็บอกว่าไม่เห็นแก้วเจ้าจอมตั้งแต่ที่กลับมาจากลาดตระเวนแล้ว ผู้กองพนายิ่งร้อนใจมากขึ้นเมื่อได้ยินแบบนี้ เขาเดินกลับไปตามหาเธอที่บ้านพักอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเธออีก โทรศัพท์มือถือของเธอยังคงวางอยู่บนเตียงนอนเล็กๆ ที่เป็นระเบียบ เหมือนเธอจะอยู่ที่บ้านพักได้ไม่นานเพราะภายในห้องนอนไม่มีกลิ่นกายหอมๆ ของเธออยู่เลย 

               “ไปไหนกัน” เขาบ่น ไม่กล้าไปถามอริน เพราะดูท่าอรินก็คงจะไม่รู้เรื่องเหมือนกัน หรือถึงรู้อรินก็คงจะไม่ยอมบอกอะไรเขา ผู้กองพนาจึงได้เดินกลับมาที่บ้านพักของตัวเองเพื่อหยิบไฟฉาย จะได้ออกตามหาแก้วเจ้าจอมต่อเพราะนี่ก็เริ่มเย็นแล้ว แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูบ้านพักออก กลิ่นหอมฟุ้งก็อบอวลอยู่ภายในนี้ 

               “แก้ว” เขารีบเรียกหาเพราะจำได้ว่ากลิ่นหอมนี้เป็นกลิ่นกายของเธอ ไม่ผิดแน่ เธอต้องมาที่บ้านพักของเขา ผู้กองพนาคิด พลางสำรวจไปรอบๆ บ้านพักของตัวเอง ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่เห็นเธออยู่ที่นี่แต่ว่า...ที่พื้นห้องน้ำเปียกเหมือนกับมีใครเข้ามาอาบน้ำ เสื้อผ้าของแก้วเจ้าจอมที่อยู่ในตู้เสื้อผ้าหายไป กระโปรงสีขาวยาวๆ ที่เธอใส่ประจำเมื่อก่อนกับเสื้อผ้าลินินแขนกุดสีฟ้าอ่อน...เธอมาอาบน้ำแต่งตัวที่บ้านของเขาจริงๆ ด้วย 

               “หรือว่าจะอยู่ที่ป่าหิ่งห้อย” เขาสันนิษฐานจากตะเกียงเจ้าพายุตรงหน้าต่างที่หายไป ไม่ผิดแน่ เธอต้องไปอยู่ที่นั่นแน่ๆ เขาถึงได้ตามหาเธอที่ฐานไม่เจอ 

               ที่ป่าหิ่งห้อยยังคงบรรยากาศที่เงียบสงบเหมือนเช่นเคย แม้จะเริ่มมืดมิดแล้วแต่ชายป่าอีกฟากของลำธารก็สว่างไสวไปด้วยฝูงหิ่งห้อยนับร้อยนับพันตัวที่กำลังโผบิน ผู้กองพนาที่เพิ่งวิ่งมาถึงหยุดหอบหายใจอยู่กับที่ ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยแต่ก็รีบมองหาแก้วเจ้าจอมแล้ว เขาคิดว่าเธอคงจะมานั่งเล่นอยู่ที่นี่แต่เมื่อมาถึงกลับเจอแต่ตะเกียงเจ้าพายุที่ถูกจุดวางเอาไว้อยู่บนโขดหินข้างลำธาร ส่วนคนที่ถือตะเกียงมาเขากลับเห็นเลยแม้แต่เงา มีเพียงแค่กลิ่นกายแสนหอมของเธอเท่านั้นที่ยังลอยฟุ้งอยู่ 

               “แก้ว!!! แก้วอยู่ที่นี่รึเปล่า” 

               “...” มีเพียงแค่ความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับการเรียกหาของเขา นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่ กำลังเล่นอะไรของเธอกัน หรือว่าเธอโกรธที่ผู้หมวดมาริษามาหาเขาที่นี่ทุกวัน ถ้าเธอโกรธด้วยเรื่องนี้งั้นต่อไปเขาจะสั่งห้ามไม่ให้ผู้หมวดมาริษามาที่นี่อีกก็ได้ 

               “แก้ว! ออกมาหาพี่เดี๋ยวนี้นะ” เมื่อสามเดือนก่อนเธอก็เข้าใจเขากับผู้หมวดมาริษาผิด ยังไม่ทันจะได้ปรับความเข้าใจกันเธอก็มาลืมเลือนเขาไป แล้วครั้งนี้...วันนี้เขามีความสุขมากที่ได้อยู่กับเธอทั้งวัน ได้ไปทำงานด้วยกัน ได้พูดคุย ได้ต่อล้อต่อเถียง แม่นางไม้น้อยของเขาช่างน่ารักและสดใส แม้จะไม่ได้อ่อนโยนเรียบร้อยเหมือนแต่ก่อน แต่การเป็นสไนเปอร์คนนี้ก็ทำให้เขามีความสุขไม่ได้ต่างจากตอนที่เธอเป็นแก้วเจ้าจอมเลย 

               “แก้ว!!!” เสียงเรียกหาของเขาทำให้คนที่นอนกินกล้วยอยู่บนต้นไม้ต้องยื่นใบหน้าเล็กๆ ลงมามอง เพราะกินกล้วยเกือบหมดไปหวีหนึ่งเธอก็เลยเกิดอาการหนังท้องตึง กำลังจะหลับคากิ่งไม้ก็เห็นเขาวิ่งหูตูบมาที่นี่ ทำหน้าตาอย่างกับคนเมียหาย ไงล่ะ! คิดว่าพอมีผู้หมวดมาริษามาหาแล้วเธอจะทุรนทุรายทนไม่ได้อย่างนั้นหรอ ต่อให้เขาจะมีใครอื่นเธอก็ไม่สนใจหรอก แต่ก่อนที่เธอจะไปตามทางของเธอ ขอจับตอนก่อนก็แล้วกัน ให้รู้ไปเลยว่าทีหลังอย่าได้คิดจะมาฟันเธอแล้วทิ้ง!!!  

               “เอ๊ะ! หรือเราฟันเขาแล้วทิ้งวะ” แก้วเจ้าจอมยกมือขึ้นเกาศีรษะก่อนจะมองคนเมียหายทำท่าราวกับโลกจะแตกพรุ่งนี้ 

               ผู้กองพนาเดินไปทรุดกายลงนั่งที่โขดหินริมลำธาร ข้างๆ กับตะเกียงเจ้าพายุที่คนถือมาไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว เขาทอดถอนใจอยู่เพียงลำพังด้วยความรู้สึกอกตรม ไม่เคยรู้สึกจะเป็นจะตายเพราะหลงรักใครแบบนี้มาก่อนเลย ถ้าเธอเป็นนางไม้อย่างที่เธอว่าจริงๆ เขาก็คงโดนมนต์นางไม้เล่นงานเข้าให้จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว 

               “ไปอยู่ที่ไหนกัน สนุกนักหรอแกล้งคนแก่แบบนี้”  

               แปะ!!! เสียงเปลือกกล้วยถูกปาทิ้งลงมาข้างๆ ขณะที่เขายังคงรำพึงรำพันถึงเมียรักอยู่ เปลือกกล้วยน้ำว้าแบบที่แก้วเจ้าจอมเพิ่งกินไปเมื่อก่อนหน้านี้เลย 

               “...ลิงที่ไหนมากินกล้วยอยู่แถวนี้” เขาว่า ก่อนจะมองตามเปลือกกล้วยอีกเปลือกที่ถูกปาทิ้งลงมาข้างล่าง แล้วทันทีที่เขาเห็นลิงตัวที่ว่า จากที่เศร้าๆ อยู่ผู้กองพนาก็ยิ้มออกมาทันทีก่อนจะลุกขึ้นยืน ลิง...ไม่สิ นางไม้แสนสวยต่างหากที่กำลังนอนอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของเขา เธอสวมชุดที่หยิบไปจากตู้เสื้อผ้าของเขาจริงๆ ด้วย แล้วนี่นึกยังไงถึงได้ขึ้นไปนอนกินกล้วยอยู่บนต้นไม้ ข้าวปลาที่โรงครัวมีทำไมไม่ยอมไปกิน 

               “ตามหาตั้งนาน ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่นี่เอง” 

               “ตามหาทำไมฉันออกเวรแล้ว นี่เป็นเวลาพักผ่อนส่วนตัวนะ ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็นู่น ไปหาอรินนู่น หมอนั่นเขาอยู่เวรกลางคืน” 

               “ก็ดี จะได้ไม่มีก้างมาขวางคอ ลงมาได้แล้ว ไปนอนกินกล้วยอยู่บนต้นไม้เป็นลิงเป็นค่างไปได้” 

               “บนนี้วิวสวย ฉันเป็นนางไม้ คืนนี้จะนอนบนต้นไม้” 

               “แล้วนางไม้ไม่หลงป่าอีกแล้วหรอ” 

               “หาทางออกจากป่าได้แล้ว” 

               “ลงมาได้แล้วน่า มามะ ลงมากินกล้วยต่อข้างล่าง” 

               “หืม” แก้วเจ้าจอมอดคิดไปไกลไม่ได้จนแก้วนวลแดงก่ำ “มะ...ไม่กินแล้ว อิ่มแล้ว” 

               “จะลงมาดีๆ หรือจะให้ผมปีนขึ้นไปหา” 

               “ฉันจะนอนบนต้นไม้ผู้กองเดือดร้อนอะไรด้วย แล้วมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ไม่ไปกินข้าวกับแฟนหรอ แกงไตปลากับคั่วกลิ้งหมูเชียวนะ” 

               “อยากกินเมีย เอ้ย! กินข้าวกับเมียมากกว่า ลงมาได้แล้ว ถ้าไม่ลงมาผมจะปีนขึ้นไปหาจริงๆ แล้วนะ” ไม่เพียงแค่ขู่เท่านั้นแต่ผู้กองพนายังทำท่าจะปีนขึ้นไปจริงๆ ด้วย ทำให้แก้วเจ้าจอมที่เอกเขนกอยู่กับกิ่งไม้ต้องรีบลุกขึ้นแล้วหย่อนเชือกเส้นใหญ่ลงมา จากนั้นก็โรยตัวลงมาตามเชือกทั้งๆ ที่ใส่กระโปรงอยู่จนถึงพื้นอย่างปลอดภัย คนที่ขู่จะปีนขึ้นไปหาเธอเลยแสยะยิ้มให้อย่างผู้ชนะ อดขำไม่ได้ที่เธอห้อยกล้วยน้ำว้าเอาไว้กับคอ กินจนจะหมดหวีแบบนี้ท่าจะอิ่มแทนข้าวเย็นแล้ว 

               “ผู้กองมาที่นี่ทำไม นึกว่าอยู่กับหมวดริษาซะอีก” 

               “จะต้องให้บอกอีกกี่รอบว่าพี่ไม่ได้คิดอะไรกับเขา ถามจริงเถอะ ตั้งแต่เกิดมาเนี่ยเคยเจอผู้ชายรักจริงบ้างมั้ย” 

               “เยอะแยะ ทั้งคุณปู่ คุณพ่อ พ่อภู แล้วก็พวกคุณอา ทุกคนมีเมียคนเดียวแล้วก็รักเมียมากด้วย” แก้วเจ้าจอมตอบ “แล้วนี่ผู้กองมาตามหาฉันที่นี่ทำไม ฉันอุตส่าห์หลบมาอยู่ที่นี่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กองกับหมวดริษาไปดินเนอร์แกงไตปลากับคั่วกลิ้งหมูด้วยกันแล้วนะ ป่านนี้เขาไม่งอนแย่แล้วหรอ” 

               “เลิกประชดพี่ซักทีได้มั้ย พี่มันเหมือนคนเจ้าชู้นักรึยังไง แก้วก็รู้อยู่แก่ใจว่าพี่รักแก้วมากแค่ไหน พี่รักแก้ว รักแก้วคนเดียว พี่รักแค่เมียของพี่คนนี้แล้วจะยัดเยียดพี่ไปให้ใครอีก” 

               แก้วเจ้าจอมไม่ตอบนอกจากได้แต่เบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนแก้มแดงๆ ของตัวเองเอาไว้ อยากให้ผู้หมวดมาริษามาได้ยินคำพูดนี้ของเขานัก 

               “จะไปรู้หรอ ก็เห็นเช้าถึงเย็นถึงซะขนาดนั้น” 

               “ถ้าไม่ชอบงั้นต่อไปพี่จะสั่งห้ามไม่ให้เขามาที่นี่อีก” 

               “ยิ่งใหญ่จริ้ง ผบ.กองร้อยที่นี่” 

               “รักเมีย ก็เลยยอมเมียทุกอย่าง” ผู้กองพนายิ้มบอกแล้วรวบเอาแก้วเจ้าจอมเข้ามากอดแนบอก แม้ว่าเธอจะพยายามดิ้นหนีอย่างไรแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ ภาพตอนที่เธอกินแล้วก็เลียกล้วยต่อหน้าเขาเมื่อก่อนหน้านี้มันทำให้เขาพร้อมที่จะทิ้งโลกทั้งใบเพื่อมาหาเธอได้เลย 

               “ที่กินกล้วยเมื่อก่อนหน้านี้น่ะ คิดจะยั่วอะไรพี่ หรือว่า...อยากจะกิน...” 

               “เปล่าซักหน่อย!” แก้วเจ้าจอมหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีก ที่เธอทำไปตอนนั้นแค่อยากยั่วเขาเพื่อให้เขาทิ้งผู้หมวดมาริษามาหาเธอต่างหาก เพื่อความสะใจล้วนๆ ไม่ได้หวังจะให้เขาตามมาป้อนอะไรให้เธอกินทั้งนั้น “วันก่อนลักหลับฉันได้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้กองอยากจะทำยังไงกับฉันอีกก็ได้นะ” 

               “น้อยๆ หน่อย ใครเขาอยากจะไปลักหลับแก้ว เป็นแก้วเองต่างหากที่ดึงพี่ไปหา เอาแต่เรียกหาพี่พี่ก็เข้าใจว่าแก้วอยากก็เลยสนองให้เท่านั้น แล้วจะมาตัดพ้ออะไรกันสุดท้ายแล้วเราก็มีความสุขด้วยกันทั้งคู่ไม่ใช่หรอ” 

               “โอ๊ย! ฉันไม่คุยกับผู้กองแล้ว กลับบ้านไปนอนดีกว่า” เมื่อเถียงเขาไม่ชนะแก้วเจ้าจอมก็จะแอบชิ่งหนีแทน พอคว้าตะเกียงเจ้าพายุได้ก็ก้าวเดินฉับๆๆ กลับไปที่ฐานโดยมีผู้กองพนาเดินตาม 

               แต่ก่อนจะถึงฐานก็ต้องผ่านบ้านพักของเขาก่อน แก้วเจ้าจอมได้แต่แอบมองคนที่เดินตามมาอย่างไม่ไว้ใจ แต่แล้วพอเธอเดินผ่านหน้าบ้านพักของเขา ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เธอคิดนั่นก็คือเธอถูกเขาฉุดเข้าไปในบ้านพักอย่างไม่อาจหลีกหนี แม้ว่าเธอจะพยายามแทงเข่าและเล่นงานเขายังไงแต่เขาก็ต้านรับฝีมือของเธอเอาไว้ได้ตลอด สุดท้ายเธอก็ถูกโจรหื่นกามในคราบตำรวจลากเข้าบ้านพักจนได้ แค่นั้นยังไม่พอเขายังจับเธอใส่กุญแจมือล็อกเอาไว้กับเขาอีก แก้วเจ้าจอมล่ะอยากจะกรี๊ดนัก แต่ก็กลัวคนอื่นจะมาได้ยิน จะโทรเรียกอรินมาช่วย โทรศัพท์มือถือก็วางทิ้งเอาไว้ที่บ้านพักของตัวเอง 

               “เล่นบ้าอะไรของผู้กองกันเนี่ย” เธอว่าอย่างไม่พอใจ เมื่อต้องมายืนเฝ้าเขาอาบน้ำ เพราะมีกุญแจมือล็อกติดกันเอาไว้นี่แหละเธอเลยต้องมายืนดูคนแก้ผ้าอาบน้ำอวดหุ่นล่ำๆ น่าขย้ำด้วยกรงเล็บและคมเขี้ยว ถึงแม้ว่าจะเคยเห็นมาหมดแล้วแต่แบบนี้มันก็เขินเป็นเหมือนกันนะ ยิ่งยามมองไปที่...เออ...ทำไมหมออย่างเธอต้องรู้สึกเขินด้วยเนี่ย ตอนเรียนก็เคยเห็นของคนไข้มาแล้ว ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย แต่ทำไมตอนนี้พอได้มาเห็นของเขาเธอถึงได้รู้สึกสนอกสนใจจนอยากจับอยากลิ้มลองนัก นี่เธอไปได้นิสัยหื่นกามมาจากใครกันล่ะเนี่ย มีที่ไหนกันเห็นผัวแก้ผ้าแล้วเกิดอารมณ์ 

               “พี่รู้ว่าพี่อร่อย แต่จ้องมากๆ แบบนี้พี่ก็เขินเป็นนะ” 

               พรึ่บ!!! ผู้กองพนาโยนผ้าเช็ดตัวที่ใช้แล้วมาใส่เธอเพื่อกลบเกลื่อนลูกชายที่กำลังจะยืนตรงเคารพธงชาติในยามค่ำคืนแบบนี้ 

               “อร่อยตายล่ะ” 

               “ขนาดไม่อร่อยคนแถวนี้ยังไม่อยากจะคายเลย ปะๆๆ อาบน้ำแล้วก็ไปนอน พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า” 

               “จะได้ตื่นแต่เช้าแล้วไปกินมื้อเช้าที่หมวดริษาเอามาฝากใช่มั้ยล่ะ” 

               “พรุ่งนี้พี่จะทำข้าวต้มให้ เราอยู่กินมื้อเช้าด้วยกันที่บ้านนี่แหละจะได้ไม่ต้องไปเจอหมวดริษาเขา” ผู้กองพนาหยิบกางเกงบ็อกเซอร์สีเข้มขึ้นมาสวมเพียงตัวเดียวก่อนจะพาแก้วเจ้าจอมเดินมาที่เตียงนอน ซึ่งเธอดูจะระวังตัวมากราวกับกลัวว่าเขาจะข่มขืนรังแกเธออย่างไรอย่างนั้น 

               “ถึงพี่จะรักแก้วมากแค่ไหน แต่ถ้าแก้วไม่ยอมพี่ก็จะไม่ทำอะไรแก้วหรอกนะ พี่ขอแค่ได้นอนกอดแก้วเอาไว้ก็พอ พี่อยากเป็นพี่พนาคนดีของแก้ว อะไรที่แก้วไม่เต็มใจพี่ก็จะไม่ทำ” 

               “ฉุดฉันมานอนด้วยนี่เรียกว่าฉันเต็มใจแล้วหรอ” 

               “ถ้าไม่เต็มใจก็คงจะดิ้นหนีแล้วก็โวยวายแล้วล่ะ กุญแจมือแค่นี้เอายัยโหดสไนเปอร์แรงควายถึกไม่อยู่หรอก” 

               “ฉันเปล่าเต็มใจนะ ฉัน...” 

               จุ๊บ! ผู้กองพนาก้มลงมาจูบที่หน้าผากของเธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน รอยยิ้มของเขาหวานละมุนจนแทบจะทำให้เธอละลายไหลลงไปกองอยู่กับพื้นและหยุดขัดขืนเขา 

               “ราตรีสวัสดิ์ หลับฝันดี ฝันถึงพี่นะครับแก้วเจ้าจอม...เมียรักของพี่พนา” มือหยาบๆ ที่แสนอบอุ่นยื่นมากุมแก้มของเธอเอาไว้ ปลายนิ้วไล้เบาๆ ที่ข้างแก้วนวลแล้วจากนั้นเขาก็ก้มลงมาจูบที่แก้มของเธออีกทั้งสองข้าง แล้วพอละจูบจากแก้ม เขาก็จูบมาที่ริมฝีปากของเธอซ้ำ ความอบอุ่นและอ่อนโยนของเขาทำให้แก้วเจ้าจอมตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาปลดกุญแจมือออกให้เธอตั้งแต่เมื่อไหร่ จะมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาประคองตัวเธอลงไปนอนกอดบนเตียงพร้อมกับดับไฟแล้ว และนอกจากการนอนกอดเธอ เขาก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นอีกตามที่เขาบอก 

               “ขอพี่นอนกอดเฉยๆ นะ แต่ว่า...ถ้าเกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วอยากจะขย้ำพี่หรือให้พี่ขย้ำล่ะก็...สะกิดได้ทุกเมื่อ” 

               “บ้า!” แก้วเจ้าจอมทุบอกแกร่งที่เปลือยเปล่าของเขาผ่านความมืดจนเขาหัวเราะออกมา 

               “จ้ะ พี่บ้า...บ้ารักเมีย” ผู้กองพนาหอมแก้วเจ้าจอมอีกฟอกใหญ่แล้วกอดเธอนอนแนบอกด้วยความสุขใจ จนแล้วจนรอด วันนี้ก็ยังเป็นวันที่ดีของเขาอยู่ ตั้งแต่เช้าจนค่ำเขามีเธอเคียงข้างกายไม่ห่างหายเลย แม้จะมีทะเลาะกันบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็นับว่าเป็นสีสัน เพราะสุดท้ายแล้วการได้อยู่กับเธอมาทั้งวัน มันก็ทำให้เขามีความสุขที่สุด 

  

 

 

“ผู้หญิงคนนี้กูว่าหน้าคุ้นๆ ว่ะ” กาเซ็มชะโงกหน้ามาดูภาพของหญิงสาวในชุดเครื่องแบบตำรวจพลร่มที่สายของเขาเพิ่งส่งมาให้ชารีฟดู ชารีฟจึงเลื่อนภาพในโทรศัพท์มือถือดูไปเรื่อยๆ อีก ทั้งตอนที่ตำรวจพลร่มหญิงคนนี้ออกเดินลาดตระเวนโดยมีผู้กองพนาตามประกบ ไหนจะตอนที่เธอปีนต้นเงาะในสวนของชาวบ้าน ตอนที่เธอเข้าไปตรวจรักษาโรคให้กับชาวบ้านแล้วก็ตอนที่วิ่งหนีเด็กๆ ในโรงเรียนตาดีกาด้วย ถึงเธอจะปิดหน้าตาเอาไว้ตลอด แต่ตอนที่เธออยู่กับชาวบ้าน เธอจะเปิดใบหน้าออกจนชารีฟได้เห็นใบหน้าหวานสวยจิ้มลิ้มของเธอ 

               “เมียไอ้พนา” เขาว่าขึ้นแล้วหันมามองหน้ากับกาเซ็ม “ตำรวจพลร่มหญิงคนนี้ เป็นคนๆ เดียวกันกับเมียของไอ้พนา คนที่เคยสู้กับมึงเมื่อสามเดือนก่อน” 

               “ถึงว่าสิกูคุ้นหน้าชอบกล” กาเซ็มยกมือขึ้นลูบเคราตัวเองเบาๆ ยังจำได้ดี หญิงสาวร่างบอบบางแต่มีเรี่ยวแรงมหาศาล ที่เคยเล่นงานเขาปางตายคราวนั้น เขากับชารีฟแทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องซมซานแอบหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเสียนาน 

               “อาทิตย์หน้าคนของเราจะใช้เส้นทางในป่าฮาลา-บาลาขนยา กูได้ข่าวมาว่าไอ้พนากับพวกทีมลาซูมันจะไปลาดตระเวนกันพอดีเพราะงั้นเราต้องให้คนของเราเปลี่ยนเส้นทาง ส่วนเส้นทางเดิม...กูจะเอาพวกไปถล่มมัน มึงจะไปกับกูด้วยมั้ยกาเซ็ม” 

               “เรื่องนี้มึงไม่น่าถาม ขอแค่ได้จัดพวกเจ้าหน้าที่ซักศพสองศพ เรื่องสนุกๆ แบบนี้กูเอาด้วยอยู่แล้ว” กาเซ็มตอบชารีฟแล้วมองมายังภาพของแก้วเจ้าจอมอีกครั้ง ขอให้ปฏิบัติการในครั้งนี้เธอมากับพวกผู้กองพนาด้วยเถอะ เขาจะได้เอาคืนให้มันรู้กันไปเลยว่าระหว่างเธอกับเขา ใครกันแน่ที่ฝีมือดีกว่ากัน

 

******************************************************* 

หวังว่าคืนนี้ยัยเปอร์จะไม่เกิดอารมณ์เปลี่ยวขึ้นมาแล้วสะกิดพี่พนาทั้งคืนหรอกนะ ว่าแต่…ใครก็ได้ตอบยัยเปอร์ที ยัยเปอร์ไปได้นิสัยหื่นกามมาจากใคร 

ตอนหน้าพบกับทีมลาซู หน่วยรบพิเศษอีกหน่วยของตำรวจตระเวนชายแดนนะคะ และเราจะไปล่องเรือชมเขื่อนบางลางและเดินป่าฮาลา-บาลา กัน (ป่าในฝันที่ไรท์อยากไป ไปดูนกเงือก) 

**************************************** 

ปล.เนื้อหาช่วงที่มีการกล่าวถึงผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ ข้อมูลตรงนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยตรง และเป็นข้อมูลที่พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถเปิดเผยได้ค่ะ 

ปล.2 ขอบคุณน้องสาวท่านหนึ่งจาก จ.ยะลา (ไม่ประสงค์ออกนาม) นะคะที่ให้ความรู้เกี่ยวกับชาวมุสลิม เพื่อนำมาประกอบการเขียนค่ะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ 

ความคิดเห็น