Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Eight , คดีที่หนึ่ง {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Eight , คดีที่หนึ่ง {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 996

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2563 23:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Eight , คดีที่หนึ่ง {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Eight — คดีที่หนึ่ง 

 

         *ความเดิมตอนที่แล้ว* 

         “ถ้าเช่นนั้นรบกวนบอกหน่อยครับว่าในระหว่างที่เกิดเหตุ พวกคุณทุกคนทำอะไรอยู่ที่ไหน” 

         ------------------------- 

         “ฉันกำลังเปลี่ยนชุดที่ห้องเปลี่ยนชุดด้านหลัง ก่อนหน้านี้พวกคุณบอกว่าเวลาตายคือประมาณ 9 โมง 45 นาทีใช่มั้ยคะ ตอนนั้นฉันโทรคุยกับเพื่อนอยู่พอดีเลยจำได้” 

         ผู้หญิงซึ่งเป็นเพื่อนกับผู้เสียชีวิตกล่าว เธอเบือนหน้าไปทางอื่นเมื่อตอบคำถามของผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาจึงเป็นคิวของผู้ชายที่โวยวายเมื่อครั้นที่ผมเข้ามาในห้องประชุมนี้ครั้งแรก 

         “ผมอยู่ที่ลานจอดรถ ในนี้ไม่มีสัญญาณเท่าไหร่เลยออกไปโทรข้างนอก คุณเช็กประวัติการโทรผมก็ได้ถ้าต้องการ” เขากล่าวเสียงค่อนไปทางห้วน เจ้าตัวโยนโทรศัพท์มือถือลงมาตรงกลางโต๊ะประชุม 

         ผมกวาดสายตาไปมองผู้ชายอีกคนที่ยังเหลืออยู่ 

         “ผะ...ผมอยู่หน้าเวทีครับ ผมเป็นมือใหม่ เพิ่งแสดงได้ไม่นานจึงอยากลองฝึกคนเดียวหน้าเวทีก่อน แถมคืนนี้มีการแสดงด้วย ผะ...ผมไม่อยากประหม่ามากนัก” 

         ข้อมูลที่ว่าคืนนี้จะมีการแสดงนั้นผมทราบมาก่อนแล้ว เนื่องจากเมื่อตอนอยู่บนรถระหว่างทางที่มาที่นี่สารวัตรเป็นคนบอกผม (สายก่อนหน้าสายของเหนือ) และที่ผมทราบอีกอย่างหนึ่งก็คือคนอื่นๆ ในคณะจะมารวมตัวฝึกซ้อมคิวกันในช่วงบ่าย มีแต่พวกเขาทั้งสี่คนเท่านั้น (รวมผู้เสียชีวิต) ที่เป็นนักแสดงหลัก ดังนั้นพวกเขาจึงมาซ้อมกันก่อน 

         แต่ดันเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น 

         ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ มีเพียงทั้งสามคนนี้ 

         “ที่คุณทราบเวลาตอนนั้นได้เป็นเพราะหน้าเวทีมีนาฬิกาติดไว้ใช่มั้ยครับ” เหนือเอ่ย 

         “ครับ” 

         “แสดงว่ามีแค่คุณคนเดียวที่ไม่มีคนยืนยันให้ได้” 

         ถูกอย่างเหนือว่า ทั้งคุณณัทพล (ผู้ชายที่นั่งอยู่) และคุณณิชา (ผู้หญิง) นั้นต่างอ้างว่ากำลังคุยโทรศัพท์ จะจริงแท้หรือไม่นั้นก็ต้องตรวจสอบกันอีกทีหากแต่โดยรวมแล้วพวกเขาล้วนดูมั่นใจว่ามีคนที่ช่วยยืนยันได้ ต่างจากคุณชรินทร (ผู้ชายที่ยืนอยู่) ซึ่งไม่มีใครอยู่ด้วยเลยที่หน้าเวที 

         แต่เพียงแค่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ 

         “ถะ...ถึงผมจะไม่มีคนช่วยยืนยันให้ได้ แต่ว่าผมไม่ได้ทำจริงๆ นะครับ” 

         “ใครๆ ก็พูดได้ ฉันเองก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน” คุณณิชาเอ่ย 

         “ผมเองก็ไม่ได้ทำ ถ้าเทียบกันแล้วลานจอดรถอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุที่สุดเลยด้วยซ้ำ ไม่มีทางเป็นผมหรอก” คุณณัทพลสมทบ เขาใช้ศอกท้าวกับโต๊ะพลางวางคางบนหลังมือสบตากัน 

         เหนือมองหน้าผมคล้ายจะถามความเห็น 

         แต่ผมเพียงวิเคราะห์คำพูดของทั้งสามคนไม่พูดอะไร 

         ไม่ว่าอย่างไรคนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือหนึ่งในสามคนนี้ ไม่น่าเป็นคนนอกไปได้ จุดเกิดเหตุคือทางเดินไปหลังเวที หากเทียบจุดที่ใกล้ที่สุดแล้วก็เริ่มจากห้องแต่งตัว รองลงมาเป็นหน้าเวที และจุดสุดท้ายคือลานจอดรถอย่างที่คุณณัทพลยืนยันก่อนหน้านี้ 

         หากแต่ “คุณเองก็มีสิทธิ์ลงมือได้ เพราะที่นี่กล้องวงจรปิดไม่ทำงาน” ผมกล่าว 

         ที่บอกว่ากล้องไม่ทำงานนั้นไม่ใช่ว่ามีคนปิดระบบหรืออะไร หากแต่เป็นพังต่างหาก ผมสอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นก่อนหน้าจะเข้ามาในห้องนี้เกี่ยวกับกล้องของที่นี่ก็ได้ความว่ากล้องที่ฉายบริเวณจุดเกิดเหตุนั้นพังลง (บริเวณทางเดิน) จึงไม่มีการบันทึกภาพไว้ ส่วนกล้องตัวอื่นก็มีเพียงโถงทางเข้าด้านหน้าของผู้ชมกับในห้องประชุมนี้เท่านั้น 

         นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณณัทพลจึงมีสิทธิ์เป็นคนร้ายได้เช่นกัน 

         ถึงสถานที่จะอยู่ไกล แต่เขาก็สามารถลงมือได้โดยไม่มีใครเห็น 

         แน่นอน รวมถึงอีกสองคนด้วย 

         “แต่ผมมีคนช่วยยืนยันได้นะ พวกคุณเช็กโทรศัพท์ผมสิ” เขาชี้ไปที่โทรศัพท์ของตนบนโต๊ะ สารวัตรจึงพยักหน้าให้หมวดดาวจัดการเรื่องนี้ แน่นอนรวมถึงโทรศัพท์ของคุณณิชาด้วย 

         หมวดดาวออกจากห้องประชุมไป 

         “ค่อยว่ากันเรื่องนั้นหลังตรวจสอบเสร็จแล้วกันนะครับ ตอนนี้มาที่เรื่องความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิตก่อนดีกว่า เริ่มจากคุณณิชา คุณเป็นเพื่อนกับผู้เสียชีวิตใช่มั้ยครับ แต่ท่าทางของคุณไม่ได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็นเลยนะ” 

         ผมเคยบอกว่าเหนือเป็นผู้ช่วยที่ฉลาดมากๆ และนี่คือหลักฐานของคำกล่าวนั้น เหนือถามทุกอย่างที่ผมสงสัยในคราแรกได้โดยที่ผมไม่ต้องถามเอง การมีผู้ช่วยที่ดีจะส่งผลให้รูปคดีสามารถปิดได้เร็วมากยิ่งขึ้น 

         พูดง่ายๆ ก็คือประหยัดเวลาไปได้มาก 

         “เพื่อน? เหอะ ก็ยอมรับนะคะว่าเป็นเพื่อนกันมาก่อนแต่ว่าตอนนี้ฉันไม่นับมันเป็นเพื่อนแล้ว คนที่เคยแย่งแฟนชาวบ้านนี่ควรเรียกว่าเพื่อนเหรอคะ หน้าอย่างมันตายๆ ไปได้ก็ดี” 

         “คุณณิชา ระวังคำพูดด้วยครับ” 

         “เหอะ” นี่เองคือเหตุผลที่เธอไม่ได้ดูเสียใจกับการจากไปของเพื่อนเธอแม้สักนิด เนื่องจากมีเหตุบาดหมางใจกันมาก่อน “แต่ถึงฉันจะเกลียดมัน ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องฆ่ามันสักหน่อย อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้อัมหิตขนาดนั้น” 

         “จะจริงเหรอ แต่เธอก็ทะเลาะกับจิดาภาออกจะบ่อยไม่ใช่หรือไง” คุณณัทพลว่า จิดาภานั้นคือชื่อของผู้ตาย 

         เจ้าตัวรีบสวนกลับเสียงดังในทันที “ก็แค่ทะเลาะ มันถึงขั้นต้องฆ่าเหรอ? ถามตัวเองมั้ยได้ข่าวว่าแอบปลื้มแม่นั่นอยู่นี่ แต่นางไม่รับรักใช่มั้ยล่ะ คงจะเจ็บใจมากเลยฆ่าทิ้งล่ะสิ” 

         “เธอ!” 

         “หยุดได้แล้วครับ” เหนือปราม 

         “ฉันไม่ได้ทำ ฉันยอมรับก็ได้ว่าแอบปลื้มจริงแต่ก็ไม่ได้อยากเซ้าซี้อะไร พวกคุณคงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ใช่มั้ยครับ ถ้าสงสัยผมเพราะเรื่องแค่นี้ผมไม่ยอมแน่นะ” ประโยคหลังนั้นเขาหันมาพูดกับพวกผม ในตอนนี้ผมได้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ จะเหลือก็เพียงแค่คุณชรินทรที่ยังคงเงียบอยู่เท่านั้น 

         เหนือผ่อนลมหายใจเสียงดัง “เฮ้อ ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณณัทพล พวกเราไม่ได้ตัดสินอะไรง่ายๆ แบบนั้นหรอก ตอนนี้รบกวนคุณชรินทรช่วยอธิบายความสัมพันธ์หน่อยครับ” 

         “ผม...ผมเอ่อ...” คุณชรินทรอึกอัก แต่เพียงไม่นานก็พูดต่อ “ผมนับถือเธอเหมือนพี่สาวคนนึงครับ เธอเป็นระ...รุ่นพี่ในคณะนี้” 

         “รุ่นพี่? ใช่เหรอ? ใจจริงแกเกลียดแม่นั่นจะตายไปไม่ใช่หรือไง เพราะแกชอบประหม่าและก็พูดติดอ่างแบบนี้ แกถึงโดนว่าเรื่องพูดไม่รู้เรื่องบ่อยๆ หรือแกจะเถียงว่าไม่จริง?” 

         “คะ...คุณณิชา...” 

         “แกมันน่ารำคาญ” 

         “รบกวนไม่พูดแทรกครับ” ผมกล่าว แม้จะไม่พูดชื่อแต่เธอก็คงทราบดีว่าผมหมายถึงใคร คุณณิชาเบ้ปากแล้วมองไปทางอื่นอย่างเช่นที่เคยทำ ในตอนนี้ผมจึงรีบประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาเพิ่มเติม 

         จากความสัมพันธ์ของทั้งสามคนกับผู้เสียชีวิต ทั้งสามคนล้วนมีแรงจูงใจในการฆาตกรรมทั้งสิ้น แต่แม้จะเป็นแบบนั้นผมก็ยังติดใจเรื่องของ Dying Message อยู่ ตัวเลข 12 / airin / ตัว ถ และ สระ เ นั่นคืออะไร 

         อาจจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของพวกเขาหรือไม่เกี่ยวเลยก็ได้ 

         เธอจะสื่ออะไรกัน และอาวุธที่คนร้ายใช้คืออะไร? 

         “ตามปกติพวกคุณมาซ้อมกันช่วงเช้าเสมอหรือเปล่าครับ” ผมเอ่ยถามขึ้นเมื่อนึกสงสัยบางอย่างได้ บุคคลตรงหน้ามองหน้ากันไปมาก่อนที่คุณชรินทรจะตอบออกมาแผ่วเบา 

         “ผะ...ผมเป็นคนชวนเองครับ ผมอยากได้เวลาซ้อมมากขึ้นจะได้ไม่ตื่นเวทีจึงชวนในกลุ่มพวกเราสี่คน เนื่องจากเป็นเอ่อ...นักแสดงหลัก ผะ...ผมเลยอยากให้ทุกคนมาซ้อมด้วยกัน” 

         “...” 

         “ตะ...แต่ผมไม่ได้ทำนะครับ ผม...ผมแค่อยากให้การแสดงออกมาดีก็เท่านั้น” 

         หากจะอ้างเช่นนั้นก็พอจะฟังขึ้นอยู่ แต่ถ้าคิดในอีกแง่...เขาอาจจะต้องการให้เหลือคนน้อยที่สุดแล้วจัดการก็ได้ คนอื่นในทีมมาช่วงบ่ายจึงเลือกชวนเฉพาะนักแสดงหลักมาตอนเช้าเท่านั้น 

         ที่เลือกชวนทั้งหมดก็เป็นเพราะหากชวนแค่ผู้เสียชีวิตมา นั่นจะน่าสงสัยเกินไป 

         “อ้อ ใช่ จะว่าไปฉันคิดว่าคุณนักสืบควรจะรู้อะไรบางอย่างนะคะ” คุณณิชาเอ่ย 

         “เชิญว่าครับ” 

         “คนที่ทำลายกล้องวงจรปิดน่ะคือคุณณัทพล คิดว่าไงล่ะคะ?” 

         คำพูดของคุณณิชาส่งผลให้ทุกสายตาในห้องประชุมจดจ้องไปที่คุณณัทพลเป็นจุดเดียว ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ทราบข้อมูลที่ค่อนข้างจะสำคัญมากกับคดีนี้ ส่วนคุณณัทพลก็รีบยกมือขึ้นมาโบกปฏิเสธ 

         “เฮ้ยๆๆ อย่าเพิ่งมองผมแบบนั้น ผมทำพังก็จริงแต่ผมมีเหตุผลนะ เรื่องมันตั้งหลายวันมาแล้ว ผมแค่โมโหมากหลังจากทะเลาะกับคนในคณะผมเลยพาลทำลายข้าวของไปเรื่อย แต่ว่าผมก็จ่ายค่าเสียหายนะ พวกเขาจะซ่อมวันไหนก็ไม่รู้ ผมคงไม่เลือกวางแผนอะไรแบบนี้หรอก” 

         ก็เป็นไปได้อย่างที่เขากล่าว ทางคณะจะซ่อมกล้องวงจรปิดเมื่อใดก็ไม่แน่นอน ถึงจะตั้งใจทำลายกล้องก็ใช่ว่าวันที่ก่อเหตุกล้องจะยังใช้งานไม่ได้ หากเกิดการซ่อมก่อนหน้านั้นขึ้นมาก็คงผิดแผนไปเสียหมด 

         ดังนั้นจึงยังไม่สามารถปักใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 

         หากแต่ไม่ว่ายังไงทุกคนที่นี่ก็ล้วนเข้าเค้าทั้งสิ้น 

         หนึ่ง คุณณิชาไม่พอใจเรื่องที่ผู้เสียชีวิตเคยแย่งแฟนเธอ 

         สอง คุณณัทพลอาจไม่พอใจเรื่องที่ผู้เสียชีวิตไม่ตอบกลับความรู้สึกของเขา และเขาก็เป็นคนที่ทำลายกล้องวงจรปิดในส่วนทางเดินไป 

         สาม คุณชรินทรมักจะถูกผู้เสียชีวิตว่ากล่าวเรื่องการพูดเสมอ และเขาเป็นคนที่เอ่ยชวนให้ทุกคนมาซ้อมในช่วงเช้าของวันนี้ 

         หนึ่งในนี้ ไม่ใครก็ใคร 

         “จะว่าไปแล้วพวกคุณก็แต่งตัวแปลกจังเลยนะครับ หน้ากากที่ห้อยตรงคอคืออะไรเหรอ” เหนือคงสังเกตได้ถึงชุดที่ไม่ค่อยคุ้นตาสักเท่าไรนัก นี่คงเป็นชุดที่ใช้สำหรับใส่แสดงจริงในคืนนี้ 

         “หน้ากากนี่พวกเราจะใส่สวมบทบาทเป็นสัตว์ต่างๆ น่ะเลยมีกันคนอัน ส่วนชุดพวกนี้ก็ใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลยเพราะหลังแสดงจบต้องเลอะเทอะมากแน่ๆ” 

         พวกเขาทั้งสามสวมชุดมาสคอตแต่เป็นลวดลายที่ไม่ค่อยได้เห็นสักเท่าไหร่ ถุงเท้าสีแดง และมีหน้ากากสัตว์ที่แตกต่างกันออกไป คุณณิชาเป็นหน้ากากจิ้งจอก คุณณัทพลเป็นหน้ากากเสือ คุณชรินทรเป็นหน้ากากหนู ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นหน้ากากกระต่าย 

         ผมไม่ยืนยัน แต่ผมรู้สึกแปลกๆ กับหน้ากากพวกนี้ ไม่แน่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Dying Message ทั้งสามนั่นก็เป็นได้ 

         ผมใช้เวลาอีกไม่นานมากนักกับการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยทั้งสามคน ในที่สุดผมก็ตัดสินใจปลีกตัวแยกออกมาจากห้องประชุมนั่น ส่วนที่เหลือนั้นเหนือทราบดีกว่าควรจัดการอะไรอย่างไรผมจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าตัว ผมต้องการไปสำรวจที่เกิดเหตุและบริเวณรอบๆ อีกครั้งจึงเลือกแยกออกมาก่อน 

         หากแต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูได้ถึงสามก้าว... 

         “ขอโทษนะคะ คือว่าห้องน้ำ...” 

         เสียงคุ้นหูของคนบางคนที่ผมพามาด้วยส่งผลให้ผมชะงักเท้าและเลื่อนสายตาหันไปมองเธอ คิดฝันกำลังยืนถามตำรวจคนหนึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไรนัก เธอออกมาจากห้องรับรอง คงเพราะต้องการเข้าห้องน้ำ 

         “ห้องน้ำไปทาง...คุณโรม สวัสดีครับ” 

         นายตำรวจคนนั้นกำลังจะตอบเธอหากแต่เขาก็สังเกตเห็นผมซะก่อน คิดฝันหมุนตัวมามองผม จากนั้นเธอก็กะพริบตาถี่ๆ คล้ายตกใจ 

         ไม่มีใครพูดอะไรออกมาหลายนาที 

         “ทางนี้” ผมจึงเลือกพูดเอง 

         ผมนำทางเธอไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก เหตุผลที่ผมทำเช่นนี้ก็เพราะผมกำลังจะไปทางห้องน้ำพอดี ห้องน้ำเป็นทางผ่านของผมนั่นจึงไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรหากผมจะนำทางเธอไปที่นั่น 

         คิดฝันตามมาเงียบๆ จนกระทั่งมาถึงที่หมาย 

         “ขอบคุณค่ะ คุ...พี่โรม” 

         “...” 

         “ฝัน...ขอตัวก่อนนะคะ” 

         แล้วเธอก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำ ผมเพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยกับสิ่งที่เกือบจะได้ยินเมื่อครู่ คล้ายว่าเธอกำลังจะเรียกบางอย่างแต่เธอก็ดันเปลี่ยนคำพูดซะก่อน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาหมวดดาวเพื่อเตือนเธอถึงข้อมูลที่เธอกำลังไปตรวจเช็ก (เรื่องการโทรของสองคนนั้นในช่วงที่เกิดเหตุ) เพื่อให้เธอส่งผลที่ตรวจแล้วมาให้กับผมด้วย 

         ทว่าในตอนนั้นเอง... 

         “ว้าย” เสียงร้องของคิดฝันก็ดังมาจากในห้องน้ำ ผมที่ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนจึงเปิดประตูห้องน้ำหญิงเข้าไปแทบจะทันที 

         “เกิดอะไรขึ้น” ผมเดินเข้าไปหาเธอ 

         “คะ...คือว่าเหมือนจะมีบางอย่างอยู่ด้านในนั้น ฝันได้ยินเสียงก๊อกแกกค่ะ” มือนั้นชี้ไปที่ถังพักน้ำด้านหลังชักโครก ผมก้าวถอยหลังเพื่อให้เธอหลบออกมาก่อน แล้วจึงค่อยๆ เข้าไปยกฝาที่ปิดถังพักน้ำขึ้น 

         ในใจผมพอจะเดาได้อยู่ว่าในนี้มีอะไร สาเหตุที่หาไม่เจอเนื่องจากมาอยู่ที่นี่นี่เอง 

         อาวุธที่ใช้ก่อเหตุ คนร้ายเอามาทิ้งไว้ในนี้ 

         กรรไกรตัดเล็บที่สามารถพับมีดเก็บไว้ด้านในได้ 

         ดูท่าทางคดีนี้จะเดินหน้าเร็วกว่าที่ผมคิด 

         “มันคือ...” 

         “เรียกตำรวจด้านนอก ใครก็ได้” 

 

         Others talk— 

         คิดถึงซึ่งเป็นผู้ค้นพบอาวุธชิ้นสำคัญได้เพียงยืนมองคุณตำรวจและทีมพิสูจน์หลักฐานทำงานเข้าออกห้องน้ำอยู่เบื้องหน้า นับเป็นความโชคดีที่เธอนั้นทำธุระทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว การทำงานจึงไม่ได้กระทบอะไรกับเธอมากนัก เวลานี้เจ้าตัวกำลังลังเลว่าควรกลับไปที่ห้องรับรองหรือว่าควรจะอยู่ตรงนี้ดี 

         จนกระทั่งคุณโรมเดินออกมาจากห้องน้ำ... 

         เธอมองสบสายตาคมกริบและแชเชือนไปทางอื่นดังเช่นที่เคยทำ 

         “คุณโรมครับ ได้เรื่องแล้วจะรายงานนะครับ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่กล่าวกับคนตัวสูงใหญ่ คุณโรมเพียงพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้โต้ตอบใดๆ กลับไป คิดถึงประเมินจากสายตาก็พอทราบได้ว่าคงจะเป็นหน่วยพิสูจน์หลักฐานที่เร่งมือตรวจสอบกรรไกรตัดเล็บเล่มนั้น 

         บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปเป็นความเงียบงัน... 

         แต่ว่าก็เพียงไม่กี่นาที “ตามผมมา” 

         เพราะคุณโรมเอ่ยขึ้น 

         คิดถึงกะพริบตาถี่เล็กน้อยเนื่องจากยังคงงงๆ ว่าคนร่างกำยำหมายถึงตนเองหรือเปล่า หากแต่บริเวณนี้ก็ไม่มีใครที่คุณโรมจะหมายถึงได้อีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงเลือกก้าวตามไป เธอกระชับแว่นตาและหมวกในทุกคราที่มีนายตำรวจเดินสวนมาเนื่องจากว่ากลัวจะมีใครที่จดจำเธอได้ 

         ย่างก้าวของคุณโรมค่อนข้างยาว ดังนั้นเธอจึงต้องเร่งทำเวลาเดินตามเขาให้ทัน 

         จนกระทั่งมาถึงห้องประชุมใหญ่ที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่ 

         “มาพอดีเลยโรม เพิ่งมีรายงานมาเมื่อกี้ว่าพบอาวุธที่ใช้ก่อเหตุแล้ว” 

         สารวัตรกล่าวกับเจ้าตัวที่เปิดประตูเข้ามาด้านในห้อง ผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนเบนสายตามามองเขาโดยที่ไม่ลืมมองคนตัวเล็กซึ่งก้าวตามหลังมาด้วย โรมรู้ว่าคนร้ายตัวจริงต้องมีปฏิกิริยากับการพบอาวุธของตำรวจเป็นแน่หากแต่เขาจะยังไม่สังเกตอะไรในตอนนี้ เนื่องจากต้องแจ้งสารวัตรก่อน 

         โรมส่งสายตาเป็นเชิงให้คิดถึงเดินไปนั่งใกล้ๆ กับเหนือที่มุมห้อง หลังจากนั้นเขาจึงกระซิบอธิบายทุกอย่างให้กับสารวัตรฟัง คิดถึงเป็นผู้พบอาวุธ เธอเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้แล้วแม้จะเพียงน้อยนิดก็ตามเพราะเหตุนั้นเธอจึงอาจมีสิทธิ์ถูกจ้องทำร้ายได้ การที่ให้เธออยู่ที่เดียวกับเจ้าหน้าที่นั่นจะปลอดภัยที่สุด 

         “ผมขอถามได้มั้ยว่าอาวุธที่พบคืออะไร” นายณัทพลเอ่ยขึ้นมาเสียงห้วน เขายกมือขึ้นกอดอกพลางขมวดคิ้ว ไม่ได้สนใจว่าโรมกับสารวัตรกำลังคุยกันอยู่เลย 

         “กรรไกรตัดเล็บที่พับมีดเก็บได้ครับ” 

         เหนือตอบออกมา เขามองคุณโรมเป็นเชิงว่าคุณโรมจะจัดการต่อเองหรือเปล่าหากแต่โรมกลับไม่ได้แสดงออกอะไร เวลานี้โรมคุยกับสารวัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว สายตาคมกริบลากมองปฏิกิริยาของผู้ต้องสงสัยทั้งสามไปทั่วนั่นมากพอจะทำให้เหนือรู้ว่าตอนนี้คุณโรมกำลังจับผิดอยู่ 

         ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องทำ... “อีกไม่นานเราคงทราบรอยนิ้วมือที่อยู่บนกรรไกรตัดเล็บครับ” คือต้อนคนร้ายตัวจริงให้ได้ 

         “กรรไกรตัดเล็บ...ต้องปะ...เป็นของคุณณิชาแน่นอนครับ...ผะ...ผมเห็นเธอพกมันมาด้วยวันนี้” นายชริณทรซึ่งยืนอยู่อีกฝั่งเอ่ยแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่แม้คำพูดจะมีติดขัดบ้างนั่นก็สามารถฟังเข้าใจได้ ผู้ถูกกล่าวถึงรีบลุกขึ้นยืนชี้หน้าเจ้าตัวทันที เธอใช้น้ำเสียงดุดันจนคู่สนทนาสั่นผวา 

         “อย่ามาใส่ร้ายนะ! รู้ได้ยังไงว่าของฉัน อาจจะของคนอื่นก็ได้” 

         “ตะ...แต่ว่า...” 

         “ของเธอนั่นแหละจะของใคร ฉันเองก็เห็นเหมือนกันว่าเธอพกมา พวกเราไม่เคยพกของแบบนั้นอยู่แล้ว อีกอย่างปกติเธอก็ไม่เคยพกกรรไกรตัดเล็บนี่ อยู่ๆ เลือกพกมาวันนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือไง” นายณัทพลกล่าวสมทบนายชริณทรอีกคนหนึ่ง คำพูดที่ว่า ‘ปกติไม่พกกรรไกรตัดเล็บ’ ส่งผลให้เหนือถามออกไปในทันที 

         “ตามปกติคุณณิชาไม่พกเหรอครับ” เพราะนั่นคือสิ่งที่น่าสงสัยมากเลยทีเดียว 

         “ฉัน-” 

         “เธอมักจะยืมจากจิดาภาน่ะ” 

         เหตุนี้นี่เองคุณณัทพลถึงทราบว่าตามปกติคุณณิชาไม่พกกรรไกรตัดเล็บเป็นของตัวเอง เธอคงมักจะยืมจากผู้ตายเป็นประจำจนคนอื่นสังเกตได้ แต่ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น... “แล้วทำไมคุณถึงเลือกพกมาเองวันนี้ครับ” 

         โรมที่นิ่งเงียบอยู่สักพักหนึ่งเอ่ยถาม เขากวาดสายตาประเมินภาษากายของเธอระหว่างที่รอคำตอบ หากปกติแล้วเธอมักจะยืมเพื่อนก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกมาเองเลย เว้นเสียแต่ว่าเธอตั้งใจจะใช้กรรไกรตัดเล็บของเธอเป็นอาวุธในการสังหารผู้ตาย 

         คุณณิชาเดินเข้ามาตบโต๊ะประชุมเสียงดัง 

         “ฉันไม่ได้สนิทกับแม่นั่นแล้ว! อย่าลืมว่ามันแย่งแฟนฉัน ฉันจะไปยืมมันอีกทำไม ที่พวกนี้เห็นว่าฉันชอบยืมน่ะมันนานมาแล้วไม่ใช่ปัจจุบันสักหน่อย ที่สำคัญยืนยันได้แล้วเหรอว่านั่นน่ะคือกรรไกรตัดเล็บของฉัน อาจจะเป็นของใครก็ไม่รู้ก็ได้ หรือต่อให้เป็นของฉันจริงก็ใช่ว่าฉันจะต้องเป็นคนทำสักหน่อย! ข้าวของของพวกเราวางรวมกันตรงล็อกเกอร์หลังเวที ใครจะมาค้นเอาไปใช้ก็ได้จริงมั้ย ฉันก็แค่พกมาเพราะตั้งใจจะตัดเล็บวันนี้แค่นั้นเอง!” 

         “...” 

         ไม่มีใครเถียงกับคำอธิบายนั้นแม้แต่คุณชรินทรหรือคุณณัทพล ข้าวของทุกอย่างถูกวางรวมกัน การหยิบไปใช้เพื่อป้ายความผิดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยแม้แต่นิดเดียว หากแต่ยังมีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่จากคำกล่าวอ้างของคุณณิชา... 

         นั่นก็คือ “ถ้าเป็นตามที่คุณว่าจริง...ว่าคุณไม่ใช่คนร้าย ก็มีโอกาสน้อยนะครับที่คนอื่นจะทราบว่าคุณจะพกกรรไกรตัดเล็บมาวันนี้ และใช้กรรไกรของคุณเป็นอาวุธในการสังหารผู้ตาย” 

         “หา?” คุณณิชาขมวดคิ้วกอดอก เธอเงียบไปพักหนึ่งราวกับใช้ความคิดก่อนจะโพล่งออกมา “ก็อาจจะเป็นการฆาตกรรมที่ไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อนก็ได้ไม่ใช่เหรอ!? ก่อนหน้านี้พวกนี้ก็พูดอยู่ว่าเห็นฉันใช้กรรไกรนี่ อาจจะนึกได้และเอากรรไกรของฉันไปก่อเหตุเพื่อป้ายความผิดให้ฉันก็ได้” 

         “...” อันนี้ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน 

         “ไม่ว่ายังไงก็ตาม พวกคุณหาหลักฐานที่แน่ชัดมาก่อนดีกว่า กรรไกรตัดเล็บนั่นถึงมันจะเป็นของฉันจริงก็ยืนยันอะไรไม่ได้แน่นอนหรอก” 

         “แต่มันก็น่าสงสัยนะ เมื่อวานนี้ก็เป็นวันหยุดของพวกเรา ทำไมเธอถึงไม่จัดการอะไรต่างๆ ให้เรียบร้อย ทำไมต้องมาตัดเล็บวันนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องซ้อมจริงและคงยุ่งมากแน่ๆ เมื่อวานเธอน่าจะเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว ปกติเธอไม่ใช่คนที่สะเพร่าไม่ใช่หรือไง” เป็นอีกคราที่นายณัทพลกล่าวแทรก เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ที่นั่งอยู่พลางโคลงหัวเล็กน้อยคล้ายกำลังจับผิด “ฉันว่าเธอน่ะมีความเป็นไปได้ที่สุดแล้ว” 

         “แก!” 

         “หยุดครับ อยู่ในระหว่างการสืบสวนไม่อนุญาตให้มีการทะเลาะวิวาท ที่คุณควรทำคือตอบคำถามทุกข้อสงสัยต่างหาก” เหนือเอ่ย 

         “เหอะ แล้วใครกันที่เริ่มก่อน” คุณณิชาจ้องหน้านายณัทพลตาขวาง เธอจิ๊ปากเสียงดัง “อยากรู้นักฉันก็จะบอกให้...เมื่อวานฉันไปทำงานพาร์ทไทม์ล่วงเวลามา กะอีแค่เล่นตลกจะไปพอกินพอใช้อะไร ฉันเล่นกีตาร์ที่ร้านอาหารจนถึงดึกดื่น ทำทีก็หลายที่เลยไม่มีเวลาไปจัดการตัวเอง” 

         “...” 

         “พอใจหรือยัง?” 

         ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นของคุณณิชา มีเพียงความเงียบที่เอ่อขึ้นปกคลุมไปทั่วห้องประชุมแห่งนี้ เหนือส่งสายตาไปหาคุณโรมอีกครั้งเพื่อจะถามว่าจะเอาอย่างไรต่อไปในขณะที่เจ้าตัวทำเพียงแค่หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาเบือนหน้ามาสบตากับเหนือด้วยสายตาประมาณว่า ‘ฝากที่นี่ด้วย’ เพียงเท่านั้น และเลือกเดินออกจากห้องประชุมไป... 

         การไปของโรมแบบไม่มีบทสนทนาใดๆ ทั้งสิ้นส่งผลให้ใครหลายคนงุนงงเป็นอย่างมาก (คิดถึงด้วย) เธอนั่งฟังเหตุการณ์ต่างๆ มาสักพักแล้วและเธอก็เป็นคนหัวไว ดังนั้นเธอจึงทราบว่าบุคคลทั้งหมดในห้องนี้เป็นใครหรือพอจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหนือหันมากระซิบกับคิดถึงให้เธอตามคุณโรมไปเนื่องจากเขาไม่สะดวกจะดูแลเธอ (เขาทราบถึงความตั้งใจของโรมที่พาคิดถึงมาที่นี่ได้) คิดถึงจึงปลีกตัวแยกออกมาจากห้องประชุมตามคำกล่าวของเหนือแต่โดยดี 

         ห่างจากคุณโรมเพียงไม่ไกล...คิดถึงแอบลังเลเล็กน้อยว่าจะกลับไปที่ห้องรับรองดีมั้ย 

         เธอไม่อยากกวนคุณโรม ยิ่งเวลานี้คุณโรมกำลังสืบสวนคดีอยู่ การมีเธอใกล้ๆ อาจส่งผลให้เขาทำงานได้แย่ลงได้ แต่ทว่าเธอก็ไม่อยากให้เหนือต้องถูกว่าเช่นกัน เธอไม่มั่นใจว่าหากเธอไม่ตามคุณโรมไป เหนือจะถูกตำหนิทีหลังหรือเปล่า... 

         ลังเลอยู่เกือบนาที 

         สุดท้ายคิดถึงก็เลือกเดินตามคุณโรมไป 

         คนร่างเล็กตั้งใจว่าจะตามเขาไปแบบเงียบๆ และไม่เข้าไปเกะกะใกล้ๆ เด็ดขาด ทิศทางที่คุณโรมเดินไปนั้นคือจุดเกิดเหตุที่มีร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ คิดถึงชะงักเท้าเล็กน้อยเนื่องจากว่าเธอไม่ค่อยพึงประสงค์จะเข้าไปเห็นภาพที่ว่าสักเท่าไหร่ เธอจึงเลือกหยุดยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแทน 

         คุณโรมกำลังนั่งยองลงมองอะไรบางอย่างข้างๆ ตัวผู้ตาย เธอรู้แค่เพียงเท่านั้น 

         ผ่านไปหลายต่อหลายนาทีในที่สุดคุณโรมก็เดินออกจากบริเวณจุดเกิดเหตุ เวลานั้นคิดถึงไม่ได้สังเกตที่เจ้าตัวจึงไม่ทันทราบว่าเขากำลังเดินกลับมาทางนี้ คนร่างกำยำซึ่งเห็นคิดถึงยืนอยู่หยุดฝีเท้าพลันเอ่ย “ทำไมมาที่นี่?” 

         “คะ...คุ...พี่โรม” 

         “...” ราวกับจะพูดอะไรอีกครา นัยน์ตาคมหรี่ลง 

         “ฝัน...คุณเหนือบอกให้ฝันมาหาพี่โรมค่ะ” 

         “...” 

         “ฝันควรกลับ...” 

         “ทางนี้” คุณโรมเอ่ยขัดคนร่างเล็กที่กำลังจะขอปลีกตัวแยกไปก่อน เธอที่ทำอะไรไม่ถูกอีกคราได้แต่เดินตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ คุณโรมพาคิดถึงเดินมาจนถึงห้องรับรองที่เธอเคยอยู่เมื่อครั้งแรก 

         เขาเปิดประตูเดินนำเข้ามาด้านใน 

         คิดถึงเดินตามเข้ามาและนั่งลงที่โซฟาตัวเดิม... 

         “...” 

         “...” 

         ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงคุณโรมที่เดินไปหยิบปากกามาเขียนบางอย่างบนกระดานไวท์บอร์ดแบบเคลื่อนที่ได้ คิดถึงเหลือบสายตามองก็พบว่าเขากำลังเขียนข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นอยู่ มีบางข้อความที่เธอไม่เข้าใจสักเท่าไหร่แต่ว่าเธอก็ยังคงจดจ่ออ่านต่อไปแบบนั้น นาทีนี้เธอเริ่มทราบแล้วว่าคุณโรมคงกำลังใช้ความคิดไขคดีนี้อยู่ ดังนั้นความเงียบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เธอเลือกอยู่เงียบๆ ต่อไปอย่างที่ทำในตอนแรก 

         อดชื่นชมไม่ได้...เซอร์โรมที่ใครๆ รู้จักกัน เขาจริงจังกับงานมากเสียจนสามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจนั้นเลย 

         อีกไม่นานคงสามารถไขคดีได้เป็นแน่ 

         ส่วนเหตุผลที่คุณโรมพาเธอเข้ามาในห้องนี้นั้นก็เนื่องจากว่าเธอจะได้ไม่ต้องเดินไปไหนมาไหนและเธอยังสามารถอยู่ในการดูแลของเขาได้ โรมตั้งใจจะไปดู Dying Message อีกครั้งและเริ่มไขคดีแบบเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นเขาจึงพาเธอมาที่นี่ นับเป็นโชคดีที่ห้องรับรองนี้มีกระดานไวท์บอร์ดอยู่พอดีจึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว 

         12 / airin / ถ + เ 

         คิดถึงจดจ้องกระดานแผ่นกลางที่ถูกเขียน Dying Message เอาไว้อยู่ ในขณะที่คุณโรมกำลังลากเส้นโยงไปมา เธอก็รู้สึกคุ้นกับคำว่า airin แปลกๆ ทั้งๆ ที่เธอเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่านั่นหมายถึงอะไร หากเป็นชื่อคนก็คงพอจะเดาได้อยู่ (ไอริณ) แต่นั่นก็ไม่เมกเซ้นส์สักเท่าไหร่เพราะถ้าหากคำใบ้ง่ายขนาดนั้นคุณโรมเองก็คงพอเชื่อมโยงได้แล้ว 

         คิดถึงรีบหยิบนิตยสารที่อยู่บนโต๊ะตัวเล็กตรงหน้าขึ้นมา เธอหยิบอย่างเบามือที่สุดขณะที่เปิดหาหน้าที่พอจะมีที่ว่างให้เธอเขียนได้ โชคดีที่ห้องรับรองนี้มีปากกาอยู่ด้วยเธอจึงสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ 

         เธอเองก็อยากลองแก้ปริศนานี้ดูเช่นกัน ไม่ว่ายังไงอยู่เฉยๆ เธอก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว 

         มือเล็กเรียวถอดแว่นตาที่สวมอยู่ออกเพื่อการมองเห็นที่ดีขึ้น หมวกที่ปิดศีรษะอยู่นี้ก็เช่นกัน ทุกอากัปกิริยาล้วนเงียบเชียบเพื่อไม่เป็นการรบกวนคุณนักสืบที่ใช้ความคิดอยู่ไม่ไกล เส้นผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเผยให้เห็นต้นคอขาวซึ่งมีปอยผมเล็กๆ หลุดร่วงมาจากด้านบน แม้จะเป็นการเกล้าอย่างไม่ตั้งใจแต่กลับออกมาดูดีเสียจนใครอีกคนที่จับจ้องอยู่มองภาพนั้นไปหลายวินาที 

         คิดถึงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคุณโรมกำลังมองมาทางนี้ 

         “...”

         คนร่างเล็กเอียงคอไปมาเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายหลังจากที่เธอเกล้าผมเสร็จแล้ว เจ้าตัวจรดปลายปากกาลงไปบนกระดาษที่ค่อนข้างลื่นตรงหน้า คำว่า ‘airin’ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกคุ้นๆ กับเธอส่งผลให้เธอวงกลมคำนี้ซ้ำๆ

         ตัวอักษร...

         ความหมาย...

         มีบางอย่างตงิดอยู่ภายในใจ

         คำๆ นี้สามารถเป็นชื่อคนได้อย่างที่เธอเคยคิดไว้ในคราแรก หากแต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดเธอจึงรู้สึกว่ามันไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนั้น คิดถึงเอนหลังพิงกับโซฟาตัวใหญ่ขณะที่ควงปากกาในมือเหมือนทุกครั้งที่กำลังวิเคราะห์อะไรจริงจัง โดยที่ภาพนั้นยังคงถูกจับจ้องโดยโรมนักสืบชื่อดังไม่เปลี่ยนแปลง

         เป็นอีกคราที่เขาได้เห็นมุมมองที่ไม่เคยเห็นของผู้หญิงคนนี้

         Rrrrr

         เสียงโทรศัพท์ของคนร่างกำยำดังขึ้นเตือนสายเรียกเข้า นั่นส่งผลให้ทั้งสายตาของคิดถึงและคุณโรมจับจ้องไปยังจุดๆ เดียวกัน คิดถึงดึงตัวเองกลับมาสนใจเรื่องตรงหน้าขณะที่คนอีกคนปลีกตัวเดินออกมาคุยหน้าห้องรับรอง คนที่ต่อสายถึงเขาคือหมวดดาว คงได้ความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติมมาแล้วจากการที่สารวัตรให้เธอไปตรวจสอบมา

         [รายงานผลการตรวจสอบค่ะ ทั้งคุณณัทพลและคุณณิชามีการติดต่อคุยกับเบอร์อื่นจริงในระหว่างเวลาเกิดเหตุ ทั้งคู่มีพยานยืนยันค่ะ]

         “...”

         [เรากำลังติดต่อไปทางเลขหมายปลายทางเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ตอนนี้จึงมารายงานความคืบหน้าให้ทราบก่อน]

         “อย่าลืมรายงานสารวัตรด้วย”

         [รับทราบค่ะ]

         สายถูกวางไป...

         เวลานี้โรมมีความคิดหนึ่งเข้ามาในใจ ก่อนหน้านี้หลังจากที่ดูปฏิกิริยาของผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนแล้วเขาก็เริ่มจะเอะใจบางอย่าง หากแต่ผลการตรวจสอบที่หมวดดาวเพิ่งรายงานเข้ามานั้นก็ส่งผลให้เขาเอนเอียงไปในทิศทางตรงกันข้ามแทน ถ้าไม่เป็นเพราะเขาคิดลึกเกินไป ก็คงเป็นเพราะคนร้ายใช้ทริคบางอย่างในคดีนี้เป็นแน่

         โรมยังต้องการรู้อีกเรื่อง “ผมมีเรื่องวานให้ทำ” เขาต่อสายหาหมวดดาวอีกครา

         ..................

         คนร่างกำยำกลับเข้ามาในห้องรับรองอีกครั้งเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เขาได้ยินคือเสียงพึมพำของคิดถึง การที่โรมกลับเข้ามาเป็นเรื่องที่คิดถึงไม่ทันได้ตั้งตัว เธอจึงไม่ได้ระวังว่านาทีนั้นกำลังเผลอพูดอะไรอยู่

         ซึ่งใช่... เธอกำลังพึมพำเกี่ยวกับ Dying Message

         “airin ไอริณ...ชื่อ...แปลก...”

         “...” โรมเพียงนิ่งและหรี่ตาลง

          

         Kidteung talks—

         ฉันไม่ได้นึกไว้ก่อนเลยว่าคุณโรมจะกลับเข้ามาในห้องโดยใช้เวลาไม่นาน ใช่แล้ว ฉันเพิ่งสังเกตเห็นเขาเมื่อสักครู่เอง ความจริงฉันไม่ค่อยได้พึมพำอะไรสักเท่าไหร่ (โดยปกติ) เว้นเสียแต่ในเวลาที่จริงจังมากๆ หรือคิดอะไรไม่ออกประมาณนั้น ซึ่งในตอนนี้ฉันเองก็กำลังเป็นแบบนั้นอยู่ คุณโรมไม่ได้กล่าวอะไรแต่ยังคงใช้สายตาคมกริบจับจ้องกันคล้ายสแกนความคิด

         ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคงได้ยินเมื่อสักครู่...

         คุณโรมนิ่งจนฉันใจไม่ดี

         จนกระทั่ง “ชื่อแปลก?” เขาเอ่ยออกมา

         ฉันกะพริบตาถี่นิดหน่อยพลางพยักหน้าลงเล็กๆ ก็คำว่า airin ฉันนึกออกแต่เพียงชื่อคนเท่านั้นเอง แต่ที่บอกว่าแปลกนั้นไม่ใช่ชื่อหรอกแต่เป็นความรู้สึกบางอย่างของฉันต่างหาก คู่สนทนาเดินมาจนถึงกระดานไวท์บอร์ดที่เขาเขียนอะไรต่างๆ ไว้ในตอนแรกก่อนจะจัดการลบพื้นที่บางส่วนออกจนพอจะมีที่ว่างบ้าง

         เพียงแค่สายตา...ฉันก็รู้ตัวแล้วว่าควรเดินไปหาเขา

         คุณโรมหยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำว่า ‘ไอริณ’ ลงไป เขาเองก็ทราบเช่นเดียวกันกับฉันว่านึกถึงชื่ออะไร ฉันเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการยืนยันว่าใช่ จากนั้นเขาจึงถาม “แปลก?” ประมาณว่าแปลกยังไง

         ลังเลนิดหนึ่ง “...ฝันคิดว่ายังมีอะไรมากกว่านี้ค่ะ” เหมือนความคุ้นเคยบางอย่างกำลังบอกเช่นนั้น

         คุณโรมนิ่งไป หากทว่าเพียงไม่นานนักเขาก็ลงมือเขียนใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้คุณโรมเขียนภาษาอังกฤษคำว่า ‘Irin’ ต่อจากเมื่อครู่ นั่นทำให้ความรู้สึกแปลกๆ เมื่อตอนแรกคลายลงไปทันที

         ใช่แล้ว ยังมีบางอย่างมากกว่านั้นหมายถึงแบบนี้นี่เอง

         ในคราแรกฉันอ่านคำว่า ‘airin’ เป็น ‘ไอริณ’ เนื่องจากความเคยชินในการเรียนภาษาญี่ปุ่น (ฉันเรียนโทญี่ปุ่น) ซึ่งจริงๆ แล้วไอริณในภาษาอังกฤษนั้นคือ ‘Irin’ ต่างหาก ในภาษาญี่ปุ่นจะมีการเขียนแบบโรมันจิ (Romanji) ด้วย นอกเหนือจากแบบฮิรางานะ คาตาคานะ และคันจิ ซึ่งเป็นการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษในการเขียนตามเสียง

         ที่ฉันนึกไม่ออกและตงิดใจในคราแรกก็คือต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ) ของคำๆ นี้นี่เอง

         ในภาษาญี่ปุ่นเสียง ‘ไอ’ (I) คือการรวมกันของเสียง ‘อะ’ (a) + ‘อิ’ (i) จึงสะกดด้วย ai เป็น airin

         ดังนั้นหมายความว่าผู้ตาย...เขียนชื่อนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น

         “โรมันจิค่ะ” ฉันกล่าว คุณโรมยื่นปากกามาให้ฉันจึงรับมาโดยอัตโนมัติเพื่อเขียนลงบนบอร์ด “airin เป็นการเขียนแบบภาษาญี่ปุ่น ดังนั้นผู้ตายจึงจะสื่อถึงชื่อนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นค่ะ”

         “...”

         คุณโรมมองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกไปชั่ววูบหนึ่ง ฉันเริ่มรู้ตัวแล้วว่าอาจจะพูดอะไรมากไปหน่อยจึงวางปากกาลงที่ไวท์บอร์ดตามเดิมแทน

         ไม่แน่บางทีคุณโรมอาจจะทราบอยู่แล้วก็เป็นได้...

         บรรยากาศระหว่างเรากลายเป็นเงียบไปแทน ฉันยังคงยืนอยู่ที่เดิมส่วนคุณโรมเองก็เช่นกัน ด้วยความที่ไม่กล้ามองสบตากับเขาฉันจึงเลี่ยงไปมองสิ่งที่เหลืออยู่บนกระดานแทน ยังคงมี Dying Message อีกสองอย่างที่น่าสงสัย ตัวเลข 12 กับตัวอักษรภาษาไทยนี้

         หากผู้ตายนั้นพอจะมีความรู้เรื่องภาษาญี่ปุ่น ตัวเลข 12 นี้จะเกี่ยวข้องกันด้วยหรือเปล่านะ

         “คุณโรมครับ” มีเสียงเรียกมาจากทางประตูห้อง ซึ่งนั่นสามารถเรียกความสนใจของทั้งฉันและคนข้างๆ ได้เป็นอย่างดี คนที่เข้ามาคือนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งโชคดีที่ฉันไม่ได้หันหน้าไปหาเขาแบบเต็มๆ เขาจึงไม่เห็นว่าฉันเป็นใคร คุณโรมเดินไปคุยกับเจ้าตัวโดยที่ยังไม่ได้ออกจากห้อง (คุยตรงประตู) บทสนทนาต่างๆ จึงเข้าหูฉันโดยอัตโนมัติ

         แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงคิดถึงเรื่องคำใบ้ต่างๆ บนกระดานนี้

         12…

         “ตอนนี้เรากำลังตรวจสอบเครื่องแต่งกายของผู้ต้องสงสัยทุกคนเผื่อจะได้หลักฐานเพิ่มเติมบ้างครับ”

         ผู้เสียชีวิตเขียนชื่อ airin (ไอริณ) เป็นการสะกดแบบญี่ปุ่น จะว่าไปแล้วทำไมกันนะ... ชื่อนี้ก็ฟังยังไงก็ดูไปทางสากลมากๆ ทำไมถึงได้เลือกสะกดด้วยตัวอักษรโรมันจิแบบนี้ หากเป็นชื่อญี่ปุ่นเลยยังคงพอจะเข้าใจได้มากกว่า หรือว่าบางทีแล้วคนๆ นั้นจะต้องการสื่อความหมายบางอย่างที่ไม่ใช่ชื่อกัน...

         “ส่วนเรื่องของตกแต่งอื่นๆ เราเองก็กำลังตรวจสอบเช่นกันครับ”

         จริงด้วย หากว่าไม่ใช่ชื่อล่ะ โรมันจิสามารถสลับกันได้มากมายเลยนี่นา

         “a / i / r / i / n” พูดไปพลางฉันก็หยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนตรงส่วนที่ยังว่างอยู่ไปพลาง แอบลืมเรื่องนี้ได้ไปยังไงกันนะ ทั้งที่น่าจะนึกออกตั้งแต่แรกแล้วแท้ๆ

         หากเรียงทั้งห้าตัวใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยที่ยังคงสามารถอ่านในภาษาญี่ปุ่นได้และรู้ความหมาย จะได้ทั้งหมด...

         rinai / niari / nairi / i...

         “รวมไปถึงพวกหน้ากากด้วยครับ หน้ากากเสือ หน้ากากหนู หน้ากากจิ้งจอก หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะรีบมารายงานทันที”

         irani / inari…

         ใช่แล้ว... i n a r i

         ฉันรู้จักคำนี้นี่นา

         ‘inari’ (อินาริ) เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวและความอุดมสมบูรณ์ในญี่ปุ่น ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้มีผู้รับใช้ส่งสาร (เชื่อกันว่า) คือจิ้งจอก จิ้งจอกนั้นเป็นตัวแทนของเทพอินาริซึ่งจากสิ่งที่ฉันเห็นในห้องประชุมและสิ่งที่คุณตำรวจพูดเมื่อสักครู่นั้นก็ทำให้ทราบได้ทันทีว่า Dying Message ของผู้ตายกำลังจะสื่อถึงอะไร

         มีเพียงคนเดียวที่ใส่หน้ากากจิ้งจอก...

         คุณณิชา

         “พี่โรม ฝันรู้บางอย่างค่ะ” ฉันรีบหันไปพูดกับคุณโรมในตอนที่คุณตำรวจคนนั้นกำลังจะไปพอดี โชคดีที่เขาดูเร่งรีบกับการตรวจสอบมากจึงไม่ได้หันกลับมาสังเกตฉันแต่อย่างใด คุณโรมเดินกลับมาที่ไวท์บอร์ด ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันเขียนการเรียงตัวอักษรใหม่ทั้งหมด

         ซึ่งด้านล่างสุดฉันวงไว้ที่คำว่า inari

         “inari?” เขากล่าว

         “อินาริคือเทพเจ้าในประเทศญี่ปุ่นค่ะ และตัวแทนของเทพอินาริคือจิ้งจอก”

         “...”

         “ฝันว่า...”

         “12 จิ้งจอก...” คุณโรมหยิบปากกาไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนตรงส่วนที่ว่าง ฉันกำลังจะบอกว่าอาจเป็นคุณณิชาหากแต่เขาดันเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน คุณโรมกำลังสงสัยตัวเลข 12 เช่นเดียวกับที่ฉันสงสัยในคราแรกไม่มีผิดเลย ตอนนี้สามารถไขปริศนา airin ได้แล้ว ดังนั้นตัวเลข 12 กับคำว่าจิ้งจอกคงจะง่ายขึ้นกว่าตอนแรกมากสำหรับเขา

         และใช้เวลาเพียงไม่นานคุณโรมก็ขีดค่าคำว่า 12 จิ้งจอก ออก

         คล้ายกับว่าเขาแก้ปริศนาได้แล้ว

         ใช่แน่ๆ เพราะตอนนี้เจ้าตัวกำลังมองไปยังคำใบ้สุดท้ายแทน... ถ และ สระ เ

         คุณโรมเก่งมากจริงๆ ...ฉันยังเดาไม่ออกเลยว่า 12 จิ้งจอกหมายความว่าอย่างไร

         “ทั้งสามอย่างอาจเชื่อมกันก็ได้ค่ะ” ฉันเอ่ย เนื่องจากคุณโรมสามารถแก้สองคำใบ้แรกได้แล้ว คำใบ้ที่สามอาจจะเชื่อมกันด้วยแง่ใดแง่หนึ่งก็เป็นได้ คุณโรมนิ่งไปแต่สายตาเขากำลังแสดงออกว่าเขาวิเคราะห์อย่างหนัก

         จนกระทั่ง... ถ เ 

         เขาขีดค่ามัน

         “คุณ”

         คุณโรมแก้ปริศนาทั้งหมดได้แล้ว

         “คะ?” และเขาเรียกฉันด้วย เกือบลืมไปเลยว่าคุณโรมใช้สรรพนาม ‘คุณ’ กับฉัน

         เจ้าตัวก้าวเท้าเข้ามาก้าวหนึ่ง ความนิ่งของเขาส่งผลให้ฉันประหม่าไปหลายวินาทีเลย

         “ไม่ยักรู้ว่าคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขนาดนี้” 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

เม้ามอยทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

อิพิโรมอย่าต้อนน้องงงงง แหม่ ไขปริศนาได้ปุ๊บต้อนน้องเลยนะ ใครช่วยพี่แก้คำใบ้ เด๊ะๆ ตอนหน้าเฉลยปมคดีนะค้าบ เจอกานนน หอมหัวๆ ขอบคุณทุกคอมเมนต์เลยคับ รัก <3 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น