ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

50/เหนื่อยเกินไปไหมหัวใจ

ชื่อตอน : 50/เหนื่อยเกินไปไหมหัวใจ

คำค้น : ตอนที่50

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2563 20:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
50/เหนื่อยเกินไปไหมหัวใจ
แบบอักษร

มหาสมุทร Part 

“มึงเป็นไงมั่งวะมาหมกตัวอยู่นี่ตั้งหลายเดือนแล้วป้าแววกับไอ้ฟ้ามีวี่แววใจอ่อนให้บ้างรึยัง เห็นไอ้เขื่อนบอกว่าทุกวันนี้ป้าแววก็ยังไม่ต้อนรับมึงเหมือนเดิมไม่ใช่เหรอ แล้วน้องกูเป็นยังไงบ้างทำไมรู้สึกว่ามันดูเนือย ๆ ไปวะ ขนาดวันนี้ขึ้นบ้านใหม่แท้ ๆ มันยังดูไม่สดใสเท่าที่ควรจะเป็นเลยมีอะไรที่กูต้องรู้ไหม” 

“อืม แต่ก็อย่างว่าแหละปีก่อนน้องผ่านการสูญเสียมาเยอะทุกอย่างคงต้องใช้เวลาหน่อย ส่วนเรื่องความคืบหน้าก็ตามนั้นแต่ไม่เป็นไรกูรอเก่งรอไปเรื่อย ๆ ขอแค่ไม่ตะเพิดกูออกจากบ้านพักก็พอแล้ว มึงล่ะเป็นไงบ้างตกลงพาน้าอ้อมมาขึ้นบ้านใหม่หรือจะให้น้าอ้อมไปขอเมียให้มึงกันแน่ กูเห็นแวบ ๆ เมื่อกี้เหมือนว่าแฟนมึงจะพาพ่อแม่เขามางานด้วยไม่ใช่เหรอ  

“อย่าบอกนะว่าถือโอกาสแนะนำสองครอบครัวให้รู้จักกันน่ะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นมึงควรระวังตัวบ้างก็ดีฤทธิ์เดชน้องมึงมีน้อยซะที่ไหน” แวบหนึ่งแววตาของไอ้เวย์มีแต่ความกังวลขึ้นมา มันรีบหันไปมองน้องชายที่กำลังอุ้มส้มโอเดินเข้าไปในบ้านหลังใหม่ บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยวันที่ 9 กุมภาพันธ์ถึงเป็นฤกษ์งามยามดีที่ครอบครัวนี้จะได้มีพิธีมงคลกับเขาบ้าง  

“ชีวิตที่เหลืออยู่กูมีเพียงน้องชายคนเดียวเท่านั้นที่เป็นห่วงที่สุด เป็นคนที่กูคิดว่ากูจะใช้ชีวิตที่มีอยู่เพื่อปกป้องดูแลเขาอย่างที่พ่อบอกไว้ แต่ในวันหนึ่งพอกูเห็นว่ามีใครบางคนสามารถดูแลปกป้องเขาได้ดีไม่น้อยไปกว่ากู กูก็สบายใจและพร้อมจะวางอุ้งมือของน้องชายกูไว้ที่เขาแล้ว มึงล่ะพร้อมจะเป็นคนนั้นรึยังน้ำ” 

“กูว่ามึงควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของมึงมอบให้กับคนที่รักมึงและมึงเองก็รักเขาจริง ๆ ดีกว่าเวย์ ส่วนชีวิตของขอบฟ้านั่นคือหน้าที่ของกูและหน้าที่นี้ก็เป็นของกูมานานแล้ว” 

“หึหึ นี่เป็นโอกาสครั้งที่สองของมึงและอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดล่ะเพื่อน” พี่ชายของคนที่ผมรักเขามองสบตาผมนิ่ง ๆ แต่ในความนิ่งเฉยนั้นผมรู้ว่ามันแฝงด้วยความจริงจังมากมาย อย่างที่รู้กันแหละว่าไอ้เวย์รักน้องชายมันจะตาย เพราะงั้นผมเชื่อมั่นว่ามันคงเฝ้าจับตามองชีวิตของน้องชายมันจนผมหงอกแน่นอน 

“เฮีย ๆ แฮก ๆ ๆ เมื่อกี้ผมออกไปสูบบุหรี่หน้ารั้วผมว่าเหมือนจะเห็นรถบอดี้การ์ดเฮียทะเลขับผ่านวนเวียนอยู่สองสามรอบแล้วนะ ผมจำไม่ผิดแน่เอาไงดีวะถ้าเฮียทะเลเข้ามาแล้วเจอ” 

“เดี๋ยวกูออกไปจัดการเองส่วนมึงพาส้มโอไปนอนได้แล้ว ขอบฟ้าอุ้มเข้าไปในบ้านเมื่อกี้เองแล้วบอกให้เขาออกมาด้วย เพราะขอบฟ้าคงต้องออกมารับแขกคนนี้ก่อนไม่งั้นเจ้าตัวคงไม่ยอมกลับง่าย ๆ หรอก” ไอ้เขื่อนพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินปรี่เข้าบ้านตามคำสั่งผม

ส่วนไอ้เวย์จะมีก็แค่สายตาเป็นคำถามส่งมาให้ แต่เมื่อผมเลือกจะไม่อธิบายอะไรมันก็แค่ยักไหล่แล้วเดินเข้าไปนั่งกับน้าอ้อมและครอบครัวแฟนของมันแทน ผมเองก็ไม่รอช้ารีบเดินออกจากหน้าประตูบ้านย่ำเท้าออกไปยืนเท้าเอวที่ข้างรั้ว เพื่อเฝ้ารอการผ่านมาของรถคันคุ้นตาที่ไอ้เขื่อนพูดถึง เวลาไม่ถึงห้านาทีขบวนรถเจ้าปัญหาสามคันก็คืบคลานมาช้า ๆ พอเพ่งตามองก็ต้องถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เฮ้อ มาเป็นขบวนโอเวอร์แบบนี้คงไม่พ้นลูกชายนายทหารคนใหญ่คนโตจริงสินะ

เอี๊ยดด! ก๊อก ๆ “เป็นเหี้ยอะไรทำไมถึงมายืนขวางรถคนอื่นเขากลางถนนเนี่ย เดี๋ยวกูก็ให้ไอ้โดมจัดให้ซี่โครงหักซะหรอก!” 

“ในเมื่อมาถึงแล้วก็ลงมาสิคุณจะขับรถวนไปเวียนมาเผาผลาญน้ำมันทำไม รู้ว่าบ้านคุณรวยแต่มันสร้างมลพิษนะครับ” พอรถคันแรกผ่านไปผมถึงเดินไปขวางรถคันที่สองเป็นเหตุให้คนขับต้องเบรกอย่างกะทันหัน ตัวเองถึงได้เดินไปเคาะกระจกหลังแต่พอกระจกเลื่อนลงเท่านั้นแหละ คำด่าสารพัดก็ซัดสาดเข้ามาอย่างที่คิดเอาไว้ ใบหน้าขาวจัดเชิดขึ้นทันควันดวงตายาวรีทำแค่มองผมด้วยหางตาจนอดส่ายหัวให้ไม่ได้

“จะลงหรือไม่ลงหรือว่าจะขับวนเวียนไปอีกสักสิบรอบก็ได้นะ”

ปัง! “กูก็ไม่ได้อยากลงมาเห็นหน้ามึงนักหรอกแต่กูแค่คิดถึงขอบฟ้าของกูต่างหากล่ะ ถอยไปสิมึงมันเป็นแค่กาฝากข้างรั้วบ้านขอบฟ้าไม่ได้เป็นแม้แต่แขกด้วยซ้ำแล้วจะมายืนเสนอหน้าทำไมวะ” ไม่ต้องให้มีคำเชิญชวนครั้งที่สาม คนในชุดขาวคุ้นตาก็ผลุนผลันลงจากรถแถมปิดประตูซะดังสนั่น น่าจะดังไปถึงในบริเวณบ้านที่พระกำลังฉันเพลกันอยู่แล้วมั้ง 

“ข้างในมีงานอะไรวะ แล้วนี่ขอบฟ้าของกูอยู่ไหนมึงไปเรียกมาให้กูหน่อยซิ”

“เฮียทะเลจะมาทำไมไม่โทรบอกฟ้าก่อนเนี่ย”

หมับ! ฟอดด “ไม่ต้องมาทำเสียงเข้มใส่เฮียเลยต้องเป็นเฮียสิที่ควรดุขอบฟ้าน่ะ นี่มีงานขึ้นบ้านใหม่ใช่ไหมใจคอจะไม่เชิญเฮียเลยใช่ปะ ทำไมถึงได้ใจร้ายกับคนที่ทะนุถนอมขอบฟ้ามาอย่างดีตั้งแต่แรกเจออย่างเฮียวะ” 

“อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยฟ้าโทรหายังไงก็ติดต่อไม่ได้เหอะ ถามจริงที่เงียบหายไปนี่ไปก่อเรื่องอะไรไว้ปะเนี่ย” แก้มนวลของคนที่ผมเฝ้าวนเวียนอยู่รอบตัวเขามาตั้งนานสองนานจู่ ๆ กลับโดนไอ้คนที่เพิ่งโผล่หน้ามาฉกชิงแนบปากฝังกับแก้มนวลนั้นเสียงดังฟอด โดยที่เจ้าตัวไม่มีการปัดป้องจะทำก็เพียงแค่ยืนต่อปากต่อคำกับเขาเท่านั้น มันทำให้ทั้งมือทั้งเท้าตัวเองกระตุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แม่งเอ๊ยถีบเขาไปนอนกองอยู่กลางถนนตอนนี้พ่อเขาจะส่งคนมายิงกบาลผมไหมวะ

“มึงไม่ต้องด่าป๋ากูหรอกไอ้ควายน้ำ เอ๊ะไม่ต้องเถียงแค่เห็นสายตากูก็รู้ว่ามึงแอบด่าป๋าอยู่แต่อย่าลืมสิว่าป๋ากูก็พ่อมึงปะ”

“โทษทีถ้าต้องมีพ่อแบบนี้ผมยอมเป็นเด็กกำพร้าดีกว่า ถ้าน้องจะชวนคนเอาแต่ใจเข้าไปในบ้านก็คิดให้ดีนะระวังเขาจะไปป่วนให้งานมงคลล่มก่อนล่ะ คุณด้วยก่อนที่จะเอาแต่ใจตัวเองหัดคิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน วันนี้เป็นวันดีของขอบฟ้าเป็นวันที่เขามีจุดเริ่มต้นที่ดี และเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนวันสุดท้ายของชีวิตเขาคุณก็ควรนำแต่สิ่งที่เป็นมงคลเข้ามาเท่านั้น พี่ไปหาไอ้เขื่อนก่อนนะฟ้าต้อนรับขับสู้แขกคนสำคัญให้ดีเถอะส่วนผลไม้ที่เหลือพี่จัดการเอง”

“อะ อือ ฝากย้ายผลไม้ไปกองไว้ที่บ้านนู้นหน่อยนะ” น้องน่าจะเข้าใจคำว่าผลไม้ของผมดวงตาหลากหลายอารมณ์คู่นั้นถึงได้ออกปากสั่งความมา และผมก็ไม่รั้งรอจะเดินดิ่งเข้าไปในบ้านจุดหมายคือห้องนอนของขอบฟ้าทั้งที่ยังไม่ถอดรองเท้าด้วยซ้ำ

“ส้มโอง่วงนอนแล้วใช่ไหมครับงั้นเราไปนอนที่บ้านลุงน้ำกันเนอะ มึงถือตะกร้านมกับผ้าอ้อมของหลานตามกูมาทางหลังบ้านนะเขื่อน”

“โอเคเฮีย เฮียไปก่อนเลยเดี๋ยวผมจัดของแล้วจะรีบตามไป” ดวงตาปรือปรอยของเด็กหญิงแก้มป่องกำลังหรี่ลงช้า ๆ ในขณะที่ผมช้อนอุ้มตัวหลานสาวขึ้นมาแนบอก แต่ละก้าวที่รีบเดินออกไปผมตอกย้ำกับตัวเองตลอดว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้องแล้ว ชีวิตของขอบฟ้าต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียมามากมาย หากน้องต้องเสียเด็กน้อยคนนี้ไปอีกคนผมมั่นใจว่าน้องคงเหนื่อยล้ากับการมีชีวิตอยู่ และคงหาทางจบด้วยโศกนาฏกรรมแน่นอน

ฟึ่บ! “นอนหลับเถอะนะหลานสาวที่น่าสงสารของอาน้ำ อาน้ำขอโทษที่อาเห็นแก่ตัวคิดถึงแต่หัวใจของคนที่อารัก จนต้องยอมให้หนูอยู่ในสถานะเด็กกำพร้าทั้งพ่อทั้งแม่แบบนี้ แต่อาสัญญาว่าทุกลมหายใจที่หนูอยู่บนโลกนี้อาจะดูแลหนูให้ดีที่สุด จะมอบความรักให้หนูมากที่สุด จะไม่ให้หนูต้องรู้สึกโดดเดี่ยวหรือคิดว่าตัวเองขาดอะไรไป  

จุ๊บ หลานรักของอาจากนี้ไปหนูจะเป็นลูกสาวของรุ่นน้องอาน้ำนะครับ จำไว้ว่าพ่อของหนูชื่อวัสสะและเขาจะรักหนูเหมือนที่อาน้ำกับอาฟ้ารักหนูแน่นอน” บนแก้มป่องของหลานรักตอนนี้มีน้ำตาหนึ่งหยดของผมกลิ้งหล่นบนแก้มใส แม้จะรู้สึกละอายใจมากแค่ไหนแต่นี่คือสิ่งที่ผมตัดสินใจเลือกจะทำแล้ว  

อนาคตของเด็กน้อยคนนี้จะต้องมีคนที่รักเขาห้อมล้อมอยู่มากมาย เขาจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นแม่ เขาจะไม่ต้องไปอยู่ในสังคมโหดเหี้ยมเห็นแก่ตัวจนไร้หัวใจเหมือนปู่ของเขา และผมจะขอเป็นเพียงลุงน้ำลุงซึ่งเป็นเพียงญาติห่าง ๆ เป็นลุงน้ำทั้งที่แน่ใจว่าสายเลือดครึ่งหนึ่งในตัวเด็กน้อยเป็นสายเลือดเดียวกับหมู่เครือญาติของผม สายเลือดของผืนน้ำอีกคนคนที่ยังคงไม่รู้ว่าตัวเองได้มีทายาทกำเนิดขึ้นมาแล้ว

“เรื่องนี้น้องชายกูก็รู้ใช่ไหม” คงเป็นเพราะผมจมอยู่กับความคิดของหลายเรื่องมากเกินไป จนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเปิดประตูห้องนอน แต่เสียงทักจากคนที่ยืนกอดอกพิงประตูนั้นทำให้ผมหลุดพ้นจากความคิดกับคำพร่ำเพ้อของตัวเองทันควัน

“เรื่องนี้กูจะไม่ใช้คำว่าทำเพื่อรักษาใจของน้องมึงมาเป็นข้ออ้างในความเห็นแก่ตัวของกูหรอกเวย์ แม้เหตุผลในสิ่งที่ทำมันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็เถอะ เพราะกูรู้จักปู่ของส้มโอดีเหมือนที่มึงรู้จัก ถ้าเขารู้เขาต้องเอาตัวเองเข้ามาแย่งชิงในสิ่งที่ขอบฟ้าผูกพัน กูจะไม่ยอมให้คนร้ายกาจแบบนั้นเข้ามาทำร้ายขอบฟ้าอีกเด็ดขาด”

“ที่มึงทำอยู่ก็ถูกต้องแล้วนี่และกูคิดว่าน้องชายกูมันก็รับรู้ในความหวังดีความเป็นห่วงของมึงเหมือนกัน ดูไปดูมาโครงหน้าก็เหมือนเขานี่หว่าขออย่าให้ได้นิสัยพ่อมาเถอะ ไม่งั้นทั้งมึงทั้งน้องกูคงได้ปวดหัวกับลูกคนนี้แน่ หึหึ” ลูกเป็นคำที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน แต่พอคิดคล้อยตามคำพูดของเพื่อนแล้วก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ยิ้มเพราะคิดถึงภาพชายหาดที่มีเราสามคนนั่งก่อปราสาททรายด้วยกัน ขอแค่ได้เห็นรอยยิ้มติดแก้มคนรักไปนาน ๆ ต่อให้ต้องแลกกับอะไรผมก็ยอม

 

ขอบฟ้า Part  

หลังจากวันขึ้นบ้านใหม่ผ่านไปสองเดือนกว่าจวบจนผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปร่วมอาทิตย์ พื้นที่บริเวณสวนของผมและสวนติดกันที่พ่อซื้อเอาไว้ในชื่อของผมกับพี่เวย์ก็ถูกปรับสภาพไปมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการตัดใจตัดต้นผลไม้บางต้นออกเพื่อรองรับการปลูกบ้านพักอีกสี่ห้าหลัง ซึ่งนั่นเป็นหนึ่งในโครงการโฮมสเตย์ที่ผมตั้งใจทำเป็นก้าวต่อไป ทำทั้งที่ตอนนี้จิตใจผมมันมีแต่ความกระวนกระวายใจหลายเรื่อง ความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ผมเกิดอาการวิตกกังวลไปทุกฝีก้าว กังวลว่าก้าวต่อไปผมจะต้องสูญเสียใครอีก 

“น้องฟ้าพักกินข้าวกินปลาก่อนสิลูกคนงานเขายังหยุดมือแล้วเลย แต่ดูเพื่อน ๆ สิพอเขาเห็นน้องฟ้าไม่พักเพื่อนก็ไม่กล้าพากันพักเป็นแถวไม่สงสารเพื่อนรึไง น้องโฬมน้องเขื่อนวางมือก่อนลูกมากินแกงชะมวงกัน วันนี้ป้าทำสละลอยแก้วมาให้ด้วยนะจะได้คลายร้อน” 

“นั่นสิฟ้าหยุดสักครึ่งชั่วโมงแล้วไปกินข้าวเถอะ พักนี้ไม่ค่อยได้กินข้าวใช่ไหมผอมโซหัวโตแล้วนั่นน่ะ” คำทักท้วงของชายที่ไม่ถูกป้าแววเอ่ยถึง เป็นสาเหตุให้ผมต้องวางแปลนบ่อปลาที่ตั้งใจจะทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาเล็ก ๆ สักบ่อแล้วปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้รอบ ๆ เพื่อทำให้พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่เกษตรผสม หลายโครงการผุดขึ้นมาในหัวนั่นเท่ากับตอกย้ำให้ผมรู้ตัวว่าตอนนี้ผมฟุ้งซ่านติดอยู่กับความหวาดระแวงจนเกินไป และผมต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ตัวเองมีเวลาคิดเลอะเทอะไปมากกว่านี้  

“ให้เขาไปกินข้าวด้วยได้ไหมครับป้าแวว” 

“ไม่ได้ค่ะเขาเป็นแค่ผู้รับเหมาคนหนึ่งเท่านั้น ที่ที่เขาควรอยู่ก็คือนู่นค่ะเขาต้องไปรวมกลุ่มกินกับคนงานของเขานู่น น้องฟ้าก็รีบมากินข้าวเถอะป้าทิ้งส้มโอนอนหลับอยู่ที่บ้านคนเดียวเดี๋ยวต้องรีบไปดูหลานอีก” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงเย็นชาแต่สายตาห่างเหินของป้าแววก่อเกิดขึ้นฉับพลันในทันทีที่ผมเอ่ยปากขอ นั่นทำให้ความหนักใจที่มีอยู่ยิ่งมีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมทุกวัน 

ไม่ใช่ว่าผมจะใจง่ายหลงงมงายในเรื่องความรักจนหูหนวกตาบอด และยอมอ่อนข้อให้คนที่เคยทำร้ายผมได้ง่าย ๆ แต่เป็นเพราะความอ่อนล้าที่มีผมรู้ตัวดีว่ามันมีมากมายแค่ไหน มันมากเกินจนผมเปิดรับในเรื่องความทุกข์ใจหรือลำบากใจอะไรไม่ได้อีกแล้ว ผมแค่ต้องการเวลาให้ใจได้พักจากทุกเรื่อง โดยไม่มีความโกรธความเกลียดหรือความรักเข้ามาเป็นตัวแบ่งแยกบ้าง แม้จะเป็นเวลาแค่ชั่วโมงเดียวหรือนาทีเดียวก็ยังดี  

“ป้าแววกลับบ้านไปก่อนก็ได้ครับ ผมกลัวว่าหลานตื่นมาไม่เจอใครจะร้องไห้งอแงซะก่อนไปเถอะครับป้า” 

“ฮึ น้องโฬมอีกคนถ้าคิดจะใจอ่อนเรื่องอะไรก็หวนคิดถึงเรื่องเมื่อก่อนให้เยอะ ๆ นะคะ ป้าไปล่ะไม่อยากเห็นหน้าคนนอกนาน ๆ ค่ะ” ผู้หญิงที่ผมเคารพที่สุดในชีวิตเธอสะบัดหน้าหนีจากผม แล้วเดินหันหลังกลับไปโดยไม่พูดจากับผมสักคำ 

แต่บางคำที่ป้าแววพูดกับไอ้โฬมนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกสับสน สายตาถึงได้เลื่อนมองผู้ชายในชุดเสื้อเชิ้ตยีนกางเกงยีน ใบหน้ามีแต่หยดเหงื่อไหลอาบไปทั้งหน้าจนถึงเสื้อด้านหลัง ในมือของเขามีแปลนบ้านพักหลังใหญ่ที่กำลังจะลงเสาเอกสิ้นเดือนเมษายน แล้วผมต้องเมินหน้าหนีความทุ่มเทที่เขามีให้กับความฝันของผม เมินเฉยต่อทุกเรี่ยวแรงที่เขากำลังช่วยผมสานฝันด้วยเหรอ ทำไมชีวิตผมถึงมีแต่เรื่องยากนักวะ 

“เฮ้ยฟ้าอย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิวะป้าแววไม่ได้ดุมึงสักหน่อย เฮ้อ! กูว่าบางทีตอนนี้เราอาจจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างจริงจังแล้วเพื่อน ฟ้าตอนนี้ใจมึงกำลังย่ำแย่อยู่รึเปล่า ถ้าคิดว่ากูกับไอ้โฬมเป็นเพื่อนมึงก็ควรพูดคุยกับกูสองคนอย่างเปิดอกนะเว้ย อย่าบอกนะว่ามึงไม่รู้เหตุผลว่าทำไมกูสองคนถึงมาขลุกตัวอยู่กับมึงตั้งหลายเดือนแบบนี้  

“ฟ้าเอ๊ยพวกกูเป็นห่วงมึงนะ เป็นห่วงว่าหัวใจมึงจะเหนื่อยกับการต้องเจอเรื่องอะไรอีก กูสองคนแค่อยากอยู่จนกว่าใจมึงจะแข็งแรงมากกว่านี้ ถึงแม้วันหนึ่งกูกับไอ้โฬมต้องกลับไปทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่ตอนนี้กูสองคนก็แค่อยากส่งมึงไปให้ใกล้จุดหมายของมึงมากที่สุดแค่นั้นเพื่อน” 

“ที่ไอ้เขื่อนพูดไม่มีคำไหนไม่ตรงใจกูสักคำเลยนะฟ้า กูสองคนเป็นห่วงมึงห่วงในสิ่งที่มึงกำลังคิดอยู่ เราไม่ได้แค่อยู่เป็นเพื่อนมึงแต่อยู่เพื่อเป็นคนรับฟังในสิ่งที่มึงอยากระบายให้ใครสักคนฟังต่างหาก กูไม่ชอบเลยนะเว้ยที่ต้องนอนฟังเสียงมึงกลั้นสะอื้นทุกคืนน่ะ” น้ำเสียงสั่นเทาของไอ้โฬมทำให้ผมรีบหันไปมองมันโดยเร็ว  

แววตาของมันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงมากมาย เหมือนหลายครั้งที่มันมักใช้มองในช่วงเวลาที่ผมต้องอยู่ในสภาวะย่ำแย่ สายตาของเพื่อนทั้งสองรวมถึงผู้ชายคนที่ผมเคยรักมาก ทำให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นภาระเป็นตัวถ่วงของพวกเขา นี่ผมย่ำแย่ขนาดนี้เลยเหรอวะ 

“ไม่เอาน้องอย่ามองพวกเราแบบนั้นสิ มานั่งนี่ดีกว่าพวกเราจะได้คุยกันไง” 

“กะ กูไม่มีอะไรจะคุยกูหิวข้าวขอไปล้างมือล้างหน้าก่อน” เพราะเห็นความจริงจังจากคนทั้งสามตัวเองถึงได้รีบหลีกเลี่ยงเดินจากไปเดินทั้งที่อยู่ดี ๆ น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ผมคงกำลังฟุ้งซ่านจนเป็นบ้าไปแล้วล่ะมั้ง  

แทนที่จะไปล้างหน้าตามคำพูดเมื่อกี้แต่เท้าทั้งสองของผมมันกลับเปลี่ยนทิศทางเดินไปทางลำธารเฉยเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนใบไผ่แห้งหลายใบที่ร่วงโรยบนพื้นดิน คงถูกผมเก็บกวาดจนหมดสิ้นเพราะไม่อยากให้สิ่งใดก็ตามที่อยู่บนแผ่นดินของแม่ต้องถูกเหยียบย่ำ  

แต่วันนี้กลับเป็นสองเท้าของผมเองที่ย่ำยีสิ่งเหล่านี้เท้าทั้งสองเดินย่ำไปจนถึงริมลำธาร ด้วยความที่เป็นฤดูร้อนและปีนี้น้ำจากน้ำตกมีไม่มากนักทำให้น้ำที่ไหลมาในลำธารมีไม่มากเหมือนทุกปี แต่ถึงอย่างนั้นความเย็นฉ่ำของสายน้ำตอนนี้มันก็ช่วยบรรเทาความร้อนรนในใจไปได้บ้าง  

ฮึก เมื่อไหร่กูจะหายไปจากโลกนี้สักทีวะชีวิตที่มีแต่ ฮึก เรื่องเหี้ย ๆ ฮึก ฮืออ ทำไมพ่อกับแม่ต้องทิ้งน้องฟ้าเอาไว้แบบนี้ด้วย ฮึกก น้องฟ้าอยากไปหาพ่อกับแม่ ฮึก น้องฟ้าจะไปบอกแม่ว่าพ่อจักรใจร้ายแค่ไหน ฮึกก พ่อปล่อยให้น้องฟ้าเป็นลูกทรพีตั้งนานสองนาน ฮึก แล้วทำไมถึงไม่ให้น้องฟ้าเป็นแบบนั้นไปตลอดเลย ฮึก ทำไมต้องมาบอกน้องฟ้าในตอนที่น้องฟ้าจะได้อยู่กับพ่อจักรอีกไม่นานด้วย  

ฮืออ ทำไมน้องฟ้าต้องถูกโกหกถูกปิดหูปิดตาถูกทำร้ายด้วยคำว่าปกป้องจากทุกคนที่น้องฟ้ารักด้วย ฮืออ ทุกคนเอาแต่คิดว่ากลัวน้องฟ้าจะเสียใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฮึก ทุกคนพากันคิดแทนน้องฟ้าไปหมด ฮึกก แต่ทำไมไม่คิดกันบ้างว่าน้องฟ้าไม่ได้ต้องการให้มาปกป้องเลยสักนิด ฮึกก น้องฟ้าแค่อยากอยู่กับคนที่น้องฟ้ารักให้นานที่สุดเท่านั้น ฮืออ” เรื่องการปิดบังความเจ็บไข้ได้ป่วยของพ่อที่พ่อกับพี่ชายร่วมมือกันปิดหูปิดตาผมมาตลอด จนผมไม่มีโอกาสได้อยู่กับพ่อให้นานกว่านี้  

อีกทั้งเรื่องที่พี่ชายร้องขอกับคนรักของผมให้เขาเลิกรากับผมโดยไม่นึกถึงใจผมเลย ไหนจะเรื่องที่คนรักมาหักหลังผมด้วยเหตุผลหลายแหล่ที่เขาพร่ำบอก ทั้งการที่ป้าแววยืนยันเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมรับในทุกเหตุผลของคนรักเก่าผม ทุกคนกับทุกเรื่องราวของพวกเขามันมีแต่คำว่าต้องการปกป้องผมเป็นเหตุผล การปกป้องที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งนั้น

หมับ “ที่น้องเคยถามพี่ว่าทำไมถึงโกหกทำไมถึงปิดบังทำไมถึงไม่เชื่อใจกันไม่จับมือไปด้วยกัน คำถามของน้องวันนั้นพี่จะตอบให้ฟังในวันนี้ พี่เชื่อน้องอย่างหมดหัวใจทั้งมั่นใจทั้งเชื่อมั่นในตัวคนที่พี่รัก แต่ที่พี่ไม่ยอมบอกน้องเป็นเพราะพี่รู้ว่าน้องจะดื้อรั้นจะไม่ยอมถอย น้องจะเอาชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงให้เขาคุกคามแล้วพี่จะทนเห็นน้องเป็นอย่างนั้นได้ยังไง  

“ตอนนั้นพี่ก็เป็นแค่เด็กหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้นเป็นคนที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะต้านทานอะไรได้เลย เหตุผลของทุกคนมีไม่เหมือนกันและเหตุผลของพี่มันคือเหตุผลของคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวเพราะทั้งคิดทั้งตัดสินใจแทนน้องนั่นคือสิ่งที่พี่ยอมรับผิดในข้อนี้ แต่ถึงจะย้อนเวลากลับไปได้พี่ก็จะทำอย่างเดิม จะปกป้องชีวิตน้องจะปกป้องหัวใจของไอ้เวย์ในแบบของพี่เอง

“พี่ขอโทษที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้น้องต้องเป็นแบบนี้ มหาสมุทรขอโทษจริง ๆ ครับขอบฟ้า” เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะยืนไหวขาผมถึงได้ทรุดนั่งคุกเข่าลงในผืนน้ำ แต่แขนทั้งสองข้างกลับถูกเหนี่ยวรั้งให้ลุกขึ้นยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา เขาคนที่เป็นอีกหนึ่งคนของการใช้คำว่าปกป้องมาทำร้ายผม

“ฟ้ามึงกำลังป่วยใจมึงกำลังต้องการความช่วยเหลือเราไปหาจิตแพทย์ด้วยกันนะเพื่อน กูกับไอ้เขื่อนจะไปกับมึงเองไปก่อนที่กูจะยิ้มจะหัวเราะกับมึงแต่กลับไม่มีมึงอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว กูกลัวนะเว้ยฟ้ากลัวว่ามึงจะทำให้กูกลัวเหมือนเมื่อหลายปีก่อนถ้าเป็นแบบนั้นกูรับไม่ไหวแน่” แขนอ่อนแรงจนตกอยู่ข้างลำตัวของผม ถูกไอ้โฬมเอื้อมมือมาจับตรงสายรัดข้อมือสีขาวเอาไว้แน่น สายตาผมจับจ้องไปที่ใบหน้าเพื่อนรักอย่างเลื่อนลอย นี่ผมกำลังทำร้ายคนที่รักผมอยู่ใช่ไหมถ้าไม่มีผมสักคนหลาย ๆ คนคงไม่ต้องกังวลอยู่แบบนี้

แปะ ๆ ๆ “ฟ้า ไอ้ฟ้า! กูเคยบอกว่าอย่ามองกูแบบนี้ไงไอ้เหี้ย! ฟ้ามึงได้ยินที่กูพูดไหม” 

“อือได้ยิน” แก้มของผมถูกปลายนิ้วของไอ้โฬมตบเบา ๆ อาการลนลานของมันทำให้ตัวเองต้องรีบเอ่ยปากตอบเพื่อนออกไป ผมว่าตัวเองตะโกนตอบสุดเสียงแล้วแต่ทำไมถึงรู้สึกว่ามันดังวนเวียนอยู่แค่ริมฝีปากตัวเองเท่านั้นนะ

อึ๊บ! ไปหาหมอกันนะพี่จะเป็นคนอุ้มน้องไปเอง อุ้มเหมือนเมื่อก่อนน้องจะได้ไม่ต้องเดินให้เหนื่อยไงดีไหม” ผมพยายามแล้วที่จะอ้าปากตอบกลับเจ้าของใบหน้าเคร่งเครียด พยายามแล้วที่จะเอ่ยขึ้นมาสักคำให้เพื่อนทั้งสองที่เดินตามมาได้สบายใจ แต่ทุกคำพูดมันกลับหนักเกินกว่าจะเอ่ยออกมาได้มันจุกอยู่ในอกอึดอัดราวกับคนน้ำท่วมปาก ทางแก้เดียวที่ทำเพื่อตัวเองได้ก็คือการปิดเปลือกตาทั้งสองข้าง  

..ถ้าชีวิตมันเหนื่อยขนาดนี้ต่อให้พรุ่งนี้ลืมตาขึ้นมาไม่ได้อีก ผมก็ยินดีที่จะหลับไปตลอดกาลเสียดีกว่า

 

“คุยกันเป็นครั้งที่สามแล้วรู้สึกเป็นยังไงบ้างคะ ตอนนี้ลืมตาขึ้นมายังรู้สึกเหมือนเดิมไหม”

“รู้สึกอยากตายทุกวันน่ะเหรอหมอ หึหึ ไม่รู้สิผมจำไม่ได้แล้วว่าแวบแรกที่ตื่นมาตัวเองคิดอะไรบ้าง” 13 พฤษภาคมนี่เป็นอาทิตย์ที่สามที่ผมต้องมานั่งคุยกับหญิงวัยกลางคนคนนี้ มาทีไรก็คุยในเรื่องเดิม ๆ กับจ่ายยาตัวเดิมให้จนผมไม่รู้ว่าจะมาอีกทำไมในเมื่อไม่รู้สึกดีอะไรขึ้นมา แต่เป็นเพราะผมเห็นความกระตือรือร้นในการอยากเยียวยาของเธอ เห็นว่าเธออายุคงไล่เลี่ยกับแม่ผม ผมถึงไม่อยากต่อต้านหรือปฏิเสธให้เธอเสียความรู้สึก

การพูดคุยดำเนินไปเรื่อยเปื่อยเหมือนทุกครั้งจวบจนหมดเวลา จึงพาตัวเองกลับมายืนดูสถานที่ที่ควรจะขึ้นเสาเอกไปแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ทุกอย่างก็ยังคงเป็นพื้นที่โล่งเตียนเหมือนเดิม เพราะการขึ้นเสาเอกบ้านถูกเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด นั่นเป็นเพราะอารมณ์สติสัมปชัญญะของผมยังไม่อยู่ในจุดที่เรียกว่าปกติสักนิด

“กูกับไอ้โฬมไปตลาดก่อนนะไอ้ห่าโฬมมันเรื่องมากเสือกอยากแดกหอยนางรมเย็นนี้น่ะ มึงไปด้วยกันไหม”

“ไม่เอาว่ะ แล้วป้าแววไปไหนวะ”

“ป้าแววคุมคนงานตัดทุเรียนที่สวนฝั่งโน้นเดี๋ยวกูเอาส้มโอไปด้วยไม่ต้องห่วงนะ” ขวับ! เพราะสำนึกส่วนลึกย้ำเตือนตลอดว่าคู่ลูกพี่ลูกน้องที่ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ผมนั้น มีสายใยบางอย่างเกี่ยวข้องกับเด็กหญิงตัวเล็กที่ผมเลี้ยงดูเธอเหมือนลูกคนหนึ่ง ดูแลเธอแทนแม่ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา ความหวาดระแวงด้วยเกรงว่าจะต้องสูญเสียเด็กหญิงตัวน้อยที่ผมหลงรักอีกคน ถึงเป็นสาเหตุให้ผมมองสบตาไอ้เขื่อนอย่างจริงจัง มองให้ลึกเข้าไปถึงในความคิดของมันว่ามันจะทำในสิ่งที่ผมหวาดกลัวอยู่หรือเปล่า 

“ไม่ต้องกลัวว่ากูจะฉกหลานกูกลับกรุงเทพหรอกน่ะถ้าทำอย่างนั้นเฮียน้ำได้กระทืบกูแน่ อีกอย่างมึงเป็นเพื่อนกูเพื่อนที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าคนในครอบครัวกูเอง อยู่ที่ว่ามึงจะเชื่อใจกูรึเปล่า”

“ขอโทษในสิ่งที่กูคิดไม่ดีกับมึงนะเขื่อน มึงพาส้มโอไปเถอะแต่อย่าพากันกลับเย็นนักล่ะเดี๋ยวป้าแววจะเป็นห่วง ส้มโออยู่กับไอ้โฬมที่บ้านเหรอวะงั้นกูไปส่งขึ้นรถแล้วกัน” ผมรู้ว่าตัวเองไม่ได้แสดงความคลายใจให้เพื่อนเห็นสักนิด รู้ว่าตอนนี้หัวคิ้วตัวเองยังคงขมวดเป็นปมด้วยความระแวงไปหมด แต่ไอ้เขื่อนมันเป็นเพื่อนผมเพื่อนที่เคียงข้างผมมาตลอด นั่นคือสิ่งที่ผมคอยตอกย้ำไม่ให้ตัวเองเผลอไปทำร้ายน้ำใจเพื่อนที่แสนดีคนนี้เข้า

สองเท้าถึงได้เดินลิ่วไปหาเด็กหญิงต้นเรื่องที่บ้าน เมื่อมองเห็นคนตัวเล็กนั่งเล่นตามลำพังที่หน้าบ้านมุมปากผมมันก็ยกยิ้มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

“ฟ้าไปเที่ยวกัน”

“ส้มโอไปกับลุงเขื่อนลุงโฬมเถอะฟ้าต้องไปช่วยป้าแววเก็บทุเรียนก่อน อ้ออย่าเพิ่งไปส้มโอต้องเก็บของเล่นตัวเองให้เรียบร้อยซะก่อนไม่งั้นฟ้าไม่ให้ไปเข้าใจไหม ส้มโออย่าเบะปากฟ้าไม่ได้ดุสักหน่อยแต่แค่บอกให้ส้มโอเก็บของเล่นตัวเองเท่านั้น ถ้าส้มโอไม่เก็บฟ้าต้องเป็นคนตามเก็บให้แล้วฟ้าก็จะเหนื่อยส้มโอไม่สงสารฟ้าเหรอ”

พรึ่บ! “เก็บของเล่นฉ้มโอเก็บของเล่น” เด็กหญิงตัวน้อยที่ซุกซ่อนแขนขาสั้น ๆ อยู่ภายใต้ชุดเอี๊ยมยีน ถึงกับผลุนผลันลุกขึ้นเดินเตาะแตะจากระเบียงหน้าบ้านเข้าไปคว้าของเล่นในบ้านใส่กล่องอย่างรวดเร็ว ถึงจะดูงุ่มง่ามไปบ้างแต่ก็นับว่าเจ้าตัวมีความกระตือรือร้นให้เห็นอยู่บ้างหรอก  

“มึงไม่ไปกับพวกกูเหรอฟ้า พี่น้ำก็ไม่อยู่กูไม่อยากให้มึงอยู่คนเดียวว่ะ”

“กูไม่ได้ป่วยจนอยู่คนเดียวไม่ได้นะโฬมกูสบายดี ยิ่งได้คุยกับจิตแพทย์ตามคำสั่งของพวกมึงกูยิ่งสบายใจขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอกน่ะอย่าทำให้กูต้องคิดว่าตัวเองเป็นภาระของพวกมึงสิวะ”

หมับ! “มึงไม่ได้เป็นภาระแต่มึงเป็นทั้งเพื่อนทั้งน้องชายกูนะฟ้ากูรักมึงนะเว้ย” ไอ้โฬมเป็นฝ่ายเดินออกมาจากบ้านแล้วเอื้อมมือมารั้งตัวผมที่ยืนพิงระเบียงบ้านมากอดไว้ คำบอกรักของมันฟังดูแล้วน่าใจหายยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกเหมือนกัน 

แปะ ๆ ๆ “มึงเลิกอ้อนกูแล้วพาหลานกูไปซื้อของสักทีเถอะ ดูสิส้มโอยืนกดดันมึงอยู่น่ะสงสัยอยากไปซื้อของเล่นด้วยมั้งเนี่ย ส้มโออย่าดื้อกับสองลุงนะ” 

“ไม่ดื้อฉ้มโอไม่ดื้อ ฟ้ามานี่” เมื่อเห็นดวงตาแป๋วแหววของหลานรักมองไอ้โฬมกับผมยืนกอดกันอยู่ตัวเองถึงได้ตบหลังเพื่อนเบา ๆ แล้วเดินไปตามคำร้องเรียกของเด็กตัวน้อย

“ว่าไงมีอะไรเหรอ”

“ฉ้มโอจาอาวหนมเยอะ ๆ นะฟ้า”

“หึหึ เอางั้นเลยเหรอโอเคเยอะก็เยอะ ฟอดด ฟ้ารักส้มโอต้นนี้โตขึ้นหนูต้องเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกนะ” กลิ่นความไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้ผมอดฝังจมูกลงกับแก้มป่องไม่ได้ และไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้ผมพูดคำนี้ออกมา คำที่พอพูดออกไปแล้วตัวเองกลับชะงักงันเพราะคิดได้ว่ามันคล้ายคำสั่งเสียยังไงยังงั้น 

“มึงสองคนต้องซื้อขนมกับนมแล้วก็ของเล่นให้หลานเยอะ ๆ นะเว้ย ห้ามขัดใจเจ้าหญิงของกูเด็ดขาด” ก่อนที่จะคิดเพ้อเจ้อมากไปกว่านี้ รองเท้าผ้าใบของส้มโอถูกผมคว้ามาใส่ให้หลานแล้วยืนมองคนทั้งสามขึ้นรถเก๋งสีขาวของไอ้เขื่อน รถคุ้นตาเคลื่อนตัวไปจากหน้าบ้านช้า ๆ สองขาผมก้าวเดินตามไปยืนมองถึงถนนหน้าบ้าน

แม้ว่ารถคันนั้นจะเลี้ยวหายไปจากสายตาแล้วแต่ตัวเองก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม อาการเลื่อนลอยของผมไม่รู้เกิดขึ้นนานแค่ไหน แต่มามีสติสำนึกได้อีกทีก็ตอนที่รถสีดำสี่คันแถมติดฟิล์มดำทุกคันมาจอดอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

“คุณท่านอยากคุยกับคุณน่ะครับ”

“คุณท่านไหน? อ๋อ เสธอันดามันพ่อเฮียทะเลน่ะเหรอ เอาสิผมก็อยากคุยกับเขาเหมือนกัน” พ่อเฮียทะเลคำนี้คือสิ่งที่ผมอยากพูดต่อหน้าเขาด้วยซ้ำ เพราะคนใจคอโหดเหี้ยมอย่างเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นพ่อของอดีตคนรักผมหรอก ทุกก้าวที่เดินตามชายคนนั้นไปยังรถแวนคันที่สองถึงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

“เข้ามาสิหรือต้องให้ฉันลงไปเชิญแกด้วยตัวเอง”

“ในเมื่อคุณเป็นคนต้องการคุยกับผม เพราะงั้นแทนที่ผมจะขึ้นไปคุยกับคุณบนรถผมว่าคุณน่าจะลงมาคุยกับผมมากกว่านะครับ อีกอย่างคุณกับผมไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเพราะงั้นการใช้สรรพนามเรียกใครแบบนี้ ดูจะไม่เป็นผู้ดีเหมือนที่คุณพยายามรักษาเกียรติสักนิดนะย้อนแย้งชะมัด หึหึ” เมื่อถูกเรียกขานโดยไม่ให้เกียรติกันจากชายที่นั่งอยู่บนรถ ผมถึงต้องพูดกับเขาด้วยเสียงที่ดังฟังชัดพอสมควร

“เพราะแกมันวิปริตไม่พอแถมยังไม่มีสัมมาคารวะแบบนี้ไงล่ะ ฉันถึงไม่อยากให้ลูกชายเอาตัวไปเกลือกกลั้วกับคนอย่างแก ตกลงจะขึ้นมาคุยไหมหรือจะให้ฉันคุยกับป้าของแกแทน คิดว่าตอนนี้ป้าแกคงเครียดที่มีหลานชายเป็นบ้ามากพอแล้วไม่ใช่เหรอ หึหึ” ต้องยอมรับว่าคำขู่นั้นได้ผลผมถึงถอนหายใจแรง ๆ แล้วยอมก้าวขึ้นรถไปนั่งข้างเขาอย่างเสียไม่ได้ ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะแทนที่จะพูดกันให้จบเสียตรงนี้ แต่ขบวนรถสีดำกลับเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านผมช้า ๆ ซะงั้น

“ไม่ต้องกลัวฉันยังไม่ฆ่าแกตอนนี้หรอกถ้าเราคุยกันรู้เรื่องนะ”

“ผมคิดว่าคุณเข้าใจอะไรผิดไปนะเพราะต่อให้คุณฆ่าผมนาทีนี้ผมก็ไม่เกรงกลัวคุณสักนิดครับพ่อของเฮียทะเล หึหึ คนอย่างคุณก็เป็นได้แค่พ่อลูกหนึ่งเท่านั้นแหละ เพราะลูกอีกคนคุณก็ไม่เคยทำตัวเป็นพ่อที่ดีของเขาแม้แต่ครั้งเดียวเลยนี่นา อ้อ ดีใจที่วันนี้เราจะได้สะสางกันสักทีนะครับ” เป็นความเจตนาของผมเองที่ตั้งใจหันไปมองหน้าเขาในขณะที่เอ่ยออกมาแบบนี้

และเพราะตั้งใจมองผมถึงได้เห็นแต่ความเหี้ยมโหดของเขาปรากฏขึ้นมา โดยไม่มีความสำนึกผิดหรือละอายแก่ใจอะไรสักนิด นั่นทำให้ผมหวนคิดไปถึงใบหน้าหล่อเหลาแววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของลูกชายผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่เป็นต้นตอของความเสียใจในบางช่วงเวลาของผม และผู้ชายที่เป็นคนยัดเยียดความทุกข์ทรมานใจให้กับบุตรชายของเขาเอง

วันนี้เรื่องราวระหว่างผมกับผู้ชายคนนี้ต้องได้สะสางกันให้จบ แม้ว่าตอนจบจะโหดร้ายสำหรับผมแค่ไหนแต่ผมก็เตรียมใจพร้อมยอมรับกับทุกอย่างมานานพอสมควรแล้ว ปัญหานี้มันควรถึงเวลาสะสางให้จบกันสักที

 

***การร้องไห้ไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่การพ่ายแพ้คือการที่คุณไม่สู้ต่างหาก 

ตอนที่ฟ้าป่วยในตอนนี้เขียนขึ้นในช่วงที่ฟางป่วยจนหยุดเขียนไปประมาณสามเดือนที่ผ่านมา อารมณ์มันแย่มันดิ่งมันฟุ้งซ่านมันหนักแค่ไหนฟางก็ใส่ไปในน้องฟ้าแค่นั้น มันเหนื่อยจนสิ้นคิดเลยนะทุกวันที่ตื่นขึ้นมาจะถามตัวเองว่าเมื่อไหร่จะตาย ๆ สักที ก่อนเกือบนอนทุกคืนจะร้องไห้จนแฟนแทบจะไม่ได้หลับไม่นอน ต้องกินยาคลายเครียดที่ทำให้หลับไม่งั้นจะหลับไม่ลง  

เคยแม้กระทั่งทำร้ายตัวเองจนต้องแอดมิดที่รพ. เคยทำลายข้าวของในบ้านพังเป็นแถบ ๆ เคยอยากจะโทรไปทะเลาะไประเบิดอารมณ์ในเรื่องที่เก็บกดใส่คนสำคัญหลายคน จนแฟนขอว่าอย่าเพิ่งคุยกับเขาเพราะตอนนี้ฟางไม่สบายอยู่ไม่ได้อยู่ในสถานการณปกติ คือกอดคอร้องไห้ในอกแฟนเลยนะและเป็นเกือบทุกวันซ้ำ ๆ  

อาการย่ำแย่หลายอย่างมันไม่ได้หายไปในทีเดียว จนถึงวันนี้บางครั้งฟางก็ยังคิดติดลบอยู่บ้างแต่ยาช่วยได้มากทีเดียว คุณหมอบอกฟางว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลาแต่เคสฟางสามารถหายจนหยุดยาได้แค่ต้องใช้เวลาและพลังงานบวกเท่านั้น  

ในโอกาสนี้ฟางขอฝากข้อความไปถึงใครก็ตามที่ตกอยู่ในสภาวะเดียวกับฟาง อยากให้ทุกคนอย่าท้อที่จะมีหวังอย่าเหนื่อยที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่าอ่อนแอจนสิ้นหวัง ไม่มีความเลวร้ายใดในโลกนี้ที่จะทำร้ายใจเราได้นอกจากตัวเรา น้องหมาน้องแมวจร คนไร้บ้าน คนที่สมองหรือร่างกายบกพร่อง โลกนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นทุกข์ ลำบากมากกว่าเรานัก พยายามยืนให้ได้นะคะ ตราบใดที่ยังมีคำว่าวันพรุ่งนี้ตราบนั้นก็จะมีคำว่าความหวังเสมอ ฟางจะเป็นกำลังใจให้เรื่อย ๆ นะคะ 

จากมหาสมุทรสิ้นสุดที่ขอบฟ้ายังเปิดจองเป็นวันที่2นะคะ ยังอยู่ในรอบ10วันแรก ฉะนั้นท่านใดอยากจับจองสอบถามได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36นะคะ  

ตอนหน้าถ้าครบ30วันจันทร์จะมาจริง ๆ แล้วนะมาม่าชามใหญ่มาก ๆ น้ำตาต้องมาบ้างล่ะเน้อ  

วันนี้ฟางไปก่อนนะคะ ขอบคุณทุกความคิดเห็นทุกการร่วมมือทุกคำทักทาย มีคำใดผิดคำไหนหล่นรบกวนสะกิดฟางหน่อยนะคะ น้องที่เช็กคำผิดงานยุ่งมากฟางเหลือตอนอีกตอนเดียวที่เช็กแล้ว ถ้าตอนต่อ ๆ ไปท่านใดเจอคำผิดรบกวนทักฟางนะคะฟางอ่านทุกท่านเลย จะได้ลงไม่ขาดตอนเนอะ ไปแล้วเน้อมีความสุขกับวันหยุดยาวที่ฟางไม่ได้หยุดเน้อจ้าว 

ความคิดเห็น