Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Special เรื่องราวของเตชิต [ลงใหม่แบบเต็มๆตอน]

ชื่อตอน : Special เรื่องราวของเตชิต [ลงใหม่แบบเต็มๆตอน]

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2563 11:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Special เรื่องราวของเตชิต [ลงใหม่แบบเต็มๆตอน]
แบบอักษร

 

 

 Special เรื่องราวของเตชิต  

 

 

 

ชีวิตประจำวันของเตชิตส่วนใหญ่มักจะมีแต่งานและครอบครัวเป็นหลัก ตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามาอยู่ในตำแหน่งประธานบริษัทก็ไม่ค่อยจะสนใจหรือใส่ใจคนรอบข้างเท่าไรนอกจากคนที่ทำธุรกิจร่วมกันและเตชิตเองก็ไม่สนใจใครด้วยนอกจากงาน ดังนั้นเรื่องรักๆใคร่ๆจึงไม่มีข่าวให้เห็นเลย  

แต่แล้วในวันหนึ่งที่เป็นช่วงวันหยุด น้องสาวของเตชิตก็พาเพื่อนมาแนะนำให้ครอบครัวได้รู้จัก เพื่อนสนิทของน้องสาวมีชื่อว่าเขมินท์หรือเขม  

เขมินท์เป็นเด็กผู้ชายรูปร่างบอบบางที่มีใบหน้าติดหวานและดวงตาที่ใสซื่อ เป็นคนพูดน้อยแต่ก็มีรอยยิ้มที่สวยงาม เวลาได้สบตาทีไรก็มักจะทำให้เตชิตมีอาการใจเต้นเร็วและแรงอย่างผิดปกติจนบางครั้งเตชิตก็สงสัยว่าทำไมตนเองถึงมีอาการอย่างนั้น… 

วันและคืนผ่านไปเป็นปีเขมินท์ก็มักจะถูกน้องสาวของเตชิตพามาที่บ้านทุกวันหยุดเพื่อมาช่วยกันทำโปรเจคที่เรียนส่งอาจารย์ คุณแม่ของเตชิตเองก็ชอบเขมินท์มากๆ และในช่วงเย็นทุกๆวันที่ตอนเด็กคนนั้นกลับไปคุณแม่ก็มักจะบอกเตชิตว่าอยากได้เด็กคนนี้เป็นลูกสะใภ้ ถ้าเตชิตรู้สึกชอบพอในตัวของเขมินท์คุณแม่จะสนับสนุนเต็มที่ เตชิตเองก็ได้แต่ฟังผ่านๆไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปนอกจากบางครั้งที่เขมินท์มาที่บ้านแล้วเราสองคนมักจะเผลอสบตากันเหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ 

“โอ๊ย!” เสียงร้องเบาๆที่ดังขึ้นในห้องนั่งเล่น เตชิตที่กำลังจะเดินผ่านเลยหยุดมองก็พบว่าเขมินท์นั้นตัดโมเดลพลาดถูกคัดเตอร์บาดเป็นแผลและเลือดไหลออกมาไม่หยุด ทำให้เตชิตรีบเดินเข้าไปหาก่อนจะจับข้อมือของเขมินท์ให้ลุกขึ้นเดินตามตนเองไปล้างล้างที่กำลังไหลในห้องน้ำก่อนจะพาออกมาทำแผลที่ห้องนั่งเรียนที่เขมินท์ทำงานอยู่ในตอนแรก 

“เจ็บมากมั้ย” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยถามออกไปแต่ก็ทำให้เขมินท์สะดุ้งขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะเงยหน้าสบตากับเจ้าของเสียงที่ทำสายตาติดดุใส่จนเริ่มรู้สึกเกร็ง 

ไม่ว่าจะสบตากันกี่ครั้ง เขมินท์ก็ไม่เคยชินสักที… 

“เจ็บนิดหน่อยครับ” 

“ซุ่มซ่ามจริงๆ ทีหลังก็ระวังหน่อยเดี๋ยวก็โดนบาดนิ้วขาดหรอก” เตชิตบอกเสียงดุเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็กน้อยที่เล่นซนจนได้แผลระหว่างที่ทำแผลให้อย่างทุลักทุเล 

การทำแผลของเตชิตผ่านไปด้วยความยากลำบากเพราะไม่ค่อยคุ้นเคยที่ได้ทำแผลให้คนอื่นเท่าไร จนเขมินท์ที่เป็นคนเจ็บต้องคอยบอกด้วยน้ำเสียงๆเบาติดสั่นเล็กน้อยว่าทำแผลแบบไหน แม้จะรู้สึกทั้งเกร็งและเขินแปลกๆที่พี่ชายของเพื่อนมาทำแผลให้แบบนี้ก็เถอะ ทั้งๆที่ปกติไม่เข้าใกล้กันสักนิดได้เพียงแค่เผลอสบตาบางครั้งเท่านั้น 

“ขอบคุณครับ” พอทำแผลเสร็จเรียบร้อยเขมินท์ก็ไม่ลืมเอ่ยขอบคุณก่อนจะกลับไปนั่งกับพรมที่พื้นห้องที่เพื่อนสนิทปูไว้ให้ทำงานเฉพาะต่อ 

“ที่หลังก็ระวังหน่อย” เตชิตเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงติดดุเหมือนเดิมแม้จะแอบยกยิ้มบางๆที่มุมปากเมื่อเห็นท่าทีเหมือนกระต่ายน้อยหวาดกลัวเวลาพลัดถิ่นตาม 

เพื่อนสนิทของน้องสาวก็น่าสนใจดี…. 

หลังจากเหตุการณ์วันนั้นที่เตชิตเป็นคนเริ่มเข้าหาก่อน ทำให้เขมินท์เริ่มที่จะกล้าคุยกับอีกฝ่ายมากขึ้นอีกนิดแต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะกล้าสบตาเสียทุกครั้ง เตชิตเองก็เริ่มเข้าหาเขมินท์เช่นเดียวกัน จนน้องสาวจับได้เลยถูกซักไซ้จนต้องยอมบอกความจริงว่าตนเองกำลังสนใจเขมินท์อยู่ ศศิตาที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบไปบอกคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเมื่อทุกคนในบ้านรับรู้ว่าเตชิตสนใจเขมินท์ทำให้หลังจากนั้นทุกครั้งที่เขมินท์มาที่บ้าน ทุกคนในบ้านก็พยายามจะเปิดโอกาสให้เตชิตกับเขมินท์อยู่ด้วยกันสองต่อสองบ่อยๆ แม้จะดูไม่ค่อยคืบหน้ามากเท่าไรแต่เขมินท์ก็กล้าที่จะพูดคุยกับเตชิตมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน 

“ยัยตา ผู้ชายคนนั้นคือใคร” เตชิตที่มารับน้องสาวที่มหาลัยเพื่อที่จะกลับบ้านในวันนี้ก็ถามขึ้นทันทีเมื่อน้องสาวเปิดประตูเข้ามานั่งในรถ ศศิตาที่ได้ยินคำถามของพี่ชายก็มองตามนิ้วมือที่พี่ชายชี้ก่อนจะพบว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอที่กำลังยืนคุยกับรุ่นพี่อยู่ใต้ตึก 

“รุ่นพี่ พี่เค้าชอบเขมเลยเข้ามาคุยด้วยบ่อยๆ ทำไมหึงเหรอ แต่พี่เตไม่มีสิทธิ์หึงนะเพราะไม่ได้เป็นอะไรกับเขม” 

“ไร้สาระ ทำไมพี่ต้องหึง” 

“ให้มันจริงเถอะ ปากไม่ชอบแต่จ้องตาไม่กระพริบเลยนะพี่เต” 

“มันเรื่องของพี่” เตชิตตอบน้องสาวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์ก่อนจะขับรถออกไป แต่ก็ยังแอบมองเขมินท์กับใครไม่รู้ที่พูดคุยกันอย่างสนิทสนมด้วยความไม่ชอบใจก่อนจะขับออกไปไกลจากตึกเรียนของน้องสาวอยู่ดี 

น่าโมโหชะมัด! 

เตชิตคงต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะมีคนมายุ่งกับเขมินท์มากกว่านี้! 

 

“พี่เตครับ อย่าหยิบของเยอะสิครับ” เตชิตมองเขมินท์ที่กำลังยืนเลือกของไปทำงานกับน้องสาวตนเองก็เลยหยิบใส่ตะกร้าให้ด้วยความหวังดี ไม่ว่าเขมินท์จะมองชิ้นไหนเตชิตก็จะหยิบชิ้นนั้นทันที ศศิตาที่แอบยืนสังเกตพฤติกรรมของพี่ชายอยู่เงียบๆก็อดที่จะหัวเราะขึ้นมาเบาๆไม่ได้  

ทำไมพี่ชายเธอน่าสังเวชแบบนี้นะ  

คนอะไรแค่จีบยังทำไม่เป็นเลย เสียชื่อจริงเลย! 

“ก็ซื้อๆไปเดี๋ยวก็ได้ใช้อยู่ดี” 

“ไม่ได้สิครับ ซื้อแค่ของที่ต้องใช้ก็พอ ซื้อไปไม่ได้ใช้เลยของจะเสียคุณภาพ” 

“เสียก็ไม่เห็นเป็นไรเลย” 

“โอ๊ยยยยย พี่ชายคะ อย่าเถียงเขมได้มั้ยเนี่ย จริงๆเลย ให้พามานะ ไม่ใช่ให้มาป่วน” ศศิตาเห็นพี่ชายไม่ฟังเพื่อนสนิทพูดก็เลยเอ่ยเหน็บขึ้นมา ตั้งแต่ที่ศศิตามีเขมินท์เป็นเพื่อนสนิทก็เข้าใจเรื่องการใช้เงินขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อนที่เธอใช้ชีวิตและเงินทิ้งๆขว้างๆเพราะเข้าใจว่าบ้านเธอรวยมากใช้จนแก่ตายก็ไม่มีทางหมด แต่เพื่อนของเธอมีชีวิตตรงกันข้ามกับเธอ เขมต้องทำงานพิเศษส่งตัวเองเรียนแม้จะได้ทุนของมหาลัยแต่ค่าใช้จ่ายก็แทบไม่พอใช้ บางครั้งเธอยังต้องไปนั่งปั่นโปรเจครอเพื่อนที่ร้านกาแฟที่เขมทำงานพิเศษเลย พอเธอเข้าใจกว่าเพื่อนต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้จ่ายด้วยตัวเองมากแค่ไหน เธอถึงเข้าใจว่าเงินเล็กน้อยสำหรับเธอแต่มันมีค่ามากมายสำหรับคนอื่น  

“ก็ซื้อไปทีเดียวไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ” 

“พอเถอะครับ อย่าเถียงกันเลย ตาได้ของครบแล้วใช่มั้ย เราจะได้กลับไปทำงานต่อให้เสร็จ พรุ่งนี้เขมต้องไปทำงานพิเศษ” 

“อื้อ ได้ครบแล้ว ว่าแต่ทำไมถึงทำงานล่ะ ปกติพรุ่งนี้เขมจะหยุดไม่ใช่เหรอ” 

“เราขอที่ร้านทำเอง เดี๋ยวใกล้ช่วงสอบเราไม่มีเวลาไปทำงาน เงินจะไม่พอซื้อของทำโปรเจคไง เราไม่อยากเอาเงินเก็บมาใช้ด้วย” 

“ถ้าไม่พอจริงๆเขมยืมตาได้นะ ตาไม่อยากให้เขมเหนื่อยเกินไป โปรเจคที่ต้องส่งก็เยอะด้วย” 

“ไม่เอาหรอก เราเกรงใจอีกอย่างเขมรับงานวาดรูปนอกจากงานที่ร้านด้วย ตาไม่ต้องเป็นห่วงนะ เขมแบ่งเวลาได้” 

“อื้อ ถ้ามีอะไรให้ตาช่วย เขมต้องบอกตาเป็นคนแรกนะ ตาอยากช่วยเขมจริงๆ” 

ทั้งสองคนคุยกันจนลืมไปว่าไม่ได้อยู่กันเพียงสองคน เตชิตที่ได้ยินทุกคำพูดของทั้งสองคนก็รู้สึกว่าเด็กแบบเขมินท์มีชีวิตที่เข้มแข็งและเติบโตมาอย่างดีจริงๆ เตชิตเคยเจอเพื่อนคนอื่นๆของน้องสาวซึ่งก็มีคนหลายประเภท และส่วนใหญ่ก็มักจะหวังในผลประโยชน์หรือไม่ก็หาทางเข้าหาเตชิตเพื่อสานสัมพันธ์ แต่เขมินท์ไม่ใช่คนแบบนั้น เด็กคนนี้คบกับน้องสาวของเตชิตด้วยใจจริงแถมยังไม่เคยมาหลอกเอาเงินหรือพยายามเข้าหาเตชิตเหมือนเพื่อนคนอื่นของน้องสาวตนเองอีกด้วยและยังสามารถสอนยัยน้องสาวของเตชิตให้ทำตัวดีขึ้น จากที่เคยมีนิสัยคุณหนูซื้อของทิ้งๆขว้างๆก็รู้จักใช้เงินมากขึ้นแถมยังตั้งใจเรียนขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนอีก เตชิตเลยไม่แปลกใจเลยที่คุณแม่ของตนเองทั้งรักและเอ็นดูเขมินท์จนอยากได้เป็นลูกสะใภ้ 

หลังจากที่พาเด็กทั้งสองคนไปซื้อของกลับมา เตชิตก็ขึ้นไปจัดการเอกสารต่อ ส่วนศศิตาและเขมินท์ก็ช่วยกันทำโปรเจคที่ต้องส่งที่ห้องนั่งเล่น ศศิตาและเขมินท์ที่มีงานที่ต้องทำเหลืออยู่มากมายก็ช่วยกันรีบทำจนลืมเวลากว่าจะเสร็จก็ตะวันตกดินจนความมืดเข้ามาปกครองฟ้าเสียแล้ว 

“เหนื่อยจังเลย เมื่อไรจะเรียนจบก็ไม่รู้” ศศิตาบ่นออกมาหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งทำงานเสร็จ เขมที่เห็นเพื่อนบ่นก็อมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลงมือเก็บของให้เรียบร้อย ถึงแม้ตอนทำจะเก็บไปด้วยแต่ก็ยังแอบมีความสกปรกอยู่ดี เก็บเสร็จตนเองจะได้กลับบ้านเพราะพรุ่งนี้มีทำงานพิเศษตอนเช้า 

“เราเพิ่งจะอยู่ปีสามเทอมสองเอง ทนอีกปีนะตา” 

“ตาคิดว่าอาจารย์สั่งงานเผื่อปีสี่เสียอีก ดูขอบตาเราสิเขมดำเป็นหมีแพนด้าหมดแล้ว” 

“อดทนหน่อยนะตา แต่ว่าตอนนี้เขมกลับบ้านก่อนนะก่อนจะดึกไปมากกว่านี้ พรุ่งนี้เขมต้องรีบไปทำงานด้วย” 

“เขมนอนที่นี่ก็ได้นะ ดึกแล้วตาไม่อยากให้เขมกลับเลย” 

“ไม่เอาหรอกตา เขมเกรงใจ อีกอย่างเขมต้องไปวาดงานให้ลูกค้าต่อด้วยคืนนี้” 

“งั้นเดี๋ยวตาให้คนขับรถที่บ้านไปส่งนะ” 

“ไม่เอาๆ เขมกลับเองได้ เขมไปก่อนนะ เจอกันวันเรียนนะตา” เขมินท์รีบเก็บของให้เสร็จก่อนจะขอตัวกลับบ้าน ศศิตาก็ได้แต่เดินตามมาส่งเพื่อนด้วยใบหน้าติดกังวลเล็กน้อยเพราะเป็นห่วงเพื่อนที่ต้องกลับบ้านคนเดียว ตนเองจะให้คนรถที่บ้านไปส่งเขมก็ไม่ยอม  

เขมนี่ดื้อจริงๆเลย! 

หลังจากที่เขมินท์กลับไปแล้ว เตชิตที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินลงมาหาน้ำดื่มที่ชั้นล่างและก็ตั้งใจจะมาดูเด็กสองคนนั้นด้วยว่าทำงานเสร็จรึยัง แต่พอมาถึงก็เห็นแต่น้องสาวนั่งบนโซฟาอยู่คนเดียวไร้เพื่อนสนิทข้างกาย 

“เพื่อนไปไหนยัยตา” 

“เขมเพิ่งขอตัวกลับไปได้สักพักแล้วพี่เต จะไปส่งก็ไม่ยอมให้ไป” 

“แล้วเราปล่อยให้เพื่อนเรากลับไปง่ายๆนี่นะ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วด้วย ทำไมไม่ให้เพื่อนนอนด้วย” 

“พี่เตมาทำเสียงดุใส่ตาทำไม ก็เขมไม่นอนเองจะให้ตาบังคับเขมรึไง” 

“จริงๆเลยนะเราเนี่ย ไปเอากุญแจรถพี่มาเดี๋ยวพี่จะขับตามไปดู” 

“จ้าๆ ไปเอาให้เดี๋ยวนี้แหละ ห่วงเขมก็แทนที่จะบอกเขมดีๆก่อนจะขึ้นไปทำงานไม่ยอมบอกว่าจะไปส่ง พอเขมกลับไปแล้วก็เอาอารมณ์มาลงกับน้อง พี่เตนี่แย่จริงๆเลย” ศศิตาพูดไปบ่นไปขณะรีบเดินไปหยิบกุญแจรถให้พี่ชาย เธอหนะเป็นห่วงเพื่อนก็ไม่แปลก แต่พี่ชายเธอเนี่ยแปลก แสดงอาการเป็นห่วงแบบคนเกรี้ยวกราด ศศิตาอยากจะถามเหลือเกินว่าเป็นอะไรกับเขมอ่ะ แฟนก็ไม่ใช่ ห่วงเหมือนเขมเป็นแฟนตัวเอง  

โธ่… คนน่าสงสารที่แอบชอบเค้าสินะ เหอะๆ 

 

เตชิตรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งไม่กี่วันที่ผ่านมาเห็นข่าวว่ามีโจรลอบชิงทรัพย์อยู่แถวทางเขาหน้าหมู่บ้านก็ยิ่งกังวล เพราะหมู่บ้านของเตชิตส่วนใหญ่เป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะเพราะราคาต่อหลังก็เกือบร้อยล้าน ทำให้ทุกคนมักจะใช้รถส่วนตัวเข้าออกไม่ใช่การใช้รถโดยสาร และป้ายรถเมล์แถวหน้าหมู่บ้านก็เดินออกไปไกลแสนไกลแถมยังดูเปลี่ยวเพราะไม่ค่อยมีคนขึ้น 

“พี่เตจอดๆๆ นั่นเขมไม่ใช่เหรอ จอดเร็วๆ” ศศิตาตีเข้าที่แขนพี่ชายที่ขับรถอยู่ให้จอดรถอย่างเร่งด่วนเมื่อขับเลยป้ายรถเมล์มาสักพักก็เห็นเขมินท์ที่เดินอยู่ข้างถนนในสภาพขากระเผลกและพอศศิตาลงไปหาก็พบว่าหน้าของเพื่อนมีรอยแดงๆเหมือนโดนตบด้วย 

“เขม! เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีสภาพนี้!” 

“ตา มาได้ยังไง” 

“ก็พี่เตเป็นห่วงเขมเลยรีบขับรถตามมา ทำไมเขมถึงเป็นแบบนี้แล้วกระเป๋าเขมหายไปไหน” 

“เราโดนวิ่งราวตอนกำลังรอรถเมล์ก็เลยวิ่งตามไปดึงกระเป๋ากลับแต่ว่าโจรตบเข้าที่หน้าก่อนจะวิ่งหนีไป เราเองก็ล้มขาเลยพลิกเลยค่อยๆเดินกลับบ้านเอา” 

“ฮื่ออออ เขมไม่เอานะ ต่อไปอย่าทำแบบนี้” ศศิตาที่ได้ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ ทำไมเพื่อนเธอถึงได้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดแบบนี้ รู้แบบนี้เธอน่าจะดื้อรั้นให้คนขับรถที่บ้านขับมาส่งจะได้ไม่เกิดเรื่องแบบนี้กับเพื่อนของเธอ 

“อื้อ ครั้งหน้าเขมจะระวังมากกว่านี้ อ๊ะ… พี่เตครับทำอะไรครับ” เขมินท์ที่คุยกับศศิตาอยู่ดีๆ ร่างกายก็ถูกอุ้มขึ้นก่อนจะถูกพาเดินไปที่รถและวางลงบนเบาะข้างคนขับด้านหน้าพร้อมกับคาดสายเบลท์ให้ก่อนเตชิตจะเดินกลับไปยังที่คนขับ ศศิตาเองที่เห็นเพื่อนโดนอุ้มไปต่อหน้าต่อตาก็รีบวิ่งขึ้นรถตาม เมื่อทุกคนขึ้นรถหมดแล้วเตชิตก็รีบขับไปที่โรงพยาบาล และพอมาถึงโรงพยาบาลก็ยิ่งทำให้เห็นสภาพของเขมินท์ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้เตชิตหงุดหงิดตนเองที่ไปช่วยเขมินท์ไม่ทัน 

“ขาพลิกคงต้องใส่เฝือกอ่อนนะครับ เพราะคนไข้ฝืนเดินตอนพลิกใหม่ๆมากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบด้วยถ้าไม่ใส่ไว้จะทำให้อักเสบยิ่งกว่าเดิม” หมอที่ตรวจอาการของเขมินท์บอกถึงอาการบาดเจ็บ 

“แล้วกี่วันถึงจะหายเหรอครับ” 

“สักสองอาทิตย์คงจะดีขึ้นครับแต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองด้วยนะครับว่าจะดูแลตัวเองตามที่หมอแนะนำรึเปล่า” 

“จะพยายามนะครับ” เขมินท์ตอบเสียงเบา เพราะตอนนี้ในหัวกำลังคิดหนักเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของตนเองที่เกิดขึ้นว่าจะกระทบกับงานที่ต้องทำหรือเปล่า โชคดีที่เขมินท์ชอบเอาโทรศัพท์พกในกระเป๋ากางเกงและแบ่งเงินในแต่ละวันมาใช้ไม่ได้พกเงินเยอะเลยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเท่าไร แต่ที่วิ่งตามโจรไปเพราะในกระเป๋ากระเป๋านั้นมีสมุดแพลนงานและแบบงานที่เขียนไว้สำหรับทำโปรเจคจบในเทอมหน้า ซึ่งของที่อยู่ในกระเป๋านั้นสำคัญกว่าเงินมากไม่งั้นตนเองคงไม่วิ่งตามโจรไปเพื่อเอากระเป๋าคืนเป็นแน่ 

เตชิตมองคนเจ็บที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังจากหมอพูดจบก็เผลอใช้มือลูบศีรษะเขมินท์เบาๆอย่างอ่อนโยน เขมินท์ที่ได้รับสัมผัสที่ไม่คุ้นเคยก็เงยหน้าขึ้นมองและก็ได้สบตามองกับคนที่กำลังปลอบตนเองอยู่ด้วยหัวใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะหลุดออกจากอกพร้อมใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีเล็กน้อย 

“อะแฮ่มมม ถ้าสบตากันเสร็จแล้วเราก็ออกไปรับยาแล้วกลับกันเถอะค่ะ เขมจะได้พักผ่อน” เมื่อปล่อยให้คนทั้งคู่สบตากันจนพอใจแล้ว ศศิตาก็ขัดบรรยากาศขึ้นมา เพราะเริ่มอายแทนคุณหมอที่จ้องมองทั้งคู่เป็นเพื่อนตนเองอยู่กับบรรยากาศหวานชื่น และถึงแม้ตนเองจะไม่อยากขัดก็เถอะ แต่นี่ก็ได้เวลากลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้วทั้งเธอและเพื่อนก็ทำโปรเจคเหนื่อยมาทั้งวัน ค่อยไปสบตากันวันอื่นได้รึเปล่า 

“อ่า.. ขอบคุณนะครับคุณหมอ” เมื่อได้สติเขมินท์ก็หันไปขอบคุณคุณหมอก่อนจะถูกเตชิตเข็นรถเข็นไปรอรับยาและถูกพากลับมานอนที่บ้านของเพื่อนสนิทอย่างไม่เต็มใจเท่าไร เพราะคนที่พามาก็มาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆติดดุๆว่าให้นอนที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยคุยกันวันพรุ่งว่าจะเอายังไง เขมินท์ที่ได้ยินแบบนั้นเลยได้แต่ทำใจยอมนอนที่นี่หนึ่งคืนเพราะดูท่าแล้วคงไม่ได้กลับบ้านตนเองโดยง่ายแน่ๆ 

ทำไมพี่ชายเพื่อนถึงเป็นคนเอาแต่ใจแบบนี้นะ แต่ก็เป็นคนเอาแต่ใจที่ทำเขมินท์เขินอายอย่างบอกไม่ถูก  

 

ตั้งแต่วันที่เจ็บตัวเขมินท์ก็ไม่เคยได้กลับไปที่บ้านตนเองอีกเลย ทำให้วันนี้ที่เตชิตไม่อยู่เขมินท์เลยถือโอกาสขอร้องเพื่อนสาวจะกลับไปเอาโน้ตบุ๊กมาทำงานให้ลูกค้าเพราะตนเองไม่สะดวกที่จะใช้ของเพื่อนทำเพราะไม่คุ้นชินมือและวันนี้ก็ถือเป็นวันที่สะดวกที่สุดด้วย 

“บ้านเขมนี่ขนาดไม่อยู่หลายวันฝุ่นยังไม่ค่อยจับเลย” ศศิตาสำรวจบ้านเพื่อนอย่างสนใจ ตนเองเพิ่งจะได้มาที่บ้านเพื่อนเป็นครั้งแรก แม้จะรู้ว่าเพื่อนอยู่คนเดียวในบ้านหลังขนาดพอดีแต่ไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะดูแลบ้านและจัดบ้านเรียบร้อยขนาดนี้ 

“ฝุ่นเยอะจะตายตา ถ้าเขมหายคงต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่” 

“เขมนี่รักความสะอาดมาก โน้ตบุ๊กของเขมอยู่ที่ไหนเหรอ เดี๋ยวตาไปเอาให้เขมอย่าเดินเยอะเลยเดี๋ยวไม่หาย” 

“เขมวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง ใส่กระเป๋าไว้ตาหยิบได้เลยนะ” 

“ได้จ้า ตื่นเต้นจังจะได้เห็นห้องเขมแล้ว” ศศิตาวิ่งขึ้นบันไดบ้านเพื่อไปยังห้องเขมอย่างรวดเร็ว เขมินท์มองตามก็ส่ายหัวให้กับกิริยาเกินงานของเพื่อนสาวที่แก่นแก้วเป็นม้าดีดกะโหลกแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นศศิตาก็เป็นเพื่อนน่ารักเวลาโดนเขมดุก็ชอบทำตัวเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่งและยังมีนิสัยเอาแต่ใจเหมือนพี่ชายของเจ้าตัวด้วย 

ในระหว่างที่อยู่บ้านของเพื่อน เขมินท์ถูกดูแลอย่างดีพร้อมกับน้ำเสียงดุๆของพี่เตที่มักจะคอยดุเขมเวลาที่ตนเองชอบเดินไปหยิบของเอง หรือแม้กระทั่งเดินลงบันไดบ้านเองถ้าพี่เตเห็นก็จะดุเข้มทุกครั้งแต่ก็จะคอยประคบเท้าให้ตามที่คุณหมอแนะนำไว้เช่นกัน ทำให้อาการบาดเจ็บของเขมินท์ดีขึ้นเรื่อยๆ 

“ห้องเขมสะอาดกว่าห้องตาอีก เป็นระเบียบทุกมุมเลย” หลังจากที่ขึ้นไปเอาโน้ตบุ๊กมาให้เขมินท์ ศศิตาที่เห็นห้องนอนเพื่อนก็รีบลงมาพูดอย่างตื่นเต้นเหมือนเข้าไปสวนสนุก เขมินท์ก็ไม่รู้ว่าห้องของตนเองมีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น เป็นเพียงแค่ห้องนอนธรรมดาเท่านั้นเอง แต่ก็คงจะไม่แปลกที่จะดูตื่นเต้นสำหรับทายาทผู้ร่ำรวยที่มาเห็นความแตกต่างของฐานะของตนเองและเขมินท์แบบนี้เข้าน่ะสิ  

“ตาตื่นเต้นอะไร ห้องนอนเขมไม่มีอะไรเลยนะ” 

“ก็ตื่นเต้นที่ได้ข้าห้องนอนเขมน่ะสิ” 

“ตาเหมือนเด็กน้อยเลย” 

“ใช่แล้ว ตายังเป็นเด็กอยู่เลย” 

“ฮะๆ ตานี่ก็นะ” 

“ไม่เอาๆ ไม่เล่นต่อแล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่าเกิดพี่เตกลับมาไม่เจอเขมเดี๋ยวตาก็โดนบ่นอีก” 

“อืม ได้สิ” 

หลังจากที่สำรวจในบ้านจนแน่ใจว่าในบ้านไม่มีอะไรหาย เขมินท์ก็ยอมกลับไปที่บ้านเพื่อนแต่โดยดี เพราะถ้าจะยืนยันอยู่ที่นี่คนบ้านนี้ก็คงไม่มีทางปล่อยให้ตนเองได้อยู่คนเดียวเหมือนปกติออย่างแน่นอน เผลอๆจะพากันมานอนที่บ้านของตนเองด้วยซ้ำ เพราะแบบนั้นเขมินท์เลยยอมกลับไปบ้านนั้นแต่โดยดีและภาวนาว่าขอให้เท้าข้างที่พลิกหายเร็วๆด้วยเถอะ  

 

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ทำให้เขมินท์และเตชิตสนิทกันมากขึ้นแต่ก็ยังมีเส้นความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนเจือจางอยู่ เตชิตที่รู้สึกดีๆกับเขมินท์ก็ไม่พูดออกมาเพราะอยากให้ความรู้สึกเป็นตัวชี้นำและตนเองก็รู้สึกว่าเสียฟอร์มไม่น้อยหากจะเป็นคนบอกว่าชอบก่อน แต่สำหรับตัวของเขมินท์นั้นกลับรู้สึกว่าเราทั้งสองคนไม่คู่ควรกันเลยสักนิด พี่ชายของเพื่อนสนิทเหมือนเป็นคนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแต่ตัวของเขมินท์นั้นอยู่ในจุดที่ต่ำสุด ตนเองต้องดิ้นรนเพื่อจะเอาชีวิตให้รอดไปวันๆ ชื่อเสียงหรือฐานะทางสังคมก็ไม่มี นั่นเลยทำให้ทั้งคู่ที่มีความรู้สึกดีๆให้แก่กันเลยไม่สามารถไปถึงจุดของการเป็นคนรักกันจริงๆสักที 

การเรียนในปีสี่นั้นทำให้เขมินท์และศศิตาแทบไม่ได้หลับได้นอน การฝึกงานในเทอมแรกของการเรียนปีสุดท้ายเรียกได้ว่าเหนื่อยจนแทบลากเลือด ศศิตาและเขมินท์นั้นไปฝึกงานกันคนละบริษัททำให้แทบไม่ได้เจอกัน จนกระทั่งฝึกงานเสร็จและต้องมาทำโปรเจคจบในเทอมสองทำให้ทั้งคู่กลับมานั่งปั่นงานด้วยกันจนไม่ได้หลับได้นอน โดยมีเตชิตคอยซื้อข้าวซื้อน้ำให้ และทำให้การที่ไม่มีเวลาพูดคุยกันทั้งคู่ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่ควรจะใกล้ชิดกลับถอยห่างขึ้นเรื่อยๆ จนเตชิตเริ่มจะไม่พอใจแต่ก็ได้เก็บไว้ในใจเงียบๆเพราะเราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน จนกระทั่งความรู้สึกที่รุนแรงไม่อาจจะหยุดลงได้ง่ายๆ เมื่อวันที่ฉลองการเรียนจบของน้องสาวและเขมินท์นั้น เตชิตเห็นภาพที่คนที่ตนเองหลงรักกำลังเมาและเต้นอยู่ท่ามกลางผู้ชายมากมายอย่างไร้สติ จนเตชิตทีสติหลุดต้องเข้าไปอุ้มน้องสาวกลับรถและรีบกลับเข้ามาใหม่เพื่อพาเขมินท์กลับไปที่บ้าน โดยคืนนี้เตชิตตั้งใจจะทำให้อีกคนเป็นของตนเองสักทีหลังจากที่อดทนมาเนิ่นนาน… 

พายุของอารมณ์หึงหวงของเตชิตได้ถูกส่งต่อให้คนเมาที่แม้จะขัดขืนในช่วงแรกแต่สุดท้ายก็โอนอ่อนตอบรับสัมผัส แต่แล้วก็เหมือนว่าโลกของทั้งคู่ได้แตกสลายลงในตอนเช้าเพราะหยดน้ำตาของเขมินท์ที่ไหลออกมาเหมือนเสียใจมากที่ได้ตกเป็นของเตชิต ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดจขึ้นนี้มันได้ทำลายคำพูดที่เตชิตอยากจะเอ่ยขอโทษจนตนเองเผลอทำอะไรที่ร้ายกาจลงไปแทน… 

“นี่คือเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาท ปิดปากเรื่องนี้ให้สนิทซะ อย่าให้ใครรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่งั้นฉันไม่เอานายไว้แน่”  

คำพูดที่ร้ายกาจของเตชิตที่หลุดออกไปเพราะความโกรธเคืองและอาการหึงหวงอย่างคนไร้สติเมื่อคืนทำให้ทุกอย่างมันแย่ลง สายตาของคนที่ตนเองรักมองมาที่เตชิตอย่างผิดหวังจนเตชิตทนไม่ได้จนต้องเดินหนีไปเข้าห้องน้ำและหวังว่าพอตนเองสงบสติและอารมณ์ให้เย็นมากกว่านี้จะออกมาขอโทษ แต่มันก็สายเกินไป เพราะเขมินท์หายไปจากชีวิตของเตชิตนับตั้งแต่นั้นมา………… 

 

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นเขมินท์ก็ได้หายไปจากชีวิตของทุกคนไม่เว้นแม้แต่ศศิตา จนเตชิตยอมรับสารภาพกับคุณแม่และน้องสาวว่าตนเองเป็นต้นเหตุทำให้เขมินท์นั้นหายตัวไปและเมื่อคุณแม่กับน้องสาวรู้ทั้งคู่ก็โกรธจนไม่อยากมองหน้าโดยเฉพาะศศิตาที่โกรธมากเลยเลื่อนเวลาบินไปเรียนต่อให้เร็วขึ้นเพราะรู้ดีว่าถ้าเพื่อนสนิทไม่อยากติดต่อศศิตาก็คงไม่ได้คุยง่ายๆ เพราะฉะนั้นตนเองจึงต้องทำใจยอมรับและรอคอยการติดต่อจากเพื่อนแทน ส่วนพี่ชายตัวดีนั้นตนเองจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวหรือช่วยเหลือเรื่องเพื่อนอีกต่อไป ใครทำผิดก็รับกรรมไปเถอะ! 

ทางด้านเตชิตเองก็ถูกคุณแม่ไม่ยอมพูดคุยด้วยไปหลายเดือน ตัวของเตชิตเองก็เอาแต่โหมทำงานหนักเพราะติดต่อเขมินท์ไม่ได้ จนสุดท้ายต้องหาทางสืบด้วยตัวเองก่อนและพอรู้เรื่องราวต่างๆก็ยิ่งทำให้ตนเองรู้สึกแย่ จนต้องต่อว่าตัวเองหลายๆครั้งว่าตนเองนั้นมันเป็นผู้ชายที่เฮงซวย! 

ภาพของคนท้องในชุดคลุมตัวใหญ่ที่กำลังนั่งรอเข้าตรวจครรภ์ในโรงพยาบาลของรัฐทำให้เตชิตอยากเข้าไปปรากฏต่อตัวหน้าคนที่รักแต่ก็ทำได้แค่เพียงคิดเพราะความผิดของตนเองนั้นใหญ่จนไม่น่าให้อภัย ถ้าเตชิตโผล่ไปก็ไม่แน่ว่าเขมินท์อาจจะหอบลูกหนีหายไปอีก…. 

เพราะแบบนั้นการดูห่างๆมันอาจจะดีกว่า… 

หลังจากที่คอยตามดูห่างๆมาหลายเดือนจนในที่สุดเด็กน้อยที่เป็นพยานรักที่ไม่เต็มใจของเขมินท์กับเตชิตก็ได้ถือกำเนิด เตชิตมองดูลูกน้อยผ่านกระจกใสในห้องเด็กอย่างทำอะไรไม่ถูก เด็กน้อยตัวอวบๆที่ยังมีผิวสีแดงๆกำลังส่งยิ้มอ้อแอ้มาให้อย่างไร้เดียงสาทำให้หัวใจคนเป็นพ่อเลวๆคนนี้ ได้แต่คร่ำครวญในใจว่าตนเองเลวทรามเกินไปจะเข้าไปจับตัวลูกให้ได้มัวหมอง 

พ่อขอโทษ พ่อไม่ควรให้ลูกได้รู้ว่ามีพ่อเลวๆคนนี้อยู่… 

การคอยตามดูชีวิตของเขมินท์ห่างๆนั้นกลายเป็นกิจกรรมยามว่างหลังจากเตชิตทำงานเสร็จไปเสียแล้ว จนลูกชายเริ่มเดินได้และเริ่มซุกซน ซึ่งเจ้าตัวน้อยมักจะแอบออกมาเดินเล่นในสวนเล็กๆเวลาที่แม่เจ้าตัวเผลอเป็นประจำ  

ในวันนี้เองก็เช่นกัน เจ้าตัวน้อยของเตชิตกำลังซนจนได้เรื่อง เด็กน้อยแอบเปิดประตูรั้วบ้านที่ไม่ได้ล็อกออกมาจนเกือบไปยืนอยู่กลางถนน โชคดีที่เตชิตเข้าไปคว้าตัวลูกไว้ได้ทันก่อนรถจะขับมาชน ไม่อย่างนั้นเขมินท์คงต้องโทษตัวเองไปตลอดชีวิตแน่ๆ ที่เผลอปล่อยให้ลูกคลาดสายตาจนเกิดอุบัติเหตุขึ้น 

“แอ๊ะๆๆ แฮ่” เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่ตนเองนั้นเกือบจะไม่มีชีวิตได้อยู่บนโลกใบนี้ต่อก็ยังยิ้มสดใจจนเตชิตอดไม่ได้จะฟัดแก้มอูมๆนั้นไปสองสามทีก่อนจะส่งตัวลูกน้อยให้กลับไปอยู่ในเขตบ้านพร้อมล็อกรั้วให้ก่อนจะปีนออกมาอย่างทุลักทุเลโดยมีสายตาเด็กน้อยมองตาม เตชิตเลยยืนมองลูกอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเขมินท์ที่เดินตามหาลูกตนเองจึงหลบออกมา  

เขมินท์ที่เดินมาเห็นว่าเจ้าตัวน้อยออกมาเดินซนในสวนก็ได้แต่บ่นออกมาเล็กน้อยก่อนจะพาเจ้าตัวน้อยไปอาบน้ำเพื่อดื่มนมนอนกลางวันเหมือนทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่าวันนี้พ่อกับลูกได้ใกล้ชิดกันเป็นครั้งแรก…. 

และนับตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น เตชิตก็จะคอยมาเช็กดูว่าเขมินท์ไม่ได้ลืมล็อกประตูรั้วบ้านไว้มั้ยเป็นประจำอย่างกังวล จนเวลาผ่านไปจนถึงช่วงโมเดลโตขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับอยู่ในช่วงวัยกำลังพูดจาน่ารักน่าชัง ใครเห็นใครก็หลงรักไม่เว้นแม้แต่ผู้เป็นพ่อที่ลูกชายไม่รู้จักอย่างตนเอง แต่ถึงแบบนั้นเตชิตก็ยอมที่จะอยู่ในมุมมืดๆของตนเองต่อไป แต่นั้นมันก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่เตชิตรู้สึกจะไม่ทนอีกต่อไปเพราะตอนนี้เขมินท์มีผู้ชายเข้ามาจีบแถมโปรไฟล์ไม่ธรรมดา อีกอย่างยังสามารถเข้ากับโมเดลได้อย่างไม่มีข้อติ จนมันทำให้เตชิตทนไม่ได้ต้องไปรื้อโครงการปรับปรุงสนามบินขึ้นมาก่อนจะให้ชัชวาลไปจัดการให้บริษัทของเขมินท์เป็นคนดูแล และนั่นมันก็เข้าแผน เพราะสุดท้ายเตชิตก็ได้ครอบครัวตัวเองกลับมาแม้จะเริ่มต้นด้วยความร้ายกาจก็ตาม……. 

 

 

 

................................................................................................. 

เปิดจองเดือนนี้นะคะ แบบเล่มค่อนข้างจะเหมือนหนา เกือบสี่ร้อยหน้า ยังจัดไม่เสร็จแต่รู้สึกหนากว่าทุกเล่มที่ทำ Y Y  

ใครสนใจก็หยอดกระปุกไว้นะคะ 

ความคิดเห็น