ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.4 [เกี่ยวก้อย]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.4 [เกี่ยวก้อย]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2559 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.4 [เกี่ยวก้อย]
แบบอักษร

 

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PARTแรก เงิน+กัส / ตอนที่ 4 [เกี่ยวก้อย]

...........................................................

 

มันไม่ง่ายเลยจริงๆ สำหรับน้ำเงินที่เพิ่งมีปัญหากับยูนิคอร์นมาได้เมื่อไม่กี่วัน แล้วจะต้องนำเข็มฉีดยามาเจาะเลือดของม้าทั้งสองตัวไปให้ออกัสในเที่ยงคืนของวันนี้

มันไม่ง่ายเลยสำหรับเขา

หลังจากที่เกือบตายไปเมื่อสองสามวันก่อน สัตวแพทย์คนเก่งจากประเทศไทยก็ได้ตระหนักรู้ดีเลยว่า การจะอยู่ใกล้กับยูนิคอร์นนั้น ห้ามอวดเก่ง และห้ามพูดจาแบบวันนั้นอีกเด็ดขาด นิสัยต้องนุ่มนวล พูดอ่อนหวานเหมือนผู้หญิง พยายามทำตัวให้นุ่มนิ่มเอาไว้เป็นดีที่สุด นั่นจึงทำให้เขาสามารถยืนอยู่หน้าม้าทั้งสองตัวได้โดยไม่โดนถีบอย่างเช่นตอนนี้

หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น เข็มฉีดยาที่ถืออยู่ในมือสั่นระริกไปหมด

เงินชวนม้าสองตัวนั้นคุย แม้จะเป็นบทสนทนาที่ไม่เคยได้รับการตอบกลับเลยสักครั้งเดียว แต่เขาก็ยังพยายามทำแบบนั้นต่อไปเพื่อลดความตื่นเต้นให้กับตัวเอง จริงอยู่ว่าเขาเจาะเลือดสัตว์นานาชนิดมานับไม่ถ้วน แต่นี่คือครั้งแรกที่เขาจะได้เจาะเลือดยูนิคอร์น สัตว์ที่เขาไม่เคยคิดว่ามันมีอยู่จริง

หลังจากที่ขอโทษขอโพย ขอขมาลากราบกันไปหลายสิบยก ก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องจิ้มเข็มผ่านชั้นเนื้อลงไปและสูบเลือดขึ้นมาให้เต็ม 2 หลอด

ม้าสองตัวยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่เลือดสีขาวสว่างไหลเข้ามาในเข็มตามแรงดึง ถ้ากรี๊ดได้น้ำเงินคงกรี๊ด เลือดสีขาวบริสุทธิ์นั้นแปลกตา แต่ในขณะเดียวกันก็สวยสง่า และไม่มีกลิ่นคาว

ออกัสเคยบอกกับเขาว่า เลือดยูนิคอร์นเป็นของมีค่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ มีอานุภาพมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นของอันตราย ถ้าได้ตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี

เมื่อใดก็ตามที่เลือดยูนิคอร์นต้องหลั่งริน จะมีจอมปีศาจอุบัติขึ้นบนโลกนี้นี่คือประโยคที่เขาจำได้จากนวนิยายแฟนตาซีที่ชอบอ่านสมัยอยู่มัธยม น้ำเงินไม่รู้หรอกว่าอันไหนคือคำกล่าวจริง อันไหนคือไม่จริง รู้แต่ว่าตอนนี้เลือดยูนิคอร์นสองหลอดได้อยู่ในมือเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

.

และเขามีหน้าที่นำมันกลับไปที่ปราสาท และยื่นมันให้กับออกัสเท่านั้น คืนนี้ภารกิจของเขาก็จะเสร็จสิ้น

มันจะเสร็จสิ้นลงแค่นั้น ... ถ้าเขาจะไม่เกิดความอยากรู้อยากเห็นอะไรบางอย่างขึ้นมาเสียก่อน

.

.

.

#เสียงจากน้ำเงิน

ว้าววว~

ของเหลวสีขาวในมือของผมนี่มันสวยจริงๆ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมออกัสจึงสั่งให้ผมรักษาเข็มสองหลอดนี้เอาไว้เป็นอย่างดี แม้จะยังไม่รู้ว่าเขาจะเอาเลือดยูนิคอร์นไปทำไม แต่ผมประเมินได้ว่ามันต้องมีราคาที่แพงมากเลยทีเดียว

เลือดยูนิคอร์นเป็นสีขาวเรืองแสงนิดๆ มีควันจางๆ ลอยอยู่ข้างบนเหมือนสายไหม สวยมากๆ ครับ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“คุณออกัส” ผมเคาะประตูห้องทำงานของเขาในเวลา 3.17 น. และยืนมองหลอดเลือดด้วยความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง

ผมนี่เก่งจริงๆ

.

ประตูบานใหญ่สลักข้อความอักษรโรมันแปลกๆ ที่ผมอ่านไม่ออกถูกเปิดออก พร้อมๆ กับใบหน้าอ่อนระโหยโรยแรงของออกัสเดินออกมาจากห้องนั้น เขาดูซีดเซียวเหมือนคนไม่สบาย แต่มันน่าตกใจเพราะอาการเขาทรุดลงยังกะคนเป็นมะเร็ง

“เห้ย...คุณ” พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็เซแซ่ดๆ เหมือนคนวูบ ผมรีบตรงเข้าไปจับไหล่เขาไว้และพามานั่งที่เก้าอี้

“ไหวไหมเนี่ย”

“หลอดเลือดอยู่ไหน” นั่นคือสิ่งที่เขาตอบผม

“ผมถามว่าคุณไหวไหม”

“ฉันถามว่าเลือดยูนิคอร์นอยู่ไหน! นายได้มันมารึเปล่า”

“ตอบคำถามผมก่อน!” ให้มันรู้ไปเลยว่าใครจะดื้อกว่ากัน

ออกัสถอนหายใจแล้วมองหน้าผมอย่างระอา “ไหว เวียนหัวนิดหน่อย เอาหลอดเลือดมาให้ฉัน ตอนนี้เกินเวลามามากแล้ว”

ฮะ?

เกินเวลาอะไรวะ

“นี่ครับ” หลอดเลือดสีขาวสว่างถูกส่งให้กับเขา ออกัสเตียนรับมันไปจากมือผม และเดินตรงไปยังทางขึ้นบันไดทันที

“ขอบใจมาก นายไปพักเถอะ”

“แล้วคุณล่ะครับ” ผมถาม

เขาไม่ได้ตอบคำถามของผมหรอก นอกจากเดินเกาะราวบันไดขึ้นไปด้านบนเท่านั้น ผมจะก้าวเท้าตามขึ้นไป กังวลว่าเขาอาจจะเป็นลมก่อนจะถึงชั้น 3 หรือวูบตกลงมา แต่ผู้เฝ้าทางขึ้นประตูร่างยักษ์สองคน ยื่นมือออกมากันผมไว้ก่อน

“คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปข้างบนครับ”

“ชั้น 2 ก็ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ครับ คุณอยู่ได้แค่ชั้นล่างเท่านั้น”

.

.

-^- ก็ดี

เซ็งสุดๆ ไปเลย

ผมเลยได้เห็นแค่ชายผ้าคลุมเสื้อสีดำยาวๆ ของออกัสหายลับขึ้นด้านบนไป ผมรู้แค่ว่าพี่ชายของเขาอยู่บนนั้น แต่ก็ไม่เคยได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงใครเดิน หรือเสียงอะไรกุกกักดังลงมาจากชั้น 3 เลย

และไม่เคยเห็นพี่ชายเขาลงมาข้างล่างด้วย

.

.

ภาพถ่ายขนาดใหญ่มากที่ติดอยู่ริมผนัง บ่งบอกว่าพี่ชายของออกัสน่าจะเป็นคนดุ หรือไม่ก็เฮี้ยวเอาการ เพราะแววตาคู่นั้น ทำให้ผมขนลุกได้ทุกครั้งที่มอง

มันช่างแตกต่างจากแววตาของน้องชายโดยสิ้นเชิง

.

.

เกือบตีสี่ ผมเลยได้เนรเทศตัวเองออกมานั่งไกวชิงช้าเล่นอยู่คนเดียวที่สวนด้านหลังปราสาท ที่นี่จะว่าสวยก็สวย แต่จะว่าไปก็เงียบเหงาเอามากๆ ผมเปิดเพลงจากโทรศัพท์ฟังไม่ให้ตรงนี้เงียบ เพราะเวลาเงียบแล้วก็ขนลุก ถึงผมจะเรียนสายวิทย์มา แต่ความกลัวผีมันไม่เข้าใครออกใครนะคุณ

แถมผีโรมาเนียจะฟังบทสวดมนต์ไทยออกรึเปล่าก็ไม่รู้เนี่ยสิ เกิดผมสวดแล้วเขาไม่รู้เรื่องละก็ ซวยเลย

เพลง Moonlight : EXO ศิลปินที่เฟียร์ชอบเปิดฟังประจำเวลาอยู่บนรถถูกเล่นไปเรื่อยๆ ผมพอจะมีความสามารถในการแปลภาษาเกาหลีอยู่บ้างเล็กน้อย จึงพอจะฟังออกว่าเพลงนี้บอกเราว่าอะไร

.

คุณเข้ามาปลุกผมให้ตื่นขึ้นจากฝันร้าย แต่แล้วก็จากผมไป ผมทำอะไรไม่ได้เลยแม้กระทั่งจะกุมมือคุณ ยิ่งเข้าใกล้ ก็ยิ่งเจ็บปวด ไม่ว่าผมจะพยายามพูดคำว่ารักเท่าไหร่ คุณก็ไม่เคยได้ยิน นี่คือเนื้อหาหลักๆ ที่ผมพอจะแปลได้จากเพลงนั้น

...เศร้าเนอะ

จริงอยู่ว่าแสงของพระจันทร์มันสวย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เศร้า ผมถึงได้ชอบดวงอาทิตย์มากกว่า ถึงจะร้อน แต่ก็สดใส ร่าเริง และดูมีชีวิตชีวา

“ฉันชอบแสงของพระจันทร์มากกว่าพระอาทิตย์”

“หืม?” ออกัสเตียน อลาสเตอร์ ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

.

.

เคยบอกไปรึยัง ว่าหมอนี่น่ะ ทำตัวลึกลับที่สุดเลย

รอยยิ้มแป้นด้วยใบหน้าที่สดใสถูกส่งมาให้ผม ประหนึ่งว่าชีวิตนี้ไม่เคยเศร้าอะไรมาก่อน

“คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผมขยับพื้นที่ว่างของชิงช้าให้เขานั่งลงข้างๆ กัน แต่ออกัสไม่ได้นั่งหรอก เขาเดินอ้อมไปด้านหลังและเริ่มไกวชิงช้าให้ผมช้าๆ

“สักพักละ นายเอาแต่จดจ่ออยู่กับเพลง เลยไม่ทันได้เห็นว่าฉันมา”

“อ๋อ”

“ชอบฟังเพลงนั้นเหรอ”

ผมก้มลงมองโทรศัพท์ของตัวเอง “ไม่ได้ชอบหรอกครับ มันเปิดวนมาถึงเพลงนี้พอดี จริงๆ ผมฟังได้ทุกแนว”

“ฉันชอบเพลงแจ๊ส ฟังแล้วสบายหูดี”

“ครับ” ผมพยักหน้า

.

ออกัสแค่แตะนิ้วเบาๆ ลงบนเชือกและออกแรงขยับนิดหน่อย ชิงช้าที่ผมนั่งก็ไกวไปแรงประมาณหนึ่งจนผมประหลาดใจ

ถึงเขาจะสูงกว่าผม แต่เขาก็ผอมกว่า และดูไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงอะไรขนาดนั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมสัมผัสได้ถึงพลังของเขา แต่มันหลายครั้งแล้วที่ผมรู้สึกว่าเขาค่อนข้างแข็งแรง และออกจะแข็งแรงเกินไปสำหรับคนที่มีรูปร่างบางโปร่งแบบนี้

อืม...แต่จะว่าบางก็ไม่น่าใช่ เขาก็หุ่นผู้ชายปกตินี่แหละ เพียงแค่บางกว่าผมก็เท่านั้น

“คุณหายดีแล้วเหรอครับ ทำไมไม่นอนพักล่ะ เมื่อกี้ยังดูป่วยๆ อยู่เลย”

“ฉันน่ะเหรอป่วย” เขาถาม

“ครับ ก็คุณดูวูบๆ”

“เปล่าหรอก” เจ้าของบ้านส่ายหัว และมองตรงไปที่ดวงจันทร์

“จริงๆ แล้วฉันสบายดี และจะไม่เป็นอะไรถ้าหากว่านายเอาเลือดยูนิคอร์นมาให้ฉันตรงเวลา”

.

.

นี่เป็นครั้งที่สิบล้าน ที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า ทำไมตั้งแต่ที่ผมก้าวเข้ามาเหยียบที่นี่ และทุกครั้ง ผมก็จะได้คำตอบและสายตาออกคำสั่งจากเขาว่า อย่าอยากรู้ในเรื่องที่ไม่สมควรรู้

ฉะนั้น เงียบไว้เถอะน้ำเงิน น่าจะดีที่สุดละ

“ผมคิดว่าคุณควรไปพักผ่อนนะครับ จะได้ไม่เพลีย” ผมออกความเห็น

“ฉันไม่ใช่ลูกแมวของนายนะ”

“เหรอครับ” ผมยิ้ม

“หรือคิดว่าฉันใช่” เขาเลิกคิ้วถามกลับ

“ก็คิดว่าอย่างนั้นครับ”

เอ๊ะ!

.

สายตาของผมเหลือบไปเห็นหลังมือของเขา ที่เพิ่งจะทำแผลโดนตะปูทิ่มไปให้เมื่อสองสามวันก่อน ตอนนี้รอยแผลหายไปไหน?

“แผลคุณ...”

“หายแล้ว”

“ภายในสองสามวันเนี่ยนะ”

“ก็บอกแล้วไงว่าฉันแข็งแรง ไม่ต้องห่วงหรอก”

บ้า!

.

ขนาดมีดบาดยังหลายวันกว่าแผลจะแห้งและเนื้อสมานกันสนิท นี่แผลตะปูทิ่มเลือดอาบมือนะคุณ หายภายในระยะเวลาเท่านี้เป็นไปไม่ได้หรอก

คนนะครับ ไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์!

“นี่คุณเล่นอะไรของคุณ”

“เล่นอะไร”

“ก็เรื่องแผล”

“ก็หายแล้วไง นายจะให้ฉันเล่นอะไรล่ะ”

“คุณออกัส!

เขาไม่ตอบ นอกจากหัวเราะลั่น

.

.

สาบานได้เลยว่า ผมเกลียดเสียงหัวเราะนั้นที่สุด มันมีเสน่ห์ไม่ถูกเวลา แถมยังจะพาให้ผมหัวเราะตามทั้งๆ ที่ยังโกรธเขาอยู่อีก

“ช่างเถอะน่า เอาเป็นว่าฉันสบายดีก็แล้วกัน”

.

เออ ช่างหัวมึง!

“แล้วนี่นายใช้ชีวิตตอนกลางคืนแบบนี้ได้เหรอ หรือยังชินกับเวลาในประเทศไทยอยู่”

.

ลูกจ้างอย่างผมจะทำอะไรได้ล่ะครับ นอกจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบเขาออกไปด้วยความ (พยายาม) ใจเย็น

“ครับ เวลาในประเทศไทยก็คงประมาณนี้ ผมเลยใช้ชีวิตตอนกลางคืนได้ ไม่มีปัญหา ยังไงบ้านคุณก็ทำอะไรทุกอย่างกันตอนกลางคืนอยู่แล้ว ไม่ค่อยรบกวนอะไรครับ”

“ดีเลย” เขายืนขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงแล้วยืนขึ้นตาม

“ครับ?”

“ไปกับฉัน”

“ป ไปไหนฮะ”

ตอบผมซะที่ไหนล่ะ เดินฉับๆ ไปโน่นแล้ว

.

เดือนร้อนให้ผมต้องวิ่งตามเขามาที่สวนดอกไม้และเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ จนเจอน้ำตกเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ๆ กับโรงเลี้ยงตัวอะไรสักอย่าง

ผม ผู้ที่ชอบการเที่ยวน้ำตกเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับกระโดดโลดเต้นออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ และไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในอาณาจักรของปราสาทอลาสเตอร์ มีน้ำตกเล็กๆ อยู่ตรงนี้ด้วย

มองจากตรงนี้ไป จะเห็นห้องนอนบนปราสาทสูงสามชั้นมีผ้าม่านปลิวอยู่ด้วย

“ผ้าม่านสีทองนั่นแหละ ห้องนอนฉันเอง” ออกัสพูด

“เหรอครับ” แต่ผมไม่ได้สนใจ

สิ่งที่ผมควรจะทำในตอนนี้ก็คือ เดินเข้าไปสัมผัสกับละอองน้ำ ท่ามกลางธรรมชาติที่สดชื่น และแสงพระจันทร์สีเหลืองนวล มันอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการมาชมน้ำตก แต่มันก็สวยจนผมลืมเรื่องเงื่อนไขของเวลาไปเสียสนิท ลืมแม้กระทั่งว่าเมื่อกี้เคยโกรธออกัสอยู่แหม็บๆ ด้วยซ้ำ

“มีมุมที่สวยกว่านี้นะ” เขาพูดเบาๆ

ผมหูผึ่ง และถามเขาด้วยความตื่นเต้น “ตรงไหนครับ”

“ต้องเดนดูไปเรื่อยยๆ ชั้นสวยๆ จะอยู่ข้างบน ยิ่งสูงยิ่งสวย”

“งั้นเดี๋ยวเรารอให้เช้า แล้วมาดูกันใหม่นะฮะ ^^” ผมตื่นเต้นยิ่งกว่าได้รถของเล่นคันใหม่ตอนเด็กๆ ซะอีก

ออกัสนิ่งไปนิด และส่ายหัว “ฉันไม่สะดวกมาในตอนกลางวัน  และไม่อนุญาตให้นายมาที่นี่คนเดียว แต่ถ้านายอยากไปดูตอนนี้ ฉันจะพาไป”

“จริงนะ”

“อืม”

.

เยส!

คนร่างสูงโปร่งเดินนำผมไปก่อน และพูดบรรยายไปพร้อมๆ กันด้วย “การเดินเที่ยวชมน้ำตกแต่ละชั้นต้องเดินผ่านสายน้ำขึ้นไป และต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ฉะนั้น ฉันควรจะจับมือนายเอาไว้ กันหลงทาง และกันนายลื่นตกลงไป”

“ไม่หลงหรอกครับ” ผมก้าวเท้าตามเขาไปติดๆ

“จับเถอะน่า” แต่เขาก็ยังดื้อด้าน

“ไม่เป็นไรครับ” ผมดื้อด้านกว่า

“เอามือนายมา!” เขาดื้อด้านที่สุด

.

.

ผมถอนหายใจในขณะที่ยังเหนี่ยวกิ่งไม้ข้างๆ ไว้ในมือ “งั้นเอางี้ เดี๋ยวผมจับมือคุณเอง”

.

.

มิสเตอร์อลาสเตอร์ยิ้มให้ผมอย่างพอใจ และส่งมือเรียวขาวนั่นมาให้

.

ผมโคตรเกลียดรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแบบนั้นเลย ให้ตายเถอะครับ!

.

หมับ!

“จับแล้วนะครับ ไม่ลื่น ไม่หลงแน่นอน สัญญา”

นิ้วก้อยของผม สอดลงไปเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเขา และทำท่าจะเดินทางต่อ ถ้าหากไม่ได้ยินเสียงสบถดังลั่นของออกัสดังขึ้นเสียก่อน

.

เขาสะบัดมือผมทิ้งอย่างรวดเร็ว และมองหน้าผมด้วยสายตาที่โกรธจัด

“น้ำเงิน!!! นั่นนายทำอะไร”

ทำไรวะ?

“ก็...”

“ฉันให้จับมือ ไม่ได้ให้มาเกี่ยวก้อยฉัน!!!

“ก...ก็แค่เกี่ยวก้อยเองนะครับ ไม่เห็นต้องโกรธขนาดนี้เลย”

“แค่...เหรอ แค่เกี่ยวก้อยเหรอ! มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับฉันนะ!!!!

.

เอ้า...

“งั้น ผมขอโทษครับ”

.

“ขอโทษบ้าอะไรเล่า!

.

ง่ะ –0—

แล้วมึงจะให้กูทำยังไงก็บอกมาดิวะ ยืนโวยวายอยู่ได้ กูจะไปรู้เหรอ

“ไม่ไปดูแล้ว กลับ!

.

.

อด!

.

เง้อ...ชีวิตน้ำเงิน พ่อแม่จะรู้มั้ย ว่านอกจากผมจะต้องมาเป็นคนเลี้ยงม้ายูนิคอร์นแล้ว ยังต้องมาเจอเจ้านายนิสัยประหลาดๆ แบบนี้อีกด้วย

มีคนแบบเขาอยู่บนโลกสักสิบคน ผมคงปวดหัวตาย

.

.

คนที่เดินนำหน้าผมลงไปด้านล่าง เดินลูบและมองนิ้วก้อยของตัวเองพลางบ่นไปตลอดทาง

“มันผูกกันแล้ว”

“อะไรผูกเหรอครับ” ผมก็ถามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ฉันจะแก้มันยังไงดี”

“แก้อะไรครับ” ผมถามไปอีกเป็นครั้งที่สอง ในขณะที่เดินตามหลังเขาเข้ามาในปราสาท

เขาไม่ตอบ และหันมามองผมด้วยสีหน้าที่ยังโกรธอยู่

.

.

วันนี้ผมเห็นชัดเจนแล้วว่า ผมไม่ได้ตาฝาด เวลาเขาโกรธ ตาดำของเขาจะเปลี่ยนเป็นสีแดง

“อย่าบังอาจมายุ่งกับนิ้วก้อยของฉันอีกเด็ดขาด แล้วต่อไปนี้ห้ามเข้าใกล้ฉันด้วย”

“อ้าว ทำไมล่ะครับ แล้วผมจะเอาเลือดยูนิคอร์นไปให้คุณยังไง”

“เอามันให้เอ็ดเวิร์ด เขาจะนำมันมาให้ฉันเอง และถ้าเป็นไปได้ นายควรอยู่แต่ในห้อง อย่าออกมาให้ฉันเห็นหน้าอีก เข้าใจไหม!” เขาโมโหใส่ผม และทำท่าจะเดินหนีขึ้นชั้นบนไป

.

.

ผมไม่ยอมให้ใครมาเดินหนีผมง่ายๆ แบบนี้หรอก

“คุณออกัส” ข้อมือสีน้ำผึ้งของผมคว้าหมับลงไปที่มือขาวอีกครั้งหนึ่ง

“คุณโกรธอะไรผม ผมไม่เห็นว่าการเกี่ยวก้อยมันจะเป็นเรื่องใหญ่”

“กลับเข้าห้องนอนของนายไปเลยไป ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่นายออก!!!!

“ถึงคุณจะไล่ผมก็ไม่ไป จนกว่าผมจะได้รู้ว่าทำไมคุณต้องโกรธผมด้วย”

“ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้” ตอนนี้มือขาวซีดที่ถูกผมจับไว้ร้อนขึ้นทุกทีทุกที

“ไม่ไปครับ” ผมท้าทายด้วยการยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขายิ่งกว่าเดิม

“น้ำเงิน!! นายกำลังเล่นกับอะไร รู้รึเปล่า มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับมนุษย์อย่างนายเลยนะ!!!

“มนุษย์อย่างผม แตกต่างจากมนุษย์อย่างคุณตรงไหนล่ะ ทำไมเกี่ยวก้อยกันไม่ได้ นี่ไง ผมจะเกี่ยวให้ดูอีกทีนึง” ว่าแล้ว ผมก็คว้าข้อมือของเขาชูขึ้นมา และเกี่ยวกระหวัดนิ้วก้อยลงไปอีกครั้ง

.

คราวนี้ผมจงใจจับมือเขาไว้แน่นกว่าเดิน และเดินก้าวบันไดขึ้นไปสองก้าวเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกัน

“ก็ไม่เห็นจะมีใครตายนี่ครับ”

“น้ำเงิน!!!!” เขาคงโกรธจนแทบจะกินหัวผมได้อยู่แล้วตอนนี้

.

ออกัสเตียน อลาสเตอร์ ชายหนุ่มรูปงามสง่า โกรธผมจนตัวสั่นไปหมด

.

“ฉันเคยบอกนายแล้วว่าคนที่จะเกี่ยวก้อยกันคือเนื้อคู่เท่านั้น ไม่อย่างนั้นด้ายแดงจะเชื่อมทั้งสองคนไว้ด้วยกันจนไม่สามารถตัดกันขาดตลอดชีวิต นายกำลังเอาตัวเองมาผูกติดไว้กับฉัน มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับนาย”

.

แล้วไงวะ...

.

ผมไม่เห็นว่าความเชื่อไร้สาระนั่นมันจะน่าสนใจตรงไหน ก็แค่คติของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเชื่อแบบนั้นเท่านั้นเอง ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่ออกัสพูดจริงๆ ป่านนี้เป็นเนื้อคู่กันครึ่งโลกไปแล้วมั้ง

“ผมไม่สนนี่ครับ”

“แต่ฉันสน!

.

เห้อ

ผมปล่อยมือเขาลง และเดินลงบันไดมายืนที่เดิม

“จริงๆ ผมว่าคุณคิดมากไปนะ”

“นายนั่นแหละทำฉันคิดมาก!!! เกี่ยวก้อยฉันสองรอบ ทำแบบนั้นได้ยังไง!

“.....” ใบ้แดกไปเลยคุณ

.

ผมยืนเกาหัวแกรกๆ แล้วมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ

คุณลุงคนขับรถคงได้ยินเสียงโวยวาย เลยเดินมาถามออกัสว่าเกิดอะไรขึ้น

“ไม่มีอะไรหรอก เขาทำฉันหัวเสียนิดหน่อยน่ะ” เขาพยายามสงบสติอารมณ์และตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

.

สายตาลุงคนนั้นมองผมไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก

“ขึ้นไปข้างบน แล้วเก็บของใช้ส่วนตัวของฉันลงไปไว้ในห้องของน้ำเงินซะ”

“หืม??? ทำไมครับ” ผมถามขึ้นมาอย่างอยากรู้

อันนี้ผมสมควรต้องรู้ เพราะเขากำลังจะมาอยู่ในห้องเดียวกันกับผม

“ไปเก็บ แล้วไม่ต้องถามอะไรมาก” เขาสั่งอีกครั้ง คุณลุงจึงพาคนงานเดินขึ้นไปด้านบนอีกสองสามคน

.

ออกัสเตียนเดินเข้ามาประชิดตัวผม และลากแขนผมมานั่งในห้องนอนของผม ที่มันกำลังจะกลายเป็นห้องนอนของ เรา

“ด้ายแดงเชื่อมกันแล้ว คงต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปก่อน จนกว่าฉันจะหาทางแก้ได้”

.

.

.

อะไรนะ!!!!!

....................................................

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

ความคิดเห็น