facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 30 ตระกูลซ่ง (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 ตระกูลซ่ง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 377

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 ตระกูลซ่ง (2)
แบบอักษร

ตอนที่ 30

 

“นามข้าคือ ซ่งไห่เฟิง... เป็นน้องชายของ ซ่งหยุนไห่ ที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อครู่นี้อย่างไร...” ชายชรา กล่าวขึ้นตามตรง... 

 

ซุน เบิกตากว้างในทันที... ไม่แปลกใจเลยที่รัศมีของชายชราจะกล้าแกร่งเพียงนั้น ในเมื่อเป็นถึงน้องชายที่เคยติดตามยอดฝีมืออย่าง ซ่งหยุนไห่ มาก่อนในอดีต... แต่มันกลับยิ่งทำให้ ซุน เกิดข้อสงสัยเป็นทบทวี ในเมื่อตระกูลซ่ง มียอดฝีมือระดับนี้ประดับตระกูล ใยจึงตกต่ำถดถอยเพียงนี้... 

 

และยิ่งเมื่อ ซ่งไห่เฟิง เข้ามาใกล้... มันทำให้ ซุน สังเกตเห็นได้ว่าแขนซ้ายของชายชรา แท้จริงแล้วเป็นแขนเทียมที่ถูกสร้างอย่างประณีตจากไม้เนื้อดี หากแต่ด้วยการควบคุมลมปราณที่เหนือชั้น จึงสามารถแทรกซึมลมปราณเข้าไปควบคุม จนทำให้การเคลื่อนไหวของแขนเทียมมิต่างแขนจริง หากไม่สังเกตดี ๆ ก็ยากจะแยกแยะ 

 

“พวกเราทั้งสองฝ่าย ต่างไม่อยากจบลงที่ความรุนแรง... ดังนั้นเจรจากันก่อนดีหรือไม่?!” ชายชรากล่าวขึ้นต่อรอง 

 

เด็กหนุ่ม แสดงสีหน้าครุ่นคิด ไม่มีทางที่ ซุน จะยอมปล่อยตัวประกันหากไม่ได้รับหลักประกันเพียงพอ... ในตอนนั้นก็หวนนึกขึ้นได้ถึงแผนการบางอย่าง ตัดสินใจหยิบเอาเต้าสุราอีกเต้าหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ  

 

เพียงเปิดจุกฝามันออก กลิ่นรุนแรงแสบจมูกก็พลันคละคลุ้งไปทั่ว จากนั้นก็ยกกรอกใส่ปากของชายร่างท้วมที่หมดสติเบื้องหน้า ปล่อยให้ไหลลงสู่ลำคอจนสำลักขึ้น... ทุกคนโดยรอบทำได้เพียงจดจ้อง ยังไม่กล้าผลีผลามบุกเข้าไปช่วยเหลือ... 

 

ข้าจะยอมปล่อยเจ้านี่ไปก็ได้... หากแต่ถ้าพวกเจ้ากล้าลงมือกับข้าในภายหลัง เจ้าคนผู้นี้ก็จะต้องตกตายตามข้าไปด้วยเช่นกัน...” ซุน จำเป็นต้องข่มขู่เอาไว้ก่อน แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้ย่อมไม่ทราบแน่ชัด ว่าเด็กหนุ่มให้ชายร่างท้วมกลืนกินสิ่งใดลงไป 

 

ซุน ตวัดเท้ายกร่างของหมีใหญ่ผู้นี้ ดีดลอยสูงตรงไปยังชายชรา... ซ่งไห่เฟิง เพียงแตะสัมผัสที่ร่างนี้เบา ๆ ส่งกระแสลมปราณเข้าไปเกื้อหนุน ตกลงสู่พื้นด้วยความนิ่มนวล... 

 

บรรยากาศเริ่มผ่อนปรนลง เหตุผลที่ ซุน ยอมรับการเจรจาของ ซ่งไห่เฟิง ก็เพราะเห็นว่าคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความประสงค์รุนแรงถึงขั้นสังหารเอาชีวิต การล่อลวงและการปล้นชิง เกือบจะเรื่องสามัญของดินแดนแห่งนี้ไปแล้ว ผู้อ่อนแอมักตกเป็นเหยื่อเสมอ ความผิดจึงไม่ถึงขั้นอภัยมิได้... 

 

“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนกับการไว้ชีวิตเจ้าหมีใหญ่... แต่หากสิ่งที่เจ้าต้องการเป็นเงินทองแล้วล่ะก็ เจ้าก็น่าจะทราบได้ว่าพวกเราคงไม่มีให้...” ซ่งไห่เฟิง กล่าวขึ้น แม้จะส่งลมปราณเข้าไปตรวจสอบ ก็ไม่อาจพบเจอพิษใด ๆ ในร่างเจ้าหมีใหญ่ เพราะสิ่งที่เล่นงานคือฤทธิ์สุรา ที่มีเพียง ซุน เท่านั้นที่แก้ไขได้... 

 

ซุน สวมกอดอก สีหน้าไร้กังวล... 

“ข้าไม่ได้โหดร้ายถึงขั้นรีดเลือดปู... แรกเริ่มเดิมทีสิ่งที่ข้าต้องการ ก็เพียงที่พักแรมค่ำคืนหนึ่งเท่านั้น... แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็ชักอยากรู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรกันแน่ จึงทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ที่ถือครอง ป้ายเหล็ก ตกต่ำได้ในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 20 ปี ต่อให้สูญเสียอดีตผู้นำอย่าง ซ่งหยุนไห่ ไปก็เถอะ...” 

 

“เข้าใจแล้ว... หากเจ้าไม่รังเกียจก็พักที่นี่ตามประสงค์ ส่วนเรื่องของตระกูลซ่งนั้น เอาไว้มีโอกาส ข้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง...” ชายชราตวัดสายตามองไปยัง คนอื่น ๆ ในโถงอาหาร 

 

“ดูแลเด็กคนนี้ให้ดี... โดยเฉพาะเจ้า ซ่งจือฮุ่ย มาขออภัยกับเด็กหนุ่มผู้นี้ เรื่องที่เจ้าเสียมารยาท และจงขอบคุณที่มันยังยอมไว้ชีวิตเจ้าหมีใหญ่... ข้าเคยบอกพวกเจ้าแล้ว ว่าสักวันมันจะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แต่พวกเจ้าก็ยังดึงดันใช้วิธีการสกปรก จนทำให้ชื่อเสียงตระกูลซ่งต้องมัวหมอง... 

 

เหตุผลที่ข้าไม่เอ่ยปากห้ามปรามพวกเรา ก็เพราะตัวข้านั้นแก่ชราลงทุกวัน อาการบาดเจ็บเรื้อรังก็กำเริบอยู่เป็นนิจ อีกไม่นานก็คงตายจากไป... เหลือก็แต่พวกเจ้าที่จะต้องประคับประคองตระกูลซ่ง ดังนั้นจะทำสิ่งใดก็หัดใคร่คราญให้ดี...” ซ่งไห่เฟิง เค้นเสียงตำหนิทุกคนภายในโถงอาหาร ซึ่งสีหน้าของทุกคนล้วนพากันก้มหน้าต่ำสำนึกผิด 

 

ซุน มองดูแล้ว พบว่าไม่น่าจะเป็นการเสแสร้ง... 

สุดท้ายก็นั่งลง ยกไหสุรา ไม่สนใจเรื่องภายใน... 

 

หญิงสาว ก้าวเดินเนืองช้าสีหน้าสำนึกผิด นั่งลงยังทิศตรงข้าม... 

“ต้องขออภัยด้วย ที่พยายามจะล่อลวงเจ้า...” 

 

แก้แค้นสินะ...”  

 

“!!!!!!!!!” นางรู้สึกตกใจ ที่ได้ยินคำนั้น 

“ทะ...ทำไมเจ้า?!” 

 

“ข้ารู้ตั้งแต่ที่เจ้าเข้ามาชักชวนแล้ว... แม้รอยยิ้มจะประดับใบหน้า หากแต่แววตาของเจ้าเต็มไปด้วยความคับแค้นบางอย่าง... สีหน้าอาจหลอกลวงผู้อื่นได้ แต่จิตใจแลวิญญาณย่อมมิอาจหลอกลวงตนเอง 

 

ข้ากับเจ้าเราไม่เคยรู้จักกัน... หากคาดเดาไม่ผิด เจ้ามิได้เจาะจงที่ข้า แต่เจาะจงผู้มาจากต่างถิ่นเสียมากกว่า ทั้งยังเป็นคนต่างถิ่นในช่วงวัยใกล้เคียง ลึก ๆ คงคาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะเจอตัวผู้ที่สร้างรอยแผลให้กับเจ้า...” ซุน กล่าวพลางจดจ้องหญิงสาวไม่วางตา 

 

นางสั่นสะท้านทั้งหยดน้ำตาที่เอ่อล้น...  

“ใช่แล้ว... เรื่องล่อลวงข่มขู่เพื่อปลดทรัพย์นับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สำคัญกว่านั้นมันคือการแก้แค้น!! เจ้ารู้จักประวัติความเป็นมาของตระกูลซ่ง เจ้าก็คงจะรู้ว่าในอดีตตระกูลของพวกเรายิ่งใหญ่มาก เงินทองและความมั่งมีที่บิดาข้า ซ่งหยุนไห่ สั่งสมไว้นั้น หากใช้อย่างระมัดระวังต่อให้ใช้ไปอีก 100 ปี ก็คงไม่หมดสิ้น” 

 

ซุน หดนัยน์ตาแคบลง... ทำให้ได้รู้ว่านางคือบุตรสาวของ ยอดขุนศึกในอดีต... 

“เกิดอะไรขึ้น?!” 

 

นางกำหมัดแนบแน่นขึ้น... ดวงตาเปี่ยมโทสะเมื่อหวนนึกถึง... 

“ทั้งหมดมันเป็นเพราะข้าเอง... เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นข้ายังอายุเพียง 14 ปี ยังคงไร้เดียงสา ประกอบกับหัวรั้นมิฟังใคร ทำตามอำเภอใจตนเอง ถือว่าเป็นสายเลือดตระกูลหลักเพียงหนึ่งเดียว ที่มีอำนาจสืบทอดมรดกทั้งหมดของท่านพ่อ... 

 

ช่วงเวลานั้นเอง ก็ได้มีเด็กหนุ่มจากต่างถิ่นเฉกเช่นเดียวกับเจ้านี่แหละ ทั้งยังมีความองอาจ สง่างาม จัดเป็นเอกบุรุษที่ไม่อาจพบเจอได้ในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้... ข้าที่ยังเยาว์วัยนัก อดมิได้ที่ลุ่มหลงในเปลือกที่ถูกห่อหุ้ม... 

 

เด็กหนุ่มผู้นั้นช่วงวัยไล่เลี่ยกับข้า ทั้งยังเดินทางเพียงลำพังทำให้ดูไร้พิษภัยต่อผู้ใด... มีภูมิความรู้มิต่างบัณฑิตแก่เรียน วรยุทธก็เหนือกว่าผู้ใดในรุ่น ใครเห็นก็ล้วนชื่นชน และยังเข้ามาตีสนิทเสนอตัวเป็นผู้สอนพิเศษในแก่ข้า ซึ่งมันทำให้ข้าเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกเหนือกว่าหญิงสาวทั้งเมือง หลงนึกไปไกลว่าเราทั้งสอง ต่างมีใจให้แก่กัน...  

 

ช่วงเวลา ณ ตอนนั้น เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งท่านอาออกไปติดต่อธุระที่เมืองหลวง จึงไม่ได้อยู่ในตระกูล... ไม่ว่าผู้ใดในตระกูล ณ เวลานั้น พยายามให้ข้าทบทวนความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเร็วเกินไป แต่ข้าก็หาฟังผู้ใดไม่... 

 

เพียงแค่ไม่ถึง 10 วัน เด็กหนุ่มผู้นั้นเอ่ยปาก ร้องข้อหยกตราประจำตระกูลซ่ง เพื่อค้ำประกันกู้ยืมสำหรับซื้อตำรา และอุปกรณ์ศึกษาต่าง ๆ กับทางสมาคมพ่อค้าในเมืองแห่งนี้... ข้าที่กำลังหน้ามืดตามัวไปกับความลุ่มหลง ทั้งยังเป็นผู้เดียวที่เข้าถึงหยกตราประจำตระกูลได้ จึงยอมทำตามคำร้องขอโดยไม่บ่ายเบี่ยง... 

 

สุดท้ายแล้ว กว่าที่ข้าจะรู้ตัว ตระกูลซ่ง ก็เป็นหนี้ค้ำประกันหลายล้านเหรียญทอง... ความมั่งคั่งที่บิดาข้าทำเอาไว้ หมดสิ้นลงในชั่วข้ามคืน!! อีกทั้งเด็กหนุ่มผู้นั้นก็หลบหนีออกจากเมือง หายตัวเข้ากลีบเมฆ... 

 

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือเมื่อท่านอามาทราบความจริงในภายหลัง... ท่านอามิได้ดุด่าข้าแม้แต่คำเดียว!! มันยิ่งทำให้ข้าตกอยู่ในความรู้สึกผิดบาป ตระกูลซ่งต้องพังทลายก็เพราะข้า ต้องตกที่นั่งลำบากก็เพราะข้า!! 

 

ตั้งแต่วันนั้น ข้าก็ไม่อาจลบเลือนความเคียดแค้น... ท่านอา พยายามเตือนให้ข้าหยุดยั้งความเกลียดชัง แต่สุดท้ายข้าก็ไม่อาจลบเลือนมันได้อย่างหมดจด ทุกคราที่เห็นเด็กหนุ่มจากต่างถิ่น จิตใจข้าราวกับถูกภาพความทรงจำเข้ากัดกิน... ไหว้วานเหล่าลูกพี่ลูกน้องในตระกูลให้ช่วยเหลือในการข่มเหงรังแจคนเหล่านั้น...” นางกล่าว ออกมาทั้งน้ำตา สร้างความเวทนาให้กับ ซุน อยู่ไม่น้อย... 

 

ซุน ได้ฟังเช่นนั้น ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อถือทั้งหมดในทันที... 

“หากเรื่องราวเป็นดังที่เจ้าว่าจริง ๆ อาศัยพลังฝีมือของ ท่านอาเจ้า ซ่งไห่เฟิง ไหนเลยที่จะไม่อาจติดตามหาตัวเด็กหนุ่มผู้นั้น...” 

 

นางกลับแสดงสีหน้าย่ำแย่ลงกว่าเดิม... 

“นั่นแหละ คือความผิดพลาดครั้งที่สองของพวกเรา... ท่านอา แม้จะไม่ตำหนิตัวข้า แต่ก็เปี่ยมไปด้วยโทสะต่อเด็กหนุ่มคนดังกล่าว จึงสืบค้นจนรู้มาว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นสืบเชื้อสายตระกูลที่น่ากลัวเช่นเดียวกัน!! 

 

ท่านอา เข้าไปในเมืองหลวง บุกไปยังตระกูลเด็กหนุ่มคนดังกล่าว... แต่สุดท้าย ท่านอา กลับถูกยอดฝีมือของตระกูลนั้นเล่นงานจนสาหัส สูญเสียพื้นฐานลมปราณไปบางส่วน ทั้งยังสูญเสียแขนไปข้างหนึ่ง จนต้องใส่แขนเทียมเช่นทุกวันนี้ พวกเราไม่มีเงินทองมากพอที่จะจ้างวาน หมอเทวดา มาช่วยรักษาอาการบาดเจ็บในครั้งนั้น มันจึงยังเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรังให้กับท่านอาจนมาถึงปัจจุบัน...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง... 

“เล่นงานท่านอาเจ้า ที่เป็นยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มได้เนี่ยนะ?! เด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นคนจากตระกูลใดกัน!!” 

 

“เด็กหนุ่มคนนั้น นามว่า เกาทงหลิน เป็นหนึ่งในอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปพยัคฆ์ขาว เก่งกาจทั้งวรยุทธ และเปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ ปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดังจน ราชวงศ์ไป๋สู่ ยังต้องทาบทาม... พื้นเพก็มิใช่สามัญ เป็นคนของตระกูลเกาที่ถือครองป้ายเหล็ก เฉกเช่นเดียวกับตระกูลซ่ง เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ตระกูลซ่งพวกเราในตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดจะนำไปต่อกรได้แม้สักนิด...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รู้สึกท้อแท้ใจเมื่อเอ่ยถึงความแข็งแกร่งของศัตรู 

 

ตึง! 

 

เสียงเก้าอี้ ที่หงายไปด้านหลังจนล้มลง... เกิดขึ้นจากการลุกยืนอย่างพรวดพราดกะทันหันของเด็กหนุ่ม... ทำให้สมาชิกตระกูลซ่ง ในโถงอาหารแห่งนี้ต้องจดจ้องมายังที่มาของเสียง ก่อนทุกคนจะตกใจกับสีหน้าดุดันของ ซุน ที่เวลานี้ดวงตาแดงก่ำขึ้นฉับพลัน ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเด็กหนุ่มและหญิงสาวกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน... 

 

“เจ้าว่าอะไร!! ตระกูลเกา ที่ถือครองป้ายเหล็ก งั้นหรือ!!” เด็กหนุ่ม แผดเสียงขึ้นดังกว่าปกติ 

 

หญิงสาว รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย... แต่ก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ 

“ชะ...ใช่” 

 

ตราสัญลักษณ์บนป้ายตระกูล เป็นรูปดวงตะวัน ใช่หรือไม่!!” ซุน เอ่ยถามย้ำขึ้น 

 

นางพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง... 

“ใช่... ตระกูลเกาที่ถือครองป้ายเหล็ก พวกเราเคยสืบค้นข้อมูลมาแล้ว ว่าในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ มีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้น...” 

 

คราวนี้กลับเป็นฝ่าย ซุน ที่กำหมัดแนบแน่นแทนหญิงสาว... ซุน ไม่เคยลืมภาพความทรงจำของผู้ว่าจินหง(ตอนที่ 20) ที่รับคำสั่งจากชายแซ่เกา และได้แสดงป้ายเหล็กตระกูลเกา อันมีสัญลักษณ์เป็นดวงตะวันเด่นชัดบนแผ่นป้ายนั้น... 

 

ก่อนหน้านี้ ซุน ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะสืบค้นที่มาของศัตรู จากป้ายเหล็กตระกูลเกา ในความทรงจำนั้นเช่นกัน... โดยตั้งใจว่าจะไปให้ถึงที่เมืองหลวงเสียก่อน แล้วค่อยสืบค้นข้อมูลเหล่านั้น ไม่คิดเลยว่า ซุน จะได้ทราบข้อมูลที่เกิดจากเหตุบังเอิญ รู้ที่มาของป้ายเหล็กตระกูลเกา ที่ ซุน กำลังตามหาอยู่... 

 

กระทั่ง เฒ่าชีเปลือย ยังแผดเสียงหัวเราะชอบใจในความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นนี้... จนเริ่มไม่แน่ชัดว่าการที่ ซุน ได้มาพบเจอกับ ซ่งจือฮุ่ย ด้วยการชักนำที่เริ่มต้นได้ไม่ดีนัก... แท้จริงแล้วมันอาจเป็นชะตากรรมบางอย่าง ของทั้งสองคนก็เป็นได้... 

 

.......................................... 

**แจ้งล่วงหน้า วันที่ 4-5 ที่จะถึงนี้ ไม่ได้อัพนิยายนะครับ เพราะไรท์ต้องขับรถไปต่างจังหวัด จึงขอแจ้งเป็นไม่อัพไว้ก่อน... แต่หากมีเวลาเพียงพอในการเขียน ก็จะพยายามอัพให้ได้วันละ 1 ตอนนี้ ขอบคุณครับ Free-J** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว