facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

28.เมีย ผบ.กองร้อย (NC18+)

ชื่อตอน : 28.เมีย ผบ.กองร้อย (NC18+)

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.2k

ความคิดเห็น : 177

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 01:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
28.เมีย ผบ.กองร้อย (NC18+)
แบบอักษร

28.เมีย ผบ.กองร้อย 

  

               แก้วเจ้าจอมพลิกกายไปมาอยู่บนเตียงนอนนุ่ม มือเล็กๆ ลูบไล้ไปบนที่นอนด้วยความคุ้นเคย สัมผัสแบบนี้ กลิ่นที่นอนที่มีกลิ่นกายผู้ชายติดอยู่แบบนี้ คุ้นๆ แปลกๆ เธอคิด แต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้นเพราะยังหลับสบายอยู่ เพราะเช้านี้อากาศเย็น มีฝนตกปรอยๆ บรรยากาศดีๆ แบบนี้มันเหมาะกับการซุกตัวอยู่บนที่นอนที่สุด 

               “อื้มมมม” เธอครางออกมาในลำคอเมื่อมือหยาบๆ ลูบไล้วนอยู่ที่แผ่นหลัง แล้วเหมือนกับเจ้าของมือจะก้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอของเธอด้วย มือหยาบๆ เลื่อนมาลูบไล้ที่สะโพกกลมกลึงแล้วค่อยๆ ดึงชายกระโปรงชุดนอนของเธอขึ้นอย่างช้าๆ ถึงแม้ว่าแก้วเจ้าจอมจะใส่ชุดนอน แต่ก็ใส่แค่ชุดนอนจริงๆ ไม่ได้มีชุดชั้นในติดกายเลยสักชิ้น กระโปรงชุดนอนถูกเลื่อนขึ้นมาจนถึงเอวบางที่มีรอยช้ำจากการรับน้องเมื่อวาน แก้วเจ้าจอมคล้ายกับรู้สึกตัวอยู่ตลอดแต่ก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมอง เธอคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความฝันของตัวเอง เพราะตั้งแต่วันที่รู้ว่าจะได้กลับมาหาใครบางคนที่ยะลา เธอก็มักจะฝันถึงแต่เขาตลอด และในความฝันเธอก็ยังได้ร่วมสุขสมกับเขาด้วย แต่ว่า...ทำไมคราวนี้ความฝันมันถึงได้เหมือนความจริงนักล่ะ 

               “อ๊ะ!!!” เธอร้องออกมาเบาๆ เสียงสั่นเครือเมื่อเนื้อนวลของกายสาวคล้ายกับถูกอะไรบางอย่างล่วงล้ำ นิ้วเรียวที่สอดแทรกเข้ามาอย่างนุ่มนวลทำให้น้ำหวานของเธอฉ่ำเยิ้ม ความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าเมื่อคืนลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อวานนี้เธออ่อนแรงด้วยความเพลียจึงไม่อาจจะปลดปล่อยอารมณ์เสน่หาได้ แต่ว่า...ถ้าในชีวิตจริงเธอไม่ได้ปลดปล่อยอารมณ์รัก เช่นนั้น...ก็ขอให้ความฝันนี้ช่วยปลดปล่อยเธอแทนแล้วกัน สะโพกสวยขยับเข้าหานิ้วเรียวที่สอดแทรกเข้ามา เสียงกระซิบที่ดังข้างหูไม่ได้ทำให้แก้วเจ้าจอมที่กำลังมีความสุขอยู่กับความฝันรู้สึกตัวแม้แต่น้อย 

               “เช้าแล้ว ถ้าไม่ตื่นพี่จะลักหลับแล้วนะแม่นางไม้น้อย” 

               “...พี่พนา...” ความฝันของเธอมีเพียงแค่เขาคนเดียว ความฝันเป็นอิสระเสรีของเธอที่ไม่มีใครมาบงการได้ เธอจะทำอะไรก็ได้อยู่ในความฝันนี้ หรือแม้แต่...จะรักใครก็ได้ 

               “พี่พนา...” ผู้กองพนาทวนเมื่อได้ยินเธอละเมอเรียกเขา ทั้งๆ ที่ความจำเสื่อมแต่เธอกลับเรียกเขาแบบนี้ หรือว่า...จิตใต้สำนึกของเธอมันไม่ได้ลืมเขาไปด้วย ถ้าเขาพยายามฟื้นความทรงจำให้กับเธอ เธอจะต้องจำเขาได้ในไม่ช้า จากที่เพียงแค่จะปลุกเธอเฉยๆ เมื่อคิดแบบนี้ขึ้นมาผู้กองพนาก็ดับไฟในบ้านพักลงอีกครั้ง เหลือเอาไว้เพียงแค่แสงจากตะเกียงเจ้าพายุตัวเดิม เขาปลดผ้าขนหนูที่นุ่งอยู่ออกจากกายแล้วขยับเข้าไปแนบชิดกับเธอ ซึ่งแก้วเจ้าจอมก็ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมา จากที่นอนตะแคงตอนนี้เธอพลิกกายกลับมานอนหงาย ทำให้ผู้กองพนาได้จังหวะเข้าไปนั่งอยู่ระหว่างเรียวขาขาวสวย สองจิตสองใจว่าจะทำดีมั้ย ถ้าเธอเกิดรู้ตัวแล้วตื่นขึ้นมาปฏิเสธเขาก็จะยอมถอย แต่ถ้า... 

               “พี่พนา...” มือเล็กๆ ยื่นมาไขว่คว้าเขาลงไปหา เสียงหวานเรียกร้องหาแต่เขาคล้ายกับต้องการการปลดปล่อย เมื่อดึงเขาลงไปหาแล้วเธอก็พยายามเบียดกายเข้าหาเขาอีก โดยเฉพาะสะโพกที่ส่ายเข้าหากลางกายเขา ทำไมถึงละเมอได้น่ากลัวแบบนี้ ถึงแม้ว่าในความฝันของเธอจะเป็นเขา แต่ถ้าในความเป็นจริงคนที่ทาบทับเธออยู่นี้ไม่ใช่เขาล่ะ มันจะไม่แย่เอาหรอ 

               “แก้วตื่นได้แล้ว พี่ไม่อยากลักหลับใครตอนนี้หรอกนะ ตอนนี้พี่ยังพอข่มใจได้อยู่...อั๊ก!” แขนเล็กๆ ข้างหนึ่งโน้มคอของเขาลงไปหาอีก ก่อนที่เขาจะถูกเธอกอดรัดเอาไว้แน่น 

               “...แก้วคิดถึงพี่พนา...” แก้วเจ้าจอมยิ้มบอกกับเขาในความฝัน โดยที่ไม่รู้ว่าความฝันของเธอมันจะเป็นความจริงและเขาก็ได้ยินในสิ่งที่เธอพูด ผู้กองพนาดีใจจนเนื้อเต้น สิ่งที่มาจากจิตใต้สำนึกล้วนไม่มีการโกหกใดๆ เลยแม้แต่น้อย ถ้าเธอบอกกับเขาในฝันว่าคิดถึง หัวใจของเธอมันก็คงคิดถึงเขาจริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอจะยอมถูกย้ายมาที่นี่อย่างนั้นหรอ เส้นใหญ่อย่างเธอ ถ้าเธอไม่อยากลงมาที่ยะลาซะอย่างใครจะไปบังคับเธอได้ 

               “พี่ก็คิดถึงแก้ว คิดถึงเหลือเกินรู้มั้ย” เขาโน้มกายลงมาจูบเธอที่ข้างแก้มนุ่มๆ พร้อมๆ กับแยกเรียวขาทั้งสองข้างของเธอออกจากกัน ในเมื่อตอนนี้เธอเองก็ต้องการเขาและเขาก็คิดถึงเธอมาก การจะลักหลับเมียตัวเองก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอกใช่มั้ย 

               “...อ่าห์!!!” เขาแหงนหน้าขึ้นแล้วเปล่งเสียงครางออกมาอย่างพยายามอดกลั้นเมื่อค่อยๆ สอดกายฝังรักเข้าไปในช่องทางนุ่มๆ อุ่นๆ และคับแน่นจนเขาปวดหนึบไปทั้งกายแกร่ง ในขณะที่แก้วเจ้าจอมที่ยังคงหลับฝันหวานอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกรุกล้ำ ความเหนื่อยล้าจากการรับน้องเมื่อวาน แม้จะได้นอนเอาแรงมาทั้งคืนแต่เธอก็ยังสะลึมสะลือคล้ายกับละเมออยู่ เธอเห็นผู้กองพนากำลังขยับกายกดสะโพกเข้าหาเธอเป็นจังหวะ ความซาบซ่านมันทำให้เธอรัญจวน สงสัยนักว่าทำไมความฝันของเธอถึงได้เหมือนจริงแบบนี้ 

               “...จะไม่ตื่นจริงๆ ใช่มั้ย” 

               “อ๊า!!! อึก...” 

               “จะให้พี่หยุดรึเปล่า” แม้จะรู้ดีว่าตัวเองหยุดไม่ทันแล้วแต่เขาก็ยังถาม เช่นเดียวกับที่แก้วเจ้าจอมกอดเขาแน่น ไม่ เธอจะไม่ตื่น เธอจะไม่ตื่นไปเผชิญหน้ากับความจริงเด็ดขาด เธอจะอยู่ในความฝันของเธอแบบนี้ตลอดไป เธอจะอยู่กับสามีของเธอ 

               เพราะเข้าใจว่าตัวเองหลับฝัน และเป็นฝันที่เหมือนกับความจริงทำให้แก้วเจ้าจอมปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขาอย่างง่ายดาย เธอไม่ต่อต้านและไม่ปฏิเสธขัดขืน หากแต่เธอกลับเต็มใจร่วมรักกับเขาด้วยความสุข  

               “อ่าห์...ซี๊ดดดดด อะ อื้อออออ” เสียงหวานครางแผ่วๆ เมื่อรักรสหวานซาบซ่าบซึมลึกลงไปถึงหัวใจ น้ำหวานของเธอยิ่งรินไหล ความคับแน่นเสียดสีจนเธอเสียวใจแทบขาด เสียงเนื้อกายกระทบกันดังก้องอยู่ในหัว ทรวงอกอวบทั้งสองเต้าถูกนวดคลึงบีบขยี้ ยิ่งอารมณ์รักของเขารุนแรงเขาก็ยิ่งบีบหน้าอกของเธอแน่นจนเธอเจ็บระบม มือหยาบบีบหน้าอกของเธอแน่นจนปลายยอดชูชัน แล้วเขาก็ก้มลงมาดูดส่วนปลายยอดต่อพร้อมๆ กับกระแทกสะโพกเข้าหาเธอแรงๆ ทำเอาแก้วเจ้าจอมครางออกมาลั่นกับความฝันที่เหมือนจริงนี้ แม้ว่าตอนนี้เธอพอจะรู้สึกตัวบ้างแล้วแต่เธอก็ยังเข้าใจว่ามันเป็นความฝันอยู่ และเป็นฝันที่ดีมากๆ ด้วย... 

  

 

 

               แม้เช้านี้จะมีฝนตกแต่ผู้หมวดศิวะก็ยังคงต้องทำหน้าที่ตามเดิม นั่นก็คือการทำหน้าที่ รปภ. คุณครู เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้คุณครูขณะเดินทางไปสอนหนังสือที่โรงเรียน แน่นอนว่ามีขนมไปให้เด็กๆ นักเรียนไถอีกตามเคย ส่วนผู้หมวดเผ่าเทพตอนนี้กำลังแบ่งหน้าที่ให้ตำรวจน้องใหม่รับผิดชอบตามความสามารถและความเหมาะสมอยู่ 

               “เป็นไรครับคุณหมอ กระสับกระส่ายใหญ่เลย อาการขัดยอกเมื่อวานนี้ยังไม่ดีขึ้นหรอ” ผู้หมวดศิวะถามอย่างกวนๆ คุณหมอหน้าตี๋ที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ยิ่งตอนนี้ได้มาร่วมงานกันก็เหมือนฟ้าดินเป็นใจให้เขาได้หาโอกาสแกล้งลูกชายนายตำรวจคนใหญ่คนโต 

               “พี่ไนเปอร์ยังไม่มาเลย จะเป็นอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้” อรินว่าด้วยความเป็นห่วง จึงไม่ได้ใส่ใจว่าผู้หมวดศิวะกำลังกวนประสาทเขาอยู่ 

               “เมื่อวานโดนรับน้องหนักขนาดนั้นก็คงจะเพลียแหละ ผู้กองสั่งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าถ้าคุณแก้วไม่ไหวยังไงก็ให้พักก่อนได้ เมื่อเช้านี้คุณหมอไม่ได้ไปดูอาการคุณแก้วหรอครับ” 

               “ไปเคาะประตูห้องนอนแล้ว แต่พี่ไนเปอร์ไม่ตอบ มีแต่ส่งข้อความมาว่าขอนอนพักต่ออีกหน่อยเท่านั้น” 

               “ก็ตามนั้นแหละ” ผู้หมวดศิวะว่ายิ้มๆ พลางหยิบผ้าคลุมกันฝนลายเดียวกับชุดเครื่องแบบตำรวจพลร่มมาสวมและเตรียมอาวุธปืนให้พร้อมก่อนการออกไปปฏิบัติหน้าที่ สักพักก็เห็นผู้กองพนาเดินเข้ามาที่อาคารอำนวยการด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี ผู้หมวดหนุ่มเห็นแล้วก็แอบอมยิ้มออกมาเพราะเขารู้ว่าที่ผู้กองดูท่าจะอารมณ์ดีแบบนี้น่ะ เป็นเพราะอะไร ก็เมื่อคืนตอนที่เขาดื่มหนักจนต้องออกมาหาที่ยิงกระต่าย เขาแอบเห็นผู้กองพนาอุ้มพาแก้วเจ้าจอมที่มีเพียงแค่ผ้าขนหนูห่อกายกลับไปที่บ้านพักของตัวเอง ได้เมียไปนอนกกทั้งคืนแบบนี้ใครบ้างจะไม่อารมณ์ดี ยิ่งผู้กองพนามีกลิ่นกายแสนหอมของแก้วเจ้าจอมติดตัวมาจนหอมฟุ้งแบบนี้ ท่าทางจะได้ปรับความเข้าใจกันแบบถึงพริกถึงขิงแล้ว 

               “หมวด เตรียมกำลังพลให้ผมด้วยนะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมมีออกลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทีมลาซู เอาน้องใหม่ไปฝึกงานด้วยซักสามสี่คนหน่อยนะ ผลัดกันออกงานโหดๆ จะได้ชิน ขอหมอไปกับผมหนึ่งคนด้วย” ผู้กองพนาสั่งกับผู้หมวดเผ่าเทพที่เพิ่งตามเข้ามาที่อาคารอำนวยการ ส่วนผู้หมวดศิวะกับทีม รปภ. คุณครูได้ออกไปปฎิบัติหน้าที่ประจำแล้ว 

               “ผู้กองเพิ่งถูกลอบยิงมาคราวก่อน นี่จะออกลาดตระเวนอีกแล้วหรอครับ” 

               “ผมนัดกับทีมลาซูเอาไว้แล้ว คราวนี้จะออกลาดตระเวนทั้งทางบกแล้วก็ทางน้ำ ดักจับพวกเข้าป่าลอบตัดไม้ล่าสัตว์ ไหนจะเส้นทางขนยาเสพติดอีกน่ะ ทางทีมลาซูเขาอยากได้กำลังเพิ่งแล้วผมก็มองว่ามันเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้แอบสืบเรื่องของพวกไอ้ชารีฟไปในตัวด้วย พวกมันแค้นผมมาก ยังไงซะพวกมันก็จะต้องกลับมา ยิ่งรู้ว่าคราวก่อนผมรอดตาย พวกมันก็คงจะเจ็บใจกันมาก เอาเป็นว่าหมวดเตรียมกำลังให้ผมด้วยก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมเรื่องหมอล่ะ ขอหมอไปกับผมด้วยคนหนึ่ง” 

               “ผมไปเอง” อรินที่ได้ยินเรื่องนี้รีบอาสา ถ้าหากภารกิจนี้มันอันตราย คนที่ต้องไปก็คือเขา ไม่ใช่แก้วเจ้าจอม 

               “เรื่องใครจะไปเอาไว้ก่อนคุณหมอ มาอยู่ที่นี่คุณหมอไม่ต้องห่วงเรื่องจะไม่มีงานทำ ที่นี่มีงานให้คุณหมอทำเยอะมาก แต่ผมต้องดูก่อนว่าคุณหมอแต่ละคนเหมาะกับภารกิจไหนมากที่สุด หนักๆ ลุยๆ หน่อยก็คงเป็นคุณหมอได้ไป ส่วนงานรองลงมาก็คงเป็นคุณแก้วเจ้าจอม” ผู้กองพนาแสยะยิ้มใส่ แม้จะไม่ชอบใจที่อรินตามมาเป็นก้างขวางคอระหว่างเขากับแก้วเจ้าจอม แต่ในเรื่องของหน้าที่การงาน อาชีพและตำแหน่งของอรินถือว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านที่นี่มาก 

               “แล้วนี่คุณแก้วเจ้าจอมอยู่ที่ไหนล่ะ” แม้ว่าเขาจะรู้ดีที่สุดว่าแก้วเจ้าจอมอยู่ที่ไหน แต่ก็แสร้งทำเป็นถามไปงั้นๆ 

               “เมื่อวานท่าทางจะฝึกหนักไปพี่ไนเปอร์เลยไม่ค่อยสบาย” 

               “อ้อ งั้นก็ปล่อยให้คุณแก้วเธอพักผ่อนไปก่อนก็แล้วกัน คนเป็นหมอ มาป่วยเองมันไม่ดี” ว่าจบก็เดินกลับเข้าห้องทำงานไปอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ทิ้งให้อรินได้แต่ยืนทำหน้าเซ็งใส่ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าวันนี้ผู้กองพนาดูจะอารมณ์ดีแปลกๆ และที่สำคัญ...ที่ตัวของเขามีกลิ่นหอมแปลกๆ ติดอยู่ กลิ่นหอมแบบนี้มันเหมือนกับกลิ่นตัวของแก้วเจ้าจอมเลย ชักไม่น่าไว้ใจเลยแฮะ 

               “เดี๋ยวผมจะพาคุณหมอไปที่ห้องพยาบาลนะ เผื่อขาดเหลืออะไรผมจะได้เบิกของบด้านพยาบาลให้” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาบอกพร้อมกับเดินนำอรินไปยังสถานที่ทำงานของเขา เมื่อคืนนี้ผู้หมวดศิวะมากระซิบกับเขาว่าแอบเห็นผู้กองพนาอุ้มพาแก้วเจ้าจอมในชุดผ้าขนหนูเข้าไปในบ้านพักของตัวเอง หายไปด้วยกันทั้งคืนไม่อยู่ร่วมงานฉลองรับน้องใหม่ แล้วเช้านี้ผู้กองพนาก็มีกลิ่นหอมติดตัวมา ไหนจะดูอารมณ์ดีมากๆ อีก ถึงไม่บอกเขาก็พอจะเดารู้ว่าเป็นเพราะอะไร  

               “หมวด ทีมลาซูที่ผู้กองพนาพูดถึงเมื่อกี้นี่คือใครหรอ” อรินหันมาถามเมื่อผู้หมวดเผ่าเทพพาเขามาที่ห้องพยาบาลของฐานแล้ว และบอกว่าเมื่อก่อนตอนที่แก้วเจ้าจอมยังความจำเสื่อมอยู่เธอเป็นคนดูแลห้องพยาบาลแห่งนี้เอง และมีดาบดำรงเป็นลูกมือคอยช่วยงาน 

               “อ้าว เป็น ตชด. ยังไงไม่รู้จักทีมลาซู” ผู้หมวดเผ่าเทพว่า ที่ย้ายลงใต้มานี่คงแค่จะตามแก้วเจ้าจอมมาอย่างเดียวสินะ เรื่องที่ทำงานจะเป็นยังไง ต้องร่วมงานกับใครก็คงจะไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาก่อน 

               “ทีมลาซู หรือ LRSU ย่อมาจาก Long Range Surveillance Unit เป็นหน่วยเฝ้าตรวจลาดตระเวนระยะไกล เป็นหนึ่งในหน่วยพิเศษอีกหน่วยของตำรวจตระเวนชายแดน สามารถรบได้ทั้งบนบก ในน้ำแล้วก็อากาศ โดยเฉพาะการปรับตัวให้คุ้นชินกับพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนจะมาเป็นทีมลาซูก็จะต้องฝึกกันก่อนประมาณ 2 เดือนได้ ถ้าคุณหมอสนใจ จะไปฝึกบ้างก็ได้นะ” 

               “ผมจบหลักสูตรเรนเจอร์กับหลักสูตรส่งทางอากาศมา แค่นี้ยังไม่พออีกหรอ” 

               “ก็...พอมันก็พออยู่หรอก คุณหมออายุยังน้อยเผื่อจะอยากเพิ่มขีดความสามารถให้ตัวเองอีก อีกอย่างคุณหมอก็อยู่ในหน่วยของแพทย์ ไม่ใช่หน่วยรบ ถ้าจะไม่ฝึกอะไรเพิ่มก็คงไม่เป็นไร แต่ในฐานะที่ผมเป็นรุ่นพี่ ผมก็แค่แนะนำเฉยๆ ว่านอกจากหลักสูตรต่อต้านปราบปรามการก่อความไม่สงบที่ ตชด. ทุกคนต้องผ่านเราก็ควรจะฝึกอย่างอื่นเพิ่มด้วย อย่างผู้กองพนา ผู้กองเขาผ่านหลักสูตรหน่วยรบพิเศษของทางตำรวจมาหมดเลยนะ ทั้งตำรวจพลร่ม กระโดดร่มแบบกระตุกเอง นเรศวร 261 หรืออรินทราช 26 มนุษย์กบตำรวจ เก็บกู้ระเบิด EOD ล่าสุดก็หลักสูตรลาซูที่เคยฝึกเป็นเพื่อนน้องชายเมื่อสามปีก่อน นี่ยังไม่รวมหลักสูตรหน่วยรบของเหล่าทัพอื่นอีก อย่างรีคอนกับเรนเจอร์ ถ้าคุณหมออยากแกร่ง ก็เลือกไปฝึกเพิ่มอีกซักหลักสูตรก็ได้” 

               “ไว้ผมจะลองคิดดูก็แล้วกัน” อรินเองก็คิดเหมือนอย่างที่ผู้หมวดเผ่าเทพแนะนำ ถ้าเป็นแพทย์ที่อยู่ในเมือง หลักสูตรหน่วยรบเหล่านี้อาจไม่จำเป็นสำหรับเขา แต่ถ้าเขาจะทำงานในพื้นที่เสี่ยงแบบนี้ ยิ่งมีความสามารถเยอะ ความสามารถของเขาก็จะยิ่งเป็นประโยชน์กับคนอื่นมากขึ้น ผู้กองพนาอาจจะเก่งด้านการรบ แต่ถ้าเขาจะเก่งทั้งการรบแล้วก็เป็นหมอด้วย ผู้กองพนาก็คงเทียบเขาไม่ได้ และที่สำคัญ...แก้วเจ้าจอมจะได้ภูมิใจในตัวเขา ถึงเขาจะอายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี แต่เขาก็จะเป็นที่พึ่งให้กับเธอให้ได้ 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงสาย เธอกระลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าขณะนี้ตัวเองนอนอยู่ที่ไหน ที่นี่มัน...บ้านพักของผู้กองพนา เตียงนอนนี้ที่เธอเคยหลับนอนมาก่อน เดี๋ยวสิ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมเธอถึงมาอยู่ในสภาพนี้ล่ะ เธอสวมชุดนอนสายเดี่ยวที่ยับยู่ยี่ ไร้ชุดชั้นใน เนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยรอยจูบ รอยฟัน เธอรู้สึกปวดร้าวหน้าอกราวกับถูกใครขย้ำมา ปลายยอดอกของเธอก็แดงช้ำ ปากบวมนิดๆ เพราะพิษจูบ และที่สำคัญ...ที่กายสาวส่วนสงวนมัน...ไม่เหมือนเดิม เธอเป็นหมอนะ เธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น 

               “บ้าจริง!” เธอว่าออกมาเมื่อดึงผ้าห่มออกจากตัว เรียวขาของเธอมีแต่รอยจูบฝังเอาไว้ ที่เรียวขา หน้าท้อง หน้าอกหรือแม้แต่ที่ริมฝีปากของเธอมีคราบของน้ำรักเปรอะเปื้อน ที่นอนก็มีคราบเลอะเป็นดอกดวง นี่มัน...ภาพความฝันเมื่อช่วงเช้ามืดแจ่มชัดขึ้นมาในโสตประสาท ไอรักแสนอบอุ่นที่เธอคิดว่ามันเป็นความฝันเลยปล่อยตัวปล่อยใจไปแท้ที่จริงมันกลับไม่ใช่ความฝัน หากแต่มันคือความจริง แล้วในความจริงที่เกิดขึ้นก็เป็นเธอเองที่ให้ความร่วมมือกับเขาทุกอย่าง เรียกหาแต่เขา ยั่วยวนเขา 

               หยดน้ำตาของแก้วเจ้าจอมรินไหลด้วยความปวดใจ เธอดึงผ้าห่มมาห่อกายที่บอบช้ำ ที่ร้องไห้ออกมาไม่ใช่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เธอเสียใจที่ไม่อาจครองรักกับเขาได้อย่างเปิดเผย เธอกลับมาหาเขาก็เพื่ออยากอยู่ใกล้ๆ อยากให้ความใกล้ชิดค่อยๆ ชักนำไปสู่ความรักเหมือนกับเมื่อวันวาน แต่พอเธอมาเจอเขา เขากลับมีผู้หมวดมาริษาคอยอยู่เคียงข้าง สิ่งนี้ทำให้เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการที่เธอกลับมาหาเขา เธอคิดถูกหรือเปล่า ไหนจะมีอรินตามมาเป็นสายข่าวรายงานความประพฤติของเธอให้พ่อเธอรู้อีก บางทีการเกิดมาเป็นคนที่ต้องรักษาหน้าตาของตระกูลเอาไว้ แม้จะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีแค่ไหนก็ยังต้องมีเรื่องให้ต้องปวดใจอยู่ดี 

               แก้วเจ้าจอมรีบเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว จากนั้นก็หยิบชุดเสื้อผ้าของเธอที่เคยใส่เมื่อสามเดือนก่อนจากตู้มาสวม เพราะชุดเสื้อผ้าของเธอเมื่อวานนี้เขาเอาไปแขวนตากเอาไว้ให้ที่ราวตากผ้าข้างบ้าน ไว้แห้งดีก่อนเธอค่อยกลับมาเอา ส่วนตอนนี้...เธอต้องออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะทันได้มีใครมาเห็น 

               ช่วงเวลานี้ที่ฐานค่อนข้างเงียบ ทุกคนออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองหมดจึงไม่ทันมีใครสังเกตเห็นแก้วเจ้าจอมในชุดกระโปรงยาวสีขาวและเสื้อผ้าลินินสีชมพูอ่อนเดินออกมาจากบ้านพักของผู้กองพนาก่อนจะรีบกลับมาที่บ้านพักของตัวเอง ทันทีที่มาถึงแก้วเจ้าจอมก็รีบไปเปิดประเป๋าเดินทางของตัวเองออกเมื่อมีของบางอย่างที่เธอยังไม่ได้นำออกมา นั่นก็คือกล่องยาสามัญส่วนตัว เธอหยิบยาแผงหนึ่งออกมาก่อนจะแกะเม็ดยากินตามลูกศรที่ระบุเอาไว้พร้อมกับยาอีกตัวที่เธอเตรียมเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน แต่หลังจากที่กินยาสองชนิดนี้ไปแล้วแก้วเจ้าจอมก็ยังคงนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียวที่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกสับสน 

               “พี่ไนเปอร์! พี่ไนเปอร์ตื่นแล้วรึยัง เป็นอะไรมากมั้ยพี่ นี่มันจะเที่ยงแล้วนะออกมากินข้าวกินปลาหน่อย” เสียงอรินดังขึ้นที่หน้าห้องพัก แก้วเจ้าจอมจึงรีบปาดน้ำตาออกแล้วซ่อนแผงยาคุมกับยาคุมฉุกเฉินเอาไว้ใต้หมอน เก็บกล่องยาให้เรียบร้อยแล้วปั้นหน้ายิ้มออกไปเปิดประตูให้อรินเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

               “อะ...อรินมีอะไรรึเปล่า” 

               “มีอะไรรึเปล่า ผมต่างหากที่ต้องเป็นคนถามพี่ว่าเป็นอะไรรึเปล่า ปกติต่อให้ฝึกหนักแค่ไหนก็ไม่ถึงกับต้องนอนซมแบบนี้นี่ หน้าก็ดูซีดๆ ด้วย พี่ไนเปอร์ยังโอเคอยู่มั้ย” ไม่ถามเปล่าแต่อรินยังยื่นมือจะมาอังแก้มของเธอดู พลันแก้วเจ้าจอมก็หันไปเห็นผู้กองพนายืนอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน พอเห็นเขาเธอก็รีบก้าวถอยหนีทันทีด้วยยังไม่อยากจะเจอหน้าเขาตอนนี้ 

               “อะไรของพี่เนี่ย ทำตัวแปลกๆ นะยัยโหดวันนี้ แล้วนี่อะไร ใส่กระโปรงซะเป็นสาวหวานเหมือนมารีนเลย ไม่คุ้นตาอ่ะ อย่างพี่นี่ต้องเสื้อยืดกางเกงยีนแล้วก็ถือปืนทำหน้าดุๆ ถึงจะชินตาหน่อย” 

               “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่ปวดเมื่อยนิดหน่อยแต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ออกไปก่อนเถอะเดี๋ยวพี่แต่งตัวเสร็จแล้วจะออกไปกินข้าวเที่ยงด้วย” แก้วเจ้าจอมกระชับผ้าคลุมไหล่คลุมกายให้มิดเพราะกลัวอรินจะเห็นรอยจูบตามเรียวแขนและลำคอ 

               “งานยังไม่ได้ทำกับเขา ตื่นมาก็จะกินข้าวเที่ยงเลยนะคุณสไนเปอร์” 

               “จะออกไปดีๆ หรือจะให้เตะออกไป” 

               “แหม แกล้งแหย่นิดหน่อยทำเป็นฉุนเฉียวนะ อ่ะๆ ผมจะไปรอข้างนอกแล้วกัน” อรินยอมออกไปแต่โดยดี ถ้าขู่เขาได้ขนาดนี้แล้วแก้วเจ้าจอมก็คงจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ 

  

 

 

               มื้อเที่ยงที่โรงครัวเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มทุกนายต่างก็มาร่วมกินข้าวพร้อมๆ กัน แม้แต่ผู้กองพนากับผู้หมวดทั้งสองก็ด้วย ซึ่งเขาเลือกที่จะนั่งรวมอยู่กับเหล่าตำรวจน้องใหม่ที่เพิ่งรับน้องกันมาเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นการแสดงความเป็นกันเองไม่ถือเนื้อ ไม่ถือตัว เมื่อเจ้านายกับลูกน้องสนิทกัน มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันการทำงานร่วมกันก็จะง่ายขึ้น เมื่อแก้วเจ้าจอมกับอรินเดินเข้ามาที่โรงครัว ทุกคนต่างก็กวักมือเรียกให้คุณหมอทั้งสองไปนั่งด้วย การที่มีทุกๆ คนอยู่ด้วยช่วยทำให้แก้วเจ้าจอมคลายความอึดอัดลง ยังพอที่จะทำใจไปนั่งร่วมโต๊ะกับทุกๆ คนและผู้กองพนาได้อยู่ แต่ทันทีที่ผู้หมวดมาริษาปรากฎกายขึ้นพร้อมกับปิ่นโตอาหาร แก้วเจ้าจอมก็ต้องชะงัก 

               “สวัสดีค่ะผู้กอง นึกว่าจะมาไม่ทันมื้อเที่ยงซะแล้วสิ เมื่อเช้าแม่ริษาทำแกงเหลืองไหลบัวใส่กุ้ง ริษาเห็นว่าผู้กองชอบก็เลยแบ่งมาให้ค่ะ เอามาเผื่อทุกคนที่ฐานด้วยนะคะ” หลายๆ คนพากันส่งเสียงเฮและขอบคุณผู้หมวดคนสวยที่เสน่ห์ของผู้กองทำให้พวกเขาพลอยลาภปากไปด้วย มีเพียงแค่ผู้กองพนาเท่านั้นที่ยังคงนั่งทำหน้านิ่งอยู่แล้วจึงหันมาทางแก้วเจ้าจอมด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่อเช้ามืดนี้เขาเผลอทำรุนแรงกับเธอไปจนเธอหลับยาวลุกไม่ขึ้นจนเกือบเที่ยง สีหน้าซีดๆ ของเธอตอนนี้เห็นแล้วเขาก็เป็นห่วงเธอนัก อยากจะเข้าไปหาแต่เธอก็มีอรินอยู่ข้างกายตลอดเวลา 

               “คุณหมอทั้งสองมาทานด้วยกันสิคะ” ผู้หมวดมาริษาเดินเข้ามาหาแก้วเจ้าจอมที่ยังยืนถือจานข้าวอยู่กับที่ “เห็นว่าเพิ่งย้ายมาจากทางเหนือ คุณหมอทานอาหารใต้ได้รึเปล่าคะ อาหารใต้ที่นี่น่ะรสจัดแล้วก็แซ่บมากเลยนะ แซ่บกว่าผัดผักกับไข่เจียวในมือคุณหมอซะอีก” 

               “จะตบกันกลางโรงครัวมั้ยเนี่ย” ผู้หมวดศิวะว่า เพราะตอนนี้แก้วเจ้าจอมไม่ใช่แก้วเจ้าจอมคนเดิมอีกต่อไปแล้ว 

               “อาหารแต่ละพื้นที่ก็ล้วนแต่อร่อยและมีเอกลักษณ์ประจำตัวค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรเท่านั้น แล้วที่หมวดริษาบอกว่ารสจัดแล้วก็แซ่บมากน่ะ ไอ้ที่ว่าแซ่บๆ ไม่ทราบว่า...เคยมีใครได้ชิมแล้วรึยัง ถ้าแซ่บแต่ไม่มีใครเอา เอ้ย! ใครชิม มันก็แซ่บแค่ในหม้อนั่นแหละค่ะ ต่อให้ถือร่อนไปให้เขากินถึงที่ ถ้าเขาไม่กิน จะแซ่บแค่ไหนก็คือไม่กินค่ะ” ว่าจบแก้วเจ้าจอมก็เดินถือจานข้าวออกไปจากโรงครัวทันทีทิ้งให้ผู้หมวดมาริษาได้แต่ยืนเจ็บใจอยู่กับที่ที่ถูกหลอกด่า 

               “ผมอิ่มพอดี ทุกคนตามสบายนะ” ผู้กองพนารีบลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินออกไปจากโรงครัวอีกคนอย่างไม่ได้สนใจมองกับข้าวที่ผู้หมวดมาริษานำมาให้ ซึ่งการกระทำของเขามันยิ่งตอกย้ำในสิ่งที่แก้วเจ้าจอมว่า ต่อให้ถือร่อนไปให้เขากินถึงที่ ถ้าเขาไม่กิน จะแซ่บแค่ไหนก็คือไม่กิน 

               “ไอ้ศิ มึงว่าที่คุณแก้วพูดน่ะ คุณแก้วหมายถึงอาหารหรือว่าอะไรวะ” 

               “กูก็เริ่มไม่แน่ใจแล้ว” ผู้หมวดศิวะตอบผู้หมวดเผ่าเทพ แต่จะพูดถึงอะไรก็ตามแต่ ให้ผัวเมียเขาไปเคลียร์กันเอง ส่วนก้างขวางคอ ต้องรีบจัดการด่วน 

               “หมอๆๆ มากินข้าวด้วยกันดีกว่า มาๆๆ” เขารีบลุกไปลากเอาอรินมานั่งด้วยเมื่อเห็นหมอหนุ่มทำท่าจะตามแก้วเจ้าจอมไป 

               “เชิญหมวดตามสบายเถอะ ผมจะไปตามพี่ไนเปอร์” 

               “โอ๊ย ไปตามทำไม ไม่ใช่แฝดสยามซักหน่อย ไม่ต้องตามตัวเป็นเงาก็ได้มั้ง มากินข้าวด้วยกันดีกว่านานๆ ทีฐานนี้จะมีหมอมาดูแล ขอตีซี้หน่อยเผื่อเจ็บไข้ได้ป่วยผมจะได้มีคนรักษา” ผู้หมวดศิวะกับผู้หมวดเผ่าเทพล็อกตัวอรินไม่ยอมให้ตามแก้วเจ้าจอมไปง่ายๆ ส่วนผู้หมวดมาริษา แม้ทุกคนจะชวนให้เธออยู่กินข้าวด้วยกันแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่ต่อแล้ว เพราะเธอกำลังอายในสิ่งที่แก้วเจ้าจอมว่าและอายในการกระทำของผู้กองพนา ต่อให้เธอจะทำดีกับเขาสักแค่ไหนแต่เขาก็ไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลย 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมหลบมานั่งกินข้าวคนเดียวอยู่ใกล้ๆ กับแปลงผักที่ทางฐานปลูกเอาไว้เป็นเสบียง ถึงแม้ว่าที่ฐานจะมีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้ แต่เรื่องอาหารการกินก็ยังลำบากอยู่จึงได้มีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์จำพวกเป็ด ไก่แล้วก็ปลาเอาไว้ด้วย เธอนั่งกินข้าวด้วยความรู้สึกเซ็งๆ ไม่อยากจะร้องไห้ออกมาอีกแล้ว แต่เมื่อกี้นี้คือเธอโกรธมาก โกรธจน...ถ้าเธอไม่เดินหนีออกมาล่ะก็ผู้หมวดมาริษาอาจจะแขนขาหักเพราะเธอได้ คนอย่างเธอเป็นคนฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ถ้าใครมาดูถูกเธอ เธอจะเอาคืนไม่ยั้งเลย ผู้หมวดมาริษาโชคดีที่เธอยังพอจะควบคุมอารมณ์โกรธได้ เพราะถ้าเธอทนไม่ได้ จะว่าเธอใจร้ายไม่ได้เด็ดขาด 

               “กินเยอะๆ นะ” เมื่อกินมื้อเที่ยงอิ่มแล้วแต่ยังเหลือเศษข้าวอยู่ แก้วเจ้าจอมจึงตักข้าวเปล่ามาวางลงพื้นให้กระต่ายป่าสองตัวกิน เพราะฐานอยู่ติดกับชายป่าทำให้มีสัตว์อย่างกระต่ายป่าหลุดเข้ามาที่ฐานบ่อยๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกนายก็ปล่อยให้กระต่ายป่าเข้ามาในฐานได้โดยไม่ทำอันตรายมัน กระต่ายป่าที่นี่จึงค่อนข้างคุ้นเคยกับผู้คน โดยเฉพาะแก้วเจ้าจอม ซึ่งเมื่อก่อน ตอนที่เธออยู่ที่นี่เธอก็มักจะมีกระต่ายป่าเป็นเพื่อนเล่นด้วยเสมอ 

               “ท่าทางแก้วจะชอบกระต่ายมากนะ พี่จำได้ว่าที่บ้านของแก้ว แก้วมีตุ๊กตากระต่ายเยอะเลย” ผู้กองพนาเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ เธอหลังจากที่เดินตามหาเธออยู่นานจนมาเจอที่นี่ ภาพถ่ายตอนเด็กๆ ของเธอ มักจะเป็นภาพที่เธอถือตุ๊กตากระต่ายเอาไว้ตลอด ตอนที่เขายังอยู่ที่บ้านของเธอ เขาก็เห็นพวกแม่บ้านขนตุ๊กตากระต่ายของเธอมาซักทำความสะอาดให้ 

               “...” 

               “ต่อไปแก้วไม่ต้องไปอาบน้ำที่ป่าหิ่งห้อยแล้วนะ มันไกล ถ้าห้องน้ำที่บ้านพักไม่สะดวกก็มาใช้ที่บ้านพักของพี่ พี่ยังเก็บข้าวของของแก้วเอาไว้ให้ทุกอย่าง ถ้าหนาว จะมานอนที่...” 

               “นี่ที่แปลกนะ” ยังไม่ทันจะพูดจบ แก้วเจ้าจอมก็พูดขึ้นก่อน “อยู่ฐานปฏิบัติการของตำรวจแท้ๆ แต่ก็หาความปลอดภัยไม่ได้เลย นอนหลับอยู่ดีๆ ก็ถูกลักหลับซะอย่างนั้น” แววตาของเธอเย็นชามากเมื่อยามมองเขาจนผู้กองพนาใจแป้ว เขาก็ลืมไปว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะญาติดีกับเขาและที่เธอยอมเขาเมื่อเช้าก็เป็นเพราะว่าเธอหลับลึกจนเข้าใจว่าตัวเองฝันอยู่ 

               “ลักหลับเมียตัวเองมันผิดตรงไหน” ในเมื่อเธอเย็นชามาเขาก็จะกวนประสาทกลับให้ดู หนอย ตอนนี้ล่ะทำเป็นปากดี ทีเมื่อเช้านี้ล่ะเอาแต่นอนครางแง้วๆๆ เป็นลูกแมวให้เสืออย่างเขาขย้ำ 

               “พูดให้มันดีๆ นะ” แก้วเจ้าจอมลุกขึ้นยืน “ใครเมียผู้กอง” 

               “ใครนอนกับผม ผมก็เรียกเมียหมดแหละ” 

               “รวมหมวดริษาด้วยรึเปล่า ทั้งรสจัด ทั้งแซ่บขนาดนั้น” 

               “แซ่บสู้เมียของผมไม่ได้หรอก” 

               “รู้ได้ไงว่าสู้ไม่ได้ ไปลองมาแล้วหรอ” แก้วเจ้าจอมเกิดอาหารหัวร้อนขึ้นมา ไม่ถามเปล่าแต่มือของเธอยังผลักเขาไปจนชนเข้ากับต้นไม้ด้วย 

               “เขาน่ะ ผมยังไม่ได้ลอง แต่ถ้าเป็นเมียของผม...เมื่อเช้าก็ได้ลองหลายท่าอยู่นะ” 

               ผลัวะ!!! 

               ผู้กองพนาที่แสยะยิ้มกวนประสาทเธอถึงกับทรุดลงไปกองหมดสภาพอยู่กับพื้นเมื่อถูกคนตรงหน้าจับแทงเข่าเข้าให้ที่กล่องดวงใจ แล้วพอแก้วเจ้าจอมจะยกเท้าขึ้นกระทืบซ้ำที่จุดเดิมเขาก็รีบยกมือขึ้นห้าม 

               “เมียจ๋าพี่ผิดไปแล้ว ถ้าโกรธพี่ จะต่อยหน้าพี่หรือชกท้องพี่ก็ได้ แต่พี่ขอร้อง...ที่กล่องดวงใจเนี่ย ช่วยทะนุถนอมมันหน่อย เมื่อเช้าเมียจ๋าเพิ่งกอด เพิ่งจูบ เพิ่งกลืนกินมันไปนะ ถ้ามันเสียหายไปต่อไปเมียจ๋าจะเล่นกับอะไร...” 

               ผลัวะ!!! 

               “ก็ไปเล่นกับของคนอื่นไง” แก้วเจ้าจอมว่าก่อนจะเชิดหน้าเดินหนี ทิ้งให้ผู้กองพนาได้แต่นอนกองอยู่กับพื้นโดยที่คราวนี้เบ้าตามีรอยช้ำเพราะถูกชกอีกอย่างจังด้วย เขาก็กลัวว่าเธอจะเล่นงานที่จุดเดิมซ้ำเลยปกป้องกล่องดวงใจอย่างเต็มที่ แต่ใครมันจะไปรู้เมื่อจู่ๆ เธอก็ฮุกหมัดเข้าเบ้าตาของเขา 

               “ฮึ่ม!!! ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยโหดสไนเปอร์!!! ยัยผู้หญิงโหดแรงควาย...แรงกระต่ายน้อยแสนน่ารัก” ผู้กองพนาแทบจะเปลี่ยนคำพูดไม่ทันเมื่อแก้วเจ้าจอมเดินกลับมาหา เขาก็นึกว่าเธอจะกลับมาเล่นงานเขาอีกจึงได้หลับตาปี๋ยอมให้เมียกระทืบต่อ แต่ที่ไหนได้ เธอแค่กลับมาเอาจานข้าวที่ลืมเอาไว้เท่านั้น พอคว้าจานข้าวได้แล้วเธอก็เดินเชิดหน้าจากไปอีกครั้ง ทิ้งให้เขานอนเดี้ยงอยู่กับกระต่ายป่าสองตัวนี่ 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมกับอรินช่วยกันวางแผนการทำงานขณะที่อยู่ที่ฐาน โดยจะทำงานกันเป็นผลัด คือผลัดกลางวันและผลัดกลางคืนสลับกันคนละอาทิตย์ แม้อรินจะขัดใจไปบ้างเพราะจะไม่ได้อยู่กับแก้วเจ้าจอมอีกบ่อยๆ แต่เพื่อหน้าที่เขาก็ต้องจำยอม โดยเขาจะเป็นผลัดกลางคืนก่อนแล้วให้แก้วเจ้าจอมทำงานผลัดกลางวัน แล้วหากหมอคนไหนมีภารกิจต้องไปทำนอกฐาน หมออีกคนก็จะต้องอยู่ประจำการที่ฐาน และหากมีภารกิจนอกฐานพร้อมๆ กัน อรินก็อาสาเลือกที่จะทำภารกิจที่เสี่ยงกับอันตรายที่สุดด้วยความเป็นห่วงแก้วเจ้าจอม 

               “วันนี้ผมจะพาคุณหมอทั้งสองออกลาดตระเวนตามหมู่บ้านในพื้นที่ที่พวกเรารับผิดชอบ คุณหมอจะได้รู้จักกับชาวบ้าน รู้จักพื้นที่” ผู้กองพนาเดินเข้ามาบอกแก้วเจ้าจอมกับอรินที่กำลังนั่งเล่นกันอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพยาบาลหลังมื้อเช้า 

               “นึกยังไงวันนี้ใส่แว่นตาดำ” แก้วเจ้าจอมหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ยินอรินถามผู้กองพนา เพราะเธอคือคนที่รู้สาเหตุว่าทำไมเช้าวันนี้ผู้กองพนาถึงได้สวมแว่นตาดำ คนอื่นอาจจะมองว่าเขาใส่แล้วดูหล่อขึ้น เท่ขึ้น แต่สำหรับเธอ...หึ! น่าขำมากกว่า นี่แหละจุดจบของคนที่กล้าหือกับเมีย 

               “แดดมันแรง ใส่อำพรางแสงไปงั้นๆ แหละ” 

               “แดดแรง” สองพี่น้องพากันเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเหนือต้นไม้ใหญ่  

               “แดดแรงหรือว่า...วิ่งไปชนหมัดใครมาจนตาช้ำรึเปล่าคะผู้กอง เนี่ย เราสองคนเป็นหมอ ให้เราช่วยรักษาให้มั้ยคะ หืม” แก้วเจ้าจอมลอยหน้าลอยตาถามจนอรินต้องหรี่ตามองตามเพื่อหาร่องรอยตาช้ำๆ ของผู้กองหนุ่ม จะว่าไปก็เห็นรอยช้ำโผล่ออกมาจากแว่นตาอยู่หน่อยๆ นะ 

               “หมัดใครอะไร ช่วงนี้ผมแค่แพ้แสงแดดก็เท่านั้น” คนใส่แว่นตาดำผลักแก้วเจ้าจอมกลับไปนั่งที่ม้านั่งริมระเบียงตามเดิมแล้วโยนปืนยาวจู่โจมให้อรินหนึ่งกระบอก ก่อนจะยื่นอีกกระบอกให้กับแก้วเจ้าจอม ซึ่งเธอก็รีบรับเอาไว้อย่างคล่องแคล่วว่องไว 

               “โอ้โห ตอนอยู่แม่สอดใช้ M16A1 พอมาอยู่ที่นี่ใช้ M4A1 รุ่นใหม่ล่าสุดเลยหรอเนี่ย” 

               “เพื่อความคล่องตัว ที่นี่เสี่ยงตายบ่อยกว่าที่แม่สอด เพราะงั้นเรื่องอาวุธก็ต้องให้ดีๆ หน่อย ของใหม่น่ะ ได้มาเพราะเส้นคุณปู่ของใครบางคนแถวนี้” ผู้กองพนาตอบอรินแล้วมองมาทางแก้วเจ้าจอมที่กำลังเช็คอาวุธปืนในมือด้วยรอยยิ้มถูกใจ คล้ายกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่ให้เขารู้สึกเอ็นดูนัก จะว่าไปความสัมพันธ์ของเธอกับอรินก็ไม่ได้ดูมีอะไรลึกซึ้งกันมาก มองเผินๆ เหมือนพี่สาวกับน้องชายกันจริงๆ เมื่อเช้าเธอยังตบศีรษะอรินซะแรงเลยเพราะอรินแกล้งดึงผมเธอ ใครๆ ในฐานต่างก็รับรู้ว่าเธอกับอรินเป็นพี่น้องกันจริงๆ แต่ว่า...ยังไงซะเขาก็ยังไม่ไว้ใจหรอก เมียทั้งคน ไม่มีใครชอบให้เมียตัวเองไปสนิทกับผู้ชายคนอื่นหรอก 

               นอกจากชุดเครื่องแบบลายเสือของเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มแล้ว สิ่งที่แก้วเจ้าจอมต้องใส่เพิ่มก็คือเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งที่เสื้อเกราะของเธอจะมีแม็กกาซีนปืนสำรองอยู่สามอัน ที่เอวมีปืนพกสั้น นอกจากนั้นก็มีพวกมีดพก ทั้งเล่มใหญ่และเล่มเล็กรวมถึงมีดพกที่ผู้กองพนาเคยให้กับเธอด้วย ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องหวานสวยดูไม่เข้ากับชุดเครื่องแบบและอาวุธที่อยู่ติดตัวเธอเลยแม้แต่น้อย คุณหนูบ้านรวยตระกูลดังอย่างเธอสมควรนั่งสวยๆ อยู่ในห้องแอร์ไม่ใช่การมาใช้ชีวิตลำบากอยู่ที่ฐานปฏิบัติการริมชายแดนแบบนี้ 

               “ปิดหน้าด้วย” ผู้กองพนาเดินเข้ามาหาเธอขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวออกไปลาดตระเวนกันในวันนี้ และการไปลาดตระเวนครั้งนี้แก้วเจ้าจอมก็ติดเครื่องมือทางการแพทย์และยาสามัญไปด้วย เผื่อได้พบเจอชาวบ้านที่ไม่สบายเธอจะได้ช่วยดูอาการให้ 

               “ทำไมต้องปิดหน้าด้วย อื้อออออ” คำตอบยังไม่ทันได้ ผ้ากองพนาก็จัดการสวมผ้าปกปิดใบหน้าสีดำให้กับเธอ สองแขนยื่นมาจัดผ้าให้กระชับกับใบหน้าหวานอย่างถือวิสาสะ จากนั้นก็สวมหมวกกันกระสุนลายเดียวกับชุดเครื่องแบบให้กับเธอ ทำให้ใบหน้าหวานสวยถูกปกปิดไป 

               “เมื่อสามเดือนก่อนชารีฟมันขู่จะฆ่าคุณ พวกสารวัตรคมกฤชก็ยังหนีไปได้ ตอนนี้คุณมีศัตรูหมายหัวอยู่สองกลุ่ม การปกปิดใบหน้าไม่ให้ใครรู้ว่าคุณเป็นใครจะเป็นการดีที่สุด ผมยังไม่อยากเป็นพ่อม่ายเมียตายหรอกนะ อีกอย่าง...สวยขนาดนี้ผมหวง ผมไม่อยากให้ใครมาจ้องเมียผม” 

               ดวงตาคู่หวานสวยมองสบตากับเขาผ่านแว่นตาดำที่เขาสวมอยู่ หากไม่มีผ้าสีดำปกปิดใบหน้าเอาไว้เขาคงจะรู้แน่ว่าเธอแก้มแดงมากแค่ไหน ยิ่งยามที่เขาก้มลงมาจัดหมวกกันกระสุนให้กับเธอ หัวใจของแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งเต้นโครมคราม กลัวว่าเขาจะรู้นักว่าเธอกำลังหวั่นไหว และผ้าที่ปกปิดใบหน้าของเธอเอาไว้อยู่ก็ช่วยซ่อนรอยยิ้มของเธอเอาไว้ด้วย 

               “ยืนนิ่งๆ นะ เดี๋ยวผมใส่สนับเข่าให้” พอส่วนศีรษะเรียบร้อยแล้วผู้กองพนาก็นั่งลงบนส้นเท้าข้างหนึ่งตรงหน้าเธอเพื่อใส่สนับเข่าให้ ใส่สนับเข่าให้อย่างเดียวไม่พอ แต่เขายังช่วยผูกเชือกรองเท้าคอมแบทที่ยังหลวมอยู่ให้กับเธออีกด้วย ตั้งแต่เป็นตำรวจมาเขาก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละรองเท้าคอมแบทคู่เล็กขนาดนี้ อย่างกับรองเท้าเด็ก 

               การกระทำของผู้กองพนาทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มนายอื่นๆ แอบมองด้วยรอยยิ้มด้วยรู้กันดีว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่คืออะไร ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มน้องใหม่ที่เพิ่งมาประจำการก็ประจักษ์ชัดแล้วว่าคุณหมอคนสวยมีเจ้าของ หลังจากที่เคยพยายามจะเข้ามาจีบแต่ก็ได้รับการเตือนจากตำรวจรุ่นพี่ว่าอย่าเลยจะดีกว่าเพราะเธอเป็นภรรยาของผู้กองพนา เพิ่งจะได้มาเห็นกับตาก็คราวนี้ ฝ่ายอรินที่เพิ่งเดินถือเป้ใส่เครื่องมือทางการแพทย์มาที่จุดรวมพลก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ กับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่แล้ว เขาว่าสายตายามที่ผู้กองพนามองแก้วเจ้าจอมมันดูแปลกๆ แก้วเจ้าจอมเองก็ดูดีใจมากที่จะได้ย้ายมาประจำการที่นี่ พอมาถึงเธอก็ชอบแอบมองผู้กองพนาอยู่บ่อยๆ แววตาที่เธอมองเขาเธอไม่เคยมองใครแบบนี้มาก่อน มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความคิดถึง โหยหาและห่วงใย เช่นเดียวกับที่ผู้กองพนาก็ชอบแอบมองเธอ แอบยิ้มเวลามองเธอและเมื่อวานนี้...ที่ตัวของเขาก็มีกลิ่นตัวหอมๆ ของแก้วเจ้าจอมติดอยู่ มันหอมฟุ้งราวกับเขาและแก้วเจ้าจอมขลุกอยู่ด้วยกันมาทั้งวันทั้งคืน การกระทำของทั้งสองคนมันทำให้เขาอยากรู้นักว่าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่แก้วเจ้าจอมอยู่ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง มันเหมือนกับว่ายังมีเรื่องราวบางอย่างที่ผู้กองพนายังเล่าให้ครอบครัวของแก้วเจ้าจอมฟังไม่หมด 

               “นี่ แค่ใส่สนับเข่า แต่งตัวแค่นี้ฉันทำเป็นน่าไม่ต้องให้ผู้กองมาช่วยหรอก ทำอย่างกับพ่อแต่งตัวให้ลูกสาวไปโรงเรียนงั้นแหละ” แก้วเจ้าจอมว่าขึ้นเมื่อผู้กองพนาลุกขึ้นยืนมาเช็คความเรียบร้อยของเสื้อเกราะให้เธออีก 

               “นั่นสิ สงสัยจังผมจะมีโอกาสได้แต่งตัวให้ลูกสาวของเราไปโรงเรียนรึเปล่านะ” 

               “อย่าฝัน” 

               “ขอฝันหน่อยไม่ได้หรอ ทำงานเสี่ยงตายทุกวันแบบนี้อย่าว่าแต่จะมีลูกเลย ขนาดมีเมีย เมียก็ทิ้ง ชีวิตของผมก็มีกำลังใจอยู่ได้เพราะความฝันลมๆ แล้งๆ นี่แหละ” เขาตบไหล่เล็กๆ ของเธอเบาๆ ก่อนจะเดินไปสั่งการกับลูกน้องที่เหลือโดยที่แก้วเจ้าจอมได้แต่มองเขาอย่างหงอยๆ อรินจึงถือโอกาสนี้เดินเข้ามาหาเธอแล้วกระแทกเป้ใส่เครื่องมือทางการแพทย์ลงตรงหน้า 

               ตุ๊บ! 

               “อริน!!! วางเบาๆ หน่อยสิเดี๋ยวของข้างในก็เสียหายหรอก” แก้วเจ้าจอมหันมาแหวใส่ด้วยความตกใจ 

               “แหม ดูสนิทสนมกันจังเลยนะ ทำอย่างกับคนเป็นแฟนกันงั้นแหละ” 

               “แฟนอะไร พูดให้มันดีๆ นะเด็กปากเสีย” ฝ่ามือของเธอยื่นมาตีเขาอย่างปรามๆ แต่แทนที่อรินจะวิ่งหนีทำหน้าตาล้อเลียนเธอเหมือนทุกที แต่คราวนี้เขากลับยืนนิ่งให้เธอตีเฉยๆ 

               “เป็นไรเนี่ย ใครไปเหยียบหางมาฮะ” 

               “ถ้าพี่ไนเปอร์กับผู้กองห่วงใยกันตามประสาเพื่อนร่วมงาน ตามประสาเจ้านายกับลูกน้องก็แล้วไป แต่ถ้ามันมีอะไรที่มากกว่านั้นผมไม่ยอมนะ” 

               “อริน...” หรือว่าอรินจะเห็นตอนที่ผู้กองพนามาช่วยเธอแต่งตัวเมื่อกี้นี้ เขาจะเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อของเธอรึเปล่า 

               “แทบจะครึ่งหนึ่งของชีวิตผม ผมยกให้พี่ไนเปอร์ไปตั้งแต่จำความได้ เพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งพี่ไนเปอร์ไปจากผมเด็ดขาด” 

               “เป็นเด็กน้อยทำตัวติดพี่สาวไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ” แก้วเจ้าจอมพยายามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วจะยื่นมือไปหยิกแก้มอรินเล่น แต่อรินกลับปัดมือของเธอออก 

               “พี่สาวบ้าอะไร แค่เกิดก่อนปีเดียวก็อย่ามาเหมาว่าจะเป็นพี่สาวของผม พี่เองก็รู้อยู่แก่ใจว่าผมอยากเป็นอะไรกับพี่ เลิกมองว่าผมเป็นเด็กน้อยติดพี่สาวได้แล้ว แล้วถ้าพี่ยังมองว่าผมเป็นเด็กอยู่ก็ขอให้รู้เอาไว้ด้วยว่าเด็กมันก็มีหัวใจ แล้วมันก็ใครเป็นเหมือนกัน” อรินเบือนหน้าหนีแล้วก็คว้าเป้เครื่องมือทางการแพทย์ขึ้นมาก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางผู้หมวดเผ่าเทพ ซึ่งเขาจะต้องซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันของผู้หมวดหนุ่มออกไปปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้โดยที่แก้วเจ้าจอมได้แต่มองตามด้วยความลำบากใจ อรินไม่ควรตามเธอมาเลย เพราะมีอรินเธอจึงไม่กล้าเข้าใกล้ผู้กองพนาอย่างที่ใจคิด ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรกับเธอ แต่ว่าเธอไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับเขา สำหรับเธออรินคือน้องชายของเธอ น้องชายที่เธอรักมากและรักที่สุด อรินเป็นเสมือนน้องชายร่วมสายเลือดของเธอ การที่น้องชายมาคิดอะไรแบบนี้มันก็ทำให้เธออดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ พี่น้องกันมันจะไปเป็นอย่างอื่นได้ยังไง และที่สำคัญ...เธอมีเจ้าของตัวและหัวใจอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ของเธอกับเขามันไม่ใช่เพียงแค่แฟน แต่ว่า... 

               “เขาเป็นสามีของพี่แล้วพี่ก็รักเขามาก อรินเป็นน้องชายที่แสนน่ารักของพี่ตลอดไปเถอะนะ” เธอพูดพึมพำออกมาคนเดียวด้วยความรู้สึกเสียใจ ก็หวังแค่ว่าอรินจะแค่งอนเธอเท่านั้น เอาไว้เสร็จจากงานก่อนแล้วค่อยหาขนมมาง้อ และเธอก็หวังว่าเขาจะกลับมาเป็นน้องชายจอมเอาแต่ใจของเธอเหมือนเดิม 

               “คุณหมอแก้วไปกันเถอะ คุณนั่งรถไปกับผมแล้วกัน” ผู้กองพนาเดินเข้ามาตามแล้วจูงมือเธอเดินไปยังรถมอเตอร์ไซค์ขนาดหนึ่งร้อยห้าสิบซีซีคันใหญ่สีดำที่จอดเรียงแถวกันอยู่นับสิบกว่าคัน แม้ว่าตอนนี้เขาจะสวมถุงมือขับรถสีดำอยู่แต่แก้วเจ้าจอมก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจึงมือของเขา แม้จะเป็นห่วงอรินยังไงแต่มือของผู้กองพนาต่างหากที่เธออยากจับเอาไว้และก้าวเดินไปกับเขาจนเผลอบีบกระชับมือของเขาตอบจนเขาต้องหันมามอง แม้ว่าเขาเองก็มีผ้าปกปิดใบหน้าและสวมแว่นตาดำเพื่ออำพรางตาช้ำๆ แต่แก้วเจ้าจอมก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและความห่วงใจจากแววตาของเขา 

               “แน่ใจหรอคะว่าจะให้ฉันซ้อนท้ายผู้กอง” เธอถามเมื่อเขาขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์แล้ว 

               “เวลาที่ถูกซุ่มโจมตี คนที่ซ้อนท้ายจะเป็นคนที่ต้องยิงต่อสู้กับคนร้าย เพราะงั้นคนที่ซ้อนท้ายจึงต้องมีทักษะในการใช้ปืนและอาวุธเป็นอย่างดี ซึ่งผมมั่นใจในฝีมือการต่อสู้ของคุณหมอ และเชื่อว่าฝีมือระดับคุณหมอจะช่วยให้เรารอดไปด้วยกันได้...ถ้าผมไม่เชื่อใจเมียตัวเอง แล้วผมจะไปเชื่อใจใคร” 

               “กำลังจะดีใจที่ถูกชื่นชม แต่ประโยคสุดท้ายนี่...ถือว่าฉันไม่ได้ยินก็แล้วกันนะ” แก้วเจ้าจอมปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายเขาแล้วถือปืนเอาไว้ในมืออย่างเตรียมพร้อม ซึ่งเธอเคยถูกฝึกยุทธวิธีการเคลื่อนที่ด้วยยานพาหนะมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของคนขับหรือคนซ้อนท้าย เธอรู้ว่าต้องนั่งอย่างไร ถือปืนอย่างไรจนผู้กองพนาต้องยิ้มให้ด้วยความพอใจและชื่นชมที่เธอรู้จักหลักการและยุทธวิธีเหล่านี้ ไม่เสียแรงที่เป็นหลานสาวของท่านนายพลปภพ 

               รถมอเตอร์ไซค์ขนาดหนึ่งร้อยห้าสิบซีซีทั้งสิบกว่าคันขับออกไปจากฐานปฏิบัติการด้วยความเร็วสูง ขบวนรถขับเป็นแถวเรียงหนึ่งชิดขอบถนนลาดยางสีดำที่ชื้นฉ่ำไปด้วยไอฝนเมื่อคืน เหตุที่ต้องขับรถด้วยความเร็วสูงก็เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย จากที่แก้วเจ้าจอมนั่งถือปืนเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเกาะไหล่ผู้กองพนาเอาไว้ แต่ความความเร็วและแรงของรถจนเธอที่ตัวเล็กนิดเดียวแทบจะปลิว ผู้กองพนาจึงดึงมือของเธอมากอดรอบเอวของเขาเอาไว้แทน ซึ่งเธอก็ยอมกอดอย่างว่าง่ายเพื่อความปลอดภัย ด้วยความที่รถมอเตอร์ไซค์ทุกคันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วทำให้ลมเย็นปะทะเข้าหน้าแก้วเจ้าจอมเต็มๆ แต่ก็ยังนับว่าเป็นการดีที่เธอมีผ้าปกปิดใบหน้าอยู่แล้วทำให้ไม่รู้สึกหน้าชามาก 

               ขบวนรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตำรวจพลร่มขับเลียบถนนไป ซึ่งตลอดเส้นทางเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยว ขึ้นเนินสูงและลงเนินสลับกันไปมาจนแก้วเจ้าจอมอดรู้สึกหวั่นไม่ได้ด้วยไม่คุ้นชินกับสภาพภูมิประเทศในแถบนี้ ยิ่งเมื่อต้องขับผ่านชายป่าและป่าสวนยางพาราทั้งสองข้างทาง ตำรวจทุกนายก็ยิ่งต้องเร่งความเร็วของรถขึ้นและเฝ้าระวังไม่ให้ขบวนรถของพวกตนตกอยู่ในคิลลิ่งโซน killing zone หรือเขตสังหาญของกลุ่มผู้ก่อการร้าย การนั่งมอเตอร์ไซค์ครั้งนี้ของแก้วเจ้าจอมมันต่างกันมากกับตอนฝึก และต่างกันมากกับตอนที่ขับรถเล่นกับเหล่าพี่ชายและน้องชาย เพราะทุกวินาทีในขณะนี้ล้วนมีชีวิตของเธอและเจ้าหน้าที่ทุกนายเป็นเดิมพัน ถัดจากเขตป่าและสวนยางพาราก็เริ่มมีบ้านเรือนของผู้คนให้ได้เห็นบ้าง และสิ่งที่ทำให้แก้วเจ้าจอมสนใจหันไปมองมากที่สุดก็คือเมื่อขบวนรถขับขึ้นไปบนเนินเขาสูง ขวามือของเธอเป็นภูเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ที่ส่วนยอดของภูเขามีสายหมอกปกคลุมจนบรรยากาศดูครึ้มๆ แต่ทางด้านซ้ายมือของเธอกลับเป็นวิวของเขื่อนบางลาง เขื่อนหินถมแกนดินเหนียวซึ่งนอกจากจะเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้แล้วก็ยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำตามโครงการแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานีด้วย ความสวยงามของวิวเขื่อนด้านล่างที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาและมีภูเขาเกาะแก่งน้อยใหญ่รายล้อม ไหนจะสายหมอกที่ปกคลุมยิ่งทำให้ธรรมชาติเบื้องหน้าเธอสวยงดงามราวกับหลุดเข้ามาอีกโลก 

               “วิวสวยใช่มั้ยล่ะ” ผู้กองพนาหันมาถาม ขณะที่เขาบังคับรถหักเลี้ยวไปตามเส้นทางที่คดโค้งของถนน “ไว้ว่างจากงานแล้วผมจะพามาเที่ยวใหม่ ยะลาเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สงบสุขมากๆ รับรองเลยว่าคุณจะติดใจ แต่ว่าตอนนี้...” เขาเว้นวรรคคำพูดจนแก้วเจ้าจอมเลิกคิ้วขึ้นใส่ 

               “เลิกมองวิวแล้วมองความเรียบร้อยข้างทางได้แล้ว ตอนนี้เวลางานนะ ไม่ใช่เวลามานั่งรถชมวิวกับผัว” 

               “บ้า!” แก้วเจ้าจอมอดเอาปลายกระบอกปืนในมือเคาะใส่หมวกกันกระสุนของเขาไม่ได้ ก็ใช่ว่าเธอจะมองแต่วิวสวยๆ ซักหน่อย ความเรียบร้อยของสองข้างทางเธอก็มอง 

               “มีหน้าที่ขับรถก็ขับไป” 

               “คร้าบบบบ คุณภรรเมีย สั่งอย่างกับเป็น ผบ.กองร้อยเลยนะ” 

               “ใหญ่กว่า ผบ.กองร้อยก็เมียของ ผบ.กองร้อยนี่แหละ” 

               “ถ้ายอมรับว่าเป็นเมียผมแล้วงั้นก็กอดเอวผัว เอ้ย! เอวผมแน่นๆ นะครับ ทางข้างหน้าจะลงเขาแล้ว” สิ้นคำของเขา ขบวนรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงก็ขับลงเขาที่สูงชันไป ลงเขาอย่างเดียวไม่พอ ยังเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวด้วยอีกจนแก้วเจ้าจอมต้องกอดเอวของผู้กองพนาเอาไว้แน่นด้วยความหวาดเสียว หากแต่ภายในใจของเธอและเขา มันกลับทั้งอบอุ่นและมีความสุขจากยากจะเอื้อยเอ่ยออกมาเป็นคำพูด มีเพียงแค่หัวใจของคนทั้งคู่เท่านั้นที่รับรู้ว่าตนมีความสุขมากแค่ไหน 

  

 

************************************************* 

นี่คงเป็นการขับรถไปทำงานที่ผู้กองพนามีความสุขมากที่สุดแน่ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เอ็นดูความใส่แว่นตากันแดดของผู้กองมากๆ ค่ะ 55555 

******************************************* 

  

ขอนอกเรื่องนะคะ (เรื่องเครียดๆ ใครไม่เกี่ยวกดข้ามไปเลยนะคะ) 

ฝากถึงนักเขียน (ใครก็ไม่รู้) ที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์ แล้วนำเนื้อหาไปคัดลอก ดัดแปลง ไรท์ขอแนะนำให้คุณเลิกอ่านนิยายของไรท์ทุกเรื่องค่ะ เพราะตราบใดที่คุณไม่เลิกอ่านและไม่สามารถมูฟออนออกจากนิยายของไรท์ได้ คุณก็จะไม่มีวันสร้างสรรค์งานเขียนตามความสามารถของตัวเองได้เลย ก็คงต้องอ่านนิยายของคนอื่น เพื่อเอาไปต่อยอดดัดแปลงเขียนเป็นผลงานของตัวเองได้อย่างหน้าไม่อายเช่นนี้  

การจะเป็นนักเขียน คุณควรเขียนออกมาจากจินตนาการของตัวเอง คิดพล็อตเรื่องด้วยมันสมองของตัวเอง ไม่ใช่สักแต่ว่าอยากจะเขียนนิยาย แต่คิดพล็อตเรื่องไม่ได้จึงต้องไปอาศัยมันสมองของนักเขียนคนอื่นเขา การกระทำของคุณไม่สมควรเรียกว่านักเขียนค่ะ แต่เป็นนักลอกเลียนและดัดแปลงผลงานของผู้อื่นอย่างไร้ยางอาย และไร้สามัญสำนึกมากๆค่ะ มันเป็นการกระทำของคนที่มักง่าย อยากเขียนให้ได้อย่างเขาแต่คิดไม่ได้เลยต้องไปลอก ไปดัดแปลงของเขามา อยากถามเหลือเกินค่ะว่ารู้จักความละอายใจบ้างมั้ย 

ถ้าคุณยังมีพฤติกรรมแบบนี้ไม่เลิก งานเขียนของคุณมันก็คงเป็นได้แค่งานเขียนเกรดต่ำค่ะ จะเรียกว่างานเกรดเอก็คงจะไม่ได้ อย่างน้อยงานก็อปเกรดเอก็ไม่มีใครดูออก แต่งานของคุณมีคนดูออกค่ะว่าไปลอกของคนอื่นเขามาจึงเป็นได้เพียงแค่งานเขียนเกรดต่ำ แต่ต่อให้จะเป็นงานก็อปเกรดเอ แต่ของก็อป ยังไงก็ยังเป็นของก็อปอยู่วันยังค่ำ คุณจะไม่มีวันก้าวข้ามขึ้นมาเป็นนักเขียนได้อย่างเต็มความภาคภูมิหรอกค่ะ เพราะงานเขียนของคุณมีตำหนิที่ว่าไปลอกของคนอื่นเขามา 

ก็หวังว่าคุณจะเลิกพฤติกรรมมักง่ายแบบนี้นะคะ และหัดใช้สมองของตัวเองในการสร้างสรรค์ผลงานได้แล้วค่ะ อย่ามายืมจมูกคนอื่นหายใจ และอย่ามาใช้สมองของคนอื่นในการสร้างสรรค์ผลงาน 

***ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมานี้ไม่ได้เอ่ยถึงใครโดยเฉพาะ แต่ถ้าใครจะร้อนตัว ก็แล้วแต่*** 

******************************************* 

และขอโทษรีดทุกท่านที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ เพราะตอนนี้มีคนมาอ่านนิยายเรื่องไนเปอร์กับพี่พนา และเอาเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ไปดัดแปลงเป็นผลงานของตัวเองค่ะ ด้วยความที่เขาตามอ่านนิยายเรื่องนี้อยู่ ไรท์จึงต้องมาสื่อสารกับเขาผ่านทางช่องทางนี้ และไรท์ขอประณามการกระทำของเขาค่ะว่าเป็นการกระทำที่แย่ ไร้สำนึก เป็นนักเขียนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและนักอ่าน ขาดซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม 

ความคิดเห็น