facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 28 เมืองบุปผาแดง

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 เมืองบุปผาแดง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 432

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 12:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 เมืองบุปผาแดง
แบบอักษร

ตอนที่ 28 

 

เส้นทางทิศใต้ เป็นเส้นทางเรียบแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลลงสู่ทะเล... ดังนั้นเพียงแค่ ซุน ควบอาชาทวนกระแสน้ำไปเรื่อย ๆ ก็คงจะไปถึง มณฑลหนานเหอ ได้โดยไม่ยากนัก แทบไม่มีโอกาสให้หลงทิศทางใด ๆ 

 

แต่ทว่า... เวลานี้ ซุน กลับใบหน้าย่ำแย่ ควบอาชาเต็มกำลังวิ่งเข้าไปในป่ารกร้างเพื่อแฝงตัว ไม่อาจใช้เส้นทางสายหลักได้อีกต่อไป ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเสียงขบขันของ เฒ่าชีเปลือย ที่เย้ยหยันเด็กหนุ่มไม่ขาดสาย... 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อุตส่าห์เขียนข้อความทิ้งไว้ ดูยิ่งใหญ่องอาจเสียเต็มประดา... สุดท้ายกลับกลายเป็นชี้นำศัตรูให้ออกตามล่า จนทำให้เจ้าต้องหนีตัวซุกหัวซุน!!” 

 

ซุน กัดขบฟันแนบแน่น... 

“หุบปากน่า!! ใครจะรู้กัน ว่าเจ้าคนแซ่เกาและลูกสมุนของมัน จะมีสัตว์อสูรเทียมระดับสูงเป็นพาหนะ!! ข้าหรืออุตส่าห์ทิ้งระยะมาแล้วตั้งมากมาย แต่สุดท้ายกลับถูกไล่ตามด้วย อาชายักษ์ ตนนั้น!!” 

 

เป็นคราวซวยของ ซุน ที่อีกฝ่ายมิใช่กลุ่มโจรสามัญ... แต่เป็นขุมกำลังในเงามืด ที่มีทรัพยากรไม่ด้อยไปกว่าพรรคใหญ่ในยุทธภพ ทั้งเงินทอง ทั้งอาวุธอักขระ อุปกรณ์สื่อสาร หรือแม้แต่สัตว์อสูรเทียม ก็มีไว้ในครอบครองทั้งสิ้น 

 

เพื่อให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง เกาถิง ไม่สนใจว่าจะสูญเสียทรัพยากรมากเพียงใด ปักใจตามล่า ซุน ด้วยทุกสิ่งที่มี... อาชายักษ์ มีตัวที่ขนาดใหญ่กว่าอาชาสามัญ 7-8 เท่า สามารถขนย้ายหน่วยย่อยกลุ่มมังกรทอง ที่ประกอบด้วยสมาชิกราว 10 คน ได้อย่างง่ายดาย ความเร็วเหนือกว่าอาชาสามัญอย่างมหาศาล... 

 

ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งวัน เกาถิง ก็แทบจะจี้ ซุน เข้ามาในระยะสายตา... หากไม่เป็นเพราะ ซุน หลีกเลี่ยงเส้นทางเรียบแม่น้ำ เลือกใช้เส้นทางในป่าอำพรางตัวตน จนยากจะแกะรอยเส้นทิศทางหลบหนี ป่านนี้คงถูกจับตัวได้ไปนานแล้ว... 

 

“เฒ่าชีเปลือย ใช้ห้วงมิติร่นระยะช่วยข้าที...” ซุน กล่าวขึ้นเมื่อเห็นว่าศัตรูเริ่มเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ 

 

หากแต่วิญญาณเฒ่าชรา กลับโบกมือปฏิเสธ พร้อมเบือนหน้าหนี... 

“ทุกครั้งที่ข้าใช้อาคมและทักษะต่าง ๆ พลังตบะที่ข้าสั่งสมก็หดหายไปตามลำดับ หากเจ้ายังหวังพึ่งพาข้าเช่นนี้ต่อไป ดวงวิญญาณข้าคงได้ดับสูญลงเข้าสักวันเป็นแน่!! ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดในระดับกระบี่เฉียดลำคอ ข้าจะไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือเจ้าอีกแล้ว... 

 

อ่อ...จริงสิ!! หากยังอยากให้ข้าช่วยเหลือเจ้าบ่อย ๆ ก็ช่วยสังหารผู้คนสัก 2-3 พันคน ให้ข้าได้ดูดกลืนวิญญาณเหล่านั้น มาเพิ่มพูนพลังตบะของข้าเป็นอย่างไร?! ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อกันดี...” 

 

“สมน้ำสมเนื้อกับผีน่ะสิ เห็นข้าเป็นคนเยี่ยงไร จะให้สังหารคนนับพันเพียงเพื่อให้เจ้าดูดกลืน!! หากไม่ช่วยก็จงหุบปากไป อย่ากล่าวให้มากความ ข้าต้องใช้สมาธิ” ซุน ก่นด่าทันที ก่อนจะขมวดคิ้วแนบแน่นใช้ความคิด 

 

เบื้องหน้ามองเห็นซอกหุบเขาที่สลับซับซ้อน... ซุน จึงควบอาชากระโจนเข้าไปในซอกหลืบดังกล่าวทันที ด้วยความคดเคี้ยวของเส้นทางที่เล็กแคบ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเลี่ยงหลบสายตาของศัตรูจากระยะไกล... 

 

ซุน ใช้ฝักกระบี่ ฟาดที่ก้นอาชาอย่างรุนแรง ใช้ความเจ็บปวดกระตุ้นความเร็วในการวิ่งของมันให้เพิ่มพูน ก่อนที่ ซุน จะกระโจนออกจากหลังอาชา ปล่อยให้ม้าคึกตนนี้วิ่งตรงไปเพียงลำพัง โดยทิ้งรอยเท้าไว้ตลอดเส้นทาง... จากนั้น ซุน ก็หลบมายังซอกเล็ก ๆ ข้างทาง หยิบเอาเศษดินบนพื้นขึ้นมาบริกรรมคาถาริมฝีปากขยับพึมพำ ก่อนจะสาดเศษดินเหล่านั้นใส่ร่างของตนเอง... 

 

อาคมกำบังกาย ธุลีดินซ่อนเร้น 

 

ฝุ่นควันที่เกิดขึ้นพร่าเลือนขมุกขมัว ได้บดบังตัวตนและกลิ่นอายของ ซุน ไปอย่างสมบูรณ์ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ยินแน่นิ่งไม่ไหวติง เสมือนตนเองกลายเป็นก้อนศิลาก้อนหนึ่ง กระทั่งมีวิหคตัวน้อยมาเกาะที่ใบหน้า ก็ยังไม่ขยับเขยื้อนใด ๆ 

 

ผ่านไปไม่นานนัก อาชายักษ์ ก็ตรงเข้ามาในซอกหุบเขานี้ ติดตามจากรอยอาชาที่วิ่งเข้ามา... ผ่านหน้า ซุน ในระยะห่างไม่ถึง 20 ก้าว โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น... 

“ตามเจ้าเด็กนั่นไป!! ดูจากรอยเท้าอาชาที่ยังใหม่ อีกไม่นานก็คงติดตามมันได้ทันแล้ว!!” 

 

อาชายักษ์ แผดเสียงร้องตอบรับ... [สัตว์อสูรเทียม] จะถูกเพาะเลี้ยงจาก ปศุสัตว์อสูร ด้วยวิทยาการยุคใหม่ พวกมันไม่มีลูกแก้วดวงจิตในร่าง ทำให้สติปัญญาของพวกมันต้อยต่ำกว่า [สัตว์อสูรแท้] ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ... สัตว์อสูรเทียม จึงง่ายต่อการฝึกฝนให้เชื่อฟังคำสั่ง และยิ่งมียอดฝีมือที่ความแข็งแกร่งเหนือตัวมันเป็นผู้ควบคุมด้วยแล้ว สัตว์อสูรเทียมเหล่านี้แทบจะทำงานถวายชีวิต... แต่แน่นอนว่ามูลค่าของสัตว์อสูรเทียม ยิ่งแข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่ มูลค่าก็จะยิ่งมหาศาลตามไปด้วย... 

 

หลังจากอาชายักษ์ตนนั้นพ้นสายตาไป... ซุน เผยตัวออกมาจากการอำพราง และตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางสายหลักสู่มณฑลหนานเหออีกครั้ง ใช้การทรงร่างอาชาสีหมอก เพิ่มพลังในการวิ่งและความอึด ทดแทนอาชาที่สูญเสียไป... 

 

“อย่างน้อยกว่าพวกมันจะรู้ตัว ข้าก็คงหนีไปไกลแล้ว... อีกทั้งพวกมันคงจะเคว้งคว้างกลางหุบเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแกะรอยข้าได้อีก...” ซุน ถอนหายใจโล่งอก พลางมุ่งหน้าสู่เส้นทางหลัก ซึ่งเส้นทางนี้เต็มไปด้วยรอยเท้าของกลุ่มชาวบ้าน และพ่อค้าเร่ที่สัญจรไปมา ไม่มีทางแยกแยะรอยเท้าของ ซุน ออกจากรอยเท้าของคนอื่น ๆ ได้แน่นอน... 

 

หนึ่งวันผ่านไป ซุน ก็ได้มาถึงเขตมณฑลหนานเหอ... จะเป็นการข้ามเขตปกครอง ระหว่างมณฑลเฮย และ มณฑลหนานเหอ จึงต้องมีการตรวจสอบป้ายสำมะโนครัวของผู้ที่จะข้ามเขตจากกองทหารรักษาชายแดน... เด็กหนุ่ม จึงยกแสดงป้ายศิลาตระกูลเหยา ให้ทหารรักษาชายแดนตรวจสอบ… 

 

“ชื่ออะไร? มีเหตุผลอันให้เข้ามาในเขตมณฑลหนานเหอ” ทหารเค้นเสียงถามขึ้น 

 

“ผู้เยาว์นาม เหยาซุน กำลังเดินทางไปศึกษาศาสตร์อักษรภายใน เมืองบุปผาแดง...” เด็กหนุ่มกล่าวพลางประสานมือโค้งตัวสุภาพ ถอยวาจาและกิริยาเสมือนบัณฑิตแก่เรียนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุคลิกดั้งเดิม... 

 

ทหารคนดังกล่าว หันมองหน้า ซุน และกระบี่ที่พกมา... 

“เป็นผู้ร่ำเรียนตำรา ใยจึงพกกระบี่?!” 

 

“ผู้เยาว์พกพาเนื่องด้วยกันสัตว์ร้าย ทั้งยังประดับให้ดูองอาจเท่านั้นเองพี่ท่าน... แต่หากต้องการจะยึดมัน ผู้เยาว์ก็มิได้เดือดร้อน ขอแต่จ่ายเท่าราคากระบี่ 3 เหรียญทองก็พอแล้ว...” ซุน เผยยิ้มอ่อน ดูไม่มีพิษภัย 

 

ทหารดังกล่าว ขมวดคิ้วเล็กน้อย... แต่ด้วยจำนวนผู้เข้าเขตมณฑลที่มีไม่น้อยต่อแถวยาวเหยียด คงไม่อาจเสียเวลากับเด็กหนุ่มผู้เดียวได้ยาวนานนัก การพกพากระบี่ถือเป็นเรื่องสามัญในยุทธภพ เนื่องด้วยกระบี่เป็นอาวุธชั้นสามัญ ที่ผู้ฝึกยุทธมักเริ่มต้นเรียนรู้เป็นสิ่งแรก ทหารผู้นั้นจึงโบกมือปัดยอมให้ผ่านแต่โดยดี 

“เช่นนั้นก็รีบไป...” 

 

ซุน เต็มไปด้วยความโล่งใจ ประสานมือขอบคุณสุภาพนอบน้อม... เมืองบุปผาแดง ที่ ซุน กล่าวอ้างนั้น เป็นเมืองใหญ่หนึ่งเดียวของ มณฑลหนานเหอ เวลานี้ ซุน เพิ่งจะแตะย่างเข้าเขตชายแดนของมณฑลเท่านั้น ยังอีกยาวไกลนักกว่าจะไปถึงเมืองดังกล่าว 

 

เด็กหนุ่ม หันมองกองทหารรักษาชายแดน ซึ่งมีจำนวนนับร้อยนาย... 

“อย่างน้อย เจ้าพวกโจรชั่วนั่น มันก็คงไม่กล้าอุกอาจบุกเข้ามาดื้อ ๆ ยังพอถ่วงเวลาให้หลบหนีได้อีกขั้น...” 

 

ซุน ได้ขอซื้ออาชาตัวใหม่จากพ่อค้าเร่ในละแวกนั้น มุ่งหน้าสู่เมืองบุปผาแดง... ถึงแม้จะตั้งใจแค่จะผ่านทางเพื่อไปยัง เมืองหลวง แต่ถึงกระนั้นมันก็เป็นการเข้าเมืองใหญ่ครั้งแรกสำหรับเด็กหนุ่ม ผู้ที่ไม่เคยออกจากเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงมาก่อน... 

 

เมืองบุปผาแดง... 

 

เด็กหนุ่ม ยืนสั่นสะท้านตั้งแต่เห็นกำแพงเมืองที่โอบล้อมยาวสุดระยะสายตา... บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของเมือง ที่มิอาจนำเขตชุมชนเล็ก ๆ มาเปรียบวัด... ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปแห่งนี้ คงหนีไม่พ้น ราชวงศ์ไป๋หู่ เป็นหน่วยราชการแผ่นดินที่มีอำนาจปกครองสูงสุด ครอบคลุมทั้งทวีปพยัคฆ์ขาว 

 

หากแต่ภายในทวีปนี้ ก็ยังมีเมืองใหญ่แตกแขนงออกมาอีกราว ๆ 10 หัวเมือง... หากให้เทียบเคียงกับโลกเดิมของ ซุน หัวเมือง คงเปรียบเสมือนอำนาจของประเทศหนึ่งก็ว่าได้ โดยอยู่ภายใต้องค์กรผู้นำของทวีปแห่งนี้อย่าง ราชวงศ์ไป๋หู่ อีกทอดหนึ่ง... 

 

ดังนั้นตำแหน่ง เจ้าเมือง ก็เปรียบเสมือน ราชา ในหัวเมืองนั้น ๆ ความยิ่งใหญ่ของแต่ละเมือง ขึ้นอยู่กับความสามารถของตระกูลเจ้าเมืองเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าตระกูลเจ้าเมืองเหล่านี้ จัดเป็นตระกูลชนชั้นพิเศษที่ครอบครอง ป้ายทองแดง และ ป้ายเงิน ขึ้นไปทั้งสิ้น 

 

และแน่นอนว่า ตระกูลเจ้าเมืองของที่นี่ ก็คือตระกูลฉี... ตระกูลที่ ซุน เคยนำไปแอบอ้างเมื่อสองเดือนก่อน ทั้งยังใช้ป้ายทองแดงของจริงไปแอบอ้างเสียด้วย ซึ่งหากเรื่องนี้หลุดเข้าถึงหูผู้ใดแล้วล่ะก็ ซุน ถึงขั้นต้องโทษประหารยกตระกูล ไม่ต้องกล่าวเรื่องที่ ซุน เคยแอบอ้างเป็นบุตรนอกสมรสของ ฉีเฟยหลง ผู้นำตระกูลฉีคนปัจจุบัน และยังมีศักดิ์เป็น บุตรคนโต ของเจ้าเมืองแห่งนี้อีกด้วย...  

 

“ฉีลู่ชิง นางก็อยู่ที่เมืองนี้งั้นสินะ... พบกันคราวก่อนถือว่าข้าติดค้างนางและพ่อบ้านฉีก็จริง แต่ถ้าเป็นไปได้ หวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกัน เพราะนางดูจะไม่ชอบขี้หน้าข้าเท่าใดนัก...” ซุน กล่าวพึมพำพลางถอนหายใจ 

 

เด็กหนุ่ม สามารถผ่านเข้าเมืองได้โดยไม่ยากนัก ป้ายศิลา ถือเป็นป้ายที่ใช้งานสะดวกที่สุดก็ว่าได้ นอกจากไม่ถูกเพ่งเล็ง หรือสอบถามมากมายแล้ว ยังเข้าถึงพื้นต่าง ๆ ได้มากกว่า ป้ายไม้... 

 

ภายในเมืองบุปผาแดง ละลานตาไปด้วยสิ่งแปลกใหม่... ทั้งผู้คนที่อัดแน่นอยู่ในเมือง ห้างร้านต่าง ๆ ที่เรียงต่อกันจนยากจะเลือกสรรจับจ่าย จำนวนของโรงเตี้ยมภายในเมืองนี้ ต่อให้สับเปลี่ยนโรงเตี้ยมหลับนอนในทุก ๆ วัน ยังไม่รู้ว่าจะนอนครบถ้วนทุกโรงเตี้ยม ภายในหนึ่งปีได้หรือไม่... 

 

หอนางโลม โคมเขียว โคมแดง มีหญิงสาวส่งสายตายั่วยวนตลอดเส้นทาง... เป็นภาพที่ไม่อาจหาพบได้ในเขตชนบทรกร้างที่ ซุน จากมา... เด็กหนุ่ม จูงอาชามาด้วย จึงดูจะเทอะทะในการเดินบนถนนสายหลัก ไม่เหมาะที่จะเดินในช่วงกลางวันที่ผู้คนขวักไขว่ จึงตัดสินใจจะหาโรงเตี้ยมเล็ก ๆ พักแรมสักคืน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อ... 

 

น้องชาย... หาที่พักอยู่งั้นหรือ?!” สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง 

 

ซุน เหลียวมองเล็กน้อย ก็พบว่าเป็นหญิงสาวนางหนึ่ง คาดว่าอายุคงไม่ทิ้งห่างจาก ซุน เท่าใดนัก ท่าทีของนางดูสุภาพ แต่งกายทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษไม่สมเป็นสตรีเท่าที่ควร หากแต่ใบหน้าของนางกลับสวยสดสมวัย ดูเป็นหญิงชาวบ้านที่มากเสน่ห์ แม้มิได้เติมแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ 

 

เด็กหนุ่ม ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าตอบรับ... 

“ข้ากำลังหาโรงเตี๊ยม ที่มีคอกม้า... แต่ดูเหมือนว่าบนถนนเส้นนี้ จะไม่มีลักษณะตามที่ต้องการ...” 

 

หญิงสาวเผยรอยยิ้ม วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ คล้ายสนิทกัน... อาจเพราะรูปร่างหน้าตาของ ซุน ดูไม่ค่อยมีพิษมีภัยเท่าใดนัก เหมือนบัณฑิตแก่เรียนเสียมากกว่า กระทั่งกระบี่ที่พกพายังดูขัดกับตัวตนภายนอก... 

 

“ถนนสายนี้ ทำเลพื้นที่มีราคาสูง ดังนั้นโรงเตี้ยมจึงไม่นิยมมีคอกม้า... ตามข้ามาสิ บ้านข้าเองก็ปรับแต่งเป็นโรงเตี้ยมเช่นกัน อยู่ลึกเข้าไปด้านใน มีคอกม้าให้เจ้าด้วย รวมที่พักและอาหาร จ่ายเพียง 1 เหรียญทองต่อวันเท่านั้นเอง...” 

 

ซุน ชั่งใจอยู่พักหนึ่ง แน่นอนว่าราคาพักแรม 1 เหรียญทอง จัดว่าแพงเอาการเมื่อเปรียบกับที่เขตชุมชนหมู่บ้านที่ตนจากมา... หากแต่ ซุน ยังไม่ค่อยเข้าใจค่าครองชีพในเมืองใหญ่เช่นนี้ ดังนั้นจึงคิดว่าคงเป็นราคาสามัญ… ทั้งจำนวนเงินที่ ซุน ช่วงชิงมาจากศพของ มือปราบเฉิน ก็มิใช่น้อย มีหลายร้อยเหรียญทองติดตัวอยู่ ไม่จัดว่าเดือดร้อนด้านราคา... 

 

“เข้าใจแล้ว... เช่นนั้นรบกวนด้วย...” 

 

หญิงสาวเผยรอยยิ้มเจือจางขึ้นทันที... 

 

.................................. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว