ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

49/ทำตามที่ใจต้องการ

ชื่อตอน : 49/ทำตามที่ใจต้องการ

คำค้น : ตอนที่49

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2563 19:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
49/ทำตามที่ใจต้องการ
แบบอักษร

มหาสมุทร Part  

“น้ำทำไร” 

อึ๊บ! “ส้มโอมาได้ยังไงเนี่ยลุงฟ้ามาด้วยรึเปล่าหรือมากับป้าแววครับ” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงที่ขยันวนเวียนมาหาผมไม่เคยว่างเว้น เรียกความสนใจให้ผมละสายตาจากคนงานหลายคนที่กำลังก่ออิฐแดงก้อนเล็กทีละก้อน เมื่อสายตาเลื่อนมาตามเสียงเรียกร้องก็เจอเข้ากับเด็กหญิงแก้มป่องผิวพรรณขาวจนเห็นเส้นเลือด ขาสั้น ๆ กำลังเดินเตาะแตะริมฝีปากเล็กขยับขึ้นลงเพราะการร้องเรียกหาแต่ผม 

แต่อาจเป็นเพราะคำถามของผมดูยากเย็นสำหรับเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบเจ็ดเดือน เด็กหญิงตัวน้อยถึงมีท่าทางงวยงงให้เห็น และอีกสิ่งที่มาพร้อมกันก็คือนิ้วขาวป้อมของเจ้าตัวถูกตัวเจ้าของทั้งอมทั้งดูดเหมือนที่เคยเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนต้องดึงออกมาแล้วพาน้องไปล้างมือล้างหน้าที่ก๊อกน้ำบันไดบ้าน  

บ้านซึ่งกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทุกที บ้านที่ขอบฟ้ากับไอ้เวย์ช่วยกันออกแบบขึ้นมา และบ้านที่ผมเป็นคนควบคุมงานก่อสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้จะมีสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของป้าแววส่งมาให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ความพยายามของผมก็ยังไม่ลดน้อยถอยไปสักนิด 

“มากับผมเองเฮียเอ๊ะ ๆ ไม่ต้องมองซ้ายมองขวาหรอกผมมากับส้มโอสองคนส่วนไอ้ฟ้าขลุกอยู่กับป้าแววที่ร่องน้ำนู่น เห็นคุยฟุ้งว่าจะขุดเป็นบ่อปลาอะไรของมันสักอย่าง ส้มโอไปนั่งเล่นใต้ต้นลองกองแล้วกันลุงเขื่อนจะปูเสื่อให้ ลาเต้คาปูมาเฝ้าน้องด้วย!” หงิง ๆ สุนัขสายพันธุ์ไซบีเรียนสีน้ำตาลกับสีดำต่างก็วิ่งกระดิกหางไปยืนรอในจุดที่ไอ้เขื่อนกำลังปูเสื่อผืนใหญ่ โดยมีผมอุ้มเด็กหญิงในชุดกางเกงขาสั้นสีขาวเสื้อยืดสีขาวเดินตามไปด้วย  

“ก่อนมานี่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้น้องรึยังวะ” 

“ไอ้โฬมมันเปลี่ยนก่อนจะแว้นไปร้านมันแล้ว อะส้มโอเล่นตัวต่อไปก่อนนะ” กล่องตัวต่อหลากสีถูกไอ้เขื่อนเทกองให้เด็กตัวน้อยต่อเล่นอย่างตั้งอกตั้งใจ มองไปแล้วพัฒนาการของส้มโอดูคืบหน้ากว่าเด็กวัยเดียวกันมากพอดู 

“เฮียว่าเราควรโทรไปหาคนที่กรุงเทพดีไหม” 

“โทรไปทำไมวะ” เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยที่น่าสงสารกำลังมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งที่ทำอย่างขะมักเขม้น ไอ้เขื่อนก็ค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามากระซิบกระซาบถามผม ฟังน้ำเสียงแล้วมันคงอยากจะคุยเรื่องนี้ให้จบล่ะมั้ง เพราะหลายครั้งมันมักแสดงอาการอยากโพล่งอะไรออกมาแต่เป็นผมเองที่รีบตัดบทไปเสียทุกครั้ง  

“แหมเฮียอย่าเฉไฉเลยน่ะผมรู้เฮียรู้และผมมั่นใจว่าไอ้ฟ้าเองก็รู้เหมือนกัน แล้วแบบนี้สักวันคิดว่าคนทางนู้นจะไม่รู้เหรอ เฮ้ยอย่าบอกนะว่าเฮียจะรูดซิปปากเรื่องนี้น่ะ ไม่ได้นะเว้ยสักวันหนึ่งเมื่อหลานโตขึ้นมาหลานต้องถามหาพ่อแม่ปะเฮีย อีกอย่างตอนนี้บัวก็จากไปแล้วผมว่าเธอคงไม่โกรธหรอกถ้าเราจะทวงถามในสิทธิ์ที่เป็นของเรา” 

“กูว่ามึงพูดผิดนะเขื่อนส้มโอไม่ใช่สิทธิ์ของเรา ก่อนแม่ของน้องจะตายเขาก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าส้มโอเป็นลูกของไอ้โอ นี่เขาเพิ่งเสียไม่ถึงร้อยวันอย่าบอกนะว่ามึงจะก่อเรื่องให้คนตายนอนตายตาไม่หลับน่ะ” เรื่องแม่ของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้เสียไปช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาสร้างความโศกเศร้าให้กับขอบฟ้าป้าแววเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลุงฟ้าหน้าสวยของเด็กหญิงส้มโอน้องถึงกับเก็บตัวเงียบขรึมอยู่เป็นอาทิตย์ 

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าปีนี้น้องต้องเผชิญกับการสูญเสียคนสำคัญเป็นครั้งที่สองมั้ง ซึ่งการที่ต้องเสียพ่อไปเมื่อกลางปีน้องยังกลับมาเป็นขอบฟ้าคนเดิมไม่ได้เต็มร้อยด้วยซ้ำ แต่ปลายปีนี้น้องยังเจอกับการสูญเสียอีกครั้งทำเอาผมต้องคอยจับตาเฝ้ามองน้องให้มากกว่าเดิม ด้วยเกรงว่าความโศกเศร้าจะเข้ามาเกาะกินหัวใจจนน้องรับกับมันไม่ไหว แต่เกือบครึ่งเดือนมานี้ไอ้เขื่อนก็เอาแต่หาโอกาสมาพูดคุยเรื่องที่ผมพยายามหลบเลี่ยงจนได้ 

“ผมไม่ได้ตั้งใจให้มันบานปลายขนาดนั้นหรอกเฮีย แต่อย่างน้อยเราควรทำทุกอย่างให้ชัดเจนดีไหมตรวจดีเอ็นเอก็ยังดี” 

“ตรวจทำไมตรวจแล้วได้อะไรมันไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา กูถามหน่อยเถอะที่มึงยังอยู่นี่เป็นเพราะเรื่องนี้รึเปล่า ถ้าเป็นเรื่องนี้มึงกลับกรุงเทพไปเลยนะเขื่อน ไม่เห็นรึไงว่าเพื่อนมึงกำลังเสียใจเขากำลังอยู่ในภาวะโศกเศร้า แล้วทำไมมึงต้องหาเรื่องไปเพิ่มความเสียใจความกังวลให้เขาอีกวะ ไม่ว่ายังไงส้มโอจะต้องอยู่ในความดูแลของขอบฟ้า ถ้าเรื่องของส้มโอไปถึงหูคนที่ไม่ควรให้รับรู้อะไรเลยคนที่กูจะเหยียบคนแรกก็คือมึง” ทุกคำที่ผมพูดกับญาติผู้น้องคนนี้ไม่มีอารมณ์ความโกรธแค้นหรือหงุดหงิดโมโหสักนิด 

แต่มันเป็นเพียงแค่ประโยคราบเรียบที่ทำให้ไอ้เขื่อนถึงกับถอนหายใจดัง ๆ แล้วเดินกลับไปนั่งขัดสมาธิข้างเด็กหญิงตัวน้อย สายตามันจับจ้องไปยังจุดเดียวกับผมนั่นก็คือเลือดเนื้อเชื้อไข ซึ่งไม่ใช่แค่ไอ้เขื่อนคนเดียวที่คลางแคลงใจว่าเป็นของใครตัวผมเองก็มีปมในเรื่องนี้พอสมควร แต่ทุกปมของผมต้องถูกตัดทิ้งให้สิ้นซากเพียงเพราะไม่อยากให้คนรักต้องเจอกับความสูญเสียอะไรอีกแล้ว 

“ส้มโอครับอีกห้าวันจะสิ้นปีแล้วบ้านของหนูจะมีสายรุ้งสวย ๆ ติดเพดานมีไฟสีสวย ๆ ให้หนูดูเล่น ลุงน้ำจะทำขนมให้กินด้วยดีไหม” 

“เย้! แปะ ๆ ๆ โอกิงหนม น้ำทำหนมให้โอ” แววตาบริสุทธิ์สดใสหันมามองผม จากนั้นทั้งรอยยิ้มและท่าทางยินดีมากมายของเด็กตัวน้อยก็แสดงออกมาให้ผมอดยิ้มตามไม่ได้ 

“เฮ้อ! เฮียว่าไงก็ว่าตามกันแต่บอกไว้อย่างนะว่าผมไม่ได้อยู่นี่เพราะเรื่องหลานอย่างเดียว แต่ผมอยู่เพราะเป็นห่วงเรื่องเฮียกับไอ้ฟ้านี่แหละ เฮียก็เห็นรังสีความเกลียดชังที่ป้าแววมีให้เฮียใช่ไหมล่ะ ขืนยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มีหวังเฮียกินแห้วแน่ เอออีกอย่างผมว่าตั้งแต่ใครบางคนไปอยู่บนสวรรค์ ไอ้ฟ้ามันก็มีแต่ความหดหู่เข้าครอบงำจนแกะไม่ออกนะเฮีย 

“ถึงมันจะพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรแต่อาทิตย์กว่านี้ผมได้ยินมันแอบร้องไห้ทุกคืนเลยนะ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้จะดีเหรอผมกลัวมันจะเป็นโรคซึมเศร้าเอาสักวัน” ใครบางคนที่ไอ้เขื่อนพูดถึงคงไม่พ้นแม่ของเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังปีนป่ายแอบอิงอยู่บนตัวลาเต้คาปูอย่างสนุกสนาน แต่ประโยคบอกเล่าของมันนี่สิทำให้ผมถึงกับคิ้วขมวดด้วยความแปลกใจกับข่าวใหม่ที่ได้รับ นี่ถึงกับแอบร้องไห้คนเดียวเลยเหรอสงสัยจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้แล้วล่ะ 

“สักทุ่มหนึ่งมึงพาฟ้าไปเจอกูที่ลำธารนะ คงไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมว่าต้องปิดปากให้เงียบอย่าให้ได้ยินถึงหูป้าแววล่ะ แล้วเรื่องบ้านว่าไงวะ” 

“เออใช่เกือบลืมบอกไปเลยเมื่อเช้าแม่โทรมาบอกว่าเพื่อนแม่ตกลงซื้อบ้านของเฮียแล้วนะ ข่าวดีอีกอย่างคือแม่โก่งราคาให้เฮียได้อีกสามแสนว่ะ เฮ้อสงสารเพื่อนแม่จังที่มีเพื่อนขี้เหนียวแบบแม่ผมน่ะ แต่เฮียคิดดีแล้วใช่ไหมจะล้มเลิกตอนนี้ยังทันนะเว้ย เก็บไว้ก็ไม่เสียหายอะไรวันไหนเฮียไปกรุงเทพก็ไปพักได้ไงล่ะ เดี๋ยวผมให้แม่บ้านไปทำความสะอาดให้วันเว้นวันเลยรับรองสะอาดทุกซอกทุกมุม”  

“ไม่ล่ะกูตัดสินใจดีแล้ว ขอบใจมากที่เป็นธุระให้เดี๋ยวกูโทรไปคุยกับอาเอง” ผมรู้ว่านี่คือความปรารถนาดีจากญาติผู้น้องคนนี้ เพราะบ้านหลังนั้นคือบ้านที่ผมอยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิด บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับผมกับขอบฟ้า แต่เมื่อตัดสินใจหันหลังให้กับทุกความเจ็บปวดในทุกเรื่องที่ผ่านมาผมก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรักษาบ้านหลังนั้นเอาไว้อีกแล้ว 

เพราะสิ่งหนึ่งที่จำได้ดีคือบ้านหลังนั้นก็เป็นสถานที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนรักของผม เป็นที่ที่ผมเหยียบย่ำหัวใจของน้องให้จมไปกับน้ำตาเช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องรักษาสถานที่นั้นไว้อีกแล้ว 

 

“มันมืดแล้วมึงจะชวนกูมาทำมิวสิคอะไรที่ลำธารวะเขื่อน ยุงก็เยอะอีกอย่างกูต้องเล่านิทานให้ตัวประหลาดฟังก่อนนอนด้วยนะเว้ย”  

“เออน่ะแป๊บเดียวเดี๋ยวกูเล่านิทานให้หลานกูฟังเองก็ได้ส่วนมึงน่ะฟังนิทานจากเฮียกูก่อน เฮียอยู่ไหนวะผมพาไอ้ฟ้ามาแล้ว” 

ป๊าบ! “ใครเป็นหลานมึงตัวประหลาดนั่นเป็นหลานกูหรอกไอ้สันเขื่อน แล้วนี่มึงหลอกพากูมาหาพี่มึงทำไมถ้าป้าแววจับได้กูจะให้มึงโดนป้าแววเชือดคนเดียว!” เสียงโวยวายจากคนที่ไม่ได้เห็นหน้ามาสองวันมันดูน่าฟังจนผมยืนฟังเพลิน แต่พอเห็นเจ้าของผมยาวถึงแผ่นหลังตั้งท่าจะหันหลังกลับไป ตัวเองถึงได้รีบเดินออกมาจากหลังกอไผ่เสียก่อน 

หมับ! “พี่มีเรื่องจะคุยด้วยเรื่องสำคัญน่ะ มึงกลับบ้านไปก่อนเขื่อนถ้าป้าแววถามหาฟ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องตอบยังไง”  

“รู้ค้าบผมจะไม่ให้การหายตัวไปของไอ้ฟ้าเกี่ยวข้องกับเฮียแม้แต่นิดเลยผมเคลียร์กับไอ้โฬมไว้แล้วเหมือนกัน จะว่าไปแล้วรู้สึกเหมือนกับดูหนังเรื่องโรมีโอกับจูเลียตชะมัด ไปนะจูเลียตแต่อย่าเดินขาถ่างกลับบ้านละกัน ฮ่า ๆ ๆ” ฝ่ามือเรียวบางของคนที่ผมจับข้อมืออีกข้างของเขาไว้ ถึงกับตวัดตบลมเพราะคนพูดวิ่งปรู๊ดหายลับไปกับความมืดเสียแล้ว สุดท้ายเจ้าตัวก็ได้แต่พร่ำด่าเพื่อนซี้ไม่หยุดปากส่วนผมเองก็ได้แต่ยืนฟังจนคนด่าเหนื่อยจะด่านั่นแหละ  

“แม่งเอ๊ยไอ้สันเขื่อนไอ้เลี้ยงไม่เชื่องเสียดายข้าวปลาอาหารที่อุตส่าห์ให้มันกรอกปากชะมัด ส่วนมึงมีอะไรจะพูดก็รีบพูดเลยเดี๋ยวป้าแววจับได้กูจะซวยไปด้วย” 

หมับ! “พูดแน่แต่ตอนนี้ขอกอดก่อนนะไม่ได้เห็นหน้าตั้งสองวันพี่คิดถึง” แม้จะมีอาการดิ้นรนอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน ความเปลี่ยนแปลงจนทำให้ผมใจชื้นนี้คงเกิดขึ้นตั้งแต่วันรับปริญญาของไอ้เวย์แล้วมั้ง 

“รีบพูดดิยุงเยอะเดี๋ยวเป็นไข้เลือดออกหรอก” 

“ครับผมพูดแล้วครับตอนนี้น้องมีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่า เรื่องที่อยากพูดอยากระบายให้ใครสักคนฟังถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่พี่ก็อยากฟังทุกเรื่องนะ” กิริยาฟึดฟัดชะงักลง จากนั้นมีเพียงท่าทีสงบนิ่งของคนที่ปล่อยให้ผมยืนกอดเท่านั้น เวลาผ่านไปหลายอึดใจแม้จะไม่มีใครพูดอะไรออกมา แต่ความเงียบสงบของบรรยากาศรอบข้างก็ทำให้ความตึงเครียดหลายอย่างผ่อนคลายลงไปบ้าง 

“ว่าไงครับน้องมีเรื่องอะไรกังวลใจอยู่ไหมเรื่องพี่เรื่องป้าแววไอ้เวย์ส้มโอหรือมีอะไรอีกรึเปล่า พี่อยากฟังทุกเรื่องที่น้องกำลังคิดอยู่ ทางเดียวที่จะทำให้ความทุกข์นั้นหายไปได้ก็คือระบายมันออกมาถ้าได้ระบายความรู้สึกแย่ ๆ ก็จะจางหายไป แล้วถ้าวันหนึ่งน้องเป็นทุกข์อีกครั้งน้องก็จะเข้าใจและตั้งรับมันได้ดีมากขึ้น” 

“กูกลัว ทุกคนรอบตัวกูกำลังจากกูไปทีละคนตอนนี้ข้างตัวกูเหลือไม่กี่คนแล้ว กูไม่รู้ว่าวันไหนที่ข้างตัวกูจะว่างเปล่ามองไม่เห็นใครสักคน เรื่องร้ายหลายเรื่องทำให้กูเอาแต่ถามตัวเองว่าต้องทนอยู่กับความเลวร้ายพวกนี้อีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ชีวิตเหี้ย ๆ ของกูจะจบลงไปสักที กูเหนื่อยที่ต้องจากลาเหนื่อยจนไม่มีน้ำตาจะไหลให้ใครอีกแล้ว” น้ำเสียงแผ่วเบาฟังดูแล้วราวกับว่าคนพูดรู้สึกเงียบเหงาและเหนื่อยกับการสูญเสียจนไม่อยากต่อสู้กับโลกนี้อีก  

ถึงมองไม่เห็นว่าสายตาโศกเศร้าคู่นี้จะมีความเจ็บปวดหรือความอาวรณ์ซุกซ่อนอยู่มากเท่าไหร่ แต่ผมสัมผัสได้ว่าใจน้องเหนื่อยล้ามากกว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก 

“ถึงเราจะรักใครสักคนมากมายเท่าไหร่แต่ไม่มีใครอยู่กับใครไปชั่วนิรันดร์หรอกนะ พี่ก็เหมือนกันพี่เองก็ไม่สามารถอยู่เป็นนิรันดร์ให้น้องได้ อย่ามัวแต่มองหาความสุขจากคนอื่นคนเรามีเหตุการณ์ผิดพลาดในชีวิตกันได้มากมาย วันนี้ยังได้เจอได้พูดคุยกันแต่ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้คนคนนั้นอาจหายไปจากโลกนี้ก็ได้ เพราะงั้นจงหาความสุขจากตัวเองมันมั่นคงที่สุดแล้ว แต่ตราบใดที่พี่ยังมีลมหายใจน้องไม่ต้องกลัวว่าข้างกายจะไม่เหลือใคร เพราะทุกครั้งที่น้องหันมามองพี่จะอยู่ตรงนั้นเสมอ 

“แต่น้องรับปากกับพี่ได้ไหมในทุกครั้งที่ใจน้องเหนื่อยในทุกเวลาที่น้องคิดว่าตัวเองฝืนต่อไปไม่ไหว และในช่วงเวลานั้นพี่อาจเผอเรอปล่อยปละละเลยน้องไปแต่น้องจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาพี่เอง แค่บอกกับพี่ว่าน้องเหนื่อยจนเกินจะทนไหวพี่สัญญาว่าจะไม่รอช้า จะไม่ปล่อยให้น้องเคว้งคว้างตามลำพังนานขึ้นแม้แต่วินาทีเดียว พี่จะกอดน้องไว้แบบนี้หายใจร่วมกันไปแบบนี้ จนกว่าแผ่นฟ้าหรือผืนน้ำจะแยกเราออกจากกันตามสังขารของเราเอง” 

“แล้วถ้าวันนั้นอ้อมกอดนี้ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ล่ะถ้าผมยังรู้สึกเหนื่อยที่จะหายใจอีกต่อไป คุณเองก็สัญญาได้ไหมว่าคุณจะไม่เหนี่ยวรั้งผม คุณจะปล่อยให้ผมไปตามที่ใจผมต้องการสัญญาได้ไหม” สรรพนามที่เปลี่ยนไปมันยืนยันถึงความอ่อนล้าที่มี คำร้องขอนั้นฟังดูอ่อนแรงจนใจผมสั่นไปหมด ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามาแอบแฝงอยู่ในมุมมืดของความคิด แต่ผมก็ต้องรีบร้องหาความหนักแน่นของหัวใจเพื่อตอบรับกับคำขอที่แสนจะน่าเป็นกังวล 

“พี่สัญญาว่าจะไม่รั้งน้องเอาไว้แต่พี่จะติดตามน้องไปด้วยทุกที่ ไปอยู่กับขอบฟ้าแสนดีคนนี้เพื่อให้มหาสมุทรเคียงคู่กับขอบฟ้าตลอดไป ถ้าเหตุการณ์นั้นมาถึงจริง ๆ คำว่าตลอดไปคงใช้กับเราสองคนได้ใช่ไหม” 

“อือ ถ้าวันนั้นมีจริงบางทีขอบฟ้ากับมหาสมุทรอาจจะไม่มีใครมาเป็นคนกำหนดเส้นทางของเราก็ได้ เหนื่อยว่ะพี่น้ำเหนื่อยแบบนี้ผมชักอยากจับมือไปในที่ที่ไม่ใช่บนโลกนี้กับพี่ซะแล้ว เอ๊ะ!” น้ำเสียงเนือย ๆ อู้อี้ของคนที่อยู่ในอ้อมแขนผมแปรเปลี่ยนเป็นตกใจ เจ้าตัวรีบผละออกจากผมแล้วยืนตัวแข็งทื่อตาค้างมองไปทางอีกฝั่งของลำธารโดยไม่กะพริบตาสักปริบ 

“น้อง น้องมองอะไร ขอบฟ้าเป็นอะไรเนี่ย” 

หมับ!อึก นะ น้ำ พี่น้ำอุ้มน้องกลับบ้านหน่อย ฮึก ไอ้พี่น้ำรีบอุ้มกูเร็ว ๆ สิวะไอ้เหี้ย! ฮึก” ถ้าไม่ได้ยินเสียงสะอื้นหรือไม่ได้สัมผัสถึงตัวสั่นสะท้านนี้คงคิดว่าน้องหาเรื่องด่าผมอีกตามเคย แต่เมื่อคนที่ผวาเข้ามากอดผมแน่นเขาตัวสั่นมากกว่าเดิม ผมถึงต้องรีบช้อนก้นอุ้มน้องเข้าเอวโดยมีเจ้าตัวให้ความร่วมมือแต่โดยดี ด้วยการใช้สองขาของตัวเองรัดเอวผมอย่างแนบแน่น  

แม้จะมีความแคลงใจว่าเจ้าตัวมองเห็นอะไรถึงได้หวาดกลัวจนตัวสั่นเทาขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะไม่ว่าจะเป็นอะไรผมก็ต้องขอบคุณในสิ่งนั้น ที่ทำให้ตัวเองได้โอบอุ้มคนรักจากการเรียกร้องของเขาอีกครั้ง ทุกก้าวที่เดินผ่านความมืดมิดของสวนผลไม้ถึงมีแต่รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าของผม 

“เฮ้ยพี่น้ำมานี่ ๆ แปะ ๆ มึงรีบลงจากเอวพี่น้ำเลยไอ้ฟ้า เป็นบ้าอะไรของมึงหาถึงได้ให้พี่น้ำอุ้มกระเตงมาเกือบถึงบ้านเนี่ยไม่กลัวป้าแววเห็นรึไงไอ้ขี้อ่อย!” 

“ละ โฬม ฮึก โฬมเมื่อกี้กูว่ากูเห็นคนแก่ตัวใหญ่ ๆ ฮึก ยืนอยู่อีกฝั่งของลำธารอะมึงมีแสงขาว ๆ อยู่รอบตัวเขาเลย โฬมอุ้มกูหน่อยกูยืนไม่ไหว ฮึก 

“จะ จริงเหรอวะใช่คนที่ใส่หมวกถือดาบไหมกูเคยเห็นแวบ ๆ ดูคุ้นตายังไงไม่รู้ว่ะ โหไอ้ฟ้าทั้งน้ำมูกน้ำตามึงกูจะเช็ดอะไรก่อนดีเนี่ย” ก่อนจะถึงบ้านผมต้องหยุดชะงักเพราะอยู่ ๆ ไอ้โฬมก็โผล่หน้ามารั้งแขนให้ผมเดินหลบแสงไฟไปยืนอยู่หลังต้นเงาะ  

ถ้อยคำสนทนาระหว่างเพื่อนรุ่นน้องที่ได้ยินชวนให้ประหลาดใจไม่น้อย เมื่อปล่อยให้น้องไปยืนอยู่ในวงแขนของเพื่อนสนิท ผมถึงได้หันหลังไปมองความมืดสลัวซึ่งเป็นทางที่ตัวเองเดินมาเมื่อกี้ แต่จู่ ๆ ขนแขนกลับลุกชันอย่างหาที่ไปที่มาไม่ได้จึงได้แต่ชักชวนพารุ่นน้องทั้งสองคนไปส่งที่บ้าน แล้วฝังความเยือกเย็นเวิ้งว้างของความมืดสลัวเอาไว้ยังที่ตรงนั้น  

เพราะสิ่งที่ใจผมคิดสิ่งที่ตัวผมอยากทำนั่นคือสิ่งที่บริสุทธิ์ใจกับลูกหลานเจ้าของผืนดินแห่งนี้ มันเป็นความรักที่มากกว่ารักเป็นความรักที่มากกว่าความหวาดกลัวทุกสิ่งทุกอย่าง ตอนนี้ผมโตพอจะปกป้องคุ้มครองคนที่ผมเคยปล่อยมือไปเพราะความเยาว์วัยในช่วงเวลาหนึ่ง จากนี้ไปต่อให้ต้องต่อสู้กับใครหรือสิ่งใด ผมก็จะไม่ยอมให้มือของเราต้องพรากจากกันอีกเด็ดขาด 

 

“อีกไม่กี่วันก็จะเข้าอยู่ได้แล้วน้องตื่นเต้นไหมหรืออยากเปลี่ยนอะไรตรงไหนอีกรึเปล่า” 

“ตื่นเต้นดิแต่ไม่เปลี่ยนอะไรแล้วบ้านหลังนี้คือสิ่งที่กูกับพี่เวย์ช่วยกันขีดเขียนขึ้นมา กูเชื่อว่าพ่อกับแม่ต้องชอบเหมือนที่กูชอบแน่” กลางเดือนมกราคมของปีถัดมา ตรงหน้าเราตอนนี้คือบ้านปูนชั้นเดียวยกพื้นสูงแค่บันไดสามขั้น หลังคาจั่วซ้อนกันสองชั้นมุงด้วยกระเบื้องสีเทาอ่อน  

บ้านทั้งหลังทาด้วยสีขาวสะอาดตายกเว้นเสาที่สีเหมือนกับพื้นระเบียงหน้าบ้านและฐานบ้านกรุด้วยกระเบื้องสีฟ้าอ่อน ลวดลายดอกไม้ดอกเล็กนั้นทำให้ดูอ่อนช้อยตัดกับประตูบ้านและประตูหน้าต่างซึ่งเป็นขอบสีดำ รอบบ้านเป็นกระจกใสบานใหญ่ทำให้ดูปลอดโปร่งมากขึ้น ผ้าม่านสีฟ้าน้ำทะเลตัดกับสีขาวของสีบ้านดูสวยงาม ขนาดของตัวบ้านไม่เล็กเกินไปแต่ก็ไม่ใหญ่จนดูวังเวง 

“พี่ดีใจที่น้องชอบ ว่าแต่ป้าแววดุน้องไหมที่น้องให้พี่อยู่บ้านพักหลังเก่าได้น่ะ” 

“ก็มีบ่นบ้างแต่กูบอกป้าแววว่าทำไมเราต้องปล่อยให้บ้านมันว่างโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรด้วยล่ะ ในเมื่อเรามีทางหาเงินได้เดือนละตั้งสองหมื่นจากมึงอะ นี่อย่าบอกนะว่าจะอยู่บ้านพักกูฟรี ๆ ไม่ได้นะเว้ย!” ผมคงยิ้มหรือหัวเราะออกมาแล้วถ้าไม่มองให้ลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้น แม้น้องจะพยายามทำตัวร่าเริงขึ้นมาบ้างแต่ความหวาดระแวงความกระวนกระวายบางอย่างยังคงแฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้นเหมือนเดิม 

“ไม่อยู่ฟรีหรอกน่ะพี่ทุ่มไม่อั้นขอแค่ได้เห็นหลังคาบ้านหลังนี้สักนิดก็ยังดี” 

“แหวะกูเลี่ยน! ว่าแต่ได้ยินว่ามึงซี้กับสวนราตรีสีน้ำงั้นเหรอ” แม้เจ้าตัวจะทำเป็นไม่สนใจใคร่รู้คำตอบ แม้ดวงตาหวานจะทำเป็นกวาดมองรอบตัวบ้านราวกับสนใจหนักหนา แต่เป็นเพราะว่าเราเคยคลุกคลีกันมานานทำให้ผมพอจะรู้ว่าภายใต้ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้นี้ เจ้าตัวกำลังซุกซ่อนความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้มากมายเลยแหละ 

“เจ้าของสวนเขาอยากให้พี่ไปสร้างบ้านพักสักห้าหกหลังน่ะเห็นว่าจะทำโฮมสเตย์” 

ขวับ! “ไม่ได้นะมึงก็รู้ว่ากูมีโครงการนี้อะถ้ามึงไปทำให้มันเท่ากับว่ามึงสนับสนุนคู่แข่งกูนะเว้ย ถ้ามึงยังดื้อจะไปทำให้มันก็อย่าหวังว่าจะได้หอบผ้าหอบผ่อนไปนอนที่บ้านหลังนู่นเลย กูจะแบนมึงให้ออกไปจากชีวิตของกูโดยด่วนด้วย!” ไม่ใช่แค่น้ำเสียงฟึดฟัด แต่ผู้ชายใส่เสื้อยืดสีเขียวอ่อนกางเกงขาก๊วยสีขาวถึงกับหันหน้ามามองผมด้วยสายตาพยายามดุดัน แต่ผมกลับมองว่ามันดูน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่า เหมือนเห็นน้องส้มโอกำลังงอแงเพราะได้ของเล่นที่ไม่ถูกใจยังไงยังงั้น 

หมับ! “แล้วใครบอกว่าพี่ตอบตกลงล่ะใครจะยอมให้น้องมีคู่แข่งกัน แต่บอกไว้ก่อนนะว่าถึงพี่ไม่ทำเขาก็จ้างคนอื่นทำอยู่ดี” 

ชิ! มันจะยากเย็นอะไรงั้นมึงก็ทำให้สวนกูน่าอยู่มากกว่าที่คนอื่นทำให้สวนราตรีสีน้ำสิหรือมึงไม่มีฝีมือว่างั้น เฮ้อ ถามจริงเป็นประธานรุ่นได้ไงเนี่ย” ดูเขาทำเข้าสิ ตอนนี้ท่าทางดุดันเมื่อกี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นมองผมด้วยสายตาเอือมระอา อีกทั้งยังส่ายหน้าไปมาราวกับหนักอกหนักใจนักหนา 

“น้องฟ้าถ้าคุยธุระเสร็จแล้วก็รีบกลับเข้าบ้านเถอะป้าจะคุยเรื่องของที่ต้องเตรียมในงานขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใครที่ไม่ใช่คนในครอบครัวไม่ต้องเสนอหน้าตามมานะ หน้าที่ตัวเองมีแค่ไหนก็ทำแค่นั้นบางสิ่งบางอย่างอย่าพยายามทำเกินหน้าที่ เพราะมันจะเป็นการก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น” 

“ป้าแววไม่สบายรึเปล่าครับดูหน้าซีด ๆ นะ ไปให้หมอดูสักหน่อยดีไหมเดี๋ยวผมพาไปครับ” 

“เอ๊ะ! ฉันก็เพิ่งพูดเมื่อกี้ไงว่าอย่าพยายามทำอะไรเกินหน้าที่ น้องฟ้ากลับไปกับป้าค่ะ” เพราะเห็นว่าหญิงสูงวัยมีหน้าตาซีดเซียวผมถึงได้เอ่ยปากทักท้วงออกไปแต่ก็ยังถูกผลักไสเหมือนเดิม ฝ่ามือที่เลี้ยงขอบฟ้ามาตั้งแต่เด็กคว้าหมับกับข้อมือเจ้าของผมยาวหยักศกและรั้งให้เดินตามเธอกลับไปทางบ้านพัก ท่าทางเกลียดชังอย่างเห็นได้ชัดจากคนสำคัญของคนรักผมทำให้อดถอนใจหนัก ๆ ไม่ได้ จะมีทางไหนทำให้หญิงสูงวัยคนนี้ใจอ่อนลงบ้างนะ 

ตรู๊ด ๆ ๆ ๆ แต่ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์กลับสร้างความขุ่นมัวให้ผมโดยอัตโนมัติอีกแล้ว 

“ทำไมแกถึงไม่รับโทรศัพท์” 

“ถ้าผมไม่รับตอนนี้เราคงไม่ได้คุยกันหรอก คุณมีธุระอะไรรีบพูดมาดีกว่า” 

“หึหึ พอเรียนจบปุ๊บก็ปีกกล้าขาแข็งปั๊บสินะ อย่านึกว่ากูไม่รู้เรื่องพฤติกรรมเหี้ย ๆ ของมึงนะไอ้น้ำ ในหัวมึงมีสมองบ้างไหมวัน ๆ ถึงคอยแต่จะสร้างปัญหาให้กูอับอายขายขี้หน้าอยู่เรื่อย มึงรีบกลับมากรุงเทพซะอย่าให้กูต้องโมโหมากไปกว่านี้!” เสียงเข้มของอีกฝ่ายที่ทำเป็นเยือกเย็นแต่พูดจาเพียงไม่กี่คำนิสัยเผด็จการของเขาก็โผล่ออกมาจนได้ แบบนี้สิน่าสนุกกว่ากันเยอะ โมโหเข้าไปต่อให้เขาโกรธจนเส้นเลือดในสมองแตกตายผมก็ไม่อาทรร้อนใจอะไรเลย 

“หือกลับกรุงเทพ? ทำไมถึงสั่งในเรื่องที่คุณก็รู้ว่าผมไม่มีวันทำให้คุณล่ะอย่าบอกนะว่าแก่จนเลอะเลือนไปหมด ผมเชื่อว่าคุณยังทำตัวเป็นโรคจิตด้วยการให้คนตามสอดส่องผมอยู่ เพราะงั้นก็รู้แล้วสิว่าผมตั้งใจปักหลักอยู่ที่นี่อยู่กับคนที่ผมรักอยู่กับคนที่คุณเกลียด ถ้าโทรมาเพราะเรื่องไร้สาระพวกนี้ต่อไปไม่ต้องโทรมาอีกนะผมรำคาญ” 

“ไอ้น้ำกูเป็นพ่อมึงนะจะพูดจาอะไรหัดคิดซะบ้างระวังนรกจะกินหัวเอาไอ้เนรคุณ!!”  

“ถ้าบนสวรรค์มีคุณอยู่ด้วยผมก็ขอตกนรกหมกไหม้ไปตลอดดีกว่า อ้อ เวลาจะสอนใครในเรื่องอะไรคุณต้องส่องกระจกดูตัวเองก่อนว่าคุณเหนือกว่าเขาไหม ฮ่า ๆ ๆ โคตรตลกว่ะสอนให้คนอื่นรู้จักคิดแต่ในสมองตัวเองกลับมีแต่ความคิดชั่ว ๆ ทั้งนั้น แค่นี้ละกันบายครับ” ตรู๊ดดด ก่อนที่เขาจะพ่นคำอาฆาตมาดร้ายเพื่อข่มขู่ทั้งเรื่องผมหรือหยิบยกเอาเรื่องคนรักผมมาต่อรองตามนิสัยของเขา ผมก็ต้องรีบตัดสายโทรศัพท์ไปก่อนไม่งั้นผมคงยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ไหว แล้วหลุดปากพูดด้วยถ้อยคำรุนแรงมากกว่านี้ก็ได้  

แต่การที่ผมตัดสายใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมเลิกรา เพราะเสียงรัวถี่ของโทรศัพท์ยังคงมีให้ได้ยินจนต้องปิดโทรศัพท์อย่างเสียไม่ได้ ความสนใจในเรื่องของชายคนนั้นถูกผมตัดทิ้งไปแล้วหันมาใส่ใจกับบ้านตรงหน้าแทน 

“คุณน้ำครับ” แต่ไม่ถึงห้านาทีชายสองคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็เดินเข้ามาในบริเวณรั้วบ้านใหม่ ที่ผมกำลังใช้สายตาตัวเองกวาดมองหาจุดบกพร่องเพื่อแก้ไขให้ทันวันขึ้นบ้านใหม่ แค่เห็นทั้งสองคนเดินหน้านิ่งเข้ามาผมก็ต้องข่มอารมณ์ตัวเองให้มากกว่าเดิมแล้วล่ะ 

“ผมไม่มีธุระอะไรจะคุยกับพวกคุณอีก ถ้าพวกคุณยังไม่หยุดตามต่อไปผมก็จะไม่เกรงใจพวกคุณเหมือนกัน” 

“ขอโทษด้วยครับแต่คุณท่านสั่งมาว่าถ้าคุณน้ำยังดื้อรั้นแบบนี้คุณท่านจะ” ผลัวะ ๆ !! แค่ได้ฟังประโยคซ้ำซากจากคนที่ผมคุ้นหน้าเพราะถูกพวกเขาเฝ้าตามติดผมมานานหลายปี กำปั้นขวาของตัวเองก็เหวี่ยงใส่ชายทั้งสองโดยไม่ออมแรงสักนิด  

“แต่กูไม่อยากฟังว่าคุณท่านของมึงจะสั่งอะไร ถ้ากูยังเห็นพวกมึงอยู่ในสายตากูสาบานว่ากูจะยิงหัวพวกมึงเอง!” นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีพฤติกรรมแบบนี้กับคนที่เฝ้าติดตามผมอยู่ ทั้งคำพูดและการกระทำแม้จะเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการทำ แต่ในวินาทีหนึ่งที่เผลอคิดถึงความโหดร้ายของเขาขึ้นมา สติตัวเองถึงได้ขาดสะบั้นอย่างห้ามมือไม่อยู่  

เพราะรู้ว่าถ้าขืนยังยืนฟังในสิ่งที่พวกเขาพูดถึงความต้องการของเจ้านายพวกเขา ผมก็คงยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่ไหวและคงต้องลงไม้ลงมือกับพวกเขาซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ผมรู้ตัวดีว่าต่อให้ฆ่าพวกเขาให้ตายพวกเขาก็จะไม่มีวันโต้ตอบกลับมา ด้วยเหตุผลที่ว่าผมเป็นลูกของเจ้านายพวกเขา ลูกที่ไม่เคยได้รับการยอมรับสักครั้ง  

“พวกเราขอโทษครับคุณน้ำแต่พวกเราขัดคุณท่านไม่ได้จริง ๆ คุณน้ำเห็นใจพวกเราหน่อยนะครับ” 

“ผมรู้ผมก็ขอโทษพวกพี่กับเรื่องเมื่อกี้ด้วย แต่ผมขอถามหน่อยเถอะว่าทำไมทุกคนบนโลกล้วนแต่เรียกร้องความเห็นใจได้ยกเว้นผมคนนี้คนเดียว หรือว่าผมไม่คู่ควรได้เอ่ยปากขอความเห็นใจจากใครทั้งนั้น พี่ไปบอกเขาเถอะนะว่าถ้าอยากให้ผมกลับไปเขาก็จะได้แค่ร่างกายของผมเท่านั้น นั่นเป็นวิธีเดียวที่ผมจะกลับไปตามคำสั่งเขา” ผมรู้ว่ากว่าจะเอ่ยออกมาแต่ละคำต้องใช้ความพยายามมากมายแค่ไหน พยายามที่จะฝังความอ่อนแอของตัวเองเอาไว้แล้วเดินหันหลังให้กับทุกเรื่องทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขา  

เมื่อสองเท้าก้าวห่างออกไปผมก็ไม่คิดจะหันไปมองความหนักใจของใครทั้งนั้น ผมพอแล้วกับการที่ต้องรักษาน้ำใจใครหรือทำตามความต้องการของใครเพราะมนุษย์เดินดินอย่างผมก็มีความต้องการเหมือนกัน และผมเลือกจะทำตามที่ใจตัวเองต้องการเท่านั้นพอ 

 

***อย่ามัวแต่เรียกร้องหาความสุขจากคนอื่น จนลืมไปว่าตัวเราคือความสุขที่เป็นนิรันดร์ 

สวัสดีค่ะวันนี้รีบมารีบไปนะคะ วันพรุ่งนี้ฟางเปิดจองหนังสือแล้วเน้อจ้าว เวลา9.00น.เดี๋ยวแปะจองไว้ที่เพจกับที่เว็บ ท่านใดสนใจมาจับจองกันได้เน้อจ้าว 

ขอบคุณทุกความคิดเห็นทุกกำลังใจทุกการพูดคุย ยังคงเหมือนเดิมคือ30ยังแจ๋วมาปุ๊บวันศุกร์ฟางลงให้เลยเน้อจ้าว  

สอบถามการจองหนังสือได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36 

ความคิดเห็น