email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่สาม (ครึ่งหลัง) ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก

ชื่อตอน : บทเรียนที่สาม (ครึ่งหลัง) ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 42.7k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่สาม (ครึ่งหลัง) ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก
แบบอักษร

บทเรียนที่สาม (ครึ่งหลัง)  

ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก 

[Phai Natee]  

 

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายคนมักจะมองว่าผมเป็นคนเก่งคนฉลาดแต่แท้จริงแล้วที่ผมทำทั้งหมดก็เพื่อกันตัวเองออกห่างจากคนอื่นเท่านั้น ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งที่เปราะบางและน่าหวาดกลัวที่สุดนั่นคือสิ่งที่ผมได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่คนในครอบครัวก็สามารถทำร้ายกันได้อย่างง่ายดาย 

 

ผมเริ่มเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ทางร่างกายตั้งแต่มอปลายจากที่แค่ลูบไล้ก็กลายเป็นกอด ไม่ว่าจะเป็นกับผู้หญิงหรือผู้ชายเคยแม้กระทั่งเป็นฝ่ายกระทำและถูกกระทำทั้งหมดที่ทำไปมันก็แค่...เซ็กส์ แค่การเรียนรู้เท่านั้น 

 

เวลาล่วงเลยมาจนเข้าเรียนมหา’ลัยช่วงเวลาที่ผ่านมามันหล่อหลอมให้ผมกลายเป็นคนเก็บตัวเย็นชาและไร้หัวใจไม่เคยมีความเชื่อใจในใครอีกต่อไปแม้แต่กับคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้องชายต่างพ่อที่ยังคงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะเปิดใจผมให้ได้

 

เพื่อนคนแรกที่ผมยอมรับคือพายุเขาเองก็เป็นคนเงียบไม่สุงสิงกับใครมากนักเราเจอกันในวันเปิดภาคเรียนตอนปีหนึ่งพายุมันชอบไปนั่งคนเดียวแล้วเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่เสมอเหมือนกับกำลังรอคอยใครบางคนกลับมา มันเป็นคนให้ผมย้ายมาอยู่หอในมหา’ลัยของพ่อมันและขอทุนนักเรียนดีเด่นให้กับผม นอกจากจะได้เรียนฟรีมีที่ซุกหัวนอนยังได้เบี้ยเลี้ยงรายเดือนอีกถึงจะไม่ได้มากมายแต่ก็พอทำให้ผมอยู่ได้โดยไม่ต้องกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก บ้านที่มีแต่ความทรงจำอันน่าสะอิดสะเอียน

 

ส่วนอีกคนที่ผมยอมรับคือไอ้ปกป้องมันย้ายเข้ามาเรียนที่นี่ตอนกลางเทอมปีหนึ่ง มันเองก็มีปัญหาในชีวิตที่ไม่ต่างกับผมเท่าไหร่พ่อของป้องเป็นเจ้าสัวใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของความเผด็จการ ป้องกับพี่ชายคนรองเลยต้องหนีไปอยู่กับแม่ที่อังกฤษหลายปีก่อนจะกลับมาหลบ ๆ ซ่อน ๆ พ่อตัวเองในเมืองไทยอีกครั้ง มันเป็นคนเปิดเผยชอบไม่ชอบอะไรก็พูดออกมาเดี๋ยวนั้นและมันเองก็คอยเป็นบอดี้การ์ดคุ้มครองพวกผมอยู่เสมอ

 

ผมเริ่มเปิดใจให้กับสังคมของเพื่อนในมหา’ลัยทีละนิดหลังจากพายุได้ตำแหน่งเดือนมอมันก็มีเพื่อนเป็นเดือนคณะเพิ่มมากขึ้น หลายคนที่ผมรู้จักก็เป็นคนนิสัยดีส่วนบางคนที่แย่ ๆ ผมก็ค่อย ๆ วางแผนกำจัดออกไปจากพายุทีละคนสองคน โดยเฉพาะพวกตีสองหน้าปลิ้นปล้อนคือคนจำพวกที่ผมเกลียดที่สุด

 

สองสามวันก่อนเปิดภาคเรียนปีที่สองผมสังเกตว่าพายุมันดูเปลี่ยนไปมันดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติกว่าที่เคยเป็น ช่วงเช้าหรือแม้แต่ตอนมืดค่ำมันก็มักจะชอบไปวนเวียนแถวชั้นห้าอยู่เสมอ แต่ที่ผมจับโป๊ะมันได้คือตอนที่มันวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่หน้าตึกจ้องมองไปที่เด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งตาไม่กะพริบเลย แถมยิ่งมองมันก็ยิ่งแสยะยิ้มเหมือนกับสตอล์กเกอร์โรคจิตชอบสะกดรอยเหยื่อ

 

บางครั้งเวลาเด็กคนนั้นไปไหนมาไหนพร้อมกับเด็กผู้ชายตัวสูงหน้าตาดีที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนคนบ้าอยู่ตลอดเวลา ไอ้พายุมันก็ทำหน้าเศร้า ๆ เหมือนมีใครตายอย่างนั้นแหละยิ่งถ้าเด็กสองคนนั้นทำท่าหยอกล้อกอดกันด้วยแล้วไอ้พายุมันยิ่งฟาดงวงฟาดงาหงุดหงิดลมบ่อจอยไปทั้งวัน

 

เห็นแบบนี้ก็รู้แล้วล่ะว่าเพื่อนสนิทมันแอบชอบเด็กคนนี้ทั้งที่เคยคิดมาตลอดว่ามันเป็นผู้ชายทั้งแท่งก็เห็นมีผู้หญิงเข้าหามันมาตลอดนี่น่า เมื่อก่อนมันก็ปฏิเสธผู้หญิงพวกนั้นมาตลอดพอมันถูกตื๊อมาก ๆ มันก็เริ่มเย็นชาแล้วตัดรำคาญด้วยการมีอะไรให้จบแล้วทิ้งไปอย่างไม่ไยดี หลายคนที่ได้ยินชื่อเสียงอันเลวร้ายของพายุก็ยอมตัดใจในขณะที่บางคนกลับคาดหวังว่าจะทำให้มันรักได้แต่ทั้งหมดมันก็เสียเวลาเปล่า

 

ทั้งไอ้ป้องและเพื่อนสนิทต่างคณะคนอื่นก็คอยเตือนพายุเรื่องนี้อยู่เสมอแต่ผมกลับเข้าใจมันนะความรักเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้มันมีแต่จะทำให้เราต้องรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น

 

 

เห็นพายุมันทำตัวหงอยแล้วสงสารอะ อย่างน้อยมันก็มีบุญคุณกับผมมาตลอดถ้าผมทำอะไรเพื่อมันได้บ้างผมก็จะทำในเมื่อพายุไม่กล้าที่จะแย่งชิงสิ่งที่ต้องการเอง ผมก็จะทำให้เด็กคนนั้นมาเป็นของมันให้ได้...อย่างน้อยตอนนี้ก็ต้องขอพิสูจน์หน่อยเถอะว่าเด็กสองคนนี้เป็นอะไรกัน

 

เป็นจังหวะดีที่เด็กตัวสูงมันออกไปเที่ยวกลางคืนเองคนเดียว ผมเริ่มสะกดรอยตามเขามาตลอดทางต้องเสียค่าวินมอเตอร์ไซค์วนไปวนมาตั้งหลายร้อยคอยดูนะผมจะเอาคืนแบบทบต้นทบดอกเลยแผนการของผมมันเริ่มต้นเมื่อเด็กหนุ่มก้าวเข้าไปนั่งยังโซฟามุมร้าน เขาจับจองโต๊ะพูลประหนึ่งเก่งกาจเสียเต็มประดาแต่ก็ว่าไม่ได้ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงคงตามเล่ห์เหลี่ยมคนอย่างพวกผมไม่ทันแน่

 

แล้วก็จริงดังคาดเด็กคนนี้อ่อนหัดเหลือเกินยุนิดหน่อยก็หลวมตัวอย่างง่ายดายโดยไม่ระแวดระวังอะไรเลย เห็นท่าทางเดินถือไม้คิวโซเซไปมาผมก็อดไม่ไหวต้องหยุดแกล้งเขาเสียดื้อ ๆ แค่มองสีหน้าเขาก็รู้...ทั้งที่เขาเข้าใจดีว่าผมกำลังหลอกเขาแต่เขากลับไม่โทษผมเลยสักคำ

 

ผมพาเขามานั่งที่โซฟา รินน้ำจะขวดยืนให้เด็กหนุ่มไปแก้วหนึ่ง เขาจ้องมองผมแบบแปลกใจจะว่าหนุ่มคนนี้หน้าตาหล่อเหล่าก็คงไม่ผิด รูปร่างสูงสมส่วนกำลังดีแต่ที่ดูดีที่สุดน่าจะเป็นรอยยิ้มบนหน้านั่นมากกว่าขนาดรู้ตัวว่าโดนผมหลอกขนาดนี้ยังยิ้มให้ผมอยู่เลย

 

หลังจากจิบน้ำเข้าไปเล็กน้อยเขาก็อาเจียนออกมา แทนที่ผมควรจะโกรธแต่ผมกลับรู้สึกสงสารเขามากกว่า...ผมกำลังทำอะไรลงไปทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเพียงเพราะผมอยากช่วยเพื่อนรักถึงกับต้องทำร้ายคนที่ไม่รู้จักขนาดนี้เลยเหรอ? ร่างกายมันตอบสนองไปเองแบบไม่รู้ตัว เอื้อมตัวไปดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดให้เด็กตรงหน้าก่อนที่จะเช็ดให้ตัวเองด้วยซ้ำ

 

เขารีบขอโทษขอโพยผมแล้วบอกให้รีบไปล้างตัวก่อน...ทำไมจะต้องเป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้วะ พอกันสักทีกับเกมแบบนี้ผมไม่อยากจะทำร้ายเขาอีกแล้วเรื่องของพายุก็ควรจะให้มันเป็นคนจัดการเองถึงจะถูกสินะ

 

“ช่างมันเถอะไว้กลับห้องไปอาบน้ำทีเดียวก็ได้ ถ้ามึงโอเคแล้วงั้นกูกลับก่อนนะดึกมากเดี๋ยวจะหารถกลับลำบาก” ใจจริงก็อยากจะพาเขานั่งแท็กซี่กลับมาที่หอน่ะนะแต่ถ้าทำแบบนั้นเขาก็จะต้องรู้แน่นอนว่าผมเองก็พักอยู่ตึกนั้น นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกันยังไงซะภาคที่ผมเรียนก็ไม่ได้อยู่ตึกใหญ่อยู่แล้ว พอกำลังจะลุกเดินออกไปเขาก็คว้าข้อมือผมเอาไว้ สายตาเด็กคนนั้นมันบ่งบอกว่าไม่อยากอยู่คนเดียวในตอนนี้

 

“ไปเปิดห้องแถวนี้ล้างตัวก่อนไหม? เลอะแบบนี้แท็กซี่คงไม่รับ...”

 

“นี่มึงยังไม่เข็ดอีกเหรอ? ไม่กลัวว่ากูจะเป็นมิจฉาชีพมาปล้นมึงรึไง”

 

“ไม่หรอกเราเชื่อใจ...” ในทันทีที่เขากำลังจะขยับปากผมก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจะพูดอะไร...อย่าพูดคำนั้นออกมาเลยทั้งที่กูกำลังหลอกมึงมาตลอดแท้ ๆ อย่าทำให้กูต้องรู้สึกผิดไปมากกว่านี้เป็นผมเองที่เริ่มเผลอใจกดริมฝีปากของตัวเองไปที่ปากของเขาเป็นครั้งแรกที่ผมจูบกับผู้ชายเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มก่อน

 

อีกไม่ถึงสิบนาทีต่อมาเราทั้งคู่ก็ดันมาเปิดห้องที่โรงแรม ไออุ่นของน้ำจากฝักบัวมันไม่ได้ทำให้ร่างกายเปลือยเปล่าของพวกเราเย็นลงเลยสักนิดกลับกันความต้องการของร่างกายมันปะทุเร่าร้อนจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว ผมถามเขาเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่าต้องการแบบนี้จริงรึเปล่าสายตาของเขาเอาแต่จ้องมองมาที่ผม...นั่นทำให้ผมรู้ดีว่าตอนนี้เขาต้องการอะไร

 

อย่าว่าแต่เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นต้องการเลยแม้แต่ผมเองก็ยังโหยหาบางสิ่งจากเขาเช่นกันสัมผัสของความตึงรั้งที่ช่องทางด้านหลังมันช่างยั่วยวนให้ร่างกายของผมกดลงลึกไปเรื่อย ๆ ท่อนแกร่งฝังลึกเข้ามาในร่างเหมือนกับลูกกุญแจและแม่กุญแจที่ลงล็อกกันได้อย่างพอดิบพอดี แรงเสียดสีมันทำให้เคลิบเคลิ้มจนต้องโยกตัวรับกับท่อนอุ่นของเขา มันช่างรู้สึกดี เสียวซ่านในทุกจังหวะของการขยับตัว สองมือจับมาที่เอวของผมสอดประสานสะโพกเข้าสู่ช่องทางอ่อนนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า

 

อยู่ ๆ เด็กหนุ่มที่นอนหงายก็พลิกตัวผมลงบนเตียงแล้วเป็นฝ่ายเดินเกมเอง ถึงจะดูเงอะงะไร้เดียงสาและช่างอ่อนประสบการณ์แต่นั่นมันกลับทำให้ผมเหมือนกลับจะละลายไปกับความอ่อนโยน เหมือนกับทุกครั้งที่เขาโยกเอวเข้าออกช้า ๆ เขาก็มองตาผมอยู่ตลอดสายตาของคนที่กำลังตกหลุมรักอะไรบางอย่าง

 

สายตาแบบนี้มันทำให้ผมกลัว...กลัวว่าเป็นผมเองที่เป็นฝ่ายทำร้ายเขา

 

เด็กหนุ่มที่มีใบหน้าแดงก่ำยิ้มออกมาเล็กน้อยสอดมือทั้งสิบประสานเข้ากับมือของผม ริมฝีปากพรมจูบอย่างอ่อนโยนไปตาแก้มและลำคอจังหวะช่วงล่างของเขาแรงขึ้นเร็วขึ้นจนสุดท้ายเขาก็เกร็งตัวแน่นแล้วซบหน้าหอบหายใจถี่มาที่ต้นคอ ตอนนี้ผมถึงกลับหลุดขำออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

...เด็กหนอเด็ก เขาถึงจุดหมายปลายทางแล้วหลับไปทั้งแบบนั้น ทั้งที่ตัวเดียวอันเดียวยังคาอยู่ด้านหลังของผมอยู่เลย ผมปลดนิ้วออกจากมือเขาแล้วโอบกอดไปที่ร่างแกร่งที่ยังหลับไม่ได้สติ

 

“มึงยังติดหนี้กูอยู่นะเอาไว้คราวหน้ากูจะมาเอาคืน” ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกรึเปล่า...แล้วถ้าเขาเป็นแฟนกับเด็กคนนั้นผมคงกลายเป็นคนที่เลวที่สุดในโลกเสียแล้ว

 

สองมือประคองเด็กตรงหน้านอนหงายอีกครั้ง ถอนร่างตัวออกจากเขาอย่างแผ่วเบาจัดการดึงถุงยางออกแล้วนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดทำความสะอาดร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เป็นครั้งแรกที่ผมทำเพื่อใครสักคนขนาดนี้ นั่งมองใบหน้าของเขาอยู่นานเผลอแป๊บเดียวตอนนี้ก็เกือบหกโมงเช้าเสียแล้ว ช่วงเวลาของซินเดอเรลล่ามันได้หมดไปแล้ว ผมจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย เก็บเสื้อผ้าอาภรณ์ทั้งหลายแหล่ที่พื้นขึ้นมาพับวางบนโต๊ะ กระเป๋าสตางค์ของเขาหล่นมาที่พื้นจนผมต้องหยิบขึ้นมาดูบัตรนักศึกษาคณะวิศวะภาคคอม

 

...นายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ...

 

“มึงกับกูอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแต่กูจะไม่ลืมชื่อของมึงเลย...คนแปลกหน้าที่โง่ที่สุดที่เคยเจอมา” ผมพึมพำออกมาเสียงเบาเหมือนนางเอกในละครก่อนที่จะวางกระเป๋านั้นลงบนโต๊ะแล้วหยิบเงินค่าเหล้าในกระเป๋าตัวเองวางไว้ด้วย มองหาโพสอิทแผ่นน้อยบนโต๊ะแล้วเขียนข้อความลงไปในนั้น

 

...กูจ่ายค่าเหล้าคืนให้ ถือว่าเราหายกัน

 

กลับมาที่หอในตอนเช้ามืดเห็นไอ้พายุมันยืนคอยอยู่ที่หน้าห้องผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

 

“กลับมาได้ซะทีนะมึงไอ้พราย กูโทรหาก็ไม่ยอมรับสายเลย”

 

“โทษทีแบตมือถือกูหมดน่ะ” ผมไม่สามารถบอกเพื่อนสนิทตรงหน้าได้ว่าไปทำอะไรมา ถ้ามันรู้มันคงโกรธที่ผมเข้าไปยุ่งเรื่องของมันขนาดนี้

 

“เออ ไอ้ป้องมันก็โทรหามึงนะแต่โทรไม่ติด มันฝากกูมาบอกมึงว่าบ่าย ๆ จะชวนไปดูหนังเดี๋ยวมันจะเข้ามารับที่หอส่วนตอนนี้มึงก็รีบไปนอนเถอะตาแดงหมดแล้ว”

 

“อืม ขอบใจนะพายุ”

 

“พราย...มึงไม่ต้องทำทุกอย่างเพื่อกูก็ได้กูไม่อยากเห็นมึงต้องเสียใจเพราะการกระทำของตัวเอง” พายุมันเดินมาตบที่ไหล่ของผมก่อนจะเดินลงบันไดไป พายุคงมองออกว่าผมรู้เรื่องของมันแล้วและน่าจะรู้ด้วยว่าผมจะเป็นตัวแปรที่ทำให้เด็กทั้งสองคนที่อยู่ด้านล่างอาจจะต้องทะเลาะกัน

 

คำพูดของพายุมันทำให้ผมรู้สึกแย่เข้าไปอีกตอนนี้มันถลำลึกเกินกว่าจะกลับแก้ไขได้อีกแล้ว

 

ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงได้แต่หวังว่าเรื่องที่ผมทำมันคงไม่เลวร้ายลงมากไปกว่านี้…ใครกันที่บอกว่าผมฉลาดมันไม่จริงเลยสักนิดผมมันโง่มากที่สุดต่างหาก ความอ่อนเพลียจากการอดนอนมาทั้งคืนทำให้ผมหลับลงไปในเวลาไม่นานภาวนาให้ตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

 

ป้องมันมารับผมก่อนเที่ยงเล็กน้อยส่วนพายุมันติดธุระกับพ่อมันเลยมาด้วยไม่ได้ ในขณะที่กำลังจะเดินไปซื้อตั๋วหนังไม่รู้ทำไมผมถึงเหลือบมองไปยังร้านขนมน่ารักร้านหนึ่ง จังหวะที่โคตรจะน่าเหลือเชื่อคือเด็กคนที่ผมเพิ่งมีอะไรด้วยเมื่อคืนดันนั่งจิบกาแฟแล้วมองมาที่ผมพอดี เขามองมาแบบตกใจตาค้างแถมยังสำลักจนกาแฟดำหกเลอะเต็มเสื้อยืดที่ใส่อยู่

 

แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องเดินผ่านแบบไม่สนใจเขาเพราะเด็กน่ารักคนนั้นนั่งอยู่กับเขาต่างหากผมไม่อยากให้สองคนนั้นต้องผิดใจกันถ้ารู้เรื่องเมื่อคืน

 

“พรายมึงอยากดูเรื่องอะไร? วันนี้กูเลี้ยงเองยังไม่ได้ขอบคุณที่มึงติวให้กูเลย”

 

“อะไรก็ได้ป้องแล้วแต่มึงเลย” ในหัวมันไม่ได้คิดเรื่องหนังอีกแล้วอยากจะสลัดความรู้สึกแบบนี้ออกไปให้หมดแต่ก็ทำไม่ได้ตอนนี้ผมเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย เดินมาที่เคาน์เตอร์พอซื้อตั๋วหนังเสร็จไอ้ป้องมันเลยไปนั่งรอที่หน้าโรงส่วนผมกลับขอตัวไปห้องน้ำแทนความรู้สึกลึก ๆ มันบอกว่าผมจะได้เจอกับเขาที่นั่นอีกแล้วผมก็เจอจริง ๆ

 

อยากจะพูดคุยกับเขาให้มากกว่านี้เสียดายที่ป้องเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธรึเปล่าที่บอกไปว่าแค่คนแปลกหน้า

 

...คนแปลกหน้าที่น่าสนใจดี 

 

วันเปิดภาคเรียนวันแรกพวกเราถูกเรียกตัวมาประชุมกันตั้งแต่หกโมงเช้า สามรุ่นพี่ตัวท็อปผู้มีผลงานโดดเด่นสร้างชื่อเสียงให้แก่มหา’ลัยจนเป็นที่ยอมรับไปทั้งคณะแต่ละคนก็มีความสามารถที่แต่ต่างกันออกไปคนละแบบตามความถนัดของตัวเอง 

 

พายุมันเดินหนีหายไปโทรศัพท์สักพักก็เดินกลับมาแบบคนอารมณ์ดี จากปกติที่มันแทบจะไม่เคยยิ้มก็ยิ้มอย่างน่าสยดสยองเหมือนกับหมาไฮยีน่าที่เตรียมตัวจะแดกเหยื่ออยู่แล้วจนแม้แต่ไอ้ป้องก็อดถามไม่ได้ 

 

“หน้ามึงนี่โคตรสยองเลยว่ะพายุ มีอะไรดี ๆ รึไงวะถึงได้ทำหน้าแบบนั้น” 

 

“หึ ๆ ดีสิดีมากด้วยเมื่อกี้กูเพิ่งคุณกับคุณย่ามาเรื่อง...” พายุมันชะงักไปแป๊บหนึ่ง “ไม่มีอะไรหรอกเอาเป็นว่าตอนนี้กูอารมณ์ดีก็แล้วกัน” นั่นแหละที่กูกลัวไอ้พายุเวลามึงอารมณ์ดีเนี่ยมีแต่เรื่องคาดไม่ถึงตลอด 

 

“แล้วตกลงมึงนี่ยังไงพายุ กูเห็นมึงแอบตามดูเด็กศิลปกรรมมาสองสามวันแล้วนะ นี่มึงคิดอะไรกับน้องคนนั้นรึเปล่าวะ” ขนาดไอ้ป้องไม่ได้อยู่หอพักเดียวกับผมยังมองออกเลยเหรอ 

 

“อืม คิด! คิดไม่ถึงว่าจะมีคนส่งอ้อยเข้าปากช้างขนาดนี้ พวกมึงคอยดูเอาไว้เลยนะเด็กคนนั้นจะต้องตกหลุมที่กูขุดเอาไว้แน่นอน” แค่มันแสยะยิ้มก็ขนลุกแล้วว่ะ ไอ้พายุมันยิ่งมีข่าวลือว่าซาดิสม์อยู่ด้วย มีหวังเด็กคนนั้นต้องแหลกคามือมันแน่ 

 

“แล้วมึงจะทำยังไงพายุ เด็กคนนั้นเขาน่าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตัวอยู่แล้วไหม?” พูดไปก็กระดากปากตัวเองแฮะ 

 

“ใคร? ไอ้เพลงรุ่นน้องที่เรียนภาคคอมน่ะเหรอ? ไม่ใช่หรอกมันกับหินแค่สนิทกันน่ะ โตมาด้วยกันเล่นด้วยกันเหมือนพี่น้องเลยทำให้ใครต่อใครพากันเข้าใจผิดไปเอง” 

 

“หิน? เพลง? นี่มึงถึงขนาดรู้ชื่อพวกน้องมันแล้วเหรอวะไม่ธรรมดานี่น่า” เด็กคนนั้นชื่อเพลงเองเหรอ? 

 

อืม เพลงพราย...เดี๋ยว ๆ นี่กูกำลังคิดอะไรอยู่วะไม่มีทางหรอกที่มันจะมาชอบคนอย่างกูแน่นอนแต่ตอนที่อยู่ในห้องน้ำเมื่อวานเหมือนมันจะพูดอะไรบางอย่างเลยว่ะ 

 

“พราย...” 

 

“ไอ้พราย!” 

 

“หะ” พายุมันขมวดคิ้วแล้วกระตุกยิ้มมุมปากมองมาที่หน้าของผม 

 

“ถ้าวันนึงมึงเจอคนที่ใช่สำหรับมึง มึงจะรู้ว่าความรักมันแก้ไขได้ทุกอย่างนะและถ้าถึงวันนั้นมึงก็อย่ามัวแต่ปากแข็งละกันจะได้ไม่ต้องมาเสียใจที่หลัง” 

 

“...” ได้แต่นิ่งเงียบเหมือนคนโง่ปากตอนนี้มันหนักอึ้งไปหมด 

 

“พายุมึงพูดแบบนี้หมายความว่าไงวะ ไอ้พรายมันจะไปชอบใครได้ยังไงกูว่าป่านนี้หัวใจมันน่าจะตายด้านหมดแล้วมั้ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทุกวันนี้หัวใจไอ้พรายมันยังเต้นอยู่รึเปล่า” นี่แม้แต่เพื่อนยังรู้สึกว่าผมเย็นชาขนาดนั้นเลยเหรอวะเนี่ย 

 

“โอเคแล้วแต่มึงเลย กูเตือนแค่นี้แหละ” ว่าจบพายุมันก็ก้มลงไปดูชีทเอกสารที่บ่งบอกจุดหมายที่รุ่นพี่ตัวท็อปทั้งสิบสามคนต้องไปประจำการ 

 

ผมหยิบเอกสารขึ้นมาดู โอ้โหแบบนี้มันแกล้งน้องกันชัด ๆ โดยเฉพาะผม ไอ้ป้องและพายุเด็กที่ไหนจะตามหาพวกเราเจอวะ ยิ่งห้องคณบดียิ่งแล้วใหญ่มันจะมีน้องใหม่กล้าเข้าไปหาด้วยเหรอ? ส่วนของผมกับไอ้ป้องก็ไม่ได้น้อยหน้าเลยเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาวันแรกไม่มีทางรู้หรอกว่าด้านฟ้าตึกวิศวะใหญ่มันมีลานกีฬาน่ะ 

 

“ไม่เลวนี่หว่า จัดให้กูไปอยู่ห้องคณบดีเนี่ยไอ้ดอย” พายุมันเงยหน้าขึ้นมาพูดกับดอยถึงจะตัวเตี้ยแค่ร้อยเจ็ดสิบแต่หน้ามันคมหล่อมากกับนิสัยเงียบ ๆ ของมันยิ่งเป็นที่ถูกใจใครหลายคน 

 

“ก็มึงสามคนมันไม่รู้จักความพอดีไง” ดอยมันชี้มาที่ผม พายุและไอ้ป้อง ส่วนคนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใครได้พวกมึงเป็นพี่รหัสเนี่ยถือว่าใช้แต้มบุญในชีวิตไปหมดแล้วล่ะ ไอ้ป้องมึงช่วยเพลา ๆ กับน้องหน่อยนะเกิดเด็กเป็นอะไรขึ้นมาคณะจะถูกเพ่งเล็งเอา พรายมึงเองก็ช่วยลดกลเม็ดกลโกงลงสักครึ่งหนึ่งเถอะก่อนทีเด็กมันจะถอดใจกันซะหมด พายุมึงเองก็...” ดอยมันจ้องหน้าพายุแล้วถอนหายใจออกมา “อยากทำอะไรก็ทำคนอย่างมึงมันทำอะไรตามอารมณ์อยู่แล้วนี่” 

 

ครึ่งวันแล้วยังไม่มีน้องใหม่สักคนขึ้นมาที่ดาดฟ้าเลย ไอ้ป้องมันเลยชวนผมไปนั่งดูดีวีดีในห้องแอร์แทนเผลอ ๆ วันนี้พวกผมอาจจะไม่มีน้องรหัสเลยก็ได้ เงื่อนไขอย่างเดียวที่จะทำให้ตามหาผมสามคนเจอคือต้องทำให้รุ่นพี่ตัวท็อปที่เหลืออีกสิบคนพอใจจนยอมบอกว่าอยู่ที่ไหนให้ได้ซึ่งเอาจริง ๆ ผมว่ามันยากเกินไปไม่ทางที่พวกมันจะยอมรับง่าย ๆ แน่ไอ้พวกนี้จิตวิทยาสูงจะตาย 

 

ในขณะที่กำลังทอดอารมณ์ไปกับหนังผีสุดสยองแบบที่ไอ้ป้องชอบดูนักดูหนา 

 

แก๊ก... 

 

ผมสองคนรีบหันไปมองด้านหลังในทันที 

 

...! 

 

คนหนึ่งคือไอ้เพลงไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเองก็ได้พี่รหัสตัวท็อปถึงจะยังไม่รู้ว่าพี่รหัสมันเป็นใครก็เถอะทำไมใจหนึ่งถึงอยากให้เป็นผมล่ะ ส่วนอีกคนคือคนที่ทำให้ต้องอึ้งมากที่สุดคือไอ้พุฒน้องชายต่างสายเลือดเพียงคนเดียวที่ยังไม่ลดละความพยายามจะพาผมกลับบ้านให้ได้ 

 

เพลงมันโง่ชะมัดไม่รู้จักเก็บอาการเลยรึไงวะ ยิ่งมันจ้องหน้าผมมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้คนอื่นรู้แน่ว่าผมกับมันไม่ปกติ

 

“พี่รหัสผมคือหมายเลขสิบสอง” พุฒชี้มาที่ผมถึงมันจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเพราะเป็นผมเองที่พยายามผลักไสน้องชายให้ออกห่างไปเอง ไอ้ป้องมันดูตื่นเต้นที่น้องรหัสของพายุคือไอ้เพลงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพายุมันถึงยอมรับเพลงได้ง่าย ๆ เพราะพายุมันรู้แล้วไงว่าน้องที่ชื่อหินกับเพลงเป็นแค่พี่น้องกัน ไม่งั้นนะหัวไอ้เพลงได้ขาดก่อนที่จะมาถึงมือพวกเราแน่

 

ไอ้ป้องมันสร้างเงื่อนไขด้วยการที่ใครอยากจะท้าผมจะต้องผ่านมันก่อน อยากจะห้ามมันเสียตรงนี้ด้วยซ้ำคนหนึ่งก็น้องคนหนึ่งก็...เอิ่บ สถานะอะไรดีวะ!

 

“ยังไงก็ได้ครับเพราะผมอยากจะดวลกับพี่พรายจะแย่อยู่แล้ว” น้อยคนนักที่จะกล้าท้าทายผมออกมาตรง ๆ แบบนี้

 

เห็นป้องมันพาเพลงกับพุฒไปสวมเครื่องป้องกันลำตัวกับศีรษะแล้วหวั่นใจชะมัดแชมป์คาราเต้กับมวยวัดมันคนละรุ่นเกินไป ยิ่งถ้าเกิดพลาดไปทำให้ไอ้ป้องมันทะลุจุดเดือดละก็มันทั้งสองคนได้เละเป็นโจ๊กแน่ รอดูไปสักพักก่อนละกันถ้าเห็นท่าไม่ดีค่อยเข้าไปห้าม

 

ป๊าบ...ป๊าบ...ผลัวะ

 

อื้อฮือ ทนดูไม่ได้เลยว่ะ อย่างกับไอ้ป้องเตะกระสอบทรายมองซ้ายมองขวาจะหาตัวช่วยยังไงแบบเนียน ๆ ดีวะแถมไอ้พุฒก็ดูไม่มีท่าทีจะเข้าไปช่วยเพื่อนตัวเองเลย ตอนนี้ในสนามมันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไอ้ป้องก็ดูท่าจะเครื่องติดแล้วด้วยท่วงท่าของมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังจะฟาดส้นเท้าเข้ากบาลไอ้เพลงอยู่แล้วในขณะที่ผมกำลังจะขว้างแผ่นเป้าเตะเทควันโด ไอ้พุฒมันก็วิ่งเข้ามาซ้อนหลังแล้วดึงขาไอ้ป้องที่กำลังยกค้างไว้พร้อมกับเตะตัดขาอีกข้างจนเสียการทรงตัวล้มไปเอง

 

ดีมากพุฒ!

 

ฟู่...พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก

 

ความฉลาดของพุฒเองก็ไม่ได้น้อยหน้าผมสักเท่าไหร่ ผมกับมันถูกสอนกลเม็ดเคล็ดลับการโกงมาเกือบทุกรูปแบบมาจากพ่อเลี้ยงเหมือนกันเพียงแต่มันเป็นคนที่เปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เป็นในขณะที่ผมกลับรังเกียจครอบครัวนี้มาตลอด

 

พุฒมันเอาน้ำมันมวยมาเทที่เบาะจนมันแพล็บไปหมดแถมยังให้ไอ้เพลงทาตัวอีก นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนที่อ่อนหัดในเชิงมวยการป้องกันและการหนีคือกลยุทธ์สำคัญในการเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจกว่า ในมือพุฒมันก็กำอะไรบางอย่างเอาไว้ถ้าดูจากร่องรอยสีขาวตามกางเกงมันน่าจะเป็นแป้งเย็นตางูที่เอาไว้ทากันลื่นแน่นอน งานนี้พุฒมันคงกะจะหาจังหวะปาแป้งใส่หน้าป้องเพื่อไม่ให้สังเกตเห็นแผ่นยกน้ำหนักที่ซ่อนเอาไว้ใต้ชุดป้องกันแน่ ๆ

 

ผมรีบยุติการแข่งในทันทีส่วนหนึ่งเป็นเพราะถ้าวิธีที่พวกมันกำลังจะใช้เกิดผิดพลาดแล้วไอ้ป้องหน้ามืดขึ้นมาละก็มันสองคนมีกี่ชีวิตก็ไม่พอ ยิ่งเห็นเพลงมันมีสีหน้าเจ็บจุกผมก็เหมือนกับจะหายใจไม่ออกตามไปด้วย

 

ที่จริงแล้วบททดสอบของผมคือไพ่แต่ถ้ามีพุฒอยู่ก็ไร้ความหมายยังไงมันก็จับทริกกลลวงของผมได้อยู่แล้วเลยต้องยอมให้พวกมันทั้งคู่เป็นผู้ชนะไป สองเท้ารีบก้าวเดินลงจากดาดฟ้าในทันทีขืนอยู่ต่อ ไอ้เพลงมันต้องคิดจะทำอะไรโง่เง่าออกมาอีกแน่

 

“ใจดีผิดคาดเลยนะมึงน่ะ ไม่ว่าจะเป็นกับน้องชายหรือไอ้เพลง” พายุมันยืนกอดอกดักรออยู่ที่บันได

 

“มึงรู้ได้ไงว่าเด็กคนนั้นเป็นน้องกู”

 

“หึ มึงลืมไปแล้วเหรอว่ากูเป็นใคร คนไหนเป็นเพื่อนไอ้เพลงกูก็ให้คนตามสืบประวัติมาหมดนั่นแหละ”

 

“สู่รู้!” ก็ไม่ได้โกรธพายุมันหรอกนะเพียงแต่ไม่อยากจะนึกถึงก็เท่านั้น

 

“ครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีนะพราย ตอนนี้มึงอาจจะยังมองไม่เห็นคุณค่าแต่สักวันหนึ่งมึงจะคิดได้แน่” หน้าพายุมันเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวมันเองก็มีปัญหากับแม่มาตลอดถึงตอนนี้พายุจะมีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกอยู่กับใครก็ได้และมันเองก็ทิ้งแม่ไว้เบื้องหลังเหมือนกัน

 

“อืม”

 

“ว่าแต่ไอ้ป้องมันเป็นบ้าอะไรวะ ถึงต้องเล่นงานไอ้เพลงซะขนาดนั้น” เฮ้อ สุดท้ายมันก็ห่วงน้องรหัสตัวเองสินะ พอรู้ว่าเพลงมันไม่ได้เป็นอะไรกับคนที่ตัวเองชอบเนี่ยเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอวะ

 

“ใครได้มึงเป็นพี่รหัสถือว่าซวยสุดแหละพายุ ไม่ใช่แค่ไอ้ป้องหรอกยิ่งถ้าพวกไอ้เคน เอ ยูจิ มันรู้เรื่องนี้เพลงมันโดนรับน้องหนักแน่มีแต่คนหมั่นไส้มึง”

 

หลายวันผ่านมาผมไม่เห็นไอ้เพลงอีกเลยจนกระทั่งเช้าวันที่กำลังจะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ ดันมาเจอไอ้เพลงตรงบันไดจนได้สิน่าตอนนี้มันรู้แล้วว่าผมเองก็พักอยู่ในตึกนี้ ต้องตีหน้านิ่งเดินหนีไอ้เพลงมันไปก่อนไม่รู้ว่าพายุมันรู้เรื่องของผมไปขนาดไหนแล้วแถมหัวข้อวิจัยก็ต้องรีบเอาไปยื่นให้อาจารย์อีก แกมีเวลาแค่ช่วงเช้าที่จะดูให้ไอ้พายุก็ช้าเหลือเกินและคนเดียวที่มีรถพอจะช่วยผมได้คือ...

 

ตู๊ดดดด…ตู๊ด

 

[ครับ...พี่]

 

“ฮัลโหล? พุฒเหรอพอจะมารับพี่ที่หอพักตึกสิบสามได้ไหม?”

 

[เอ๊ะ! ตึกไอ้เพลงเหรอ?]

 

“อืม ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูหาวินไปเอง”

 

[พี่พรายรอผมแป๊บนะผมจะรีบไปเลย]

 

อันที่จริงผมก็ไม่อยากจะยุ่งกับน้องชายเท่าไหร่หรอกถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ คำพูดของพายุมันวนเวียนอยู่ในหัว คำที่บอกว่าครอบครัวมีคุณค่า ทั้งที่ผมเอาแต่ผลักไสพุฒมันมาตลอดแต่พุฒมันกลับไม่เคยโกรธเกลียดผมเลยสักครั้ง

 

ยืนรอที่หน้าตึกก็เห็นเด็กคนที่ไอ้พายุมันแอบชอบกำลังก้ม ๆ เงย ๆ หาอะไรสักอย่างน่าจะเป็นไม้อันเล็กพยายามเขี่ยขี้หมาที่กระจัดกระจายเต็มพื้นเข้าไปในโพรงหญ้าแต่น้องมันยังไม่รู้สินะว่าไอ้พื้นหญ้าตรงนั้นคือที่ตั้งเต็นท์นอนของพวกที่กลับมาไม่ทันหอปิดน่ะ

 

ปี๊น...ปี๊น

 

เสียงบีบแตรรถเป็นสัญญาณให้รู้ว่าพุฒมันมารับผมแล้วในขณะที่พายุมันก็เดินลงมาพอดี พอมันเห็นน้องที่ชื่อหินเท่านั้นแหละแอบวิ่งไปหลบหลังต้นไม้เลย...โรคจิตฉิบหายขืนรอมันคงไม่ได้ไปส่งงานแน่เลยรีบเดินมาขึ้นรถที่จอดรอไว้

 

“พี่พรายมีอะไรรึเปล่าครับ”

 

“ขอโทษทีนะ กูต้องรีบเอางานไปให้อาจารย์ที่ห้องพักครูตึกศิลปศาสตร์น่ะ” หน้าพุฒดูหมองลงในทันใด...มันกำลังคาดหวังอะไรจากผมคนที่ไม่เคยแม้แต่จะทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี

 

“ครับ...”

 

รถเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าตึกคณะในขณะที่ผมกำลังจะก้าวออกจากรถผมควรจะทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยก็เพื่อตอบแทนน้ำใจของมันที่ยอมมาส่ง

 

“เดี๋ยวพุฒมึงไปรอที่คาเฟ่ข้างตึกก่อนนะแล้วเราค่อยคุยกัน”

 

ถึงจะทำดีในฐานะพี่ชายไม่ได้แต่ในฐานะพี่รหัสคงทำได้มั้ง เสร็จสิ้นธุระกับอาจารย์ประจำภาคผมก็กลับมาที่คาเฟ่ที่นัดพุฒไว้ ความเงียบปกคลุมเราทั้งคู่อยู่ที่มุมร้าน

 

“พี่กลับบ้านเราเถอะนะ เรื่องขอพ่ออันที่จริงแล้วพี่กำลัง...”

 

“พอเถอะถ้าจะคุยเรื่องนี้กูจะได้กลับ!” เพียงแค่เอ่ยถึงชายคนนั้นมันก็ทำให้ผมโกรธจนหูอื้อไปหมด

 

“ผมแค่อยากจะบอกว่าพี่กำลังเข้าใจผิดเท่านั้น” พอกันทีสุดท้ายผมก็ทนไม่ไหวเตรียมจะลุกออกไปเองแต่เหมือนกับมีราหูเขาแทรกอย่างจังเมื่อคนที่เดินเปิดประตูเข้ามามันดันเป็นไอ้เพลงกับเด็กผู้โชคร้ายที่น่าจะตกเป็นเมียพายุในเร็ววันนี้

 

ปี๊ดกว่าเรื่องไอ้พุฒก็คือภาพที่มันสองคนเดินเกาะแขนกันมานี่แหละ! ขมับเงี้ยเต้นตุบ ๆ เลยว่ะ พอไอ้เพลงมันเดินมาที่เคาน์เตอร์เพื่อสั่งอาหารมันถึงกับผงะออกมาทันทีเมื่อเห็นผม อะไรคือการทำหน้างอนแบบนั้นวะ สายตาที่มันมองมาเหมือนกำลังตำหนิผมอยู่สักพักมันก็เดินกลับไปนั่งที่โต๊ะแต่เสือกยังจะเลือกนั่งหันมาทางผมอีก

 

“กาแฟดำได้แล้วค่ะ” พนักงานสาวนำเครื่องดื่มที่ผมไม่ได้สั่งมาเสิร์ฟที่โต๊ะไม่ต้องเดาเลยว่าเป็นใครไอ้เพลงแน่นอนด้านข้างก็มีกระดาษข้อความอันเล็กใช้ช้อนทับไว้อยู่อีกแผ่น

 

...กาแฟดำยังขมติดลิ้นแต่คนใจดำนั้นขมติดใจ... 

 

สัด! 

 

ขึ้นเลยกูจะเอาอย่างนี้ใช่ไหม? ไอ้เพลง 

 

“มีอะไรรึเปล่าพี่พราย?” มีสิ! เพื่อนมึงนั่นแหละตัวดีเลย! 

 

“เปล่าไม่มีอะไรหรอก อะกินขนมสิเดี๋ยวมื้อนี้กูเลี้ยงเอง” ว่าแล้วก็จิ้มขนมปังสังขยายื่นไปจ่อที่ปากไอ้พุฒแต่ตอนนี้หน้าไอ้พุฒมันดูหวาดกลัวกับการกระทำของผมยังไงไม่รู้ “กินไปเหอะน่า กูไม่วางยาพิษมึงหรอกถือซะว่าทำในฐานะพี่รหัสก็ได้” ไอ้พุฒมันก็ยังงับขนมแบบกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ดี 

 

“จะดีกว่านี้ถ้าพี่ทำในฐานะพี่ชาย” โหยยยย! ตอนนี้ไม่ได้ฟังที่น้องมันพูดหรอกไอ้เพลงมันนั่งเอามือเท้าคางอ้าปากรอให้เด็กของพายุป้อนขนมแถมยังยักคิ้วมาทางผมอีก 

 

กวนตีน! เด็กเวร! 

 

ลุกตัวเอื้อมไปที่หูของไอ้พุฒในบัดดล “อยากให้กูยอมรับมึงในฐานะน้องชายไหมล่ะ?” เชื่อเถอะว่ามุมตรงนี้ใครเห็นก็ต้องนึกว่าผมหอมแก้มเด็ก 

 

“อะ...อะไรของพี่วะ!” 

 

ปรึด...ปรึด ใจเย็นไว้กูใจเย็นไว้ ภาพตรงหน้าคือเด็กที่ชื่อหินโอบมือไปที่คอไอ้เพลงแล้วเป่าปากอะไรสักอย่างตรงหน้าอยากจะอัดคลิปแล้วส่งไปให้พายุมันตามมากระทืบฉิบหาย 

 

หมับ! 

 

คว้ามือพุฒมาจับโดยว่อง ไอ้เด็กนี้ก็สะดุ้งอย่างกับถูกผีหลอกรีบชักมือกลับแล้วพลิกมือขึ้นดูไปมาในทันที...เห็นกูเป็นผีพรายรึไงที่จับมือผู้ชายแล้วลากไปกินในน้ำน่ะ! 

 

“พี่มาแบบนี้ผมไม่ชินน่ะ ปกติพี่แทบจะไม่อยากจะพูดกับผมด้วยซ้ำ” ไม่ได้ฟังที่พุฒมันพูดเลยได้แต่มองตามหลังสองคนนั้นลุกเดินออกจากร้านจนพุฒเองก็ยังต้องหันไปมองตาม 

 

“เพลง?” พุฒมันขมวดคิ้วจ้องหน้าผมเหมือนกับจะร้องไห้ “พี่ก็ยังเป็นพี่สินะ หลอกใช้แม้กระทั่งน้องชายเป็นเครื่องมือ” ว่าจบไอ้พุฒมันก็ลุกเดินออกไปเลย 

 

กูไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย...แล้วนี่กูต้องเดินกลับไปคณะเองใช่ไหมเนี่ย? 

 

พวกรุ่นพี่ตัวท็อปมันโหวตเลือกรุ่นน้องที่ดูจะมีแววเป็นเฟรซซี่อยู่หลายคน ถึงขนาดไปเอาประวัติการศึกษามากางกันเลยทีเดียวมีหลายคนที่ดูบุคลิกดี หน้าตาดีแต่ดันไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลยเล่นดนตรีก็ไม่ได้ การแสดงก็ไม่เป็น เรียนกว่าไม่มีสกิลอะไรเลยสักอย่างเด็กสมัยนี้กล้าเขียนใส่เข้าไปในใบสมัครได้ไงวะว่าความสามารถพิเศษคือเล่นเกมน่ะ มันใช่เหรอ? 

 

“สองคนนี้น่าสนใจนะ” นุ่นยกแฟ้มขึ้นมาให้พวกเราทุกคนดู “นายปรเมศวร์ โยธินณุวัศ น้องเพลงความสามารถพิเศษคือขี่ม้า เล่นเปียโนและอยู่ในคณะศิลปะการแสดงกลองสะบัดชัยประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ แถมยังเก็บดาวทองจากพวกเราไปครบทุกคนด้วย” 

 

“อีกคนที่น่าสนใจคือ น้องพุฒ นายพุฒิภัทร กรองกลิ่น คนนี้ก็เป็นอีกคนที่เก็บดาวทองได้หมดเหมือนกันมีความสามารถศิลปะการต่อสู้แบบยูยิสสู เล่นขิมได้ ความสามารถทั้งด้านการแสดงและมายากลแต่ที่กูติดใจสุดคือนามสกุลต่างหาก ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เด็กชื่อพุฒจะฉลาดขนาดนี้” ดอยมันจ้องมาที่ผมเหมือนกับพวกมันก็รู้คำตอบอยู่แล้ว 

 

“คนนี้กูเชียร์ถึงจะตัวเล็กไปหน่อยแต่มันมีเสน่ห์โดนใจกูว่ะ” ไอ้วุ้นมันรีบดึงเอกสารขึ้นมาดูในทันใด ปากก็พึมพำ “อะไรวะในประวัติไม่มีเบอร์มือถือได้ไง” 

 

“เอาล่ะมาโหวตก่อนเลยดีกว่าระหว่างสองคนนี้ อย่าลืมว่าประกวดเฟรซซี่ไม่ใช่ไปแข่งโอลิมปิกฟิสิกส์ ดังนั้นความฉลาดพักเอาไว้ก่อน บุคลิก หน้าตา ความสามารถที่น่าสนใจและนำมาใช้ได้จริงบนเวทีคือสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาประเมิน” ไพลินดาราสาวหันมาพูดกับพวกเราแน่ล่ะประสบการณ์ของการขึ้นเวทีมันต่างกันเยอะนี่ 

 

“ที่สำคัญต้องมีความกล้าและมั่นใจที่จะแสดงออกไม่งั้นก็ไร้ความหมาย” พายุมันกอดอกพูดออกมาลอย ๆ 

 

ไม่ค่อยจะอวยเด็กตัวเองเลยนะมึง! 

 

“พุฒน่ะไม่ไหวหรอกมันเป็นเด็กขี้อายมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ ถ้าเพื่อคนอื่นน่ะมันสู้ไม่ถอยแต่พอเป็นเรื่องของตัวเองกลับกลัวไปซะหมด” ทุกสายตาเหล่มาที่ผมกันหมดเลย 

 

“งั้นก็เขียนชื่อเถอะจะได้เตรียมตัวไปเข้าพิธีบายศรีต่อ” 

 

สุดท้ายคนที่ได้คะแนนเป็นเอกฉันท์ก็กลายเป็นไอ้เพลงไปตามคาด หลังจากกิจกรรมฐานผ่านล่วงเลยไปจนถึงสี่โมงเพลงมันก็มาตรงตามเวลาเป๊ะไม่มีขาดเลยแม้แต่วินาทีเดียว จนไอ้พวกปีสองมันยิ้มกริ่มมาทางผมกันหมด 

 

“ไปกันรึยังครับพี่พราย” รอยยิ้มดีใจนั่นมันอะไรวะแค่เดินเที่ยวรอบมหา’ลัยจะดีใจอะไรนักหนา 

 

“มึงอยากไปไหนก็ไปเลยมีเวลาสองชั่วโมงตามใจมึงนั่นแหละเพลง” 

 

“งั้นผมขอไปเที่ยวห้องพี่พรายนะ” 

 

...! 

 

“ปะ ไปทำไม?” แค่เห็นสายตาก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ 

 

“ผมต้องกลับไปเอาเสื้อให้ไอ้หินแล้วก็อยากกลับไปอาบน้ำจะแย่อยู่แล้ว” ว่าจบเพลงมันก็ดึงแขนผมเดินกลับหอพักในทันที 

 

อยากจะปฏิเสธมันแต่ก็อยากอยู่กับมันด้วยเหมือนกัน ความรู้สึกแบบนี้มันโคตรสับสนเลยว่ะ เพลงมาพาผมกลับหอแล้วตรงดิ่งมาที่ห้อง 606 ในทันที 

 

“มึงรู้ได้ยังไงว่ากูอยู่ห้องนี้” 

 

“ไม่รู้ได้ไงก็พี่เป็นคนแรกของผมและเป็นคนแรกที่ทำให้ผมหลุดได้ขนาดนี้” แววตาที่จับจ้องมาใบหน้าที่แทบจะติดกับหน้าผมอยู่แล้วมันกำลังจะทำให้ผมคลั่ง 

 

“ตะ...แต่กู” 

 

จุ๊บ! 

 

ไอ้เพลงมันไม่ยอมฟังสิ่งที่ผมกำลังจะพูดเลยกดปากลงมาที่ริมฝีปากของผมจนผมต้องผลักมันออกอย่างแรง มันเซไปด้านหลังเล็กน้อยกับดวงตาที่เหมือนกับจะร้องไห้ 

 

“ที่พี่ทำกับผมไปทั้งหมดเป็นเพราะพี่แค่อยากจะเอาชนะผมงั้นเหรอ?” กูแค่กลัว...กลัวว่าจะทำให้มึงต้องเจ็บมาไปกว่านี้ “หรือว่าพี่ไม่เคยระ...” 

 

...ได้โปรดอย่าพูดคำนั้นออกมา 

 

หมับ! จุ๊บ! 

 

เป็นผมเองที่กระชากตัวมันเข้ามาจูบเหมือนคนบ้า เดี๋ยวก็ปฏิเสธเดี๋ยวก็จู่โจมมัน ตอนนี้ผมไม่อยากจะได้ยินอะไรจากปากของเพลงอีกแล้วนอกจากแรงจูบอันรุนแรงของเราทั้งคู่ ประตูห้องถูกปิดลงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ 

 

เสื้อผ้าทั้งหมดหลุดกองไปอยู่ที่ปลายเตียงขนาดตอนนี้ผมถูกเพลงมันอุ้มอยู่ที่เอวริมฝีปากของเราทั้งคู่ยังไม่แยกออกจากกันเลย 

 

“อึก...อืม” เป็นครั้งแรกที่ผมแสดงความรู้สึกแล้วร้องออกมา เมื่อลิ้นร้อนลากไล้ไปตามหลังหูและต้นคอเพลงมันขบกัดหมายจะพยายามแสดงความเป็นเจ้าของบนตัวผม นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกดีรู้สึกเป็นคนพิเศษ 

 

“อ๊า...เบาหน่อยไอ้เพลง” แรงขบกัดที่ยอดอกมันทำให้ผมแทบจะละลายอยู่แล้ว พอมันรู้ว่าผมเจ็บมันก็เปลี่ยนเป็นเม้มดูดแทนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กที่อ่อนหัดเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนนี้จะกลายเป็นสิงโตจ่าฝูงไปซะแล้ว 

 

ท่อนแกร่งที่อยู่ภายในกางเกงในสีขาวมันขยายตัวสัมผัสเสียดสีกับก้นของผม มีเพียงชั้นในแนบเนื้อของเราทั้งคู่คอยกั้นกลางอยู่เท่านั้นความคิดซ้ำ ๆ ที่ว่าจะทำให้มันเสียใจผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดถ้าผมยังไม่รู้หัวใจตัวเองก็ไม่อยากทำให้มันต้องเจ็บเลย 

 

“เพลงขอเวลากูหน่อยนะวันนี้กูยังไม่พร้อม” เพลงมันมองมาที่หน้าผมแล้วยิ้มออกมาเหมือนเข้าใจดี 

 

“ครับ...งั้นไปอาบน้ำด้วยกันนะพี่พรายครั้งที่แล้วพี่พาผมไปอาบน้ำครั้งนี้ผมจะพาพี่ไปอาบบ้าง” เพลงมันอุ้มผมเข้าห้องน้ำไปทั้งอย่างนั้น 

 

สบู่เหลวถูกชโลมไปตามร่างกายมือเพลงก็จับที่แก่นกายของผมรูดเข้าออกอย่างนุ่มนวล “ครั้งที่แล้วผมเสร็จอยู่คนเดียวครั้งนี้ให้ผมทำให้พี่พรายนะ” ได้แต่พยักหน้าตอบรับไปทั้งแบบนั้นการถูกใครสักคนเอาใจแบบนี้มันก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่ 

 

“อึก...เพลงกูไม่ไหวแล้ว” ริมฝีปากของชายร่างสูงยังคงกดเม้มมาที่ต้นคอ มือขวาก็ขยับถี่เร็วจนทนไม่ไหวปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นออกมา 

 

หลังจากชำระร่างกายดีแล้วเพลงมันก็พาผมมานั่งที่ปลายเตียงใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดศีรษะที่เปียกเต็มไปด้วยหยดน้ำ ทุกอย่างที่มันทำดูเป็นธรรมชาติไม่ได้เสแสร้งหรือปรุงแต่งเลยสักนิด ผมเอื้อมมือไปจับผมมันเอาไว้ 

 

“เพลงลองกลับไปคิดดูให้ดูนะว่าสิ่งที่มึงกำลังทำอยู่เป็นเพราะมึงชอบกูจริง ๆ หรือแค่เผลอหลงใหลไปกับสิ่งแปลกใหม่” เด็กตรงหน้าผมมันขมวดคิ้วเล็กน้อย 

 

“มึงไม่จำเป็นต้องมาชอบกูเพียงเพราะแค่รู้สึกสงสารกูหรอกนะ”  

ความคิดเห็น