ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 21: การพบเจอโดยไม่คาดฝัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 21: การพบเจอโดยไม่คาดฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 19:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21: การพบเจอโดยไม่คาดฝัน
แบบอักษร

การพบเจอโดยไม่คาดฝัน 

 

"วันนี้จะออกไปข้างนอกใช่ไหม"

"ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่รบกวนพี่นิดให้ช่วยดูแลสองแฝด"

เสียงของพี่นิดที่เดินมาหาผมตรงหน้าเคาน์เตอร์ใกล้กับกรงล้อมที่เด็กๆ นอนอยู่ภายในนั้น ทำให้ผมหันไปยิ้มตอบ เพราะวันนี้คือวันที่คุณฟาโรห์นัดรับผลงานกับผมที่ร้านอาหาร ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้านที่ผมทำงานมากนัก ผมจึงต้องจัดการตัวเองให้เรียบร้อย อีกทั้งยังต้องเตรียมการให้กับลูกในเรื่องของน้ำนมและอุปกรณ์จำเป็นสำหรับเด็ก

แค่เพียงสองชั่วโมงที่ต้องห่างสายตาจากลูก ผมรู้สึกพะว้าพะวังไปหมด ผมคงติดลูกมากแล้วจริงๆ

"เป็นเด็กดีกันนะครับลูก อย่าดื้อกับพี่นิดรู้ไหม" ผมยื่นมือลงไปจับมือเล็กๆ ของลูกสาวและลูกชายที่นอนตาแป๋วอยู่บนเปลนอน วารินตอบกลับมาทันที ส่วนวายุเพียงมองผมไม่ห่าง

"แอ้ แอ้"

"ตัวแค่นี้เก่งจังเลยนะ" พี่นิดที่ได้ยินเสียงของเด็กๆ ก็เอ่ยชมกับการโต้ตอบที่ไม่เป็นคำ ผมเล่นกับลูกอีกสักพัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพราะมันใกล้ถึงเวลานัดพบแล้ว เดี๋ยวจะไปสายเอาได้

"ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พี่นิดโทรหาผมได้เลยนะครับ" ผมยังคงพูดออกไปด้วยความกังวล พี่นิดจึงยิ้มให้ผมสบายใจ

"จ้ะ เดี๋ยวพี่จะรายงานทุกครึ่งชั่วโมงเลย"

"อ่า ขอบคุณครับ" ก่อนจากไปผมยังคงมองเด็กทั้งสองคนที่นอนอยู่ในเปล พร่ำบอกตัวเองว่าแค่เพียงสองชั่วโมง เด็กๆ คงไม่มีปัญหาอะไร แล้วกลับมาเช็กผลงานในแฟ้มอีกครั้งเพื่อกันความผิดพลาด เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วผมก็เดินออกจากร้านไปยังร้านอาหารที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลโดยใช้บริการจักรยานของทางร้าน

บรรยากาศยามเช้าของที่นี่ยังคงให้ความรู้สึกเย็นสบาย ช่วงที่ปั่นไปตามท้องถนน ผมก็กวาดสายตามองไปยังสองข้างทางเดินที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา จะว่าไปแล้วผมก็มาอยู่ที่ประเทศแห่งนี้ได้เกือบปีแล้วสินะ เฝ้ารอคอยให้ลูกเติบโตมากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วผมจะพาพวกเขากลับไปยังประเทศบ้านเกิดที่จากมา

"สวัสดีครับ" เมื่อเดินทางมาถึงร้านอาหาร ผมก็รีบมองหาคุณฟาโรห์ทันที ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวรับกับกางเกงสีน้ำเงินสามส่วนนั่งอยู่ตรงมุมร้าน สีผมของเขาถูกสับเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง มันดูเข้ากันมากทีเดียว

"น้ำหนึ่ง ไม่เจอกันนานเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ" คุณฟาโรห์ยิ้มตอบผม ก่อนจะเชื้อเชิญให้ผมนั่งอยู่ตรงข้ามกัน

"อ่า ครับ" คำพูดของเขา ผมเพียงยิ้มตอบกลับไปเท่านั้น ก่อนจะหยิบผลงานในกระเป๋าส่งให้เขาได้เช็กดูความเรียบร้อย ใบหน้าของคุณฟาโรห์ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิมยามดูทั้งสามภาพ ก่อนรอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ หดเล็กลงไป

"น้ำหนึ่ง ฉันถามจริงๆ นะ ผู้ชายที่เป็นแบบวาดเคยเจอหรือเปล่า" จู่ๆ เขาก็ถามเรื่องนี้กับผมขึ้นมา มันทำให้ผมชะงักกึกกับคำพูดของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน พลางนึกไปถึงใครอีกคนผู้ซึ่งผมคิดถึงเขาตลอดยามจับปลายดินสอ แล้วเผลอวาดออกมาตามใจนึกแทบทุกครั้ง

"ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะครับ" ผมเพียงยิ้มบางตอบกลับไป อย่างไรภาพวาดมันไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด มันอาจจะไปคล้ายกับใครก็ไม่แปลก

"เปล่า ฉันรู้สึกว่าเหมือนใครสักคนที่อยู่ใกล้ตัว" คุณฟาโรห์ว่าปัด ก่อนจะรั้งผมให้อยู่ด้วยกันก่อนเพราะไม่ได้เจอกันมานานเกือบปี อีกทั้งยังอาสาเลี้ยงมื้ออาหารและเครื่องดื่มที่ถูกเสิร์ฟพร้อมกันบนโต๊ะต่อมา

"ดื่มหรือเปล่า" คุณฟาโรห์ยื่นแก้วทรงสูงที่บรรจุน้ำสีแดงเรื่ออยู่ครึ่งค่อนแก้วให้กับผม

"พอได้ครับ" แอลกอฮอล์อย่างไวน์ ผมพอดื่มได้บ้าง จึงไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจออกไป แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่ผมพอรับไหว เพราะผมยังมีลูกน้อยต้องคอยดูแล

"ทานอาหารญี่ปุ่นก็ต้องคู่กับไวน์นี่แหละ ถึงจะอร่อย" แล้วคุณฟาโรห์ก็ยิ้มอย่างยินดีที่ผมร่วมดื่มเป็นเพื่อน ก่อนมื้ออาหารจะค่อยๆ ดำเนินต่อไป มื้ออาหารที่ถูกคุณฟาโรห์ชวนคุยตลอดไม่หยุดถึงเรื่องภาพศิลปะที่ถูกประมูลครั้งแล้วครั้งเล่า และราคาเริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นผมที่แทบตอบกลับเขานับคำได้ เพราะใจเอาแต่พะว้าพะวังเรื่องลูกที่ฝากพี่นิดดูแล

"น้ำหนึ่ง มีแพลนจะทำงานอยู่ที่นี่อีกนานหรือเปล่า"

"อะ...อะไรนะครับ" ผมรีบถามย้ำเขาอีกครั้งอย่างรู้สึกขอโทษที่ไม่ได้ตั้งใจฟังประโยคเมื่อสักครู่

"ฉันหมายถึงว่าจะทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกนานหรือเปล่า"

"อ่า อีกสักระยะครับ ผมก็จะกลับแล้วครับ" รอจนกว่าลูกจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ผมก็จะพาพวกเขากลับไป เมื่อถึงเวลานั้นผมคงสามารถดูแลพวกเขาได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนตัวผมก็ต้องกลับไปเรียนให้จบ

"ดีเลย ถ้ากลับไปที่ประเทศไทย ฉันจะไปเที่ยวหาบ่อยๆ ฉันไม่อยากอยู่กับพวกผู้ชายที่เห็นงานดีกว่าเพื่อน ขนาดมาด้วยกันยังเถลไถลออกไปด้านนอก ไม่รอกันบ้างเลย" คุณฟาโรห์ว่าบ่นๆ ขนาดผมที่ฟังด้วยยังแอบอมยิ้มตามเลยครับ กับท่าทางแง่งอนของเขาที่มีต่อเพื่อนที่กำลังพูดถึง

กระทั่งมื้ออาหารจบลงแล้วเสียงของข้อความเข้าดังในโทรศัพท์ ทำให้ผมรีบหยิบจากกระเป๋าขึ้นมาดู

พี่นิดนั่นเองที่ส่งรูปของเจ้าแฝดมาให้ผม เหมือนจะเป็นช่วงกำลังป้อนนมให้กับเด็กๆ พี่นิดบอกกับผมว่าเด็กๆ ไม่ยอมดื่ม เอาแต่งอแงไม่ยอมหยุด ให้ผมช่วยรีบกลับร้านทันทีจะได้หรือเปล่า

ผมใจเสียขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปพูดกับคุณฟาโรห์ด้วยความเกรงใจว่าผมนั้นอาจจะต้องขอตัวกลับไปยังร้านก่อนเวลาที่ตกลงกันไว้สองชั่วโมง

"ไม่เป็นไร คงมีงานสำคัญสินะ แต่ว่าช่วงนี้ฉันอาจจะยังคงอยู่ต่อที่นี่อีกสองสามวัน ไว้จะแวะไปหาที่ร้าน"

"ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงคาเฟ่ตอบแทนคุณบ้างนะครับ" ผมยิ้มอย่างขอบคุณ แต่คราวนี้ผมขอเป็นเจ้ามื้อเลี้ยงตอบแทนเขาบ้าง เพราะครั้งนี้เขาเป็นคนออกแทนทั้งหมด

"พูดแล้วห้ามคืนคำล่ะ แล้วฉันจะไปขอชิมฝีมือน้ำหนึ่ง"

"ถ้าอย่างนั้นแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนเลยนะครับ" ผมร่ำลาคุณฟาโรห์อีกครั้ง แล้วแทบวิ่งไปยังจักรยานที่จอดอยู่ เพื่อปั่นกลับไปยังร้านที่ผมทำงาน ช่วงที่ผมกำลังหันหลังคร่อมจักรยานอยู่นั้นเหมือนผมได้ยินเสียงของคุณฟาโรห์แว่วๆ ตามหลังมา ประโยคนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรกับผม และผมเองก็ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เพราะใจของผมติดอยู่กับลูก

เมื่อผมปั่นมาถึงร้านแล้วเปิดประตูเข้าไปด้านใน เสียงที่ผมคิดว่าจะได้ยินยามเข้ามา กลับเงียบงันไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงงอแงของเหล่าเด็กๆ พี่นิดที่เห็นผมกลับมาแล้วก็เพียงหันมายิ้มตอบผม

"อ่า หลับแล้วเหรอครับ" ผมชะโงกใบหน้าเข้าไปในเปลของเด็กๆ ก็เห็นว่าหลับกันทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนพี่นิดจะกระแซะไหล่เข้ามาหาผม มันทำให้ผมงุนงงกับท่าทางของเธอ และเอริโกะที่ยิ้มมาทางผม มันทำให้ผมนึกแปลกใจกับท่าทางของทั้งคู่

"ฉันเจอพ่อของเจ้าแฝดแล้วล่ะ น้ำหนึ่ง"

"พ่อของเจ้าแฝด" คำพูดของเอริโกะยิ่งทำให้ผมงุนงงกว่าเดิม ก่อนเธอจะหันไปสบตากับพี่นิดแล้วมองไปยังเปลเด็กที่ลูกของผมหลับปุ๋ย ด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ

"ใช่ พ่อของเจ้าแฝด ผู้ชายที่ออกจากร้านไปก่อนหน้านี้ หล่อมาก ฉันไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนดูดีเท่าเขามาก่อน แม้จะติดเย็นชาไปสักหน่อย แต่ตอนที่เด็กๆ ร้องไห้แล้วเห็นเขาเดินผ่าน จู่ๆ ก็หยุดชะงักแล้วยิ้มหัวเราะ ทำเอาฉันงงไปหมด" เอริโกะพูดเร็วมากครับ พูดไปเขินไป เป็นผมที่ไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงคนเดียว

"เดี๋ยวนะ เราไม่เข้าใจ"

"แต่เอาเป็นว่า ช่วงที่ฉันกับพี่นิดรับมือกับสถานการณ์ไม่ถูก หนุ่มหล่อคนนั้นที่เดินมาชำระเงินทางด้านหน้าหยุดยืนตรงเปลของเหล่าเด็กๆ พอดี ฉันกับพี่นิดจึงขอร้องให้เขาช่วยดูแลเด็กตอนที่น้ำหนึ่งยังมาไม่ถึง แต่น้ำหนึ่งรู้ไหม ตอนที่เขาสัมผัสตัวของทั้งสองคน ฉันคิดว่าเจ้าแฝดจะต่อต้านเหมือนที่ผ่านมา แต่เปล่าเลย เด็กๆ ดูชอบใจ และอ้อนเหมือนที่อ้อนน้ำหนึ่งไม่มีผิด ฉันจึงฟันธงว่าเขาจะต้องเป็นพ่อของลูกในอนาคตแน่นอน"

"แต่น่าเสียดาย พี่น่าจะถามชื่อเขา แต่เขาดูเหมือนรีบกลับ แค่ช่วยให้เด็กๆ หยุดร้องไห้พี่ก็ขอบคุณมากแล้ว"

"อย่างนั้นเหรอครับ ถ้าได้เจอเขาผมคงต้องขอบคุณบ้างแล้ว" ผมมองดูลูกที่ยังคงมีคราบน้ำตาติดอยู่ข้างแก้ม แค่เห็นน้ำตาของลูกผมก็รู้สึกปวดใจแล้วครับ พร่ำขอโทษที่ต้องออกไปข้างนอกแล้วทิ้งลูกไว้ที่นี่

เมื่อผมกลับมาแล้ว พี่นิดกับเอริโกะก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ผมจึงหันกลับมาดูแลลูกอีกครั้ง จับอุ้มวารินที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้วแนบอกเพื่อป้อนนมขวดให้ดื่ม เจ้าตัวน้อยที่เห็นผมก็ร้องอ้อแอ้อย่างน่ารัก ผมจึงก้มใบหน้าลงหอมแก้มกลมๆ ของเจ้าตัวน้อยไปที ป้อนวารินจนเจ้าตัวหยุดดื่มแล้ว ผมก็จับอุ้มวายุขึ้นมาป้อนนมบ้างครับ รายนี้ก็ยังพยายามจะดื่มนมด้วยตัวเอง มันทำให้ผมยิ้ม จับมือเล็กๆ ขึ้นมากุมไว้กับขวดด้วยกัน

"อย่าเพิ่งรีบโตเลยนะ" ผมยังอยากให้พวกเขาเป็นเด็กแบบนี้ต่อไปอีกสักพัก

+++

"น้ำหนึ่งกลับกันเถอะ"

"ครับ พี่นิด" ผมยิ้มให้กับพี่นิด ก่อนจะจับเจ้าสองแฝดนั่งบนรถเข็นเด็กแล้วพากลับไปยังที่พักในตอนเย็นหลังเลิกงาน ช่วงที่เดินไปตามทางบรรยากาศยามเย็นยังคงให้ความรู้สึกดีไม่ต่างจากตอนเช้า จนได้ยินเสียงของวารินดังตลอดทางเดินกลับ แต่ก่อนที่ผมจะเดินตามหลังพี่นิดเข้าไปด้านใน เสียงของวารินยิ่งร้องดังกว่าเดิมอีกครับ มันทำให้ผมตกใจหยุดรถเข็นลงแล้วมองใบหน้าของเจ้าตัวน้อยว่าเกิดอะไรขึ้น

"คงยังไม่อยากกลับเข้าไปด้านในหรือเปล่า" พี่นิดเอ่ยแซวลูกสาวที่เอาแต่ร้องอ้อแอ้ไม่หยุด ผมมองไปทางพี่นิดแล้วหันกลับมามองลูกอีกครั้ง

"อยากเดินเล่นต่อเหรอครับ"

"แอ้" พอผมถามก็ตอบกลับมาอย่างน่ารัก ผมไม่รู้หรอกครับว่าเด็กๆ เขาคิดอย่างนั้นกันหรือเปล่า จากเป้าหมายจะกลับเข้าไปด้านในตามหลังพี่นิด ก็พาเด็กๆ เข็นรถไปตามทางเดินอีกทางที่เป็นเส้นทางไปยังสวนสาธารณะ เสียงของวารินกลับมาร้องปกติแล้วครับ ลูกคงชอบบรรยากาศยามเย็น กระทั่งเดินมาหยุดตรงจุดข้ามถนนไปอีกฝั่ง ผมก็ยืนรออยู่อย่างนั้น รอสัญญาณไฟจราจรให้ข้ามถนน และมองดูรถที่ขับผ่านหน้าไปมา

รอกระทั่งสัญญาณถูกเปลี่ยนเป็นให้คนข้ามถนน

ผมกำลังจะก้าวขาเดินไปอีกฝั่งกลับต้องชะงักเล็กน้อย เมื่อใครอีกคนที่ยืนฝั่งตรงข้ามกันกับผมถือแก้วกาแฟอยู่ในมือหันมามองทางผมพอดี เราสองคนยืนสบตากันอยู่อย่างนั้น เหมือนเวลาตอนนี้กำลังถูกหยุดเอาไว้ ข้างในใจของผมเต้นรัวเร็วไปหมด ไม่คิดว่าจะเป็นเขา

เขาคนนั้นที่ผมไม่ได้เจอมาเนิ่นนาน

"คุณอัคคี"

 

 

+ + + + + + + + + + + + + + 

เขาเจอกันแล้ว กรี๊ด! 

ความคิดเห็น