ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Intro

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 18:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Intro
แบบอักษร

 

รักปีนเกลียว 

Intro 

69 Bar 

 

“ไอ้โอบ เดี๋ยวเก็บตรงนั้นเสร็จแล้วมาช่วยกูจัดโต๊ะด้วยนะ” ไอ้อินเทลตะโกนขอความช่วยเหลือ ใบหน้าคมเข้มหล่อลากไส้ของมันวันนี้ดูเคร่งขรึมกว่าทุกวัน กรอบหน้าปรกด้วยเส้นผมสีดำที่ขลับชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อทั้งที่เครื่องปรับอากาศยังคงถูกเปิดเอาไว้แม้ว่าร้านจะปิดแล้วก็ตาม

 

เป็นปกติของสิ้นเดือนน่ะ อีกทั้งยังตรงกับคืนวันเสาร์ ผู้คนก็เลยหลั่งไหลกันมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เล่นเอาทั้งมันและผมรวมถึงคนอื่นๆ แทบหมดแรง

 

“ยังไม่เสร็จ”

 

“กูรู้ กูบอกว่าเสร็จแล้วให้มาช่วย นี่มึงฟังภาษาคนไม่ออกหรือกวนตีน”

 

“กวนตีน/เฮ่ย” ผมตอบอย่างตั้งใจจะกวนตีนไอ้อินเทลมันจริงๆ นั่นแหละ เพราะผมชอบเห็นมันหงุดหงิด แต่มันก็เหมือนจะรู้ทันเพราะผมยังไม่ทันจะพูดจบประโยค ก็เหมือนจะเห็นรองเท้าผ้าใบสีขมุกขมัวของมัวลอยละลิ่วตรงมาทางผมทันที ทว่า...

 

“เมื่อไหร่พวกมึงสองคนจะเลิกกัดกันสักที” พี่จอมทัพที่เดินมาจากทางด้านหลังร้านปรามด้วยน้ำเสียงเอือมระอา เขาถอนหายใจเฮือกเบ้อเริ่มกองเอาไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์เพราะคงจะหมดแรงกับการต้อนรับแขกในวันนี้พอตัวอยู่เหมือนกัน ใบหน้าหล่อตี๋อินเตอร์ก้มลงต่ำ สายตาที่ลืมตาเหมือนไม่ได้ลืมเพ่งมองไปที่รองเท้าผ้าใบข้างนั้นของไอ้อินเทลก่อนจะ

 

ปั่ก!

 

กระทืบมันเอาไว้ใต้รองเท้าผ้าใบสีแดงแบรนด์ดัง รุ่นใหม่ล่าสุด

 

ใช่ครับ เมื่อครู่นี้ถ้าพี่จอมทัพเขาหลบไม่ทัน รองเท้าสกปรกๆ ข้างนั้นของไอ้อินเทลคงกระแทกหัวเขาไปเต็มๆ อย่างไม่ต้องมีญาณทิพย์ผมก็สัมผัสได้

 

“ขอโทษครับพี่ทัพ ผมไม่เห็นว่าพี่เดินมาพอดี” ไอ้อินเทลตาลีตาเหลือกวิ่งมาอ้อนวอนขอรองเท้าคืน มันยืนประสานมือไว้ตรงหน้าพี่เขา ทำหน้าตานอบน้อมอย่างรู้ชะตากรรม

 

“แปลว่ากูผิดที่เสือกเดินออกมางั้นสิ”

 

“โธ่พี่ ผมไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นสักหน่อย อีกอย่างพี่ก็รู้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะปาพี่แต่ตั้งใจจะปาไอ้สัสโอบต่างหาก”

 

“กูรู้แค่ว่ามันเกือบโดนหัวกู” พี่จอมทัพยังคงบอกเสียงเข้มอย่างไม่คิดจะยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ สีหน้าบึ้งตึงแต่ดูยังไงๆ ก็หาความน่ากลัวไม่ได้เลยสักนิด ผู้ชายอะไรทำหน้านิ่งได้เหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลา หน้าตาเขาโคตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

“ขอโทษครับพี่ ต่อไปผมจะระวังแต่ตอนนี้พี่คืนรองเท้าให้ผมก่อนเถอะนะ ผมจะรีบไปกวาดพื้นต่อ”

 

“สองพัน”

 

“หา!” ไอ้อินเทลตกใจตาพอง ในขณะที่ผมเองถึงกับต้องรีบกลั้นหัวเราะ

 

“ค่าปรับรองเท้ามึง ถ้าอยากได้คืนก็จ่ายมา”

 

“โหพี่ ผมซื้อมาคู่หนึ่งไม่กี่ร้อย นี่พี่เรียกค่าไถ่ข้างหนึ่งสองพัน ผมไปซื้อใหม่ไม่ดีกว่ารึไง”

 

“แปลว่ามึงไม่เอา งั้นคืนนี้มึงก็เดินตีนเปล่ากับห้องไปก็แล้วกัน”

 

“ไม่เอาได้ไงล่ะพี่”

 

“สองพัน”

 

“ถ้าผมรวยเบอร์นั้นพี่คิดว่าผมจะมาดักดานเป็นพนักงานร้านพี่รึไง โอ๊ย! พี่ทัพ ผมล้อเล่น อ้ากกก”

 

ตุ้บ!

 

ตั้บ!

 

ตุ้บ!

 

ตั้บ!

 

เสียงโวยวายของไอ้อินเทลดังลั่นไปทั่วร้าน เพราะมันถูกพี่จอมทัพล็อกคอแล้วฟาดกบาลไม่ยั้งมือ เห็นหน้าพี่แกตี๋ๆ แบบนี้แต่เวลาเล่นกันทีไม่มีออมแรงนะครับ ผมบอกเลย

 

หลังจากถูกฟาดไม่ยั้งจนสาสมกับความปากดีของมัน พี่จอมทัพก็ก้มเก็บรองเท้าข้างนั้นของมันปาไปลงถังขยะอีกฟากของร้านอย่างแม่นยำ

 

อืม...ขนาดตาตี่ยังปาโคตรแม่นเลย ไม่เสียแรงที่พี่แกเคยคุยไว้เยอะว่าแกเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ได้ยินทีแรกผมร้องได้คำเดียวว่าโอ้โห ถามว่าทึ่งในความสามารถของพี่เขาเหรอ เปล่าครับ ผมคิดว่าพี่เขาค่อนข้างย้อนวัยนานไปหน่อย โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วยังกล้าเอาเรื่องวัยประถมมาอวด เฮ้อ

 

“เชิญมึงเปลี่ยนที่ดักดานได้เลยไอ้อินเทล กูไล่มึงออก”

 

“ผมไม่ออก” ไอ้อินเทลหน้าด้านเถียง สาบานว่ามันเป็นลูกจ้าง ส่วนคนที่มันขึ้นเสียงใส่เขาไปเมื่อครู่น่ะเจ้าของร้านจริงๆ

 

“ต่อให้พี่จะหักเงินเดือนผมจนเหี้ยนผมก็ไม่ออก ถ้าผมออกแล้วผมจะเอาอะไรกิน ขอผมดักดานอยู่ที่นี่ต่อไปนะคร้าบบบ พรุ่งนี้จะรีบมาตอกบัตรแต่หัววันเลย ไม่ขาดไม่ลาไม่มาสายให้พี่ต้องหนักใจแน่นอนครับผม!” มันยังไม่หยุดกวนตีน มิหนำซ้ำยังแสร้งวันทยาหัตถ์ใส่พี่เขาอีก เสียงดังจนผมตกใจเกือบทำแก้วที่กำลังเช็ดหลุดมือ

 

“มึงนี่มันกวนตีนจริงๆ ไปๆ จะไปไหนก็ไสหัวไปได้แล้ว รีบๆ เก็บให้เสร็จๆ กูง่วง”

 

“พี่ทัพ ผมกลับแล้วนะครับ พรุ่งนี้เจอกันครับพี่” โปเต้ หนึ่งในพนักงานเสิร์ฟของร้านบอกลาพร้อมกับยกมือไหว้พี่จอมทัพ ทุกคนเขาแสดงความเคารพพี่จอมทัพกันหมดนั่นแหละ ยกเว้นไอ้อินเทลคนเดียวที่ชอบกวนตีนใส่พี่เขาเพราะสันดานมันเป็นแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไร

 

“ข้างหลังเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”

 

“ครับพี่ แก้วกับน้ำกำลังเก็บของ เดี๋ยวตามออกมาครับ”

 

“เออๆ ขี่รถดีๆ ล่ะ พรุ่งนี้เจอกัน” พี่จอมทัพบอกยิ้มๆ ไอ้โปเต้หันมาโบกมือลาผมก่อนจะเดินไปตบหัวไอ้อินเทลแล้วเดินผิวปากออกไป

 

บรรยากาศในร้านก็ประมาณนี้แหละครับ ทุกคนรักใคร่กันดี เวลาเฮฮาก็คิดว่าอนาคตจะไปเปิดคณะตลก เวลางานก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ไม่พูดไม่จาคิดว่าโกรธกันมาแต่ชาติปางก่อน แต่เวลาเกิดปัญหาพวกเราก็พร้อมจะช่วยกันแก้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่พี่จอมทัพ ที่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเจ้าของร้าน แต่นับตั้งแต่ที่ผมมาสมัครงานและได้ทำงานกับเขา ผมไม่เคยเห็นว่ามีสักครั้งที่เขาจะกลับก่อนพนักงานอย่างพวกเราๆ       

 

ทุกคนทยอยกันกลับหลังจากที่หน้าที่ในคืนนี้สิ้นสุดลง รวมถึงตัวผมที่ซักผ้าขี้ริ้วทุกผืนจนสะอาดยิ่งกว่ากางเกงในของตัวเองตากไว้ที่ราวด้านหลังร้านเรียบร้อย

 

“เสาร์สิ้นเดือน เหนื่อยหน่อยนะมึง แต่ได้ไปเยอะล่ะสิ” พี่จอมทัพแซวยิ้มๆ เมื่อเขากับผมบังเอิญสบตากันพอดี

 

“ก็พอตัวแหละครับ ลำพังเงินเดือนมันไม่พอจะกินนี่”

 

“ปากดี เดี๋ยวกูไล่ไปดักดานที่อื่นพร้อมไอ้เหี้ยเทลซะหรอก”

 

“แบบนั้นก็เท่ากับพี่ไล่ผมไปลงนรกเลยนะ” ผมว่าพลางกลอกตาเอือมระอา หางตาเหลือไปเห็นไอ้อินเทลเดินออกมาจากหลังร้านพร้อมกับกระเป๋าเป้ของมัน…และของผม

 

อีกแล้วนะไอ้เวร เมื่อไหร่มันจะเลิกถือวิสาสะเปิดล็อกเกอร์ของผมสักที พอผมด่ามันก็บอกว่ามันเป็นคนมีน้ำใจ ผมได้แต่นึกย้อนมันในใจว่าน้ำใจพ่อง! นี่ก็พยายามเปลี่ยนรหัสมาสามสี่รอบแล้วแต่มันก็เดาถูกทุกรอบจนผมขี้เกียจเปลี่ยนละ เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรของผมหายไปก็ไม่ต้องสงสัยคนอื่นหรอก เกลียดมันฉิบหายแต่ไม่รู้ต้องไล่มันออกจากชีวิตไปยังไง

 

“ไปกับกูขึ้นสวรรค์ทุกราย”

 

ได้ยินแล้วผมนี่อยากจะหันไปถ่มน้ำลายใส่หน้ามันจริงๆ เฮ้อ

 

               ผม ไอ้อินเทลเดินออกจากร้านพร้อมกันกับพี่จอมทัพ ปกติแล้วเราสามคนมักจะเดินออกมาพร้อมกันเสมอเพราะผมกับไอ้อินเทลพักอยู่แถวนี้ ผมต้องเดินกลับพร้อมมันโดยไม่มีทางเลือก ส่วนพี่จอมทัพก็อย่างที่บอกว่าเขาจะรอกลับทีหลังเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยรวมถึงปิดประตูร้านด้วยตัวเอง ไม่รู้ว่าเพราะอยากเป็นเจ้านายที่ดีหรือเพราะกลัวว่าผมกับไอ้อินเทลจะขโมยของในร้านกันแน่ ฮ่าๆ

 

“อ้าว รถพี่ไปไหนล่ะครับ” ผมรีบถามเมื่อมองไปที่ลานจอดรถแล้วพบเพียงความว่างเปล่า

 

“วันนี้กูไม่ได้ขับรถมา”

 

“อ้าว แล้วพี่จะกลับยังไงล่ะครับ เพื่อนมารับเหรอ”

 

“อืม กูนัดไอ้ศิลาไว้ นั่นไง มาพอดี”

 

แสงไฟหน้ารถสาดเข้ามาทางพวกเราจนพวกเราทุกคนต้องยกมือขึ้นมาป้อง ก่อนที่ตัวรถจะจอดเลยพวกเราไปไม่ไกลพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าของรถ ‘พี่ศิลา’ 

 

“เหี้ยแล้ว”

 

“อะไรของมึง”

 

“ก็...” ผมหันไปมองหน้าไอ้อินเทลอย่างคนเสียอาการ ซึ่งพอเห็นหน้ามันเท่านั้นแหละ จากเสียอาการก็กลายเป็นเสียอารมณ์ทันที

 

“เขาไม่ได้มารับมึง ไอ้ควาย” มันพูดกับผมโดยไม่เปล่งเสียงเพราะว่าพี่จอมทัพยังยืนอยู่ใกล้ๆ ส่วนพี่ศิลา ต้นเหตุที่ทำให้ผมเสียอาการน่ะเหรอ กำลังเดินลงมาจากรถทั้งที่เครื่องยนต์ยังสตาร์ทเอาไว้อย่างนั้น

 

“เหอะ หางกระดิกเชียวนะมึง”

 

ผมล่ะเกลียดปากมันฉิบเป๋งเลย

 

“หวัดดี ทำไมแต่ละคนทำหน้าเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าโดนโกงค่าแรงอย่างนั้นวะ”

 

“โห ใครจะกล้าคิดแบบนั้นกันครับพี่ศิลา เจ้านายพวกผมน่ะดีจะตาย ถึงจะจ้างถูกไปนิดแต่พวกผมทำงานด้วยใจนะ”

 

“ปากเปราะเชียวนะมึงไอ้อินเทล ไปๆ แยกย้ายกันกลับได้แล้ว อย่าตีกันกลางทางซะก่อนล่ะ บอกไว้ก่อนว่ากูไม่ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้า” พี่จอมทัพยังไม่วายจะหันมากำชับ ซึ่งถ้าไอ้อินเทลมันไม่กวนตีนผมก่อน ผมก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับมันหรอก อีกอย่างตอนนี้ผมไม่ได้อยากจะสนใจมันแล้วเพราะผมมีอย่างอื่นให้สนใจ

 

โอ้โหว นี่คนหรือรูปปั้นวะ หล่อฉิบเป๋ง หน้าตาผิวพรรณของพี่ศิลาดูผู้ดี๊ผู้ดี ใบหน้าหล่อเข้มของเขาล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีควันบุหรี่ เห็นแล้วผมรู้สึกเหมือนจะสำลักความหล่อของพี่แกทุกที จมูกโด่งๆ กับริมฝีปากสีแดงติดคล้ำจากการสูบบุหรี่นั่นก็ดูแบดเหลือเกิน ยิ่งดวงตาดุดันของเขาทำให้ผมนึกไปถึงพวกมาเฟียตัวร้ายในหนัง แต่พอยิ้มสักทีกลับให้ความรู้สึกเหมือนโลกละลายหายไปทั้งใบ

 

การแต่งตัวที่ดูดีมีสไตล์สมกับเป็นเจ้าของแบรด์เสื้อผ้า ‘SILAA’ ผมเดาว่าเสื้อเชิ้ตสีเลือดนกกับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่เขาใส่อยู่วันนี้ก็น่าจะเป็นเสื้อผ้าจากแบรด์ของเขาเองนั่นแหละ นี่ยังไม่รวมรองเท้าหนังกลับที่เขาใส่อยู่ก็โคตรเท่ห์ นาฬิกาข้อมือเรือนสีดำ จิวสีเงินที่หู แล้วก็ยังมี...

 

 “เป็นส้นตีนอะไรไอ้โอบ ทำหน้าเหมือนหมาโดนยาเบื่อ” เสียงเรียกจากพี่ศิลาดึงผมออกจากห้วงภวังค์พลางยิ้มจนตาหยีกลบเกลื่อนความตื่นเต้นในอก

 

ให้ตายสิ ผมเองก็ไม่เคยชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย แต่เจอพี่เขาทีไร ผมรู้สึกเหมือนรอบกายมันว่างเปล่าไปหมด เหลือแค่เขาคนเดียว

 

“ผมไม่ได้โดนยาเบื่อหรอกครับพี่ศิลา ผมโดนยาสั่ง”

 

“โห มึงขายตรงไปแล้วนะไอ้เชี่ยโอบ” พี่จอมทัพรีบแซว ส่วนพี่ศิลาก็กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะส่ายหัวและทำสีหน้าระอาผมแบบทุกที

 

ครับ ผมขายเก่ง และทุกคนในที่นี้รู้ดีถึงความพยายามขายของผม เพราะผมขายตรงมาตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าพี่ศิลาคือคนที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีทีท่าจะสนใจผมสักนิดเลยก็ตาม

 

“มึงนี่มัน...”

 

“โบราณว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน ผมอ่อยพี่ทุกวันขนาดนี้ ถ้าพี่จะไม่มีใจให้ผมบ้าง พี่ก็ใจร้ายเกินไปแล้วนะครับ คนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกันหรอก”

 

ป้าบ!

 

“ไป” ไอ้อินเทลตบกบาลผมจนหน้าทิ่มก่อนจะลากคอผมออกมา

 

เอาเถอะ อย่างน้อยๆ คืนนี้ผมก็น่าจะหลับฝันดีแล้วเพราะได้เห็นหน้าพี่ศิลาก่อนนอน แถมเมื่อครู่นี้พี่เขายังยิ้มให้ผมอีกต่างหาก แม้จะเป็นรอยยิ้มแบบเสียไม่ได้ก็ตามที

 

คิดแล้วก็อดจะเสียดายโอกาสไม่ได้ นี่ถ้าผมรู้มาก่อนว่าพี่ศิลาจะแวะมารับพี่จอมทัพ ผมคงล้างหน้าล้างตาและเซ็ตผมให้มันดีกว่านี้สักหน่อย เผื่อเขาจะประทับใจ

 

“เป็นเอามากนะมึง”

 

“น้อยกว่านี้จะเรียกรักเหรอวะ”

 

“กูจะอ้วก” ไอ้อินเทลทำหน้าตาเหยเกใส่ผม แต่ช่างหัวมันเถอะ ผมไม่สนใจมันหรอก ผมชอบของผม ไม่ได้ไปนั่งชอบบนหัวมันสักหน่อยนี่

 

“มึงออกตัวเสียแรง ระวังเหอะ สักวันน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า พนันกันมั้ยล่ะว่านอกจากมึงจะเป็นหมาเห่าเครื่องบินแล้ว จุดจบมึงนี่น่าจะเมาเหมือนหมาด้วยน่ะ”

 

“เหมือนอะไรก็เรื่องของกู กูชอบของกูนี่หว่า มึงจะให้กูทำยังไงวะ”

 

               

“ทำใจ มึงต้องหัดยอมรับความจริงบ้างนะว่ามึงกับเขามันคนละชั้นกัน เขาน่ะลูกหมอ ส่วนมึงอ่ะ ลูกหมา” ไอ้อินเทลย้ำพลางตบกบาลมาอีกหนึ่งดอกเน้นๆ

 

               ผมถอนหายใจแรงพลางยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองป้อยๆ บอกตามตรงนะว่าไอ้อินเทลที่มันพูดมาก็มีเหตุผลนั่นแหละ และผมเองก็ไม่ใช่จะดื้อดึงหรือว่าไม่รับฟังคำเตือนของมันเสียทีเดียว แต่ขอแค่แทะโลมเขาบ้างเวลาที่มีโอกาส หรือเก็บเขาไปฝันถึงบ้างไม่ได้รึไง ผมไม่ได้รีบร้อนอยากจะได้เขาวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่ล่ะ

 

               “มึงคิดว่าถ้ากูจีบพี่เขาจริงๆ พี่เขาจะชอบกูมั้ยวะไอ้เทล”

 

               “เหอะ สรุปว่าเมื่อกี้กูพูดกับสัมภเวสีสินะ”

 

               “กูได้ยิน แต่ถ้ากูมีโอกาส กูก็อยากลองดูสักตั้งนี่หว่า”

 

               “หิวสัส”

 

               “มึงอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง กูถามความเห็นมึงอยู่ กูอยากหาโอกาสปีนเกลียว” ผมบอกพลางรั้งข้อมือของไอ้อินเทลเอาไว้ รู้หรอกว่ามันตั้งใจจะเดินหนีผมไปหาที่นั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะรู้ตัวอีกทีเราก็เดินมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวร้านประจำของมันแล้ว

 

“เหอะ กูว่ามีความเป็นไปได้ว่าเกลียวหวานแหงๆ อีกอย่างกูยังดูไม่ออกเลยว่าพี่ศิลาเขาชอบแบบมึงรึเปล่า”

 

“แบบกูนี่ยังไง”

 

“ก็ชอบผู้ชายไง ใช่ว่าเวลาที่มึงเล่นกับเขาแล้วเขาไม่ปฏิเสธมันจะแปลว่าเขามีใจหรือว่าเอ็นดูมึงนะไอ้โอบ เขาอาจแค่รักษามารยาทก็ได้ มึงต้องเผื่อใจให้เป็นด้วยไอ้สัส”

 

               “แต่กูชอบเขานี่หว่า มึงไม่เคยได้ยินเหรอที่เขาว่าห้ามน้ำไม่ไหล ห้ามไฟไม่ให้มีควัน ห้ามอาทิตย์ห้ามดวงจันทร์ หยุดแค่นั้นค่อยห้ามดวงใจ”

 

               “เอาที่มึงสบายใจเลยเชี่ยโอบ คุยกับมึงนี่ไม่ต่างจากสีซอให้ควายฟังเลยจริงๆ” ไอ้อินเทลทำสีหน้าเซ็งสุดขีดก่อนที่มันจะเดินหนีผมไปสั่งก๋วยเตี๋ยว ในขณะที่ผมยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินนำไปนั่งที่โต๊ะเพราะปกติแล้วมันจะสั่งเผื่อผมอยู่แล้ว

 

               “มึงไม่ลองบ้างเหรอวะ”

 

               “อะไร ป้าเขามีเมนูใหม่เหรอวะ” ไอ้อินเทลทำทีเป็นหันซ้ายหันขวามองหาเมนูใหม่ไปรอบร้าน ไอ้ห่า ร้านมีความกว้างประมาณสองเมตรคูณสองเมตร มองซะไกลสุดลูกหูลูกตา

 

“กวนตีน ต้องให้กูพูดตรงๆ มั้ยว่ากูหมายถึงอะไร”

 

“เสือก!”

 

ทำไมมันเสือกเรื่องของผมได้ แต่พอผมจะเสือกเรื่องของมันบ้างมันดันทำหน้าตาไม่พอใจวะ แถมผมยังต้องเป็นฝ่ายรู้สึกเกรงใจมันทั้งที่มันไม่เคยเกรงใจผมสักนิด

 

“เออ ไม่เสือกก็ไม่เสือก งั้นมาลองดูกันมั้ยว่ามึงกับกู ใครจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าก่อนกัน ระหว่างมึงที่ที่คิดว่าตัวเองสวมบทพระเอกในเอ็มวีแอบรัก”

 

“กับมึงที่สวมบทหมาเห่าเครื่องบิน ไม่เจียมตัว ไม่รู้จักชะโงกดูเงาตัวเอง”

 

ทำไมมันด่าผมยาวกว่าที่ผมด่ามันได้ทุกทีเลยนะ

 

“เออ ใครแพ้หรือว่าฟูมฟายก่อนต้องเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวอีกฝ่ายตลอดชีวิตนะ”

 

“ได้ เดี๋ยวกูแถมน้ำอัดลมให้มึงด้วย”

 

...การพนันระหว่างผมกับไอ้อินเทล เริ่มต้นนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...

               

         

ความคิดเห็น