facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 25 ก้าวเดินต่อ

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 ก้าวเดินต่อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 409

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 10:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 ก้าวเดินต่อ
แบบอักษร

ตอนที่ 25

 

ตระกูลที่ต้องคำสาป... สายเลือดแห่งปิตุฆาต!! 

 

บทความเหล่านี้ ซุน เคยอ่านเจอในตำราหลายเล่ม ว่าสาเหตุหลักที่ตระกูลเล้ง ในปัจจุบันสูญเสียความยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยคำสาปแห่งสายเลือด... แต่แท้จริงเนื้อความเป็นเยี่ยงไร ก็ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติม ว่ากันว่ามีเพียงตระกูลเล้ง สายเลือดหลักเท่านั้น ถึงจะล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมด... 

 

“ไม่รู้ว่าภรรยาของ เหล่าซือ... เล้งซิ่วอิง เป็นสายเลือดตระกูลหลักหรือไม่ แต่หากว่าใช่ก็ไม่น่าแปลกเลยที่จะถูกตามล่า เพราะตระกูลเล้งเก็บซ่อนความลับไว้มากมาย เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่มีทางลับรู้...” ซุนถอนหายใจ พร้อมกับเก็บม้วนภาพวาดดังกล่าวลงในหีบโลหะดังเดิม เชื่อว่า เหล่าซือ คงเก็บสิ่งนี้ไว้เป็นความทรงจำที่สวยงาม 

 

ป้ายสำมะโนครัวของ เหยาหมิง มิใช่ป้ายหรูหราอันใด เป็นเพียง ป้ายศิลาตระกูลเหยา มีสถานะทางสังคมอยู่ในระดับชั้นล่าง ๆ เหนือกว่า ป้ายไม้ ของชาวบ้านสามัญเท่านั้น... แม้ว่าในอดีต เหยาหมิง จะมีตำแหน่งเป็นถึง เทพปรมาจารย์ หากแต่ตระกูลเหยา ก็เป็นเพียงตระกูลสามัญ มิได้ใหญ่โตอันใด  

 

ตัวของ เหยาหมิง คงใช้ชีวิตในการปลีกวิเวกเป็นหลัก ไม่ได้สนใจเรื่องการยกระดับป้ายประจำตระกูลเท่าใด... อีกทั้งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเข้าสังกัด พรรคเซียนประทาน ซึ่งเป็นพรรคที่มีสมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นเพียงขอทาน จึงไม่ได้รับเกียรติจากผู้คนเท่าใดนัก 

 

สำหรับ ซุน ในเวลานี้ ป้ายศิลา อาจเป็นตัวเลือกที่ดีก็เป็นได้ เพราะเป็นป้ายสามัญที่ไม่ได้โดดเด่น ไม่ค่อยจะมีใครให้ความสนใจตรวจสอบป้ายระดับล่างเช่นนี้เท่าใดนัก... หากเปรียบกับสถานะคนเถื่อนในปัจจุบัน ก็นับว่าดีถมไปแล้ว... 

 

“เช่นนั้นต่อไป ข้าขอหยิบยืมแซ่ของ เหล่าซือ มาใช้ก่อนก็แล้วกัน เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการเดินทาง... จากนี้ไปข้าจะขอใช้นามชั่วคราว ว่า เหยาซุน...” ชายหนุ่ม กล่าวพึมพำขึ้นกับตนเอง 

 

ในส่วนของป้ายโลหะประหลาดอื่น ๆ รวมถึง กุญแจ เก่า ๆ ภายในหีบโลหะนั้น ซุน ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันมีไว้เพื่อการใด แต่สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาจนจำเป็นต้องหยิบขึ้นมาพิจารณาก็คือ แหวนเก่า ๆ วงหนึ่ง... ซุน ถึงกับใจเต้นระส่ำ ดวงตาเบิกโพรงขึ้น 

 

“แหวนมิติ!! นี่มันแหวนมิติเก็บของ ไม่ผิดแน่!! ลักษณะเหมือนกับที่ ฉีลู่ชิง ใช้ไม่มีผิด” ซุน ไม่คิดฝันว่าจะได้หยิบจับของจริง เนื่องด้วยมันเป็นของที่มูลค่ามหาศาลในยุคนี้... ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ซุน จะต้องการมันหรือไม่ เพราะแม้แต่ตอนที่อยู่ในโลกเดิม วัตถุที่สามารถเก็บสิ่งของไว้ภายในได้เฉกเช่นไอเทมในเกม คือความใฝ่ฝันที่หลาย ๆ คนมองหา 

 

เฒ่าชีเปลือย เหลือบมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย... 

“จะตื่นเต้นอะไรนัก? ต่อให้ไม่มีแหวนนั่น หลังเจ้าบรรลุผ่านชนชั้นลมปราณสีแดง ก็สามารถเปิดมิติเก็บของขึ้นมาได้เองนั่นแหละ... ยิ่งพื้นฐานลมปราณสูงขึ้นมิติก็จะยิ่งกว้างขวางขึ้นตามลำดับ...” 

 

“หุบปากน่า... อย่าคิดว่าการบรรลุชนชั้นลมปราณสีแดงเป็นเรื่องง่ายสิ กระทั่งยอดฝีมืออันดับต้น ๆ ของยุทธภพในแต่ละยุคสมัย ยังมีผู้ที่สามารถไปถึงชนชั้นลมปราณสีแดงได้เพียงหยิบมือเดียว แม้แต่ เหล่าซือ ก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น... บอกตามตรงว่าข้าไม่คิดฝันว่าตัวข้าจะไปยืนอยู่ในตำแหน่ง ที่เหนือกว่าผู้คนนับร้อยล้านพันล้านคนได้เลยสักนิด...” เด็กหนุ่ม กล่าวแย้งขึ้น 

 

เฒ่าชีเปลือย เบ้ปาก สีหน้าไม่พอใจนัก... 

“หัดคาดหวังสูง ๆ ไว้หน่อยสิฟะ จะได้มีความทะเยอทะยานมากกว่านี้...” 

 

ซุน หาได้สนใจสิ่งเหล่านั้น เป้าหมาย ณ เวลามีเพียงช่วยเหลือ เหล่าซุน มิได้ต้องการเป็นอันดับ 1 ในยุทธภพ... เมื่อได้แหวนมิติมาไว้ในครอบครอง ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกสรรสิ่งใดที่จะพกพา การจะนำทุกอย่างในห้องลับนี้ไปด้วย ก็มิเช่นเลือกยากเย็น... 

 

เพราะแหวนมิติวงนี้ มิใช่เพียงแค่แหวนมิติระดับชั้นลมปราณสีน้ำเงิน เฉกเช่นที่ ฉีลู่ชิง ถือครอง... หากแต่เป็นระดับที่สูงล้ำไปกว่านั้น เป็นแหวนมิติชนชั้นลมปราณสีเหลือง ทำให้มีพื้นที่จัดเก็บที่กว้างใหญ่ เพียงพอจะขนย้ายเรือนหลังหนึ่งได้เสียด้วยซ้ำ... 

 

“แหวนมิติ ถูกนับเป็น อาวุธอักขระรูปแบบหนึ่ง... ศาสตร์วิชาอักขระกำกับ ถูกคิดค้นเมื่อราว ๆ หนึ่งหมื่นปีก่อน ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นโดยตระกูลเล้ง ได้รับความแพร่พรายและเป็นที่นิยมไปทั่วยุทธภพ...  

 

จวบจนกระทั่งมันได้กลายเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้สัตว์อสูรจำนวนมากถูกล่า และสูญพันธุ์ไป... ในปัจจุบัน ผู้ที่ยังใช้ศาสตร์วิชาอักขระกำกับได้จึงมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เพราะขาดแคลนทรัพยากรในการศึกษาเล่าเรียน... สถานศึกษาเดียวที่ยังเปิดสอนศาสตร์วิชานี้ ก็คือ สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ แต่มีการคัดสรรศิษย์ที่เข้มงวดที่สุดในยุทธภพเลยก็ว่าได้...” 

 

ซุน แม้จะสนใจศึกษาศาสตร์วิชานี้อยู่ไม่น้อย แต่ด้วยขีดจำกัดของหนังสือตำราในชนบท จึงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ในเชิงลึก... โชคยังดีที่ ซุน เคยสอบถามกับ เหล่าซือ ถึงวิธีการใช้งานอาวุธอักขระต่าง ๆ เนื่องด้วยศาสตราพิเศษเหล่านี้ เป็นเหมือนศาสตราที่มีจิตวิญญาณของสัตว์อสูรสิงสถิตอยู่ ไม่อาจดึงพลังของมันออกมาได้ในทันที 

 

อาวุธอักขระทุกชิ้นจึงจำเป็นต้องสร้างพันธสัญญาระหว่างอาวุธและผู้ถือครอง เพื่อดึงพลังสูงสุดออกมาใช้... และเมื่อสร้างพันธสัญญาขึ้นมาแล้ว นอกเหนือจากผู้ถือครอง จะไม่มีผู้ใดสามารถใช้อาวุธอักขระชิ้นนั้นได้อีก เว้นเสียแต่ว่าผู้ถือครองจะสะบั้นพันธสัญญาด้วยตนเอง หรือตกตายไปเท่านั้น พันธสัญญาจึงจะสิ้นสุด 

 

“แหวนมิติ ถือเป็นอาวุธอักขระเช่นเดียวกัน ดังนั้นการจะครองครองมัน จำเป็นต้องสร้างพันธสัญญา... ในอดีต เหล่าซือ น่าจะเคยใช้แหวนวงนี้มาก่อน แต่ปัจจุบัน มันถูกสะบั้นพันธสัญญาไปแล้ว จึงกลายเป็นแหวนเปล่าที่ไม่มีผู้ครอบครอง...” ซุน ตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะมันคือการทำพันธสัญญาครั้งแรก... 

 

เด็กหนุ่ม กรีดที่ปลายนิ้ว ก่อนจะหยดโลหิตลงที่ตัวแหวน... ทันใดนั้นร่องรอยของอักขระที่กำกับเอาไว้ ก็พลันสาดประกายขึ้น... ห้วงสำนึกของ ซุน ได้เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณสัตว์อสูรที่สถิตอยู่ภายในแหวน... 

 

ซุน มองเห็นเงาร่างของ มัจฉาสีขาว ที่กำลังจดจ้องใบหน้าของตน... ก่อนมันจะกู่ร้องก้องดังขึ้นตอบสนองต่อพันธสัญญา... ในตอนนั้นเองที่ ซุน สัมผัสได้ว่าพันธสัญญาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จากแหวนเก่าวงหนึ่ง บัดนี้ราวกับว่ามันถูกขัดเกลา กลายเป็นแหวนที่เปล่งประกายงดงาม... 

 

เมื่อถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในแหวนเพียงเล็กน้อย... ซุน สัมผัสได้ถึงช่องว่างแห่งมิติที่อยู่ภายในตัวแหวน อันเกิดจากพลังของอักขระและจิตวิญญาณของ มัจฉาสีขาว ตนนั้น สามารถส่งวัตถุเก็บซ่อนไว้ด้านใน หรือนำออกมาได้อย่างอิสระ... 

 

“เช่นนั้นก็ไม่ขอเกรงใจล่ะนะ...” ซุน กวาดเอาทุกอย่างลงไปในแหวนมิติ ไล่เรียงตั้งแต่ตำราต่าง ๆ ไหสุรานับร้อยที่เรียงราย หีบโลหะ ก็ยกไปทั้งใบในสภาพนั้น... 

 

เหลือก็แต่เพียงอาวุธโบราณที่ฝุ่นเกาะกัง... คราแรก ซุน ก็มิได้คิดอะไรมากนัก ในการหยิบเอาศาตราเหล่านั้นเก็บใส่แหวนมิติ ทั้งทวนยาว ดาบใหญ่ ขวานยักษ์ ซุน เชื่อว่าศาสตราเหล่านี้น่าจะเป็นอาวุธอักขระเช่นกัน เพราะสามารถมองเห็นตัวอักษรอักขระที่กำกับเอาไว้อย่างชัดเจน 

 

ซุน หยิบทุกชิ้นลงแหวนมิติ จวบจนเจอเข้ากับสิ่งของสองสิ่ง ที่มองดูแล้วอาจเป็นประโยชน์กับตน... หนึ่งคือกระบี่โบราณ และสองคือเกาะอ่อน(เกาะที่สร้างจากห้วงโลหะเล็ก ๆ เรียงร้อยต่อกัน) ทั้งสองสิ่งนี้ ไม่มีร่องรอยตัวอักษรสลักเอาไว้ ดูแตกต่างไปจากอาวุธอักขระอื่น ๆ 

 

“สองชิ้นนี้ ใช่อาวุธอักขระหรือไม่กันนะ?! แต่ที่แน่ ๆ มันไม่อักขระกำกับเอาไว้ ดังนั้นการพกพาย่อมทำให้ไม่สะดุดตาเท่าที่ควร...” ซุน ตัดสินใจสวมเกราะอ่อนเอาไว้ด้านในใต้อาภรณ์ อย่างน้อยก็ช่วยเสริมการป้องกันในอวัยวะสำคัญได้  

 

ส่วนกระบี่นั้น ซุน ได้เช็ดถูมันเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับให้วาววับ ปล่อยให้มีรัศมีความเก่าแก่ทรุดโทรมเช่นนี้ จะได้ไม่ถูกผู้ใดเพ่งเล็งว่าเป็นของมีค่า... ในส่วนของ แหวนมิติ ที่สวมนิ้วนั้น ซุน ก็ได้ใช้เศษผ้าเก่า ๆ พันทับไว้อีกทอดหนึ่ง และใส่คู่กับแหวนหยกดำ เพื่อมิให้สะดุดตา...  

 

ในมือถือน้ำเต้าสุราขนาดพอเหมาะสำหรับพกพา เนื่องด้วย ซุน ติดนิสัยจิบสุราเป็นระยะ เพื่อเพิ่มพูนการบ่มเพาะลมปราณไปแล้ว... ทุกอย่างล้วนพร้อมสรร เหลือเพียงจิตใจที่จะพุ่งทะยาน จังหวะที่เด็กหนุ่มกำลังจะก้าวออกไปด้านนอก เฒ่าชีเปลือย กลับตรงเข้ามาขวางทางเบื้องหน้า... 

 

“ก่อนที่เจ้าจะก้าวออกไปจากห้องลับนี้... จงจำเอาไว้ว่าหลังจากนี้ชีวิตเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ไม่อาจที่จะใจอ่อนได้เฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว รับปากกับข้าว่าเจ้าจะต้องมั่นคง และเด็ดเดี่ยวให้มากกว่าที่ผ่าน ๆ มา...” 

 

ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยกน้ำเต้าสุราขึ้นซดอึกใหญ่... เมื่อแสงแดดจากภายนอกตกกระทบใบหน้า จะเห็นว่าเด็กหนุ่มมีดวงตาที่คล้ายเมามายอยู่ตลอดเวลา... 

“รู้แล้วน่า!! นับจากก้าวเดินนี้ หากเจอศัตรูข้าจะสังหาร หากเจอสมบัติข้าจะปล้นชิง หากเจออุปสรรคข้าจะฝ่าฟัน ภูตผีวิญญาณใด ๆ ขวางทาง ข้าจะสะกดมันเป็นทาสบริวาร พอใจเจ้าแล้วหรือยัง!!” 

 

เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ทำให้ได้สักครึ่งของที่ลั่นวาจาก็แล้วกัน...” 

 

หลังเก็บตัวตลอดสองเดือน ซุน ก็เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง ภายในใจคล้ายปลดเปลื้องพันธนาการบางอย่างลงไปอีกขั้น แม้จะใช้สุราเป็นตัวเสริมส่งก็ตามที... เฒ่าชีเปลือย ล่องลอยตามหลังอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากสูง มองทะลุอาภรณ์เข้าไป จนเห็นถึงรอยสักกลีบดอกบัวสวรรค์ ที่จางหายไปอีก 1 กลีบ จนเหลือเพียงแค่ 10 กลีบเท่านั้น... 

 

“ดูเหมือนว่า ในทุก ๆ การเติบโต และการตัดสินใจบางอย่างที่แน่วแน่ จะสามารถปลดเปลื้องรอยสักอาคม ที่พันธนาการได้เช่นกันงั้นสินะ... การปลุกปั้นเจ้าเด็กคนนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกเสียจริง!!” 

 

ซุน เดินทางอย่างระมัดระวัง หูตาว่องไว ทั้งยังฝึกฝนการใช้สัมผัสลมปราณควบคู่ ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ล้วนถูกยกระดับขึ้น... อาภรณ์เวลานี้ยังเปาะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต เด็กหนุ่มจึงถือวิสาสะขโมยชุดคลุมที่ชาวบ้านตากไว้ มาสวมใส่แทน... 

 

มุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้... 

 

“เจ้ามีเป้าหมายที่จะไปแล้วงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือยเอ่ยถาม 

 

“ข้าตั้งใจจะลงใต้... หากสามารถผ่าน มณฑลหนานเหอ ไปได้ พวกเราก็จะเริ่มเข้าใกล้เขตเมืองหลวง... สถานที่แห่งนั้น มีสำนักสายลมประจิมตั้งอยู่ ข้าอยากไปตามหา เตียมู่หยง ผู้เป็นสหายของ เหล่าซือ บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง ว่าจะเอายังไงต่อไป...” ซุน กล่าวถึงแผนการเดินทาง 

 

เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มเจือจาง  

อย่างน้อย ซุน ก็วางแผนการได้ไม่เลวร้ายนัก... 

 

“นับว่าเป็นแผนเดินทางที่น่าสนใจ... หากเจ้าสามารถผ่านเส้นทางทิศใต้ไปได้ล่ะก็นะ...” เฒ่าชีเปลือย ใช้วาจาเลศนัย 

 

“หมายความว่าไง?!” ซุน ถึงกับชะงัก ทุกครั้งที่ เฒ่าชีเปลือย กล่าวเช่นนี้ ไม่เคยเป็นเรื่องดี 

 

ไปถึงที่นั่นเจ้าก็รู้เอง... อย่าลืมสิ่งที่ลั่นวาจาไว้เมื่อครู่ก็แล้วกัน... หึหึ 

 

................................................. 

 

**สำหรับผู้อ่านที่ติดตามมาจาก อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน อาจดูว่าเนื้อหาบางส่วนมีการอธิบายซ้ำซ้อนจากเรื่องก่อนไปบ้าง ทั้งหมดเป็นเพราะไรท์จำเป็นต้องทำให้ผู้อ่านใหม่อีกหลาย ๆ ท่าน ที่เพิ่งเข้ามาติดตาม ได้เข้าใจในรายละเอียดส่วนนั้น ๆ ด้วยครับ Free-J** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว