ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

48/ก้าวออกจากความทุกข์ [แสงไฟในรันเวย์]

ชื่อตอน : 48/ก้าวออกจากความทุกข์ [แสงไฟในรันเวย์]

คำค้น : ตอนที่48

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2563 17:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
48/ก้าวออกจากความทุกข์ [แสงไฟในรันเวย์]
แบบอักษร

แสงไฟ Part 

“ยังปักไม่เสร็จเหรอครู” 

“อีกนิดครับครูใหญ่ว่าแต่วันนี้กลับบ้านค่ำนะครับ” ผ้าแพรสีขาวสะอาดตาลายของผ้าปักเป็นลวดลายถนนสายหนึ่งที่ทอดยาวออกไป โดยมีเส้นขอบฟ้าจากด้ายสีน้ำเงินสีฟ้าไล่ไปจนถึงสีขาวแบ่งกั้นให้รู้ว่าขอบฟ้ากับรันเวย์ไม่เคยห่างกันไปไหน เมื่อมองดูลายเส้นที่เป็นรูปเป็นร่างพาลให้นึกถึงพี่น้องคู่หนึ่งแล้วอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ 

“เห็นครูไฟตั้งใจปักผ้าห่มปลอกหมอนแบบนี้ครูชักสงสัยแล้วสิ ว่าใครเป็นผู้โชคดีได้รับของที่ครูไฟตั้งใจทำอยู่เป็นเดือน ๆ ทำออกมาสวยขนาดนี้ถ้าเอาไปขายคงได้หลายตังค์แน่” 

“ถ้าทำขายครูใหญ่ประเดิมผมสักผืนไหมครับผมให้ราคาพิเศษเฉพาะคนกันเองเลยนะ” กำปั้นหลวม ๆ ของครูใหญ่ทุบที่ไหล่ผมเบา ๆ พร้อมกับหัวเราะออกมา เมื่อที่นั่งข้าง ๆ มีชายสูงอายุกว่าทรุดนั่งขัดสมาธิ เราต่างก็พร้อมใจทอดตามองไปยังจุดหมายเดียวกันนั่นก็คือห้องสมุดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของผมมากนัก ไม่รู้ว่าในความคิดของครูใหญ่ใคร่ครวญถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่ในความคิดของผมกลับนึกไปถึงเจ้าของเครื่องนอนชุดที่ผมกำลังปักให้  

อีกไม่ถึงสิบวันจะเป็นวันสำคัญอีกวันของเขาแล้ว ระยะเวลาเกือบปีที่ผมจากมาและไม่เคยย่างกรายหรือติดต่อเขาเลย ช่วงเวลานี้ผมอยู่กับการทำใจปล่อยให้ทุกเรื่องเป็นแค่อดีตไป พยายามรักษาหัวใจของตัวเองให้เข้มแข็ง แล้วเลือกเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและมันก็ผ่านมาได้ด้วยดี จนเมื่อสองเดือนก่อนตอนลงไปทำธุระในเมืองเลยมีโอกาสโทรไปหาเพื่อนสนิท เพราะการโทรไปในครั้งนั้นผมถึงได้ยินข่าวสารของคนที่ตัวเองปลดปล่อยให้เป็นอดีตไป  

“กินข้าวกินยาบ้างนะครูไฟ ยิ่งนานวันก็ยิ่งผอมจนครูระแวงว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งจะได้หามครูไฟลงเขาเพื่อไปหาหมอเข้าสักวัน” 

“ผมก็กินอยู่นะแต่ไม่รู้ทำไมไม่อ้วนสักที นี่อาจเป็นข้อดีที่ผมไม่ต้องลดความอ้วนก็ได้” แค่ชายสูงวัยหันมามอง ผมก็อดก่นด่าตัวเองไม่ได้ที่ทำตัวเป็นภาระให้ชายตรงหน้าเป็นห่วงอยู่ร่ำไป 

“ถ้าไม่สบายอีกก็ต้องรีบบอกครูอย่าปล่อยให้ร่างกายแบกรับภาระหนักสงสารมันบ้าง อึ๊บ! ครูกลับบ้านก่อนนะครูไฟก็อย่าเอาแต่ทำอะไรเพื่อคนอื่นอยู่ล่ะ หัดรู้จักทำเพื่อตัวเองซะบ้างสงสารหัวใจของตัวเองหน่อยปล่อยให้มันทำงานจนมันจะไม่ไหวแล้วมั้ง พรุ่งนี้เจอกันที่โรงเรียนนะหลานชาย” ชุดสีกากีกำลังเดินห่างไปเรื่อย ๆ จนลับสายตา ฝ่ามือผมถึงยกมาแนบไว้กับอกซ้ายของตัวเอง  

จริงอย่างที่ครูใหญ่พูดนั่นแหละว่าหัวใจของผมมันทำงานหนักเกินไปหนักจนเต้นผิดจังหวะแบบนี้ โดยเฉพาะหัวใจห้องบนแต่ผมก็พยายามแล้วที่จะดูแลรักษาให้มันอยู่กับผมไปยาวนานมากที่สุด แม้ว่าการเดินทางที่แสนยาวนานนี้จะเป็นการเดินทางเพียงลำพังของผมก็ตาม 

 

สุดท้ายแล้วของขวัญที่ผมตั้งใจทำเพื่อเป็นของชิ้นสุดท้ายก็เสร็จทันวันรับปริญญาของเขาจนได้ เดือนตุลาคมผมถึงมีโอกาสนั่งรถไฟมากรุงเทพอีกครั้ง เพียงแค่นึกถึงภาพของอดีตเด็กหนุ่มที่คุยฟุ้งว่าตัวเองจะต้องอยู่ในชุดเสื้อครุยด้วยสีหน้ามุ่งมั่น ความเหนื่อยล้าจากระยะเวลาสิบกว่าชั่วโมงในการโดยสารรถไฟก็หายเป็นปลิดทิ้ง  

สองเท้ารีบก้าวเดินไปเรียกแท็กซี่ในขณะที่สองมืออุ้มกล่องสีขาวอย่างหวงแหน ทุกความรู้สึกพุ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่ได้รับฟังจากเพื่อนสนิท ผมรู้ว่าการมาครั้งนี้ต้องไม่เป็นที่ยินดีของคนที่ตัวเองมาหา แต่ผมเพียงแค่ต้องการมาเพื่อแสดงความยินดีในความสำเร็จของเขา เขาที่ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นครูสอนพิเศษของเขา เป็นคนที่เคยร่วมแบ่งปันพูดถึงความฝันไปด้วยกัน เป็นคนที่ผมยังปรารถนาดีต่อเขาเสมอแม้ในวันนี้สถานภาพของเราจะเปลี่ยนไปแล้วก็ช่าง 

ตรู๊ด ๆ ๆ “สวัสดีครับ” 

“ถึงกรุงเทพรึยังครู” 

“ถึงแล้วครับแต่ยังไม่ถึงจุดหมายที่ผมจะไปเลย ว่าแต่คุณภัทรมีธุระด่วนอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” การจราจรติดขัดเป็นหางว่าวแบบนี้คือสัญญาณบอกว่าใกล้จะมาถึงจุดหมายเต็มทีแล้ว แต่เสียงร้องเรียกของโทรศัพท์ก็เรียกความสนใจให้ผมหันไปใส่ใจเสียก่อน  

“ผมโทรไปทีไรครูถามแบบนี้ทุกทีเลยนะหรือว่าผมทำตัวน่ารำคาญครับ” 

“ไม่ใช่ครับ เอ่อ คือผมแค่คิดว่าคุณภัทรจะฝากซื้ออะไรจากกรุงเทพแค่นั้น”  

“เกือบทุกอย่างที่กรุงเทพมีเชียงใหม่ก็มีเหมือนกันครับ แต่ตอนนี้สิ่งที่เชียงใหม่ขาดหายไปจนดูวังเวงก็คงจะเป็นแสงไฟดวงใหญ่บางดวงมั้ง” ไม่ใช่ผมไม่รู้ในเจตนาของชายในเครื่องแบบผู้เป็นรั้วของชาติ แต่หลายเดือนที่รู้จักกันความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเพื่อนใหม่คนนี้ก็ยังเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้นนี่นา 

“ครูไฟรีบกลับมาไว ๆ นะครับ ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ ที่รอการกลับมาของครูแต่ผมก็รอครูกลับมาเหมือนกัน”  

“วันมะรืนผมก็กลับแล้วแค่มาแสดงความยินดีกับอดีตลูกศิษย์เฉย ๆ ผมขอวางสายก่อนนะครับคุณภัทรตอนนี้คงต้องลงจากรถแล้วล่ะรถติดยาวเลย” 

“งั้นคืนนี้ผมจะโทรไปหาครูอีกนะ คิดถึงครับ” แค่ได้ยินคำว่าคิดถึงปลายนิ้วผมต้องรีบตัดสายโดยอัตโนมัติ ที่เป็นอย่างนั้นคงเป็นเพราะใจผมมันกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหว แล้ววันหนึ่งต้องเจ็บปวดหัวใจอย่างจำใจเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีก  

กล่องสีขาวในอ้อมแขนถูกผมโอบอุ้มอย่างทะนุถนอม สองตาสอดส่องมองหาบัณฑิตคนใหม่ที่ตัวเองมาร่วมแสดงความยินดีด้วย จากครึ่งชั่วโมงเป็นเกือบชั่วโมงที่ทั้งเดินทั้งยืนกวาดตามอง เมื่อเหล่าชายหญิงในชุดเสื้อครุยสีขาวทยอยออกมาหาเหล่าญาติสนิทมิตรสหาย ผมก็ต้องรีบเร่งตัวเองตามหาคนที่มาหาให้เร็วที่สุด 

แต่แล้วสองขากลับหยุดยืนในขณะที่สองตาจับจ้องมองภาพข้างหน้าที่สายตาเห็นมันอย่างชัดเจน เห็นรอยยิ้มของคนที่ผมมาหา เขากำลังส่งยิ้มให้กับคนรอบตัวรวมถึงส่งยิ้มให้หญิงสาวที่ยืนเคียงข้างเขาตลอด ภาพญาติมิตรหลายคนเดินมาห้อมล้อมเขา ภาพรุ่นน้องหลายชีวิตต่างพากันรุมล้อมเพื่อแสดงความยินดีในความสำเร็จของเขาเห็นแบบนั้นแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ ภูมิใจเมื่อนึกถึงเรื่องในวันวานที่ผมเคยนั่งติวให้เขาเข้าคณะวิศวะของมหาวิทยาลัยนี้อย่างที่เขาต้องการ สุดท้ายแล้วเขาก็ทำมันสำเร็จสินะ  

ตรู๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ “แกเจอผัวรึยังไฟ” 

“เรียกซะตกใจเลยเปลี่ยนเป็นเรียกว่าอดีตแฟนดีกว่าไหม” สายจากเพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจวบจนวันนี้ทำให้ผมต้องถอนสายตาออกจากกลุ่มคนที่เฝ้ามองอยู่ กล่องสีขาวถูกวางไว้ที่พื้นหญ้าสีเขียวแล้วเดินเลี่ยงหลบจากความจอแจเพื่อคุยโทรศัพท์กับเพื่อนรัก 

“เชอะทำเป็นแฟนกงแฟนเก่ากูว่ามึงตอนนี้มึงน่าจะเข้าไปปรับความเข้าใจกับผัวได้แล้วมั้งไฟ เดี๋ยวตายแบบปุ๊บปั๊บวันไหนจะมานั่งเป็นวิญญาณเสียใจทีหลังนะมึง” 

“หึหึ ถ้าเราตายเราคงไม่หันมามองคนเป็นแล้วล่ะเราสงสารใจตัวเองแค่นี้มันก็ทำงานหนักจะแย่อยู่แล้ว เดี๋ยวมืด ๆ เราไปหานะจิน” 

“เฮ้ย ตกลงจะไม่อยู่ฉลองความสำเร็จของคนที่มึงรักเหรอไฟ เมื่อก่อนมึงอดหลับอดนอนทุ่มเทแค่ไหนเพื่อติวให้น้องมันน่ะ อดนอนจนตัวเองไม่สบายจำได้ปะ” เมื่อได้ฟังเรื่องในวันวานที่เพื่อนรักทักท้วงมา ถึงมีรอยยิ้มประดับอยู่กับแก้มผมอย่างสุขใจยิ้มเพราะแค่นึกถึงก็เป็นสุขใจแล้ว  

“เราเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งนอกนั้นรันเวย์ทำได้ด้วยตัวของเขาเอง กว่าจะผ่านมาได้เขาคงลำบากมาเยอะเหมือนกัน ไว้ค่อยคุยกันนะจินเราจะรีบเอาของไปให้เวย์แล้วจะรีบไปหาที่คอนโดนะ” 

“เออ ๆ แล้วแต่มึงก็แล้วกันกูจะทำอะไรได้เพราะมึงไม่เคยฟังกูมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ไอ้เพื่อนชั่ว! แม่งทำให้กูเป็นห่วงตั้งแต่น้องมันอยู่ม.6 จนตอนนี้น้องมันรับปริญญาแล้วกูยังต้องมานั่งห่วงมึงอีก เฮ้อ!” ตรู๊ดด เสียงฟึดฟัดจางหายไปพร้อมกับการตัดสัญญาณโทรศัพท์  

ตัวเองถึงได้สูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกหาความกล้าหาญให้สิงสู่สองเท้า แล้วย่างก้าวไปแสดงความยินดีกับเขาสักที บางทีการได้มองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายอาจทำให้หัวใจผมแข็งแรงพอที่จะเป็นแสงไฟนำทางให้เด็กอีกหลายคนได้นานขึ้นอีกนิด  

ความร้อนใจวิ่งเข้ามาคืบคลานเมื่อมองไม่เห็นกล่องของขวัญที่ตัวเองวางเอาไว้ แต่ลมหายใจและเท้าทั้งสองต้องหยุดนิ่งเมื่อมองเห็นภาพกล่องสีขาวถูกเหยียบย่ำโดยรองเท้าของคนที่ตัวเองตั้งใจทำมาให้ สองมือรีบยกขึ้นมาเกาะกุมหัวใจเอาไว้ สติถูกดึงให้มาควบคุมร่างกายไม่ให้ตัวเองพ่ายแพ้ต่อความเจ็บปวดและอ่อนแอจนล้มลงอยู่ตรงนี้  

ตุบ ๆ ๆ ๆ ๆ เมื่อเสียงเต้นของหัวใจกลับเข้ามาอยู่ในจังหวะปกติอีกครั้ง สิ่งที่สติสั่งให้ทำในขั้นต่อไปนั่นก็คือการปลดปล่อยตัวเองแล้วก้าวออกจากความทุกข์ หากแม้นการยืนอยู่กับที่มันจะเป็นการทำร้ายใจของผม จากนี้ผมก็จะขอหันหลังให้กับอดีตเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ์ก้าวเดินไปข้างหน้าได้สักที เพราะคิดได้แบบนี้ทุกการกระทำทุกเรื่องราวของเขาจึงถูกละทิ้งเอาไว้ แล้วหันหน้าเดินจากไปในทิศทางตรงข้ามกับเขาโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองเรื่องราวข้างหลังอีกเลย 

 

“อยากร้องไห้ไหมมึง” 

“ร้องทำไมล่ะเราไม่ได้เสียใจหรือเจ็บปวดกับอะไรจนถึงขั้นต้องร้องไห้นี่ จินดื่มช้า ๆ สิเดี๋ยวก็เมาหรอก เฮ้อ เจอกันทีไรดูเหมือนว่าสกิลการดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มขึ้นตลอดเลยนะ แล้วห้องหอนี่ไม่คิดจะเก็บเลยรึไงเป็นผู้หญิงยังไงเนี่ย ไม่กลัวพาแฟนมาแล้วแฟนจะรับกับความรกรุงรังแบบนี้ไม่ได้บ้างเหรอ” ปากบ่นเพื่อนสนิทไปมือไม้ก็สาละวนอยู่กับการเก็บกวาดห้องให้เพื่อนไปด้วย  

แต่ดูเจ้าตัวเขาสินู่นแน่ะนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาตาเอาแต่จ้องมองผมส่วนมือก็ขยันคว้าแก้วขึ้นมาดื่มเสียจริง สงสัยก่อนกลับเชียงใหม่รอบนี้ผมคงต้องโทรไปกำชับกับกี้เพื่อนสนิทอีกคนให้มาควบคุมความประพฤติของจินแล้วล่ะ ไม่งั้นกลัวว่าเพื่อนจะตับแข็งไปเสียก่อน 

“ไฟใจมึงไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ ใช่ไหมกูเป็นเพื่อนมึงเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนบนโลกนี้ที่มึงมีอยู่ ถ้าสงสารกูบ้างก็ขอให้บอกกูตามความจริงอย่าปล่อยให้กูเอาแต่เครียดเพราะเป็นห่วงคนปากแข็งอย่างมึงเลย เฮ้อ ขอโทษนะไฟขอโทษที่กูปากสว่างเล่าเรื่องไอ้เด็กใจดำนั่นให้มึงฟัง ถ้ามึงไม่รู้มึงก็คงไม่ต้องลากสังขารมาพบกับความใจดำของมันแบบนี้หรอก” 

“ขอโทษทำไมเราต้องขอบใจจินด้วยซ้ำที่บอกเรา อีกอย่างที่เรามาเพราะเราต้องการมาแสดงความยินดีกับน้องเวย์จากใจคนที่เคยเป็นติวเตอร์ให้ อืม ถ้าจะพูดตามตรงเหตุผลคงเป็นเพราะเราอยากมาเห็นความสำเร็จของน้องเวย์ด้วยสองตาของเราเอง อย่างน้อยเราจะได้สบายใจเพราะทุกความฝันเราไม่อาจไขว่คว้าได้ทุกอย่าง แต่ขอให้บางความฝันมันเป็นความจริงบ้างก็พอแล้ว  

“จินเองก็ดีใจเหมือนกันใช่ไหมล่ะที่ลูกศิษย์จินก็ประสบความสำเร็จแล้วน่ะ แต่เราเห็นน้องน้ำแต่งตัวเหมือนไม่ได้เข้ารับปริญญานะ” ผมพยายามแล้วที่จะหันเหความสนใจของเพื่อนไปยังน้องอีกคนที่จินเคยเป็นติวเตอร์ให้ แต่เพื่อนกลับไม่ให้ความร่วมมืออะไรเลยเพราะสายตาคู่นั้นยังคงมองมาอย่างกังวลอยู่ดี จนผมต้องละมือจากไม้กวาดแล้วเดินไปนั่งกับเจ้าตัวแทน  

“ก่อนหน้าที่จะมาเราถามตัวเองว่าคิดถูกแล้วใช่ไหมที่มาแล้วมาในฐานะอะไร เพราะครั้งสุดท้ายที่จากไปเราเฝ้าแต่บอกตัวเองว่าต้องรักษาและให้เกียรติหัวใจของเรามากกว่าเดิม อย่าปล่อยให้ใครเหยียบย่ำมันซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจมานี่เป็นเพราะเราคือครูของเขายิ่งตอนนี้เรายิ่งตระหนักได้ว่าเราจะเป็นแค่อดีตครูของเขา และเป็นเพียงเพื่อนร่วมโลกในชีวิตปัจจุบันเท่านั้น 

“เรารู้สึกว่าการมาในครั้งนี้ของเรามันคุ้มค่ามากกว่าที่เราคิด เพราะเราสามารถปลดปล่อยทุกสถานะในอดีตระหว่างเรากับน้องเวย์ได้แล้วจริง ๆ รู้ไหมว่าก้าวแรกที่เราหันหลังเดินจากมาหัวใจของเราอาจเดินผิดจังหวะไปบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ยังเต้นอยู่ในภาวะปกติเรามั่นใจว่ามันจะปกติแบบนี้ตลอดไป มันจะไม่แผ่วเบาอย่างกับคนอ่อนแรงเหมือนเดิมอีกแล้ว จินอย่าห่วงในเรื่องที่กำลังดีขึ้นเลย” 

หมับ! “ไหนกูขอฟังเสียงหัวใจของมึงหน่อยกูจะได้สบายใจกว่านี้” หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งละมือจากแก้วเครื่องดื่มแล้วโน้มตัวเอาหูแนบกับอกของผมอยู่นาน ตัวสั่นสะท้านของเธอบอกผมได้เป็นอย่างดีว่าเธอกำลังหวาดกลัวจนผมต้องยกมือลูบหลังเธอแผ่วเบา เธอซึ่งเป็นเพียงไม่กี่คนที่ผมมีอยู่ 

“ได้ยินแล้วใช่ไหมเบาใจได้บ้างรึยัง” 

“อือ กูนับเสียงหัวใจมึงดูแล้วมันเต้นปกติจริงด้วย ฮึก แต่กูกลัวมึงอยู่บนดอยคนเดียวจะเหงาว่ะงั้นให้กูกับอิกี้ไปอยู่บนดอยเป็นเพื่อนมึงสักปีไหมไฟ ฮึก เอางี้ดีกว่ากูกับอิกี้สลับกันไปคนละปีดีกว่า” 

“หึหึ พอเถอะไม่ต้องหาเรื่องให้ป่าแตกเลยเรายังอยากให้ที่ที่เราอยู่มีแต่ความสงบเหมือนทุกวันนี้ ขอบใจนะจินที่เป็นห่วงเรา เราจะไม่ทักท้วงในสิ่งที่จินกังวลอยู่แต่เราจะทำให้จินเห็นว่าเราพร้อมเดินต่อไปได้แล้วจริง ๆ” กลุ่มผมสีทองที่ซบนิ่งกับอกผมได้แต่ขยับพยักหงึก ๆ สองแขนของเธอกอดรัดเอวผมแน่นเหมือนที่ผมเองก็วาดทั้งสองแขนโอบกอดเธอเช่นกัน กอดคนที่เป็นทั้งแนวหน้าและแนวหลังให้ผมด้วยความเป็นห่วงตลอดมา 

 

ผมใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนที่กรุงเทพอีกหนึ่งวัน วันนั้นทั้งวันเราเอาแต่ตะลอนกินเที่ยวตั้งแต่เช้าจนสี่โมงเย็นถึงได้กลับมาเอากระเป๋าที่ห้องของจินเพื่อเดินทางไปสถานีรถไฟ เวลาหกโมงเย็นเมื่อขบวนรถเคลื่อนออกจากสถานี แววตาอาลัยปนด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจากเพื่อนสองคนที่เดินตามขบวนรถจวบจนลับตาไปก็ทำให้ผมอุ่นใจมากขึ้น อุ่นใจที่ในโลกนี้ยังมีคนมองผมด้วยสายตาของความรู้สึกรักใคร่หลงเหลืออยู่บ้าง 

นับว่าเป็นการดีที่การเดินทางกลับครั้งนี้ผมเลือกรถนอนชั้นหนึ่ง และเหมือนโชคเข้าข้างที่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเพื่อนร่วมห้องปรากฏกายให้เห็น ถ้าไม่มีใครเป็นเพื่อนร่วมเดินทางเลยก็คงดีแฮะ หูฟังโทรศัพท์ถูกจัดให้เข้าที่เข้าทางเมื่อเสียงเพลงบรรเลงขึ้นมาประกอบกับทัศนียภาพข้างทางยามเย็น เป็นสิ่งยืนยันว่าการพังทลายของอดีตมันคือสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ต้องยกยิ้มขึ้นมา คงเป็นเรื่องที่ผมสำนึกได้ว่าการมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมมีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว 

ตรู๊ด ๆ ๆ “ครับคุณภัทร” 

“ถึงไหนแล้วครับครู” 

“เลยสถานีบางซื่อมาแล้วครับคุณภัทรล่ะอยู่ไหนทำไมมีแต่เสียงจอแจล่ะ” คงเป็นเพราะคำถามของผมทำให้เกิดเสียงกุกกักจากคนปลายสาย สักพักเสียงจอแจที่แทรกแซงเข้ามาถึงได้เบาบางลงไป 

“ผมอยู่สถานีรถไฟ” 

“อ้าว คุณภัทรมาส่งใครครับ” 

“ไม่ได้มาส่งใครแต่ผมมารอรับคุณครูต่างหาก” คำตอบที่ได้รับฟังทำให้อดอึ้งไม่ได้ แน่ล่ะนี่มันเพิ่งจะกี่โมงเองกว่าผมจะถึงปลายทางเชียงใหม่ก็เจ็ดโมงนู่นแน่ะ อย่าบอกนะว่านายทหารคนนี้จะปักหลักนั่งรอที่สถานีรถไฟร่วมสิบกว่าชั่วโมงน่ะ 

“ผมจะไม่ห้ามในสิ่งที่คุณภัทรกำลังทำอยู่หรอกนะ หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านมาทำให้ผมเรียนรู้ว่าทุกเรื่องมันมีเส้นทางของมันเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าบางความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่นะครับ” 

“ฟังนะครูสำหรับผมแล้วถึงไม่เดินหน้าแต่แค่ไม่ถอยหลังก็โอเคมากละ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ทันทีที่ครูก้าวลงจากรถผมจะเป็นคนรู้จักคนแรกที่ครูได้เห็นหน้าก็แล้วกัน คืนนี้ครูนอนพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนเถอะ เพราะถ้าพรุ่งนี้เจอกันครูคงต้องเหนื่อยกับโปรแกรมที่ผมวางไว้ก่อนกลับขึ้นหมู่บ้านแน่ ฝันดีนะแสงไฟแสงไฟที่เป็นแสงสว่างของหลาย ๆ คน” เมื่อสัญญาณถูกตัดไปเสียงเพลงจากนักร้องหญิงคนดังก็แว่วเข้ามาแทน เพลงที่ฟังดูแล้วเหมือนจะมีไม่มีอะไร แต่ในเนื้อเพลงนั้นมันมีบางความหมายสามารถเรียกรอยยิ้มค้างไว้ที่ริมฝีปากของผมอีกครั้ง  

..อืม เพลงบางเพลงถ้าได้ฟังในบางช่วงเวลามันก็รู้สึกดีเหมือนกันแฮะ 

เก่งมาจากไหนก็แพ้หัวใจอย่างเธอ เมื่อไหร่ที่เผลอยังนึกว่าเธออยู่ในฝัน ยังมีอีกหรือรักแท้ที่เคยเสาะหามานาน วันนี้เป็นไงเป็นกันจะรักเธอ #แพ้ใจ ใหม่ เจริญปุระ 

 

“โอ๊ยอิ่ม! พอแล้วนะคุณภัทรผมกินไม่ลงแล้วจริง ๆ แต่เสียดายของน่ะสิ” 

หมับ! “งั้นผมกินแทนเอง” ขนมจีนน้ำเงี้ยวจากร้านดังย่านถนนนิมมานซอยห้า ถูกคนนั่งตรงข้ามคว้าจานผมไปกินต่อหน้าตาเฉย ครั้นจะทักท้วงห้ามปรามก็ไม่ทันเสียแล้วเลยได้แต่นั่งเท้าคางดูชายหนุ่มในชุดนอกเครื่องแบบแต่ทรงผมยังคงบ่งชัดว่ารับราชการ กำลังจ้วงกินขนมจีนชามของผมอย่างเอร็ดอร่อยทั้งที่ตัวเองเพิ่งกินข้าวซอย เกี๊ยวทอด แกงหน่อไม้ เกลี้ยงชามเนี่ยนะ  

“มองทำไมครับหรืออยากกินต่อผมจะสั่งให้ใหม่” 

“ฮึ ไม่เอากระเพาะผมไม่ใหญ่แบบคุณภัทร เฮ้อ ถามจริงเถอะตอนเข้าเวรตามชายแดนเคยแย่งข้าวเพื่อนร่วมงานกินบ้างไหมเนี่ยกินเก่งชะมัด” มือที่ถือช้อนอยู่หยุดชะงักก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้ามามองผม เหงื่อตามกรอบหน้านั้นเห็นแล้วเคืองตาจนอดคว้าทิชชูมาเช็ดให้ไม่ได้  

“นี่เพิ่งแปดโมงกว่าเองทำไมเหงื่อเยอะขนาดนี้นะเนี่ย ร้อนมากเหรอเอาพัดลมหน่อยไหมเดี๋ยวผมไปหันให้นะ” 

หมับ! “ไม่ต้องหรอกถ้าหันพัดลมมาทางนี้ผมก็ไม่มีเหงื่อให้ครูเช็ดน่ะสิ” รอยยิ้มมุมปากของคนพูดดูแล้วยียวนแถมเจ้าเล่ห์จนอดถอนหายใจใส่หน้าไม่ได้ ทำไมเจอกันรอบนี้ถึงรู้สึกว่าเขาดูกะล่อนขึ้นนะ 

“แน่ะด่าผมอยู่เหรอ ครูเป็นพ่อพิมพ์ของชาติอย่าคิดกับรั้วของชาติในแง่ลบนักสิยังไงเราก็ต้องเจอกันอีกนาน หึหึ”  

“แต่ครูใหญ่บอกว่านาน ๆ ทีทหารจะขึ้นไปหมู่บ้านเราไม่ใช่เหรอ งั้นต่อให้ต้องเจอกันอีกนานแต่เป็นการที่นาน ๆ เจอกันครั้งก็โอเคอยู่นะ” โครงหน้าดูดีรูปร่างเหมาะจะเป็นนายแบบมากกว่าทหารถึงกับเบ้ปากเมินหน้าใส่ผมซะงั้น เออเนอะชายชาตินักรบยามงอนก็ไม่ต่างจากอาข่าหรือเอฉื่อสักนิด  

แปะ ๆ “อย่าเพิ่งงอนครับรีบกินต่อเถอะจะได้แวะกาดหลวงสักหน่อยหรือจะนั่งงอนต่อก็ได้นะผมจะได้ไปเอง”  

“ไม่เอาไม่ให้ไปเอง! ฮึ่ม! คุณนี่มันร้ายนะไฟไม่ต้องกลั้นยิ้มเลยนี่ผมว่าคุณอยู่นะ อย่างคุณต้องเจอพี่โอ้รับรองว่าขำไม่ออกแน่” ถึงสายตาจะมีความแง่งอนอยู่บ้างแต่ชามขนมจีนถูกคนตรงหน้าให้ความสนใจอีกครั้ง โดยไม่ใส่ใจต่อเสียงหัวเราะเบา ๆ ของผม ให้มันได้อย่างนี้สิผู้กองภัทรขี้งอนแถมขี้ขู่อีกว่าแต่พี่โอ้ที่เขาพูดถึงนี่ใครกันนะ หลายเดือนที่ได้รู้จักกันมาเพิ่งเคยได้ยินคนตรงหน้าพูดถึงชื่อนี้แฮะ 

“ครู แสงไฟ ไฟ!”  

เฮือก! “เรียกเบา ๆ ก็ได้ครับคุณทหาร ตะโกนซะตกอกตกใจหมดเลย” 

“ก็ผมเรียกคุณครูแล้วแต่ครูเอาแต่นั่งเหม่อนี่นา ผมจ่ายเงินแล้วไปกันเถอะครูจะไปกาดหลวงไม่ใช่เหรอ” ไม่ใช่แค่คำพูดแต่มือของเขาเอื้อมมาจับมือผมให้ลุกเดินตามไปด้วยกัน โดยไม่อาทรร้อนใจต่อสายตาใครที่มองมาเลยสักนิด 

“เอ่อ ไม่ต้องจับมือหรอกผมเดินเองได้ปล่อยเถอะครับ” 

“ผมรู้ว่าไฟเดินเองได้ แต่แค่กลัวว่าถ้าปล่อยให้ไฟได้เดินเองแล้วไฟจะเดินหนีไปโดยที่ผมคว้าตัวไว้ไม่ทันน่ะสิ เราคงมีเรื่องให้ต้องเปิดใจพูดคุยกันอีกเยอะ แต่ผมจะไม่เร่งอะไรทั้งนั้นผมไม่รีบผมรอเก่งนะคอยดูสิ” เมื่อพยายามจะชักมือกลับแล้วแต่ต้านทานเรี่ยวแรงทหารหนุ่มไม่ไหว ผมก็ได้แต่จำใจเดินจับมือไปกับเขาจนถึงรถ  

ทุกก้าวที่เดินผมเฝ้าแต่ถามตัวเองว่าอึดอัดกับการกระทำนี้ไหม หวาดกลัวกับเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือเปล่าสุดท้ายแล้วความหวาดกลัวที่สุดก็คือ ถ้าบางสถานการณ์ที่เคยเจอมันไหลวนกลับมาอีกครั้งหัวใจผมจะตั้งรับกับมันได้อีกไหม 

“ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมมีใครในฐานะคนรักครับ แต่สักวันถ้าผมพร้อมและในวันนั้นคุณภัทรยังยืนอยู่ตรงนี้ผมก็จะไม่วิ่งหนีอะไรอีกแล้ว”  

“ขอบคุณสำหรับเรื่องราวในวันข้างหน้า เรื่องราวที่สัญญาว่าผมจะไม่หายไปไหนจะอยู่จนกว่าไฟไม่ต้องการผม” คำว่าไฟถูกเอ่ยมาหลายครั้งแล้ว แต่ที่ไม่ได้ทักท้วงอะไรเป็นเพราะผมไม่อึดอัดใจกับการขยับเข้ามาใกล้ชิดอีกนิดของคนที่ตาจ้องมองถนน มือทั้งสองที่จับพวงมาลัยรถเอาไว้มันดูมั่นคงแข็งแรงจนผมรู้สึกอุ่นใจเหลือเกิน  

“ไฟขอโทรศัพท์หาเพื่อนก่อนนะครับ ป่านนี้คงบ่นแย่แล้วที่ไฟไม่โทรไปหาสักที” คำว่าไฟของผมทำให้รถถึงกับถลาไปอีกเลนแวบหนึ่ง ก่อนที่เจ้าของรถจะควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในหมวดปกติ ถึงจะไม่หันไปมองเต็มตาแต่ก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังยกยิ้มอย่างมีความสุข งั้นผมควรเติมความสุขให้เขากับตัวเองอีกนิดสินะ  

ตรู๊ด “ถึงตั้งนานแล้วทำไมถึงเพิ่งโทรหากูหา!” 

“อย่าเพิ่งด่าสิจินแบตเราหมดน่ะเพิ่งขอที่ร้านอาหารชาร์ตตอนกินข้าวนี่เอง เราถึงอย่างปลอดภัยแล้วกำลังไปซื้อของที่กาดหลวงให้เด็ก ๆ จินไม่ต้องเป็นห่วงนะเดี๋ยวต้นเดือนธันวาเราจะลงมาในเมืองอีกครั้ง แล้วค่อยคุยกันเรื่องที่จินจะมาหาเราสิ้นปีนี้ไงเรามีคนจะแนะนำให้รู้จัก” 

“ใครบอกมาตอนนี้เลย! นี่อย่าบอกนะว่ามึงแอบไปมีลูกมีเมียซุกที่ดอยอะ ไอ้ไฟถ้าเป็นอย่างนั้นจริงกูจะจิกหัวลากมึงกลับมาอยู่กรุงเทพซะเลย มึงจะมีเมียเป็นคนอื่นไม่ได้เพราะถ้ามึงมีเมียคนที่เป็นเมียมึงต้องเป็นกูเท่านั้นเข้าใจไหม!” จากนั้นเสียงแว้ดของปลายสายยังคงดังลั่นทั้งบ่นทั้งด่าทั้งคาดคั้นจนผมถึงกับหัวเราะออกมาเต็มเสียง  

อืม..นี่คงเป็นเสียงหัวเราะครั้งแรกในรอบหลายปีสินะ แต่ผมมั่นใจเหลือเกินว่ามันต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน 

 

***ทุกความฝันเราไม่อาจไขว่คว้าได้ทุกอย่าง แต่ขอให้บางความฝันมันเป็นความจริงบ้างก็พอ 

มาแล้วนะคะมาช้าไปนิดฟางเพิ่งถึงบ้าน ตอนแสงไฟในรันเวย์จะอีกทีคือบทของพี่เวย์ในตอนที่56/57นะคะ แต่ระหว่างทางจะมีการเอ่ยถึงอยู่เรื่อย ๆ ตอน57นี่เตรียมผ้าเช็ดหน้าด้วยนะคะ  

วันหยุดที่ผ่านมาฟางเอาปกไปแปะที่เพจแล้วนะคะ ปกสวยนะเพราะฟางให้โรงพิมพ์ทำแค่ปกมาให้ดูแล้วสวยมากทีเดียว วันพฤหัสที่3ท่านใดอยากจับจองเข้ามาจับจองได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36 นะคะ 

วันศุกร์ที่ผ่านมาฟางไปหาหมอมาแล้วผลเลือดแย่มากค่ะ ตอนนี้คุณหมอให้ฟางกลับมาทานยาอีกครั้งรอบนี้อัดยาเช้าละสามเม็ดทีเดียว มกราคมปีหน้าคุณหมอจะส่งไปกลืนแร่อีกครั้งที่รพ.รามาค่ะ  

วันนี้ขอตัวแค่นี้ก่อนเน้อ ขอบคุณทุกข้อความทุกการร่วมพูดคุยทุกการแลกเปลี่ยนความเห็นทุกกำลังใจ ถ้า30ทำงานยังแจ๋วฟางจะเอาตอนหน้ามาวันพุธนะคะ เป็นตอนของพี่น้ำต่อปากต่อคำกับคุณท่านเน้อจ้าว 

ความคิดเห็น