ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 : สองแฝด

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 : สองแฝด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2563 09:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 : สองแฝด
แบบอักษร

สองแฝด 

 

ครั้งล่าสุดที่ผมไปอัลตร้าซาวด์เจ้าตัวน้อยที่โรงพยาบาล นับวันท้องของผมก็ยิ่งโตขึ้น พี่นิดจึงอนุญาตให้ผมหยุดพักลางานที่ร้านเป็นเวลากว่าสองเดือนก่อนคลอดเจ้าตัวน้อย เพราะผมไม่สามารถยืนด้านหน้าเคาน์เตอร์เป็นเวลานานได้อีก ผมจึงใช้เวลาว่างกับการวาดรูปให้กับคุณฟาโรห์ ที่ผมยังคงติดต่อเรื่องงานกับเขาอยู่ นั่งวาดอยู่ภายในร้านของพี่นิดที่มีลูกค้าหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปมา ไม่ได้อุดอู้อยู่แต่ภายในห้องเพียงลำพัง 

"นมสดอุ่นจ้ะ" 

"ขอบคุณครับ" 

ผมเงยใบหน้าขึ้นจากกองกระดาษที่กำลังบรรจงวาดอย่างตั้งใจ พี่นิดวางแก้วนมอุ่นให้ผมบนโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกันกับผม สายตาของเธอมองไปยังภาพวาดของผมด้วยรอยยิ้ม 

"ช่วงนี้วาดเกี่ยวกับเด็กบ่อยนะ" พี่นิดเอ่ยแซว ผมก้มหน้าหงุด แก้มทั้งสองข้างร้อนผ่าวเพราะมันเป็นไปอย่างที่พี่นิดพูดถึงจริงๆ ที่ช่วงนี้ผมมักจะวาดรูปเกี่ยวกับเด็กๆ เสียส่วนใหญ่ นอกจากรูปที่ผมทำขายแล้ว ผมยังทำให้กับเจ้าตัวน้อยเพื่อเป็นของขวัญให้กับพวกเขายามพวกเขาโตขึ้น ภาพวาดของเด็กตั้งแต่อยู่ภายในครรภ์ที่มีพัฒนาการไปทุกๆ เดือน 

"ตอนนี้พี่ตื่นเต้นมาก ที่อีกไม่นานจะได้เจอกับเจ้าสองแฝด ที่ร้านคงไม่เงียบเหงาถ้ามีเด็กๆ วิ่งซุกซนไปมา" 

"ผมเองก็เช่นกัน ตื่นเต้นที่จะได้เจอกับพวกเขา ขอบคุณมากนะครับสำหรับการช่วยเหลือ" ผมลูบลงบนหน้าท้องของตัวเองที่เดือนนี้ก็เข้าสู่เดือนที่เก้า อีกไม่นานก็จะได้พบหน้ากันแล้ว 

"ถ้าจะขอบคุณก็ขอบคุณเนตร เพราะเขาเป็นคนรบเร้าให้พี่รับน้ำหนึ่งมาทำงานด้วยกัน พี่ยอมรับว่าตอนแรกพี่คัดค้านเพราะว่าคนท้องจะทำงานลำบาก แต่เนตรก็พูดถึงน้ำหนึ่งให้พี่ฟังจนพี่ใจอ่อน" พี่นิดพูดขึ้นด้วยเสียงสบายเจือคำขอโทษ ผมเองก็เข้าใจ หากผมอยู่ในจุดที่พี่นิดอยู่ ผมก็คงคิดเช่นกัน 

"แล้วก็อีกอย่าง น้ำหนึ่งเป็นคนที่น่ารักและเข้มแข็งมาก ถ้าพี่อยู่จุดเดียวกับน้ำหนึ่ง พี่ยังไม่รู้เลยว่าพี่จะเข้มแข็งได้แบบนี้หรือเปล่า" 

"เด็กๆ เขาไม่ได้ผิดนี่ครับ นี่อาจจะเป็นชะตาชีวิตของผมก็ได้ที่ถูกขีดเส้นไว้แบบนี้" คราวนี้พี่นิดพูดอย่างชื่นชมผม ผมชะงักตัวไปเล็กน้อยก่อนจะก้มมองท้องของตัวเองอีกครั้งด้วยรอยยิ้มบาง ช่วงแรกที่รู้ตัวว่าท้อง ผมเองก็สับสนเช่นกันว่าชีวิตของผมจะไปในทิศทางไหน ทั้งที่ยังเรียนอยู่เพียงชั้นปีหนึ่ง ลำพังเงินที่ได้รับจากการทำงานก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  

พอมาถึงจุดนี้แล้วมองย้อนกลับไปยังจุดเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้แย่เสมอไป ผมมีพี่เนตร พี่ทาย ที่คอยให้คำแนะนำและคอยช่วยเหลือผมมาตลอด คุณฟาโรห์ที่มอบงานให้กับผมทำให้ผมมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น คุณอัคคีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม เติมเต็มช่วงเวลาอันสวยงามให้ผมได้เห็นอีกด้านที่ผมไม่เคยได้สัมผัส และตอนนี้ก็มีพี่นิด เอริโกะ ที่คอยอยู่เคียงข้างผม ทำให้ผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป 

"เข้มแข็งไม่พอ ยังมองโลกใจแง่ดีอีก พี่ยอมใจจริงๆ" 

"มันอยู่ที่มุมมองว่าเราจะมองมันต่างหากครับ" เรื่องบางเรื่อง ผมก็ไม่ได้เป็นอย่างที่พี่นิดพูดถึง ผมก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังมีโลภ โกรธ หลงภายในใจ เพียงแต่ว่าเราจะควบคุมมันได้ดีในช่วงที่กำลังเผชิญหน้ากับมันหรือเปล่าก็เท่านั้น 

"อยู่กับน้ำหนึ่งพี่รู้สึกเหมือนอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ที่มีผีเสื้อบินล้อมรอบ" พี่นิดวาดมือไปทั้งสองฝั่ง ผมเพียงยิ้มหัวเราะ ไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป 

"จริงค่ะ พี่นิด คนดีจนหนูยังกลัวเลย ว่าจะถูกใครเอาเปรียบ" เอริโกะเดินมานั่งที่โต๊ะด้วยกัน ผมจึงหันไปมองเธอที่ทำท่าทางไม่ต่างจากพี่นิด ซึ่งคำพูดของเธอมันไปสะกิดบาดแผลของผม 

"ก็เคย..." ผมตอบตัวเองเสียงแผ่ว แต่เรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมก็ไม่อยากจะนึกย้อนไปคิดถึงมันอีก ใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุขกับลูกที่กำลังจะเกิดมา และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว  

เราสามคนหยุดพูดคุยกันไม่นาน พี่นิดก็ขอตัวไปดูแลงานภายในร้านที่ยุ่งวุ่นวายในทุกวัน ส่วนเอริโกะก็ออกไปรับลูกค้าโดยมีผู้ช่วยอีกหนึ่งคนที่เข้ามาทำหน้าที่แทนผม  

พอทุกคนเดินจากไป ผมก็กลับมาทำงานตรงหน้าของตัวเองต่อ ภาพวาดที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของเด็กทั้งหมด แต่ยังมีภาพอื่น อย่างภาพของธรรมชาติปะปนอยู่เช่นกัน ผมกลับมาใช้สมาธิเพื่อบรรจงวาดมันอีกครั้ง ช่วงที่วาดผมก็มักจะลูบวนหน้าท้องของตัวเองเสมอ ที่เจ้าน้อยในช่วงนี้จะดิ้นบ่อยกว่าเดิม คงเพราะอยากจะออกมาวิ่งซนแล้ว 

"อดทนไว้นะ"  

เพราะอีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้ว... 

+++ 

"อึก พี่นิดผมปวดท้อง" เช้าของอีกวัน ผมที่นั่งวาดรูปอยู่ภายในร้านตรงโต๊ะตัวเดิมก็ต้องนิ่วหน้า จนดินสอที่ถือบนมือหล่นกลิ้งตกลงพื้น เมื่อความเจ็บปวดโลดแล่นเข้ามาจนผมถึงกับงอตัวเองไปด้านหน้า พี่นิดตกใจมากที่เห็นผมดูเจ็บปวดก่อนจะตะโกนดังเรียกเอริโกะที่อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์คิดเงินให้กับลูกค้า 

"พี่ฝากร้านหน่อยนะ" 

"ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันตามไปนะหลังเลิกงาน น้ำหนึ่ง" 

เอริโกะเองก็ดูลนลานที่เห็นสภาพของผม ผมไม่สามารถตอบคำถามของใครได้เลย เพราะความเจ็บปวดที่กัดกินผมในตอนนี้ พี่นิดช่วยพยุงร่างกายผมไปขึ้นรถที่จอดอยู่ตรงหน้าร้านแล้วขับออกไปทันที ช่วงที่รถติดก็หันมามองหน้าผมอย่างเป็นห่วงตลอด 

"อดทนไว้นะน้ำหนึ่ง ใกล้จะถึงโรงพยาบาลแล้ว" 

"คะ...ครับ" 

ผมตอบพี่นิดกลับไปเสียงแผ่ว เด็กๆ คงอยากจะออกมากันแล้ว ทั้งที่ช่วงเวลานัดผ่าคลอดของผมคืออีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าที่จะถึงนี้ กระทั่งถึงโรงพยาบาลผมก็ถูกพยาบาลกรู่เข้ามารายล้อมแล้วพาผมไปยังห้องผ่าคลอดอย่างเร่งรีบ โดยพี่นิดก็ตามผมมาติดๆ และสื่อสารกับคุณหมอถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ภายในห้องคลอด ผมไม่รู้เลยว่าถูกทำอะไรบ้าง เพราะความเจ็บปวดที่ผมได้รับมันทำให้ผมน้ำตาซึมทีเดียว รับรู้เพียงอะไรบางอย่างที่ทิ่มแทงมาทางด้านหลัง หลังจากนั้นช่วงล่างของผมก็รู้สึกชาไปหมด แล้วก็ถูกคุณหมอกระทำที่ช่องท้อง เพียงไม่นาน สิ่งที่ผมรอคอยมาตลอดก็ปรากฏตรงหน้าของผม 

"แว้ แว้" เสียงของเด็กที่ถูกคุณหมอจับอุ้มออกมาจากท้องทั้งสองคน ก่อนจะถูกพยาบาลนำไปล้างตัวด้านนอก ผมมองตามไปตลอด ทั้งที่ตอนนี้คุณหมอคงกำลังเย็บแผลหน้าท้องให้กับผม เขายิ้มให้กับอาการของผม จนผมเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะถูกพาไปยังอีกห้องที่น่าจะเป็นห้องพักฟื้น  

ความเจ็บปวดก่อนหน้าและตอนนี้เหมือนจะหายไปปลิดทิ้ง เมื่อความรู้สึกของผมติดค้างไปกับลูกที่ถูกพยาบาลพาออกไปก่อนหน้านี้ 

"เดี๋ยวเด็กๆ ก็มาแล้ว เมื่อกี้พี่ไปดูมา ช่างน่ารักน่าชัง" พี่นิดเดินเข้ามาในห้องที่ผมพักฟื้นและบอกผมให้สบายใจ แต่ผมก็อยากเจอหน้าลูกแล้ว ก่อนพยาบาลจะเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรถเข็นเด็ก พี่นิดก็พูดกับพยาบาลบางอย่างก่อนจะหันมามองผมที่เอาแต่ชะเง้อหาลูกอยู่บนเตียงนอน 

"พยาบาลบอกว่าเด็กๆ แข็งแรงมาก สองสามวันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ เด็กผู้หญิงคลอดออกมาก่อน ส่วนเด็กผู้ชายคลอดทีหลัง"  

"ครับ" 

ผมเพียงพยักหน้ารับ ก่อนเด็กน้อยทั้งสองที่ถูกพันด้วยผ้าสีขาวสะอาดจะถูกส่งมาให้ผมข้างเตียงนอนเพราะท้องของผมยังมีแผลผ่าคลอด ผมยิ้มมองพวกเขาที่หลับตาพริ้มต่างจากเสียงร้องที่อยู่ในห้อง มันดีใจ มันตื้นตันใจไปหมด จนผมไม่อาจกักเก็บน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย 

"ลูก" ผมสัมผัสลงบนแก้มของเจ้าตัวน้อยสองคน เด็กๆ ยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้ผมได้สัมผัสเขาอย่างที่ต้องการ 

"คนนี้เหมือนน้ำหนึ่งมากเลย ส่วนอีกคนก็เค้าโครงหล่อเหล่าตั้งแต่เด็ก" พี่นิดชี้ไปยังลูกสาวที่ถอดแบบมาจากผม ส่วนอีกคนนั้นกลับเป็นอย่างที่พี่นิดพูดไม่มีผิด 

"เพราะยังเด็กก็อาจจะยังดูไม่ออก ต้องโตกว่านี้เสียหน่อย"  

"เขาอาจจะเหมือนพ่อของเขาก็ได้ครับ" ผมก้มมองดูลูกชายอีกครั้งก่อนจะพูดออกไปอย่างไม่ยินดียินร้าย พ่อของเด็กๆ ที่ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นใครในคืนนั้น 

"ถ้าสมมติว่าพ่อเขากลับมา น้ำหนึ่งจะทำอย่างไร" 

"อ่า...ผม" คำถามของพี่นิด ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงจุดนี้ ว่าหากเขารู้เรื่องว่าผมมีลูกกับเขา ผมจะต้องรับมืออย่างไร 

"พี่ก็แค่ถาม อย่าเพิ่งคิดมากตอนนี้เลย เพราะวันนี้เป็นวันที่ดีของสองแฝดนะ" 

"นั่นสิครับ" จริงอย่างที่พี่นิดพูด วันนี้เป็นวันที่ดีที่เด็กๆ ลืมตาขึ้นมาดูโลก ผมควรจะมีความสุขให้มากกว่านี้ 

"แล้วน้ำหนึ่งจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร"  

"ผมคิดไว้แล้วครับ" คิดตั้งแต่ตอนที่ลูกอยู่ในท้อง ว่าผมตั้งใจจะให้ลูกชื่อคล้องจองกับใครบางคน ชายหนุ่มที่เป็นแบบอย่างที่ผมชื่นชม ชายหนุ่มที่เก่งและเพียบพร้อมไปทุกอย่าง 

"เด็กผู้หญิงผมตั้งชื่อว่า วาริน ส่วนเด็กผู้ชายผมตั้งชื่อให้ว่า วายุครับ" ชื่อที่มีความหมายว่าสายน้ำและสายลม เหมือนกับใครคนนั้นที่ผมยังคงนึกถึงเขาอยู่เสมอ 

"วารินกับวายุสินะ ชื่อน่ารักมาก" ผมเพียงยิ้มให้กับพี่นิด ก่อนพี่นิดจะขอผมอุ้มเจ้าตัวน้อย แต่เหมือนพอถูกคนอื่นที่ไม่ใช่ผมสัมผัสก็ร้องโวยวายกันยกใหญ่ จนพี่นิดหน้าเจื่อนยอมวางลงที่เดิม 

"เดี๋ยวพี่ไปติดต่อเรื่องขอน้ำนมกับทางโรงพยาบาลให้นะ" 

"ขอบคุณครับ" ผมยิ้มอย่างขอบคุณ เพราะผมไม่ได้มีน้ำนมให้กับเด็กๆ คุณหมอจึงแนะนำให้ผมซื้อจากเหล่าคุณแม่ที่มีลูกกันในช่วงนี้ เพราะอย่างไรน้ำนมจากอกแม่ก็สำคัญกับลูกในช่วงหกเดือนแรก ถึงแม้ผมจะไม่สามารถให้ลูกได้ ผมก็จะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาแทน 

"เป็นเด็กดีกันนะครับ" 

"แอ้" 

ผมยิ้มหัวเราะยามเจ้าตัวน้อยตอบกลับมา ตอนที่ผมใช้ปลายนิ้วเขี่ยแก้มกลมๆ ของทั้งสองคนอย่างมันเขี้ยว โดยเฉพาะวารินที่ดูจะโวยวายมากเป็นพิเศษ ต่างจากวายุที่เอาแต่นอนนิ่ง แต่ก็มีตอบกลับมาบ้างบางครั้ง ผมนอนดูลูกอยู่อย่างนั้นด้วยรอยยิ้ม ชีวิตหลังจากนี้ของผมคงไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไปเพราะมีพวกเขามาเติมเต็ม 

 

+ + + + + + + + + + + + + + 

ความคิดเห็น