ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 : ออกเดินทาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 : ออกเดินทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2563 10:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 : ออกเดินทาง
แบบอักษร

ออกเดินทาง 

 

วันแล้ววันเล่าที่ผมรอคอยใครสักคนตอบกลับมาผ่านโทรศัพท์ที่เขาได้ทิ้งไว้ให้ ได้แต่เฝ้ารอคอยเขาแต่เหมือนการรอคอยของผมจะสูญเปล่า เมื่อเขาไม่เคยตอบกลับข้อความของผมที่ส่งไปให้สักครั้งเดียว จนมาถึงตอนนี้ผมก็เรียนจบชั้นปีหนึ่งแล้ว ระยะเวลาที่เราไม่ได้เจอกัน ผมไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่มันกลับนานในความรู้สึกของผม

คุณอัคคีเขาหายไปอยู่ที่ไหน...

หรือว่าเขาจะลืมผมแล้ว ผมมองโทรศัพท์อยู่อย่างนั้นอีกสักพัก ได้แต่หวังว่าการรอคอยของผมอาจจะสมหวังในช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่แล้วมันก็จบลงแบบเดิม ผมถึงได้วางโทรศัพท์ลงและออกจากห้องเพื่อเดินทางไปยังจุดนัดพบกับพี่เนตร

การคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น

ตรงร้านกาแฟใกล้กับมหาวิทยาลัย ที่เดิมที่ผมเคยนัดหมายกับคุณฟาโรห์เพื่อส่งมอบผลงานให้เมื่อนานมาแล้ว พี่เนตรนั่งรอผมอยู่ก่อนแล้วและข้างกันก็มีพี่ทายนั่งอยู่ด้วย

"ไม่เจอกันนานเลยนะน้ำหนึ่ง" พี่ทายเอ่ยเสียงทักทายผม ผมยิ้มก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกันกับทั้งสองคน

"ครับ ช่วงใกล้เรียนจบผมยุ่งมากทีเดียว" เพราะไหนจะเรื่องเอกสารขอยื่นหยุดเรียน เตรียมการสอบปลายภาค และการเดินทางไปพบคุณหมอเพราะผมไม่เหมือนกับคนท้องทั่วไป ผมเป็นเคสพิเศษที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วงนั้นผมรู้สึกเครียดมากแต่ก็ต้องพยายามผ่อนคลายอารมณ์ของตัวเอง เพราะมันอาจจะส่งผลต่อเจ้าตัวน้อยภายในท้อง

"มีอาการแพ้อะไรไหมช่วงนี้" พี่ทายยังคงถามผมอย่างเป็นห่วง ผมวางมือลงบนหน้าท้องของตัวเองที่อายุครรภ์กำลังเข้าสู่เดือนที่สี่ มันจึงโตพอที่จะเหมือนกับผู้ชายลงพุง ผมพยายามหาเสื้อตัวใหญ่มาปิดแต่มันก็ยังคงปิดไม่มิดอยู่ดี

"ไม่ครับ เขาเป็นเด็กดี" ตั้งแต่ที่ผมตั้งครรภ์มาจนถึงตอนนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกแพ้อะไรเป็นพิเศษ นอกเสียจากว่าผมจะชอบดื่มน้ำมะพร้าวมากๆ ครับ กลิ่นหอมของน้ำมะพร้าวทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ รสของน้ำมะพร้าวทำให้ผมรู้สึกสดชื่นและสบายท้อง เจ้าตัวน้อยคงชอบ ผมจึงหาติดห้องมากเป็นพิเศษ แต่จะเลือกเป็นน้ำมะพร้าวแท้มากกว่าน้ำมะพร้าวที่มีส่วนผสมของอย่างอื่นเจือจาง เพราะอยากให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่คนอย่างผมจะหาได้

"จะว่าไปแล้ว ท้องของน้ำหนึ่งดูโตกว่าปกตินะ" คราวนี้เป็นเสียงของพี่เนตร มันทำให้ผมชะงักเล็กน้อยกับคำพูดของเขา ซึ่งผมเองก็เคยคิดมาตลอดว่าท้องของผมนั้นดูโตกว่าครรภ์ปกติทั่วไปในช่วงอายุครรภ์วัยเดียวกัน แต่คุณหมอก็บอกว่าครรภ์ของผมปกติ เด็กอาจจะตัวโตหรืออะไรก็ตามแต่ จะรู้ผลอีกทีก็ตอนที่ผมพร้อมจะเข้าไปตรวจเดือนที่ห้าที่หกในการตรวจอัลตร้าซาวด์หน้าท้องเพื่อดูเพศของลูก

"สงสัยเด็กจะโตมากแน่ๆ ครับ" ผมยิ้มบาง หลังจากเรื่องเด็กในท้องของผม คราวนี้พี่เนตรก็พูดถึงเรื่องการเดินทางอย่างจริงจัง แม้ภายในใจของผมจะแอบหวั่นที่จะต้องจากที่นี่ไปทำงานถึงต่างประเทศ แต่เพื่อลูก ผมจำเป็นต้องทำ เพราะหลังจากนี้ผมไม่สามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมด ยิ่งครรภ์ของผมโตขึ้น ผมยิ่งต้องมีใครคอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย

"อีกหนึ่งอาทิตย์หลังจากนี้ เราจะออกเดินทางทันที"

"ครับ" ผมพยักหน้ารับคำจากพี่เนตร การเดินทางครั้งนี้ที่พี่เนตรร่วมเดินทางไปกับผมด้วย ก่อนชายหนุ่มข้างกายพี่เนตรจะพูดขึ้นมาบ้าง

"อย่าลืมส่งข่าวมาให้พี่บ้าง จะจากกันแล้ว พี่แอบเหงาเหมือนกัน"

"ได้ครับพี่ทาย" เพราะพี่ทายก็เป็นคนที่ผมเคารพนับถือเป็นพี่ชายคนหนึ่ง แน่นอนว่าผมไม่มีทางลืมและการจากกันครั้งนี้ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เพราะคงไม่ได้เจอกันอีกพักใหญ่

หลังจากแยกตัวกับพี่เนตรและพี่ทาย ผมก็กลับมายังห้องของตัวเอง กิจกรรมหลังจากเรียนจบของผมก็ยังคงไม่แตกต่างจากช่วงเรียนนัก ผมรับงานวาดรูปอยู่แต่ภายในห้อง บางครั้งผมก็ออกไปนั่งร้านกาแฟที่อยู่บริเวรหอพักเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แทนการออกไปที่ไหนไกลๆ เพราะหากเกิดเหตุสุดวิสัย แล้วผมเป็นอะไรไปจะลำบาก

ผมถึงเลือกที่จะอยู่กับห้องมากกว่าการออกไปข้างนอก

และงานในวันนี้ของผม กับภาพที่คุณฟาโรห์ให้ผมได้สรรสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง ซึ่งนานทีเดียวกว่าผมจะเลือกวาดมันออกมาสามภาพ จากเมื่อก่อนที่ผมมักจะวาดรูปธรรมชาติและรูปเสมือน แต่ในตอนนี้ผมเริ่มชอบวาดรูปเกี่ยวกับเด็กขึ้นมาเสียแล้วสิ ผมจึงเลือกบรรจงวาดเกี่ยวกับเรื่องราวของเด็ก ที่ตั้งแต่ช่วงวัยทารกไปจนถึงวัยเติบใหญ่จนเข้าสู่วัยเรียน

จินตนาการของผมเป็นรูปเด็กชายและเด็กหญิงสองคนที่อยู่ด้วยกัน เพราะผมเลือกไม่ถูกว่าจะวาดผู้ชายหรือผู้หญิงจึงเลือกวาดทั้งสองคน และผู้ปกครองของเด็ก ผมเผลอจินตนาการรูปของคุณอัคคีจนตอนนี้กลายเป็นภาพเขาไปเสียแล้วที่กำลังจ้องมองเด็กทั้งสองคนที่กำลังเล่นอยู่ตรงกองทรายข้างสนามเด็กเล่น ภาพเพียงด้านข้างของเขา ผมหวังว่าจะไม่มีมีใครรู้ถึงที่มาที่ไป ไม่เช่นนั้นผมคงรู้สึกเขินอายมากทีเดียว

ส่วนภาพที่สองกับภาพที่สามผมยังคงวาดเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กและชายหนุ่ม ผมยิ้มทุกครั้งยามเห็นภาพนี้และผมคิดว่าคุณฟาโรห์จะต้องชอบแบบผม

"ถึงเวลาแล้วสิ" นั่งวาดไปนานทีเดียว ผมก็แบกท้องตัวเองไปรับอากาศนอกหน้าต่าง ตอนนี้เป็นช่วงเวลายามเย็น แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มจางหายไปเป็นความมืดมิดของราตรี

ยามมองอยู่เช่นนี้ทำให้ผมหวนคิดถึงใครอีกคนขึ้นมา หยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่บนเตียงมามองบนหน้าจอ ก็ไร้วี่แววการตอบกลับจากชายหนุ่ม ในใจก็ภาวนาขอให้เขาปลอดภัย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามที

เช้าในวันนี้ ก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นช่วงเวลาที่คุณฟาโรห์นัดรับงานจากผม ที่ด้านล่างหอพักของผมแทนการไปร้านกาแฟ ผมเร่งรีบมากทีเดียวเมื่อผมนอนตื่นสายเพราะเจ้าตัวน้อยดูเหมือนจะชอบหลับมากเป็นพิเศษ ผมกลัวว่าจะให้เขารอนานเหมือนนัดครั้งที่แล้ว ร้อนรนจนรีบเดินออกจากห้องไม่ทันระวังตัว ตรงทางเดินจนเผลอชนกับใครเขาเข้าอย่างจัง

ตุ๊บ!

"อ๊ะ" ผมเซเล็กน้อย โชคดีที่ไม่ได้ล้มลงไป แต่ของที่ผมถือกลับตกเรี่ยราดไปที่พื้นจนต้องค่อยๆ ก้มเก็บขึ้นมา

"เป็นอะไรหรือเปล่า"

"ผมผิดเองขอโทษนะครับ" หญิงสาวตรงหน้าของผมยื่นมือมาให้ผมจับ ผมยิ้มแห้งกล่าวขอโทษเธอที่ทำให้เจ็บตัวในครั้งนี้เพราะความประมาทของตัวเอง

"ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ไม่ระวัง" เธอยังคงมองผมอย่างเป็นห่วง เมื่อรู้ว่าต่างฝ่ายต่างไม่เป็นอะไรก็แยกย้ายกันตรงทางเดิน ผมหยุดชะงักครู่หนึ่งเมื่อก้มมองโทรศัพท์บนมือที่คุณอัคคีซื้อให้ มันเปิดเครื่องไม่ติด คงเป็นตอนที่ผมเกือบล้มลงไปแล้วเครื่องก็ตกพื้น แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องของคุณฟาโรห์ต้องมาก่อนเมื่อมันสายมากแล้วจริงๆ

"ขอโทษอีกครั้งนะครับ ที่ผมมาสายอีกแล้ว" ผมยิ้มแห้งเมื่อให้เขาต้องนั่งรอที่ด้านล่างนานทีเดียว วันนี้คุณฟาโรห์เดินทางมาพบผมตามลำพังไร้ซึ่งชายคนนั้นที่ผมเคยเจอครั้งหนึ่ง

"ไม่เป็นไร แค่นี้ฉันรอได้" คุณฟาโรห์ว่าปัดคำขอโทษจากผม ผมรีบหยิบผลงานมาให้เขาดู เขารับไปพิจารณา หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นจนผมแอบหวั่นว่าเขาอาจจะไม่ชอบผลงานของผมหรือเปล่า

"นี่เธอวาดเองทั้งหมดใช่หรือเปล่า"

"ครับผมทำเอง" ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อย ยามถูกคุณฟาโรห์ชักถามถึงที่มาที่ไปของภาพ

"ฉันขอถามแรงบันดาลใจหน่อยได้ไหม" ตอนนี้เราสองคนนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกัน ผมจึงหยิบทั้งสามภาพมาอธิบายให้เขาฟังถึงแรงบันดาลใจในครั้งนี้เกี่ยวกับภาพของเด็กหญิงและเด็กชายรวมถึงภาพด้านข้างของชายหนุ่ม โดยเลี่ยงคำพูดที่เชื่อมโยงกับตนเอง เพราะเรื่องที่ผมท้อง ผมไม่อยากให้ใครรู้มากไปกว่านี้ แม้ว่าเราจะทำงานด้วยกันก็ตามที

"อืม ที่ฉันถามไม่ใช่ว่าภาพมันไม่ดี มันดีมากเลยต่างหากจนไม่คิดว่าเธอจะทำออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด" จากปลายคิ้วที่ขมวดกันของคุณฟาโรห์ก็คลายลงและกลับมายิ้มกว้างอีกครั้ง มันทำให้ผมยิ้มได้บ้างแล้วว่าผมนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด

"เรื่องที่บอกว่าจะไม่รับงาน จริงหรือเปล่า" คุณฟาโรห์ทำหน้าเสียดายที่ผมไม่สามารถรังสรรผลงานให้กับเขาได้อีกต่อไป ผมเกรงว่าการทำงานนี้จะกระทบกับงานที่ผมจะทำให้พี่เนตร แต่ถ้าวันหยุดผมอาจจะเฉียดเวลามาทำให้ได้บ้าง

"ครับ ผมกลัวกระทบกับงานที่ผมต้องทำหลังจากนี้ แต่ว่าถ้าผมว่างผมจะทำให้คุณ" ผมยิ้มตอบเขา คนที่นั่งตรงข้ามจึงยิ้มขึ้นมาได้บ้างกับคำตอบของผม

"แค่เธอยอมทำงานให้ฉันต่อก็ดีมากแล้ว" คุณฟาโรห์ยิ้มดีใจอย่างเด็กๆ มันทำให้ผมยิ้มตามเขา ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็ดูดีเสมอ เป็นคนที่ไม่ถือตัวและเข้าถึงได้ง่าย ใครที่ได้รู้จักกับเขาคงมีความสุขน่าดู

"อ๊ะ โทรศัพท์ขอโทษนะ แต่ฉันขอออกไปรับก่อน"

"ครับ"

คุณฟาโรห์รีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าเมื่อมีใครโทรเข้ามา ซึ่งผมเองก็ขอตัวกลับไปที่ห้องเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ก้มมองมือถือที่ผมเผลอทำตกแล้วได้แต่ทำหน้าเศร้า หากคุณอัคคีติดต่อกลับมา ผมจะรู้ได้อย่างไร

แต่อีกใจผมก็คิดว่ามันอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เป็นแบบนี้ เพราะตลอดหลายสัปดาห์เขาก็ไม่ติดต่อผมกลับมา และพรุ่งนี้ผมก็ต้องเดินทางแล้ว ผมกับเขาเราคงไม่มีวาสนาต่อกัน

การได้เจอเขาครั้งหนึ่งในชีวิต มันคือความโชคดีของผมแล้วจริงๆ

"น้ำหนึ่งพร้อมแล้วใช่หรือเปล่า" เช้าวันนี้พี่เนตรมารับผมที่หอพักแต่เช้าเพื่อช่วยผมยกของไปขึ้นรถ เพราะผมไม่สามารถยกของหนักได้อีกแล้ว ลำพังเพียงก้มตัวลงมันก็รู้สึกปวดหลังไปหมด

"ครับพี่เนตร" ผมยิ้มให้กับพี่เนตรทั้งที่ในใจก็ยังแอบหวั่นกับการเดินทางและการทำงานในสถานที่ใหม่ๆ พี่เนตรพูดให้ผมคลายกังวลตลอดระยะทางจากหอพักไปยังสนามบินและรอเครื่องอีกราวๆ หนึ่งชั่วโมง ผมวางมือลงบนหน้าท้องของตัวเอง พร่ำบอกว่าทำถูกแล้ว เพื่อลูกของผมและอนาคตของผมต่อจากนี้

กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา

 

 

+ + + + + + + + + + + + + + 

ความคิดเห็น