facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 พันธนาการในจิตใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 พันธนาการในจิตใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 399

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2563 01:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 พันธนาการในจิตใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 19

 

เมื่อ ฉีลู่ชิง และ ฉีจิ้นฝู กลับไป... ทางผู้ว่าจินหง ก็ยังคงส่ง มือปราบ สองคนมาเฝ้าระวังเช่นเคย โดยใช้ข้ออ้างเดิมในการรวบรวมหลักฐาน เพื่อควบคุมตัวของ ซุน เอาไว้ในจวน... ซึ่งตัวของเด็กหนุ่ม ก็เริ่มแน่ชัดแล้วว่าทั้งหมดเป็นเพียงคำกล่าวอ้าง... 

 

“หากข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป ก็ใช่ว่าจะใช้นามของตระกูลฉีครอบกะลาหัวได้ตลอดรอดฝั่ง... กลุ่มคนที่จับตัว เหล่าซือ ไป ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรากฏตัวออกมา คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ข้าจะไปจากที่นี่...” ซุน กล่าวพึมพำในจิตสำนึก  

 

เด็กหนุ่ม ตัดสินใจที่จะหลบหนีไปภายในคืนนี้... 

“เฒ่าชีเปลือย คืนนี้คงต้องไหว้วานให้เจ้าช่วยเหลือแล้ว...” 

 

แต่ทว่า... สีหน้าของเฒ่าชรากลับนิ่งเฉยกว่าทุก ๆ ครา 

ได้สิ... ข้ายินดีจะช่วยเหลือเจ้า หากแต่ข้ามีข้อแม้อย่างหนึ่ง” 

 

ซุน เกาศีรษะเบา ๆ  

“ได้ ๆ คราวนี้ข้าจะหาเนื้อเลิศรส และอาหารชั้นยอดมาเลี้ยงเจ้าเลย...” 

 

เฒ่าชีเปลือย ส่ายหน้าเบา ๆ ท่าทีสงบน่ากลัว... 

“ข้าไม่ต้องการของเหล่านั้นอีกแล้ว... ตลอดสองปีที่ผ่านมา ข้ามิได้จ้ำจี้จ้ำไชในสิ่งที่เจ้าได้เลือกและกระทำ เพราะถือว่าเป็นการปล่อยให้เจ้าเรียนรู้ ให้เข้าใจดินแดนแห่งนี้ด้วยตนเอง... แต่ตอนนี้หลังจากที่ข้าได้เห็นถึงความเป็นจริง ยกตัวอย่างชายชราพ่อบ้านที่เข้ามาเมื่อครู่นี้ คนผู้นั้นสามารถทำให้ทุกคนภายในจวนแห่งนี้ ต้องก้มหน้าต่ำมิกล้าสบตา จากอำนาจและความแข็งแกร่งที่พึงมี... 

 

ซุน... เจ้าเห็นเช่นนั้นแล้ว ไม่รู้สึกอะไรบ้างงั้นหรือ?! เจ้ายังอยากเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อาศัยกลอุบายเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ อย่างนั้นหรือ?! ไม่คิดที่จะครอบครองอำนาจ ที่สามารถควบคุมดินแดนแห่งนี้งั้นหรือ!! หากเจ้ามีสิ่งเหล่านั้น มิต้องกล่าวถึงความโชคร้ายที่เจ้าพบเจอมา แม้แต่ เหล่าซือ ก็คงไม่ถูกจับตัวไปตั้งแต่แรก!!” 

 

เสียงของ เฒ่าชีเปลือย กระแทกน้ำหนักรุนแรง  

สีหน้าดูจริงจังมากกว่าทุก ๆ ครั้ง... 

 

จนมันทำให้ เด็กหนุ่ม แสดงสีหน้าโง่งม... 

“เจ้ากำลังจะบอกอะไรกับข้า?!” 

 

“ข้ากำลังจะบอกกับเจ้าว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เจ้าควรจะก้าวเดินออกจากวิถีเดิมที่เจ้าเคยเชื่อถือ... คุณงามความดีมันไม่อาจก่อประโยชน์ ตราบเท่าที่เจ้ายังอ่อนแอ!! ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ยินยอมจะกลายเป็นปีศาจ ยินยอมถูกประนามว่าชั่วช้า เพียงเพื่อจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด!! 

 

เจ้าถูกยัดเยียดความผิดที่สังหารคนเพียงคนเดียว ทั้งที่เจ้าไม่ได้กระทำด้วยซ้ำ เพราะอะไรรู้หรือไม่?! เพราะเจ้ายังไม่เข้าใจในวิถีทางที่จะอยู่รอด และโอกาสเติบโตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร!!  

 

เจ้าเป็นเพียงผู้แก้ไข... แต่เจ้ามิใช่ผู้ควบคุม!! 

 

สังหารหนึ่งคนมีความผิด... สังหารสิบคนเป็นฆาตกร... สังหารร้อยคนเป็นมหาโจร... สังหารหนึ่งพันเป็นยอดขุนศึก... สังหารหนึ่งหมื่นเป็นวีรบุรุษ... สังหารหนึ่งแสนนั่งอาชาแม่ทัพ...  

 

สังหารหนึ่งล้าน... เหยียบย่างขึ้นสู่บัลลังก์!!  

 

นี่ถือวิถีทางของดินแดนแห่งนี้ ความถูกต้องและหน้าประวัติศาสตร์ถูกขีดเขียนไว้โดยผู้ชนะสงครามเสมอมา ตราบใดที่เจ้ายังไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้ากล่าวขึ้น เจ้าก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จในดินแดนแห่งนี้ได้ สักวันเจ้าจะต้องตายเฉกเช่นสุนัขตัวหนึ่ง!!” 

 

“!!!!!!!!!!!!” ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ใบหน้าด้านชาไปในทันที... 

 

ร่างจิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ค่อย ๆ ห่อหุ้มด้วยไอทมิฬสีดำโอบล้อม หมุนวนรอบ ๆ กาย... สีหน้าของ เฒ่าชีเปลือย บ่งบอกถึงเจตนาที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติของ ซุน อย่างเห็นได้ชัด รู้ดีว่าหากยังย่ำเท้าอยู่กับที่เช่นนี้ ซุน จะกลายเป็นเพียงเหยื่อของผู้แข็งแกร่งเท่านั้น... 

 

“เจ้าเด็กน้อย... ข้าจะให้เวลาเจ้าได้ครุ่นคิดจนกว่าจะถึงราตรีนี้ เงื่อนไขที่ข้าจะช่วยเหลือเจ้า...นั่นคือเจ้าจะต้องเริ่มต้นมันตั้งแต่วันนี้ ในการจัดการเสี้ยนหนามที่ขัดขวางเส้นทางและพันธนาการเจ้าเอาไว้ ต่อให้วันนี้เจ้าสามารถหลบหนีไปได้... มือปราบ ภายในจวนแห่งนี้ทั้งหมด ก็ต้องออกตามล่าเจ้าอยู่ดี 

 

ฉะนั้น... เจ้าจงสังหารพวกมันให้หมดเมื่อมีโอกาส!! ทั้งมือปราบ ทั้งผู้ว่า รวมถึงทุกคนภายในจวนแห่งนี้ไม่ให้หลงเหลือพยานใด ๆ เป็นทางเดียวที่เจ้าจะหนีรอดไปได้อย่างสมบูรณ์!! ข้าจะออกไปสำรวจเส้นทางรอบ ๆ จวนแห่งนี้ จับตาดูกลายเคลื่อนไหวของเหล่ามือปราบเพื่อส่งเสริมเจ้า ลองครุ่นคิดสิ่งที่ข้าพูดให้ดี ๆ เจ้ามิใช่คนโง่เขลา...ซุน” ร่างของ เฒ่าชีเปลือย ค่อย ๆ สลายไปพร้อมกับไอทมิฬที่โอบล้อม 

 

ซุน แข็งค้างแน่นิ่งไป ไม่อาจมีวาจาใดโต้แย้งได้... 

เด็กหนุ่ม จมหายอยู่กับห้วงความคิดเพียงลำพัง... 

 

“สังหารทุกคนงั้นหรือ?! แม้ข้าจะเคยกำจัดวิญญาณ เคยสังหารสัตว์ร้ายมาไม่น้อย... หากแต่ข้า ไม่เคยสังหารมนุษย์ด้วยกันมาก่อน...” ซุน กุมขมับแนบแน่น จิตใจสั่นไหวอยู่ภายใน ประหนึ่งมีดวงจิตเทพ และดวงจิตปีศาจ กำลังโต้เถียงกันถึงเหตุและผล 

 

........................................... 

 

ดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ค่ำคืนราตรีแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังคืบคลาน เด็กหนุ่ม มิได้ขยับจากตำแหน่งเดิมแต่สักนิด ยังคงจมหายลงไปในความครุ่นคิด... สายตาของ ซุน จดจ้องมายัง มือปราบ ผู้ที่เฝ้าจับตามอง ซุน อยู่ภายในห้องไม่วางตา จนอีกฝ่ายรู้สึกระแวงเสียวสันหลังแปลก ๆ  

 

หากแต่ด้วยความต่างของพลังฝีมือ ชนชั้นลมปราณสีม่วงขั้นที่ 1 ต่อให้มีเป็นร้อยคน ก็ไม่อาจทำให้ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินอย่าง มือปราบ ต้องหวั่นเกรง... ความต่างของลมปราณแต่ละชนชั้นนั้นมีไม่ต่ำกว่า 10 เท่า ทั้งด้านพละกำลังและความเร็ว  

 

ไหนจะเรื่องของวรยุทธที่ มือปราบ ย่อมได้รับการฝึกปรือมาอย่างโชกโชน ไม่มีทางที่หนอนตำราแก่เรียนผู้หนึ่งจะเทียบเคียงได้ ด้วยความชัดเจนเหล่านี้ ทำให้ มือปราบ ไม่ได้หวาดหวั่นแม้สักนิดว่าตนจะถูก ซุน เข้ามาทำร้าย... 

 

แต่ทว่า... 

 

ในสายตาที่ ซุน จดจ้องนั้น แท้จริงแล้ว ซุน กำลังจินตนาการรูปแบบการฆ่านับร้อย ๆ รูปแบบในห้วงสำนึก กลั่นกรองทั้งมนตรา ทั้งอาคม ที่เคยร่ำเรียนในการหยิบนำมาใช้... แน่นอนว่าการสังหาร ย่อมแตกต่างไปจากการต่อสู้ ไม่ได้เปรียบวัดกันที่พละกำลัง และท่วงท่าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะลงมือได้เฉียบคมกว่าก็เท่านั้น... 

 

น่าเสียดาย... ที่ในทุก ๆ รูปแบบที่ ซุน ได้จินตนาการจนสร้างเป็นภาพนิมิตในหัว จังหวะสุดท้ายที่ลงมือ เด็กหนุ่ม ล้วนแล้วแต่หยุดชะงักทั้งสิ้น!! ความเด็ดขาดให้การสังหารสัตว์ร้ายที่เคยทำได้ แทบจะเลือนหายไปจนหมด เมื่อเป้าหมายเป็นมนุษย์ด้วยกัน... 

 

“บัดซบ!! มันเพราะอะไรกันนะ”  

 

ซุน ได้แต่กดด่าตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้ว การจะสังหารใครสักคนในโลกเดิมที่ ซุน จากมา มันถือเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งยังถูกปลูกฝังให้มีความเมตตามาตั้งแต่จำความได้ เพียงการตัดสินใจไม่กี่ชั่วยาม ไหนเลยที่จะสามารถแปรเปลี่ยนแนวความคิดที่เคยยึดเหนี่ยว... 

 

ไม่นานหมอกควันสีดำพลันปรากฏ เฒ่าชีเปลือย กลับมาอีกครั้งหลังตรวจสอบเส้นทางรอบ ๆ จวนผู้ว่า รวมถึงการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ภายใน เพื่อที่จะสามารถชี้นำเส้นทางให้กับ ซุน ได้... 

 

“เป็นโชคดีของเจ้าแล้ว... เวลานี้ยอดฝีมือคนสำคัญอย่าง มือปราบเฉิน ได้ออกไปเที่ยวหอนางโลมที่ด้านนอก จึงมีเพียง มือปราบชั้นผู้น้อย ประจำการอยู่ที่นี่ราว ๆ 40 นาย และไม่มีใครแข็งแกร่งเกินไปกว่า ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน... หากรวมบ่าวไพร่ในเรือนนี้ และตัวผู้ว่าเข้าไปด้วย ก็มีราว ๆ หนึ่งร้อยเป็น เป็นจำนวนเริ่มต้นที่ไม่มากไม่น้อยในการละเลงโลหิต...” 

 

“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างในทันที... 

“หนึ่งร้อยคนเชียวหรือ...” 

 

เฒ่าชีเปลือย เห็นสีหน้าของ ซุน ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคิดอ่านเยี่ยงไร... 

“เจ้ายังตัดใจลงมือไม่ได้?!” 

 

เด็กหนุ่ม ก้มหน้าลงต่ำ ท่าทีอ้ำอึ้ง... 

“บอกตามตรง... เพียงคิดว่าจะต้องสังหารมนุษย์ด้วยกันแล้ว มือข้ากลับสั่นเทาไปหมด... มันมิใช่เพราะความหวาดกลัว แต่มันเกิดจากจิตใต้สำนึกที่พยายามปฏิเสธวิถีทางเช่นนั้น ข้ารู้สึกกับตนเองได้ว่า หากข้าได้ลงมือไปแล้ว ข้าจะไม่มีทางหวนกลับสู่วิถีเดิมได้อีก... ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายมันอย่างไรให้เจ้าเข้าใจ แต่คิดว่าข้าคงทำไม่ได้...” 

 

ซุน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสลด มือของข้างกำแนบแน่นคล้ายกำลังต่อสู้กับบางสิ่ง... เฒ่าชีเปลือย ขมวดคิ้วเล็กน้อย เท่าที่ตนได้ติดตาม ซุน มาตลอดสองปี ทุกการกระทำและตัดสินใจของเด็กหนุ่มนั้นมักจะเด็ดขาดอยู่เสมอ แต่พอเป็นเรื่องทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน กลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง... 

 

เฒ่าชีเปลือย ลอยวนเวียนอยู่รอบ ๆ พิจารณา... 

“นี่เจ้าเด็กหยาบช้า... ไหนเจ้าลองพยายามปล่อยจิตสังหารออกมาใส่ มือปราบ ผู้นั้นดู...” 

 

“บอกแล้วยังไงว่าข้าทำไม่ได้... ทุกครั้งที่ข้าพยายามใช้จิตสังหารกับมนุษย์ ภาพการลงมือในจังหวะสุดท้ายล้วนแล้วแต่ติดขัดไม่สามารถปิดฉาก แม้แต่จิตสังหารก็ไม่อาจก่อเกิดอย่างสมบูรณ์ได้” ซุน ยังคงยืนยัน 

 

“เอาน่า... ทำตามที่ข้าบอก เจ้านั้นมีพลังสมาธิและสามารถควบคุมจิตสังหารของตนเองได้เป็นเลิศ เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย... ครานี้ก็แค่เปลี่ยนจากสัตว์ร้ายมาเป็นมนุษย์ มันจะไปยากเย็นอะไร?!” เฒ่าชีเปลือย เค้นเสียงดุ 

 

ซุน ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะทดสอบดูอีกครั้ง...  

จินตนการรูปแบบสังหาร ในความนึกคิด... 

 

แต่ในตอนที่ใกล้จะลงมือปิดฉาก จู่ ๆ ความรู้สึกก็หล่นวูบเลือนหายไปเหมือนในทุก ๆ ครา... ด้าน เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้าจับตามองไปยัง ซุน สัมผัสได้ออร่าประหลาดที่แผ่ล้นออกมาจากด้านหลัง... ดวงตาของชายชราเปล่งประกายขึ้น ใช้อาคมประสานเพื่อจดจ้องทะลุอาภรณ์เข้าไปถึงแผ่นหลังด้านใน ก่อนจะพบว่าในช่วงจังหวะที่ ซุน กำลังใช้จิตสังหารถาโถมใส่มนุษย์ด้วยกัน รอยสักดอกบัวสวรรค์ 12 กลีบที่มุมแผ่นหลังใกล้หัวไหล่ เกิดการทำงานในรูปแบบอาคมพิเศษ!! 

 

“นี่สินะ คือสาเหตุ!! นับว่าอาจารย์คนแรกของเจ้า ฝีมือไม่เลวทีเดียว...” เฒ่าชีเปลือย เผยออร่าสีดำห่อหุ้มที่มือ ก่อนจะทะลวงเข้าไปที่รอยสักดอกบัวสวรรค์ทันที... แน่นอนว่ามันเป็นโจมตีด้วยจิตวิญญาณ ดังนั้นกายหยาบของ ซุน จึงแทบไม่รู้สึกใด ๆ 

 

ชั่วพริบตานั้น จิตสังหารของ ซุน พรั่งพรูขึ้นมาอย่างมหาศาลในฉับพลัน!! จนทำให้ตัวของ มือปราบ จิตใจสั่นสะท้านและ สัมผัสรับรู้ได้ถึงอำนาจคุกคามที่ถาโถมเข้าใส่ตนเอง ประหนึ่งอยู่เบื้องหน้าพยัคฆ์ที่หิวโหย ชักกระบี่ในมือออกมาอย่างรวดเร็ว พลางชี้ตรงมายัง ซุน 

 

“จะ...เจ้าคิดจะทำอะไร!!” มือปราบ แผดเสียงขึ้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด 

 

ในตอนนั้น ซุน กลับแสดงสีหน้างุนงงขึ้น... 

“ข้าทำได้?! ทำไมจู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าข้าลงมือสังหารมนุษย์ได้แล้ว?!” 

 

เด็กหนุ่ม สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ราวกับว่าโซ่ตรวนที่พันธนาการตนไว้บางส่วน ขาดสะบั้นลง... ซุน อาจยังไม่รู้ตัว แต่รอยสักดอกบัวสวรรค์ 12 กลีบ เวลานี้มันได้เลือนหายไปแล้วหนึ่งกลีบ เหลือเพียง 11 กลีบ ทิ้งไว้บนแผ่นหลังเท่านั้น... 

 

เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ... 

“อาจารย์คนแรกของเจ้า นอกจากจะปิดผนึกพลังบางอย่างในตัวเจ้าไว้แล้ว ยังได้ปิดผนึกสัญชาตญาณสัตว์ร้ายในจิตใจของเจ้าเอาไว้ ด้วยรอยสักดอกบัวสวรรค์นี้... ทั้งยังเป็นรอยสักอาคมชนิดพิเศษที่ทรงพลังมาก แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่สามารถปลดมันได้ทั้งหมดในคราเดียว คงต้องรอให้เจ้าเติบโตและมีพลังต่อต้านมากยิ่งขึ้น จึงจะค่อย ๆ ปลดเปลื้องมันออกได้ 

 

หึหึ...ช่างน่าสนใจจริง ๆ มันคืออะไรกันแน่นะที่อาจารย์คนแรกของเจ้า พยายามสะกดมันเอาไว้ด้วยรอยสักอาคมนี้ ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ... ในตอนที่ข้าพยายามปลดเปลื้องมัน ข้าสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวที่อยู่ในนั้น มันเป็นเงาร่างของ อสูรร้าย ที่แผดเสียงคำรามจากการถูกจองจำ มีอำนาจทรงพลังยิ่งกว่า รอยสักเบญจสารสัตว์ ของเจ้านับร้อย ๆ เท่า!!”  

 

…………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว